ติงเซิ้นซารู้สึกคล้ายกำลังจะเป็นบ้าเสียงนั้นดังก้องอยู่ในหัวของเขาไม่หยุดเขารู้สึกได้ว่าความหวาดกลัวกำลังแผ่กระจายออกมาจากทุกอณูในร่างกายของเขา
มารลำดับที่สิบเก้า?
มารลำดับที่สิบเก้าคืออะไรกัน?
เขาก้มลงมองใบหน้าบนกระดาษนั้น พบว่าใบหน้าเหี้ยมเกรียมค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปอย่างช้า ๆ จนในที่สุด ร่างมนุษย์ที่แสนเลือนรางก็ปรากฏขึ้นมาแทน“เข้ามาสิ”
ร่างนั้นยื่นมือออกมา และในตอนนั้นเองจู่ ๆ มือหนึ่งก็ยื่นออกมาจากตำราแล้วจับไปที่คอเสื้อของติงเซิ้นซาจากนั้นก็ดึงเขาเข้าไปในตำรา
หญิงที่นั่งอยู่ตรงมุมบันไดขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อย นางเอียงตัวมองมาทางนี้ครู่หนึ่งก่อนจะพบว่าติงเซิ้นซากำลังก้มหน้าก้มตาอ่านตำราในมือ โดยไม่แม้แต่จะขยับเขยื้อนแม้จะรับรู้ได้ว่าลมปราณและชีพจรของติงเซิ้นซาแลดูวุ่นวายเล็กน้อย แต่นางก็คิดว่าอีกฝ่ายยังสงบสติอารมณ์ไม่ได้เท่านั้นจึงไม่ได้ใส่ใจอะไร เพียงถอนสายตากลับไปในที่สุด
ติงเซิ้นซารู้สึกว่าตนถูกมือนั้นดึงจนลอยออกไปไกลมากไกลเหลือเกิน ราวกับว่าเขาถูกดึงออกไปจากโลกแล้วเช่นนั้นรอบด้านเต็มไปด้วยแสงที่ส่องประกายอย่างวุ่นวายมันทำให้เขารู้สึกไม่สบายตาเอาเสียเลย จากนั้น เขาก็รู้สึกราวกับตนร่วงหล่นลงมาอย่างแรงเมื่อแหงนหน้าขึ้นมองจึงพบว่าตรงหน้าเป็นภูเขาสูงแห่งหนึ่งที่นี่มีต้นไม้ขึ้นเพียงบางตา หญ้าและพืชพรรณก็น้อยนิดเหลือเกินแต่กลับเต็มไปด้วยหินสีเทาผสมดำที่แลดูหนักแน่นราวกับทองคำทำให้สีเทาผสมดำกลายเป็นสีหลักของที่แห่งนี้
ที่ยอดสูงสุดของภูเขามีรูปปั้นหนึ่งตั้งอยู่ดูเหมือนจะเป็นรูปปั้นหมาป่าที่กางปีกออก
ที่เบื้องหน้าเขาเป็นถ้ำแห่งหนึ่ง ทั้งสองด้านของปากถ้ำมีเสาหินขนาดใหญ่ประมาณสองคนโอบตั้งอยู่บนเสาเต็มไปด้วยรูปสลักของหมาป่าที่มีปีก ดูเหมือนหมาป่าในนั้นจะมีขนาดใหญ่มากนอกจากดวงตาสองข้างที่เหมือนกับหมาป่าทั่วไปแล้วที่หน้าผากของพวกมันยังมีดวงตาอีกดวงประดับอยู่บนนั้นในลักษณะแนวตั้ง
ประตูหน้าถ้ำเปิดอยู่มันเป็นประตูสีดำขนาดใหญ่สองบาน บานทางซ้ายมีอักษรขนาดใหญ่คำว่าสิบเก้าสลักอยู่ส่วนบานทางขวามีคำว่าถ้ำสวรรค์สลักอยู่
สิบเก้าถ้ำสวรรค์?
