ในลานชุมนุมขนาดใหญ่มีคนในตระกูลนับร้อยคนแต่ยามนี้กลับเงียบสงัด
ทั้งผู้นำตระกูลหยางเซียวและอาจารย์เสี้ยวเอินก็ล้วนจ้องมองตัวอักษรสีดำสนิทแถวหนึ่งด้วยความตกตะลึงราวกับถูกมนตร์สะกดอย่างไรอย่างนั้น
“ซี้ด”
หลังจากผ่านไปชั่วครู่กลับมีเสียงสูดลมหายใจเย็นยะเยือกดังขึ้นตามด้วยเสียงหอบหายใจถี่กระชั้น ทำลายความเงียบสงัดภายในลาน
“ตึง”
ตรงขอบแท่นเวที ร่างกายของหยางกวงไม่มั่นคงร่วงตุบลงมาจากแท่นเวที
แต่มันกลับไม่ดึงดูดความสนใจของผู้คนในลานเลยสักนิดเพราะสายตาของทุกคนล้วนเคลื่อนจากตัวอักษรสีดำสนิทบนแผ่นศิลาไปที่เรือนร่างของชายหนุ่มที่ยืนอย่างสงบ
สายตาของทุกคนที่มองชายหนุ่มพลันเปลี่ยนไป
“นี่...นี่มันเป็นไปได้อย่างไร”หยางกวงลุกขึ้นยืนด้วยท่าทางทุลักทุเล เหมือนถูกปีศาจร้ายเข้าสิงอย่างไรอย่างนั้น
ตัวอักษรสีดำสนิทแถวหนึ่งบนแผ่นศิลาสีดำสนิทชัดเจนอย่างหาที่เปรียบมิได้มันเปล่งแสงสีดำจางๆ ออกมา แสบตาเสียยิ่งกว่าแสงอาทิตย์ทำให้ผู้คนไม่กล้ามองสบตาตรงๆ
“กวงเอ๋อร์” อาวุโสรองหยางเจิ้นที่รักบุตรชายสุดหัวใจร้องเรียกเบาๆอย่างเป็นห่วง
การเคลื่อนไหวของทั้งสองทำให้ทุกคนค่อยๆได้สติกลับมาจากภวังค์
“สิบหกปีระดับไอปราณขั้นสี่...”
“ดูเหมือนตระกูลหยางของพวกเราจะไม่มีอัจฉริยะที่โดดเด่นขนาดนี้ปรากฎตัวขึ้นมาร้อยกว่าปีแล้วสินะ?”
“ไม่ต้องพูดถึงตระกูลหยางของพวกเราแม้แต่ตำบลเฟิงเกรงว่าก็ไม่มีอัจฉริยะที่น่าทึ่งเช่นนี้ถือกำเนิดขึ้นมาร้อยกว่าปีแล้ว!”
“อัจฉริยะอันดับหนึ่งในร้อยปีของตำบลเฟิง!”
หากกล่าวว่าการที่หลันเฟิงเคยถูกเรียกว่าอัจฉริยะอันดับหนึ่งในรอบร้อยปีในตอนนั้นยังถือว่าผิดอยู่บ้างเช่นนั้นยามนี้เขาก็สมควรได้รับคำสรรเสริญเช่นนี้แล้ว
สามปีก่อนพวกเขาได้เห็นอัจฉริยะผู้นี้ตกต่ำด้วยตาของตนเองยามนี้พวกเขาก็ได้เห็นอัจฉริยะผู้นี้ผงาดขึ้นมาใหม่ด้วยตาของตนเองอีกครั้ง!
ผู้นำตระกูลหยางเซียวหัวเราะร่าอย่างอดไม่ได้“ฮ่าๆๆ !”
ในที่สุดเขาก็ได้เห็นความหวังที่ตระกูลจะเติบโตขึ้นโดยคนในตระกูลแล้ว!
จากพรสวรรค์อันน่ากลัวที่ชายหนุ่มสำแดงออกมาเขาย่อมมีคุณสมบัติที่จะแบกรับความรับผิดชอบนี้
แต่ไหนแต่ไรมาผู้ที่ถูกมองว่าเป็นเสาค้ำสมุทรของตระกูลหยางก็คือท่านผู้นำตระกูลหยางเซียวเขาแบกรับแรงกดมหาศาลไว้บนไหล่ ยามนี้เหมือนจะมีคนมาช่วยแบกความกดดันนี้แล้ว
แม้พรสวรรค์ของหยางเสวี่ยจะโดดเดี่ยวมากแต่ถึงอย่างไรเสียนางก็เป็นสตรี ไหล่ที่อ่อนนุ่มนั่นเกรงว่าคงรับภาระอันหนักอึ้งของตระกูลไม่ไหว
หยางเซียวที่ไม่ค่อยแย้มยิ้มมาแต่ไหนแต่ไรยามนี้กลับยิ้มระรื่น
เสี้ยวเอินมองชายหนุ่มอย่างตกตะลึงเนิ่นนานถึงได้ผ่อนคลายลง ในน้ำเสียงแฝงไว้ด้วยความโศกเศร้าและปลงอนิจจัง“คิดไม่ถึงว่านอกจากคุณหนูเสวี่ยเอ๋อร์สตรียอดอัจฉริยะแล้ว ตระกูลหยางยังจะมีอัจฉริยะที่น่าตกตะลึงยิ่งกว่าแฝงตัวอยู่! สิ่งที่ยากยิ่งกว่าก็คือทั้งๆ ที่มีพรสวรรค์น่าตกตะลึงแต่กลับถ่อมตนเช่นนี้”
พรสวรรค์ที่หยางเสวี่ยแสดงออกมาก็น่าตกตะลึงพอแล้วแต่หลันเฟิงกลับสำแดงความเป็นอัจฉริยะที่เหนือกว่าหยางเสวี่ยออกมา
หลันเฟิงเอ่ยด้วยเสียงแผ่วเบา“อาจารย์เสี้ยวเอินชมเกินไปแล้ว”
สิ่งที่เรียกว่าอัจฉริยะอันดับหนึ่งในรอบยี่สิบสามสิบปีหรือหนึ่งร้อยปีหลันเฟิงไม่เคยสนใจมาก่อน ถึงอย่างไรเสียตำบลเฟิงก็เป็นแค่ตำบลเล็กๆข้างเมืองหงสือ ตระกูลหยางเองก็เป็นแค่ตระกูลในตำบลเล็กๆ ตำบลหนึ่ง ในสถานที่เล็กๆแห่งนี้เรียกว่าอัจฉริยะแต่พอไปอยู่ข้างนอกแม้กระทั่งถือรองเท้าให้คนอื่นยังทำไม่ได้ความคิดเช่นนี้บางทีอาจจะสุดโต่งเกินไป แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีเหตุผล
“ชมเกินไปแล้ว?”เสี้ยวเอินส่ายศีรษะแล้วฉีกยิ้มบาง “ไม่ ไม่ชมเกินไปเลยสักนิด จากพรสวรรค์ของเจ้าหากไม่เกิดเรื่องที่ไม่คาดฝันในภายภาคหน้า ย่อมมีหวังที่จะเป็นเหมือนเจ้าสำนักแน่นอน!”
เมื่อเปล่งคำพูดนี้ออกมาทั้งลานก็เงียบสงัดราวกับตายไปแล้วอย่างไรอย่างนั้น
แม้แต่หยางเซียวหยางเอ้าก็ยังหน้าเปลี่ยนสี การประเมินค่าเช่นนี้ไม่ใช่แค่สูงเกินธรรมดาหรอกนะ!