ติงเซิ้นซารู้สึกราวกับกำลังฝันไปทั้งหมดนี้ดูไม่สมจริงเอาเสียเลย
แต่ความอยากรู้อยากเห็นอันรุนแรงก็กำลังผลักดันเขาอยู่ทำให้เขาก้าวไปข้างหน้าอย่างลืมตัว จากนั้นก็เดินเข้าไปในประตูที่กำลังเปิดอ้าในที่สุด
สองข้างเป็นผนังหินสีดำและมีภาพวาดฝาผนังประดับอยู่เต็มไปหมด ภาพเหล่านั้นมีสีสันสดใสมาก แต่เพราะติงเซิ้นซาสนใจเพียงแค่ว่าที่สุดอุโมงค์จะมีอะไรที่น่าหวาดกลัวพุ่งออกมาหรือไม่ จึงไม่ได้สนใจมองว่าภาพเหล่านั้นเป็นภาพอะไรกันแน่เขาเพียงกวาดตามองแบบผ่าน ๆ ภาพบนนั้นน่าจะอธิบายถึงสงครามครั้งหนึ่งเมื่อมีมนุษย์ ย่อมมีสงคราม มีมนุษย์ ย่อมมีความขัดแย้ง ตอนนี้ เยี่ยนโยวสิบหกแคว้นเอาแต่รบราและฟาดฟันกันทั้งเดือนทั้งปีติงเซิ้นซาจึงไม่สนใจเรื่องสงครามเลยสักนิด
เขาก้าวไปข้างหน้าอย่างระมัดระวังหลังเดินไปได้ประมาณหนึ่งร้อยเมตร เขาก็พบกับร่องลึกแห่งหนึ่งมันลึกจนมองไม่เห็นพื้นเบื้องล่างเลยทีเดียว บนร่องนั้นมีสะพานหินอยู่แห่งหนึ่งซึ่งไม่ได้ยาวอะไรมากมายคือมีความยาวประมาณสิบกว่าเมตรเท่านั้น จนเมื่อเดินขึ้นไปบนสะพาน ติงเซิ้นซาจึงพบว่าสะพานนั้นไม่ได้สร้างขึ้นด้วยการนำหินขนาดเล็กมาต่อเข้าด้วยกันแต่เป็นการแกะหินขนาดใหญ่ให้กลายเป็นสะพานต่างหาก...ช่างเป็นผลงานที่น่าตกตะลึงอะไรเช่นนี้
เมื่อเดินข้ามสะพานเขาก็พบกับทุ่งดอกไม้ที่กว้างใหญ่ราวกับทะเล
ร่องลึกนั้นกว้างเพียงสิบกว่าเมตรเท่านั้น แต่ในตอนที่อยู่บนสะพานเขากลับมองไม่เห็นอีกฝั่งเลย เพราะบริเวณนั้นเต็มไปด้วยหมอกหนาหลังเดินข้ามสะพานมา ภาพตรงหน้าถึงกลับมาชัดเจนอีกครั้ง เดิมทีเขาคิดว่าที่นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของถ้ำหินเท่านั้นจนเมื่อข้ามสะพานมาจึงพบว่าแท้จริงแล้ว ที่นี่เป็นทุ่งกว้างต่างหาก
มีดอกไม้อยู่ทุกหนแห่ง ทั้งหมดล้วนเป็นดอกไม้ชนิดเดียวกันมันเป็นดอกไม้ที่มีสีแดง เต็มไปด้วยกลีบเล็ก ๆ คล้ายกับโคมไฟที่ถูกประดับประดาด้วยขนเส้นเล็กๆ อย่างไรอย่างนั้น เป็นดอกไม้ที่ใบน้อย แต่ก้านยาว แต่ละก้านจะมีดอกไม้เพียงดอกเดียวเท่านั้นอีกทั้งดอกไม้ทั้งหมดยังมีขนาดและความสูงที่พอ ๆ กันอีก ดังนั้นเมื่อทอดมองออกไป เขาก็รู้สึกราวกับตรงหน้าไม่ใช่ทุ่งดอกไม้แต่เป็นทุ่งแห่งเลือดต่างหาก
วินาทีนั้นติงเซิ้นซาก็มีความรู้สึกบางอย่างเขานึกเสียใจที่ตนเดินเข้ามาตั้งแต่แรก เมื่อหันกลับไปมองด้านหลังก็พบว่าสะพานหินหายไปเสียแล้วเขารีบเดินไปที่ร่องลึกอีกครั้ง และในตอนนั้นเองที่เขาพบว่า ภายในร่องลึกเต็มไปด้วยมวลลาวาที่กำลังเดือดเต็มที่ติงเซิ้นซาสะดุ้งตกใจ รีบกระโดดทะยานขึ้นไปในอากาศ เพื่อข้ามร่องลึกและกลับไปทางเดิมแต่หมอกที่เคยลอยอยู่เหนือร่องลึกก็เป็นดั่งกำแพงหนาที่ขวางเขาเอาไว้หัวของเขากระแทกมันอย่างแรง ก่อนร่างกายจะร่วงลงมาบนพื้นอีกครั้ง
ใบหน้าเขาซีดเผือด รู้สึกราวกับตนเผลอเดินเข้ามาในนรกเสียแล้ว
“เมื่อมาถึงที่นี่เจ้าก็ไม่มีทางได้กลับไปอีกแล้ว”
เสียงนั้นดังออกมาจากส่วนลึกของทุ่งดอกไม้ติงเซิ้นซาจึงกลั้นใจเดินตามเสียงนั้นไป
ทุ่งดอกไม้แห่งนี้ไม่มีเส้นทางเดินให้เห็นเลยแต่เมื่อเขาเดินเข้าไปใกล้ ดอกไม้พวกนั้นก็จะหลบออกไปอีกด้านเพื่อเปิดทางให้รอจนเขาเดินผ่านไป ดอกไม้จึงกลับมาปิดทางเอาไว้ดังเดิม
ติงเซิ้นซารู้สึกราวกับเดินมานานร่วมปีแต่เมื่อหันหลังกลับไปเขาก็ยังคงมองเห็นสะพานหินที่ปรากฏขึ้นอีกครั้งได้เหมือนเดิม เพียงแต่บัดนี้หมอกบนนั้นหนากว่าเดิมมากราวกับตรงนั้นมีเงาสีขาวมากมายลอยอยู่
ทันใดนั้น ติงเซิ้นซาก็รู้สึกราวกับถูกตีที่หัวหยาดเหงื่อแห่งความหวาดกลัวก็ทำให้เสื้อผ้าที่สวมใส่เปียกปอนในชั่วพริบตา
นั่นไม่ใช่หมอกแต่เป็นดวงวิญญาณของคนที่ตายไปแล้วต่างหาก ดวงวิญญาณมากมายมารวมตัวกันเหนือร่องลึกจนคล้ายเป็นกลุ่มหมอกในที่สุด
แม้แต่ฟันในปากก็ยังสั่นระรัวขึ้นอย่างไม่อาจหักห้ามได้ ติงเซิ้นซารู้สึกราวกับตกเข้าไปในอุโมงค์น้ำแข็งราวกับเลือดในตัวกำลังจะเยือกแข็ง เขาหวาดกลัว...ตั้งแต่เด็กจนโตเขายังไม่เคยหวาดกลัวสิ่งใดเท่ากับวันนี้มาก่อน เขากลัวว่าหากตนยังเดินหน้าต่อไปอีกแม้แต่ก้าวเดียวตนก็จะกลายเป็นหนึ่งในดวงวิญญาณเหล่านั้น