หลันเฟิงหยักไหล่แล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้มบางๆ“ก็อาจจะกระมังขอรับ”
เจ้าสำนักของสำนักศึกษาเมิ่งอู่เรียกได้ว่าเป็นตำนานของเมืองหงสือและเมืองที่อยู่ข้างเคียงในสายตาของผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรมากมาย เขาเป็นดั่งเทพเทวาที่สูงส่งก็ไม่ปาน สิ่งมีชีวิตเช่นนี้ย่อมไม่ใช่สิ่งที่หลันเฟิงในยามนี้จะเทียบเทียมได้แต่หลันเฟิงยังเยาว์วัย อนาคตยังอีกยาวไกล ผู้ใดจะกล้าปฏิเสธว่าอนาคตเขาจะเป็นเช่นนั้นไม่ได้ล่ะ
ความแน่นิ่งของชายหนุ่มเอาชนะใจของเสี้ยวเอินได้อีกครั้งเขามองใบหน้าหมดจดของชายหนุ่ม ยิ่งมองก็ยิ่งชื่นชม และรู้สึกเสียดายแทน
“น่าเสียดาย จำนวนรับศิษย์พิเศษสามตำแหน่งในปีนี้เต็มแล้วมิเช่นนั้นจากพรสวรรค์ของเจ้าย่อมมีคุณสมบัติในการยึดไปหนึ่งตำแหน่งแน่นอน”เสี้ยวเอินถอนหายพลางโคลงศีรษะ
รอยยิ้มไม่ได้จางหายไปจากหลันเฟิงเขาไม่ได้ผิดหวังเลยสักนิด “ไม่เป็นไร ข้าเข้าร่วมการล่าประสบการณ์ได้ขอรับ”
เสี้ยวเอินเงียบขรึมไปชั่วครู่แล้วเอ่ยว่า “การล่าประสบการณ์หรือ...เกรงว่าคงยากไปหน่อย”
อายุในการเข้าร่วมการล่าประสบการณ์คือสิบห้าถึงยี่สิบปีแม้ว่าบางคนพรสวรรค์จะสู้พลันเฟิงไม่ได้ แต่พวกเขาอายุมากกว่าหลายปีพลังยุทธ์เองก็ไม่ใช่สิ่งที่หลันเฟิงจะเทียบได้ ทั้งทักษะปราณที่พวกเขาเรียนรู้ ก็เกรงว่าคงลึกล้ำแล้วและจากประสบการณ์ในอดีต คนเหล่านี้น่าจะเป็นอัจฉริยะที่อยู่ในระดับไอปราณขั้นห้าหรือระดับไอปราณขั้นหก
หากอยากโดดเด่นในบรรดาอัจฉริยะกลุ่มนี้ระดับความยากย่อมไม่ธรรมดา
“แม้ว่าจะยากมากแต่ก็ต้องลองดูก่อนมิใช่หรือ”
ใบหน้าของชายหนุ่มยังคงมีรอยยิ้มจางๆน้ำเสียงไม่มีร่องรอยของการถอดใจเลยสักนิด
ความมั่นใจและความเยือกเย็นนี้ทำให้ชายหนุ่มยิ่งดูน่าสนใจมากขึ้นหลายส่วน
“ก็ต้องลองดู”หากประโยคนี้ออกมาจากปากของคนทั่วไป เสี้ยวเอินย่อมหัวเราะเยาะเย้ยขึ้นจมูกแต่เมื่อมาจากปากของชายหนุ่ม ไม่รู้ทำไมกลับทำให้คนรู้สึกเชื่อถือ
เสี้ยวเอินจึงคล้อยตามคำพูดของชายหนุ่มแล้วเอ่ยอย่างแช่มช้าว่า“หากล้มเหลว เจ้าก็ไม่จำเป็นต้องกังวล สามารถเข้าร่วมการทดสอบเข้าสำนักศึกษาได้ส่วนค่าเรียนที่แพงลิบลิ่วนั้น คิดดูแล้วพี่หยางคงยินดีจ่ายแทนสินะ?”
ระหว่างที่พูดสายตาของเขาก็ตกอยู่บนเรือนร่างหยางเซียว
สำหรับคนทั่วไปแล้วค่าเล่าเรียนของสำนักการศึกษาเมิ่งอู่ที่สูงลิบนั้นอาจจะรับผิดชอบได้ยากแต่สำหรับทั้งตระกูลหยางแล้ว กลับยังรับผิดชอบไหว
“หึๆข้ากลับหวังว่าจะมีโอกาสนั้น” หยางเซียวเอ่ยพร้อมกับหัวเราะเสียงดัง
เสี้ยวเอินชักสายตาแล้วเผยท่าทางทรงอำนาจ “แน่นอน หากวันไหนตระกูลหยางจ่ายค่าเล่าเรียนไม่ไหวข้าก็ยินดีช่วย”
หลันเฟิงกลายเป็นจุดสนใจในสายตาของทุกคนอย่างไม่รู้ตัว
เดิมทีคนที่ควรจะเป็นจุดเด่นควรจะเป็นสตรียอดอัจฉริยะอย่างหยางเสวี่ยแต่กลับถูกเขาแย่งชิงไป ทว่าเห็นได้ชัดว่านางไม่ได้ถือสาเลยแม้แต่น้อยกระทั่งดีใจเสียด้วยซ้ำ
หลังจากผ่านไปชั่วครู่เสี้ยวเอินก็สั่งให้นักเรียนหนุ่มที่อยู่ข้างกายเก็บแผ่นศิลา แล้วเอ่ยคารวะหยางเซียวหลันเฟิงกับพรรคพวกสองสามคนตรงนั้น “รบกวนทุกคนนานเกินไปแล้วข้าต้องรีบกลับไปรายงานท่านเจ้าสำนัก พี่หยางและน้องๆ ทุกท่านผู้แซ่เสี้ยวขอตัวก่อน!”