แต่เพียงไม่นานเขาก็เดินไปจนสุดทุ่งดอกไม้แล้ว ปราสาทสีดำปรากฏอยู่ตรงหน้า มันสูงหลายสิบเมตรเห็นจะได้ปราสาทนั้นตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว ราวกับเป็นหอคอยร้างที่ถูกทิ้งเอาไว้เช่นนั้น
ประตูปราสาทเปิดอยู่บนประตูมีอักษรสลักเอาไว้...ราชาลำดับที่สิบเก้า
ติงเซิ้นซาเดินไปหยุดอยู่หน้าประตูด้วยสองขาที่สั่นเทาไม่หยุดจากนั้นก็ชะโงกหน้าเข้าไปในปราสาท ในนั้นเป็นทางเดินที่ไม่ถือว่ากว้างใหญ่อะไรทั้งยังเงียบเหงาเหลือเกิน หลังคาที่ชำรุดทรุดโทรม อิฐที่หล่นอยู่บนพื้นต้นไม้ที่แห้งเหี่ยวมีอีกาตัวหนึ่งเกาะอยู่บนนั้นอย่างโดดเดี่ยวดวงตาของอีกาเป็นสีแดงฉานและกำลังจ้องมาที่เขาอย่างเยือกเย็น
ชายวัยกลางคนในชุดคลุมสีขาวยืนอยู่ใต้ต้นไม้ต้นนั้นเขากำลังหันหน้ามาทางติงเซิ้นซา...ใบหน้าของชายคนนั้นไม่มีร่องรอยของความโหดเหี้ยมหรือดุดันทั้งยังแลดูงามสง่าและเรียบร้อยราวกับคนมีการศึกษา เขาไม่มีกลิ่นอายที่ให้ความรู้สึกว่าอันตรายเลยสักนิดนั่นทำให้ความหวาดกลัวในหัวใจของติงเซิ้นซาลดลงไปได้เล็กน้อย
ชายวัยกลางคนถือตำราเล่มหนึ่งเอาไว้ดูเหมือนว่าเขาจะอ่านมาได้ครึ่งเล่มแล้ว
อีกาตัวนั้นบินลงมาจากต้นไม้ที่แห้งเหี่ยวจากนั้นก็มาเกาะอยู่ที่ไหล่ของชายคนนั้น และยังคงจ้องมองติงเซิ้นซาอย่างเยือกเย็นเหมือนเดิม
“อย่ากลัวไปเลย เข้ามานั่งสิ”
ชายวัยกลางคนกวักมือเรียกติงเซิ้นซา ทันใดนั้นโต๊ะและเก้าอี้ก็ปรากฏขึ้นที่เบื้องหน้าเขา โต๊ะนั้นไม่ได้ทำมาจากไม้และไม่ได้ทำมาจากหินเช่นกัน แต่มันทำมาจากกระดูกต่างหาก กระดูกมากมายถูกนำมาต่อกันจนกลายเป็นเก้าอี้ส่วนโต๊ะก็เกิดจากการนำหัวกะโหลกมาติดรวมกันนั่นเอง ไหและจอกสุราอันแสนประณีตที่ทำมาจากหยกตั้งอยู่บนโต๊ะสีของมันช่างเข้ากับสีของโต๊ะและเก้าอี้กระดูกเหลือเกินขณะที่ชุดสีขาวของชายวัยกลางคนกับอีกาสีดำสนิทกลับตัดกันอย่างสิ้นเชิง
ปราสาทสีดำ ต้นไม้แห้งเหี่ยวก็มีสีดำทว่าในสถานที่ที่ทุกสิ่งเต็มไปด้วยสีดำนี้ กลับมีโครงกระดูกสีขาวอยู่เต็มไปหมด
ชายวัยกลางคนนั่งลงบนเก้าอี้ตัวหนึ่งจากนั้นก็ชี้ไปที่เก้าอี้ซึ่งตั้งอยู่ฝั่งตรงข้าม “ไหน ๆ ก็มาแล้วยังจะกลัวอะไรอีกล่ะ?”