“เหตุใดถึงรีบร้อนเพียงนั้นไม่อยู่เที่ยวหน่อยหรือ”
หยางเซียวมองเสี้ยวเอินอย่างสงสัยแล้วเอ่ยตามมารยาทเล็กน้อย“แม้ว่าตำบลเฟิงจะเล็ก แต่บรรยากาศกลับงดงามเป็นอย่างยิ่งพี่เซียวลองอยู่ชื่นชมบรรยากาศในสถานที่เล็กๆ ของพวกเราสักสองสามวันเถิด”
“ข้าก็อยากอยู่อีกสักสองสามวันจะได้คุยเล่นกับพี่หยางและน้องๆ สักหน่อย แต่น่าเสียดาย ท่านเจ้าสำนักคงรอไม่ไหวข้าต้องรีบกลับไปรายงานผลให้ท่านเจ้าสำนักฟัง”เสี้ยวเอินโบกมือปฏิเสธการรั้งไว้ของหยางเซียว แล้วหันไปมองหลันเฟิงอีกครั้ง“น้องชาย ข้าจะรอพบเจ้าที่สำนักศึกษาเมิ่งอู่”
“ได้เลย”ชายหนุ่มหลุดปากออกมาสองคำ เป็นคำพูดที่ประกอบด้วยความมั่นใจเป็นอย่างยิ่ง
เสี้ยวเอินหันกายเดินออกไปเขาโบกมือให้โดยไม่แม้แต่จะหันกลับมา “ลาล่ะ”
“ลาก่อนขอรับ”
หยางเซียวใช้สายตามองส่งทั้งสามคนจนกระทั่งเงาร่างของทั้งสามหายลับไปจากสายตาเขาถึงได้ชักสายตากลับมาอย่างแช่มช้า แล้วเอ่ยกับทุกคนในตระกูลว่า “เอาล่ะทุกคนแยกย้ายกันเถิด”
สาเหตุที่เรียกคนหนุ่มสาวของตระกูลจำนวนมากมารวมตัวกันไม่ใช่แค่เพื่อต้อนรับเสี้ยวเอิน ประเด็นหลักๆ คือหวังให้เสี้ยวเอินได้พบเหล่าคนรุ่นเยาว์ของตระกูลหยางหากคนในตระกูลคนใดโชคดีได้รับคำชมหรือถูกใจเขา และรับเข้าเป็นศิษย์ นั่นย่อมเป็นเรื่องที่ดียิ่ง
แม้ว่าความหวังจะไม่มากนักแต่หยางเซียวก็ยังคงยินดีลอง
ทว่าผลกลับน่าเสียดายดูเหมือนว่าคนรุ่นเยาว์ในที่นี้จะไม่มีผู้ใดเข้าตาเสี้ยวเอินเลยสักนิด
แน่นอนหยางเสวี่ยและหลันเฟิงนั้นเป็นข้อยกเว้น
หยางเสวี่ยกำลังจะกราบเจ้าสำนักเข้าร่วมสำนักศึกษาเมิงอู่อยู่รอมร่อไม่ต่างอันใดจากการก้าวขึ้นไปบนท้องฟ้าในก้าวเดียว แน่นอนว่าย่อมไม่อาจทิ้งสิ่งสูงไปหาสิ่งที่ต่ำกว่าได้
แต่เทียบกันแล้วหลันเฟิงน่าทึ่งกว่ามากและเสี้ยวเอินก็มีญาณทัศนะ รู้ว่าตนสั่งสอนอัจฉริยะที่โดดเด่นขนาดนี้ไม่ได้ จึงไม่ได้เอ่ยปากรับเป็นศิษย์เพื่อไม่ให้ลงจากแท่นไม่ได้[1]
เมื่อสายตาของหยางเซียวตกอยู่บนเรือนร่างของหลันเฟิงก็แย้มยิ้มออกมาอีกครั้ง
แม้ว่าจะไม่มีสักคนในตระกูลที่ทำให้เสี้ยวเอินสนใจได้แต่การทดสอบของหลันเฟิงกลับทำให้เขาตกตะลึงและยินดีเป็นอย่างยิ่ง!
“เจ้าเด็กนี่ซ่อนตัวไว้ลึกเกินไปหากไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น เกรงว่าพวกเราทุกคนคงยังถูกเขาขังอยู่ในกล่อง[2]”ในฐานะผู้นำตระกูล ในตระกูลมีอัจฉริยะที่น่าตกตะลึงขนาดนี้ซ่อนตัวอยู่ ตนกลับไม่พบหยางเซียวจึงกลัดกลุ้ม ดูเหมือนตนจะเป็นผู้นำตระกูลที่ไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย!
แม้การทดสอบจะเสร็จแล้วไม่มีข้อผิดพลาดใดๆ เกิดขึ้นระหว่างนั้น แต่ผลกระทบที่ตามมากลับเพิ่งจะเริ่มขึ้น
เมื่อทุกคนในตระกูลแยกย้ายไปผลการทดสอบของหลันเฟิงก็แพร่กระจายจากปากของเหล่าคนรุ่นเยาว์เหล่านี้แพร่งพรายไปถึงหูของคนภายนอกจำนวนนับไม่ถ้วน
ยอดฝีมือระดับไอปราณขั้นสี่อายุสิบหกปีพรสวรรค์อันน่าตกตะลึงที่ชายหนุ่มคนนี้สำแดงออกมาดึงดูดความวุ่นวายอย่างที่คิดเอาไว้ในตำบลเล็กๆ แห่งนี้จึงเกิดพายุขึ้น
เมื่อก่อนเป็นคนไร้ค่าที่ตกอยู่ในนรกวันหนึ่งที่ฟื้นฟูพรสวรรค์กลับมา ชื่อเสียงของอัจฉริยะก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง
และคำว่าคนไร้ค่าที่ทุกคนเรียกก็ค่อยๆเปลี่ยนเป็นคำเรียกด้วยความเคารพนบน้อมอย่าง ‘คุณชายเฟิง’ เหมือนดั่งสามปีก่อนแทน
บนถนนหลันเสียนหลงที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นข้างแผงมองผู้คนอย่างเงียบเชียบ
ฉับพลันนั้นกลุ่มคนก็รีบร้อนเข้ามาแล้วหยุดลงด้านข้างแผงของเขา
“พี่หลันยินดีด้วย!”
“ยินดีด้วยยินดีด้วย! นี่สินะที่เรียกว่าพ่อเป็นเสือลูกไม่เป็นหมา[3]พี่หลัน ในที่สุดยามนี้ข้าก็เข้าใจความหมายของคำนี้แล้ว...”
“พี่หลันยังจำข้าได้หรือไม่สองสามวันก่อน ข้ายังซื้อตะกร้าสะพายหลังจากท่านอยู่เลย หึๆเมื่อครู่ได้ยินเรื่องของลูกชายท่าน จึงตั้งใจมาแสดงความยินดี...”
“คุณชายเฟิงก็ยังคงเป็นคุณชายเฟิงแม้กระทั่งยามนี้ยังร้ายกาจยิ่งกว่าเดิม”
หลันเฟิงเหลือบมองฝูงชนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามด้วยความสงสัย
ในบรรดาคนกลุ่มนี้มีอยู่แปดเก้าคนที่ตนเองไม่รู้จักแทบจะไม่เคยคบค้าสมาคมด้วยมาก่อน
ไม่ผิดหนึ่งในนั้นเป็นคนที่ซื้อตะกร้าสะพายหลังไปจากตนจริงๆ แต่เขาชั่วร้ายนักจี้ทุกรายละเอียด นั่นจึงไม่ใช่การค้าที่น่ายินดีนัก
คนเดียวกันแท้ๆแต่ยามนี้ใบหน้ากลับเต็มไปด้วยรอยยิ้มและท่าทางประจบประแจง แตกต่างจากใบหน้าชั่วร้ายในวันก่อนราวกับคนละคน
[1] ลงจากแท่นไม่ได้หมายถึงอับอายต่อหน้าผู้อื่น
[2] ขังอยู่ในกล่องหมายถึง ปิดหูปิดตา
[3] พ่อเป็นเสือลูกไม่เป็นหมายเปรียบได้กับลูกไม้ย่อมหล่นไม่ไกลต้น