ติงเซิ้นซาเดินเข้าไปหาด้วยร่างที่สั่นเทาเขาโค้งคำนับด้วยท่าทางนอบน้อม จากนั้นจึงนั่งลงบนเก้าอี้กระดูกในที่สุด ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกราวกับมีมือกระดูกมากมายยื่นออกมาจากเก้าอี้และจับตัวเขาเอาไว้อย่างแน่นหนา
“ที่นี่ลึกลับมากผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างนอกนั่นไม่มีทางรับรู้ได้แน่ พลังของนางยังน้อยเกินไปจึงไม่อาจรับรู้ได้ถึงการมีตัวตนของข้า”
ชายวัยกลางคนวางตำราในมือลงจากนั้นก็มองไปยังติงเซิ้นซาด้วยรอยยิ้ม รอยยิ้มของเขาเป็นมิตรเหลือเกินดวงตาคู่นั้นก็แฝงไปด้วยความอบอุ่น
“ทำไม...ถึงพาข้ามาที่นี่?ที่นี่คือที่ไหน? เจ้าเป็นใคร?” ติงเซิ้นซาถามอย่างตื่นตระหนก
รอยยิ้มของชายวัยกลางคนทำให้เขารู้สึกอุ่นใจมากขึ้นราวกับรอยยิ้มนั้นแฝงไปด้วยมนต์สะกดที่ไม่อาจต้านทานได้ โดยเฉพาะสายตาของชายคนนั้นที่เปล่งประกายน่าหลงใหลยิ่งนัก
“เพราะเรามีวาสนาต่อกัน”
ชายวัยกลางคนพูดด้วยรอยยิ้ม“เจ้าส่งโลหิตนำทางเข้าไปในตำราเล่มนั้น และโลหิตนำทางก็พาเจ้ามาที่นี่ที่นี่เป็นถ้ำสวรรค์ที่สิบเก้าของเผ่ามาร ส่วนข้าเป็นเจ้าของที่นี่มารอันดับที่สิบเก้า ดูเหมือนพวกเจ้าจะไม่ค่อยรู้เรื่องเกี่ยวกับเผ่ามารสักเท่าไหร่สิ่งสำคัญสิ่งหนึ่งที่พวกเจ้าไม่รู้ก็คือ เผ่ามารอยู่ร่วมกับพวกเจ้ามาโดยตลอดไม่แน่ว่า คนธรรมดา ๆ ที่เดินสวนกันกลางถนนอาจเป็นหนึ่งในสมาชิกของเผ่ามารก็ได้”
เขามองไปยังติงเซิ้นซาแวบหนึ่งก่อนจะพูดต่อไป “ที่ข้าบอกว่าเรามีวาสนาต่อกันเพราะข้ารับรู้ได้ถึงความโกรธแค้นในใจเจ้า ทุกคนที่มีความแค้นล้วนมีวาสนากับข้าทั้งสิ้น”
เขามองเข้าไปในดวงตาของติงเซิ้นซา“บอกข้ามา คนที่เจ้าโกรธแค้นชื่ออะไร?”
ติงเซิ้นซาขบริมฝีปากพลางตอบออกไป“อันเจิง!”
ชายวัยกลางคนยกยิ้ม“เป็นคนที่ดีกว่าเจ้าทุกอย่าง ข่มเจ้าทุกทาง แล้วยังสามารถทำลายศักดิ์ศรีทั้งหมดของเจ้าได้อย่างง่ายดายใช่หรือไม่?”
ติงเซิ้นซาลังเลไปครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าหนัก ๆ ในที่สุด
ชายวัยกลางคนพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ข้าเองก็เกลียดคนเช่นนี้ที่สุดทำไมเขาต้องดีกว่าเจ้าด้วย? หากเป็นเพราะพรสวรรค์แล้วทำไมพรสวรรค์ของเจ้าถึงด้อยกว่ามัน? หากเป็นเพราะพื้นฐานและแรงสนับสนุนแล้วทำไมเจ้าถึงมีไม่มากเท่ามัน? แม้จะคิดแบบนั้นแต่ความจริงก็คือทุกอย่างไม่มีเหตุผล ไม่มีอะไรทั้งนั้นมีเพียงความจริงที่เจ้าแพ้เขาเท่านั้น”
ติงเซิ้นซาตะโกนเสียงดังลั่น “สักวันข้าจะต้องฉีกมันให้กลายเป็นหมื่นๆ ชิ้นให้ได้”
ชายวัยกลางคนส่ายหน้าช้า ๆ“เผ่ามารของเราไม่เคยสาบาน เพราะการกระทำมีประโยชน์กว่าคำสาบานมากนัก หากเจ้ามาเป็นศิษย์ของข้าข้าจะทำให้เจ้าแข็งแกร่งมากขึ้นให้เจ้าเหยียบคนที่เจ้าเกลียดจนจมดินได้อย่างง่ายดาย ให้มันทุกข์ทรมานไปตลอดกาลโปรดอย่ากังขาในพลังของข้า เจ้าเห็นดวงวิญญาณบนร่องเหวนั่นหรือไม่?”
ติงเซิ้นซาพยักหน้า
ชายวัยกลางคนพูดขึ้น “คนพวกนั้นเป็นคนที่เคยคิดว่าตัวเองจะเหยียบย่ำดูถูกข้าได้และคนเช่นนี้ ไม่ว่าจะมีมากเท่าไหร่ข้าก็จะฆ่าให้หมดทุกคน ลูกผู้ชายไม่จำเป็นต้องเมตตาต่อคู่ต่อสู้หรอกนะมีแต่พวกพุทธสาวกเท่านั้นที่จะเสแสร้งแกล้งทำเป็นใจดีมีเมตตาแม้แต่ข้าก็ยังจำไม่ได้แล้วว่าเคยฆ่าคนไปกี่คน และเพราะข้าสังหารคนมามากมายดังนั้น ข้าจึงสามารถเหยียบย่ำและดูถูกคนอื่นได้”
เขาชี้นิ้วไปยังติงเซิ้นซา“เจ้าไม่อยากเป็นแบบข้าบ้างรึ?”
ติงเซิ้นซาลังเลเล็กน้อย“ข้าไม่อยากฆ่าคนบริสุทธิ์ ข้าอยากฆ่าแค่อันเจิงคนเดียว”
ชายวัยกลางคนหัวเราะขึ้นเล็กน้อย“โลกใบนี้ไม่มีคนบริสุทธิ์อะไรนั่นหรอกนะ เพราะหากใครที่กล้ามาขวางทางเจ้าพวกมันก็สมควรตายทั้งนั้น ความผิดของพวกมันก็คือการขวางทางของเจ้าและทุกคนที่กล้ามาขวางทางก็ต้องตายทั้งหมด อันเจิงที่เจ้าพูดถึงก็คือคนที่มาขวางทางของเจ้าเจ้าไม่สังเกตเลยหรือว่า คนที่ชื่ออันเจิงนั่นทำลายระดับอารมณ์ของเจ้าไปหมดแล้วเขาทำให้เจ้าไม่มั่นใจในตัวเอง ทำให้เจ้ารู้สึกสับสน มองไม่เห็นอนาคตทำให้เจ้ารู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้แพ้ ไม่ใช่รึ?”
ติงเซิ้นซาพยักหน้า “ใช่”
ชายวัยกลางคนพูดต่อไป “คุกเข่าลงคำนับข้าแล้วข้าจะรับเจ้าเป็นศิษย์ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เจ้าก็คือศิษย์เพียงคนเดียวของราชันลำดับที่สิบเก้าแห่งเผ่ามาร”
ติงเซิ้นซายังลังเลอยู่เล็กน้อยแต่ความเกลียดชังในหัวใจทำให้เขาเสียสติไปจนหมดแล้ว เขาลุกขึ้นยืนจากนั้นก็ทรุดลงไปคุกเข่าอยู่บนพื้น “ท่านอาจารย์ ได้โปรดทำให้ข้าแข็งแกร่งขึ้นด้วยเถิด!”
ชายวัยกลางคนระเบิดเสียงหัวเราะออกมาทันทีที่อ้าปากกว้าง ลิ้นสีแดงสดราวกับเลือดก็เริ่มขยับ ราวกับเป็นงูพิษที่ถูกเลี้ยงเอาไว้เช่นนั้น
“ข้าจะมอบพลังให้กับเจ้ามันเป็นพลังที่มากจนเจ้านึกภาพไม่ออกเลยล่ะ แต่แม้เจ้าจะเป็นศิษย์ของข้าแล้วทว่าข้าก็มอบพลังให้เจ้าโดยไม่มีข้อแลกเปลี่ยนไม่ได้อยู่ดีพวกเราต้องทำสัญญากันก่อน”
ติงเซิ้นซาถามขึ้น “สัญญาอะไร?”
ชายวัยกลางคนถามกลับมา “เจ้าอยากเป็นอมตะหรือไม่?”
ติงเซิ้นซาพยักหน้า “อยาก!”
ชายวัยกลางคนยืนขึ้นจากนั้นก็เดินไปหยุดอยู่เบื้องหน้าติงเซิ้นซา แล้วก้มตัวลงมาบอกกับเขา “เช่นนั้นก็มอบหัวใจของเจ้าให้ข้าข้าจะเก็บรักษามันแทนเจ้าเอง ตราบใดที่ข้ายังไม่ตาย เจ้าก็จะไม่มีวันตายเช่นกันและในโลกใบนี้ มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถสังหารข้าได้ ดังนั้นหากข้าเป็นอมตะ เจ้าก็จะเป็นอมตะเช่นกัน”
ติงเซิ้นซาตกใจจนร่างสั่นไม่หยุดเขาถอยกลับไปทางด้านหลังอย่างรวดเร็ว “หัวใจ...ข้าจะมอบหัวใจให้ท่านได้อย่างไรหากมอบให้ท่านไป ข้าก็ตายน่ะสิ...อา...อาจารย์...ท่านอย่าล้อเล่นแบบนี้เลย”
รอยยิ้มของชายวัยกลางคนยังคงอ่อนโยนไม่เปลี่ยน“ข้าจะล้อศิษย์รักของตัวเองเล่นด้วยเรื่องเช่นนี้ได้อย่างไรกัน?”
จู่ ๆ เขาก็ยื่นมือออกมา ฉึก...มือของเขาแทงเข้าไปในอกของติงเซิ้นซาก่อนจะดึงหัวใจที่ยังคงเต้นอยู่ออกมาจากนั้นก็ยื่นมือไปหักกระดูกซี่หนึ่งออกมาจากเก้าอี้ แล้วยัดมันเข้าไปในหน้าอกของติงเซิ้นซาอย่างส่งๆ เมื่อทำทั้งหมดเสร็จแล้วจึงเก็บหัวใจเข้าไปในแขนเสื้อ “ข้าให้ร่างกายที่เป็นอมตะกับเจ้าทั้งยังมอบวิชาของข้า ราชันอันดับที่สิบเก้าแห่งเผ่ามารให้เจ้าแล้ว เผ่ามารต้องกลับมายิ่งใหญ่อย่างแน่นอน”
จู่ ๆต้นไม้สีดำที่เคยแห้งเหี่ยวก็ผลิดอกไม้สีแดงขนาดเล็กออกมามากมายดอกไม้ที่บานอยู่บนต้นไม้เหี่ยว ๆ ช่างเป็นอะไรที่น่าพิศวงเสียจริง
ติงเซิ้นซาส่งเสียงกรีดร้องขึ้นจนเมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้งก็พบว่าตนยังอยู่ที่เดิม ที่ชั้นสองของตึกสามชั้นกลางป่าไผ่
เขาลูบไปที่หน้าอกส่วนที่ตรงกับหัวใจทุกอย่างยังปกติดี ไม่มีบาดแผล ทว่าต่อมาเขากลับพบว่าในมือกำลังถือม้วนตำราบางอย่างอยู่ติงเซิ้นซารีบเก็บมันเข้าไปในเสื้อด้วยใบหน้าซีดเผือด แล้วรีบเดินจากไปทันที
หญิงที่นั่งอยู่ตรงมุมบันไดมองติงเซิ้นซาที่เดินออกไปอย่างรีบร้อนแวบหนึ่งจากนั้นก็ก้มลงไปอ่านตำราต่อ แต่สักพักนางก็เงยหน้าขึ้นมาอีกครั้งพลันคิ้วงามก็ประกายความสงสัยออกมา “ทำไมถึงไม่มีเสียงหัวใจเต้น?”