จิตวิญญาณเทพยุทธ์สยบเทวะ【จบ】

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 57 เคล็ดสี่จตุรเทพ

            ในเวลานั้นทั่วทั้งห้องก็ได้ถูกปกคลุมไปด้วยแสงสว่างไสว ภายในแสงสว่างนั้นได้ปรากฏสิ่งมีชีวิตที่มีรูปร่างราวกับสัตว์ร้ายหลายตัวกำลังเคลื่อนไหวและคำรามทั้งหมดนั้นช่างดูน่าอัศจรรย์ใจ หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง แสงสว่างก็ได้ดับลงและทุกอย่างในห้องก็กลับคืนสู่สภาพปกติ

            หลู่เส่าโหย่วลืมตาขึ้นมาและในดวงตาของเขาก็เต็มไปด้วยความประหลาดใจข้อมูลในแผ่นหยกสีเขียวนั้นอยู่เหนือความคาดหมายของหลู่เส่าโหย่วไปอย่างสิ้นเชิง

            “ที่แท้นี่ก็คือเคล็ดสี่จตุรเทพ” หลู่เส่าโหย่วพึมพำเบาๆ จากข้อมูลภายในจิตใจของเขาวิชานี้เรียกว่าสี่จตุรเทพ เป็นชุดวิชาที่ลึกซึ้งหาที่เปรียบไม่ได้และแผ่นหยกสีเขียวของเขานั้นก็เป็นเพียงวิชาที่ไม่สมบูรณ์มันเป็นเพียงหนึ่งในสี่ส่วนเท่านั้น มีชื่อเรียกว่า เคล็ดหงส์แดง

            เคล็ดสี่จตุรเทพเทพมีทั้งหมดสี่เคล็ดแบ่งออกเป็น เคล็ดมังกรฟ้า เคล็ดเสือขาว เคล็ดเต่าดำ และเคล็ดหงส์แดงหากทั้งสี่เคล็ดได้มารวมตัวกัน มันจะสามารถเทียบได้กับวิชาระดับนภา

            “คิดไม่ถึงเลยว่ามันจะสามารถเทียบได้กับวิชาระดับนภาในตำนาน” หลู่เส่าโหย่วรู้สึกตื่นเต้นจนตัวสั่น สิ่งของในตัวของลุงหนานนั้นเป็นสมบัติอย่างแท้จริง

            แต่หลังจากนั้นหลู่เส่าโหย่วก็รู้สึกหดหู่ขึ้นมาจากข้อมูลที่เขาได้จากแผ่นหยกสีเขียว หากเป็นเคล็ดวิชาหงส์แดงเพียงเคล็ดเดียวมันก็เทียบได้กับวิชาระดับเหลืองเท่านั้น มีเพียงการรวมเคล็ดทั้งสี่เข้าด้วยกันถึงจะสามารถเทียบได้กับวิชาระดับนภาแต่วิชาอีกสามเคล็ด ตัวเขาจะไปหามาจากที่ไหน หากบอกว่าเขาอาจจะหาไม่เจอไปตลอดชีวิตก็คงไม่ใช่เรื่องที่เกินจริง

            “อย่างไรวิชานี้ก็เทียบได้กับวิชาระดับเหลืองมันแข็งแกร่งกว่าวิชาระดับขาวมากนัก” หลู่เส่าโหย่วยิ้มออกมา เคล็ดหงส์แดงก็ถือว่าไม่เลวอย่างน้อยเมื่อเทียบกับหมัดเพลิงคลั่งหรือว่าฝ่ามือแยกภูผาของเขา นี่ก็ดีกว่าถึงหนึ่งระดับ

            “ต้องฝึกฝนเคล็ดหงส์แดง”  หลู่เส่าโหย่วคิดในใจ เคล็ดหงส์แดงนั้นไม่ธรรมดาหากเขาสามารถฝึกฝนเคล็ดหงส์แดงได้สำเร็จ การประลองในอีกสิบวันนี้เขาก็จะรู้สึกมั่นใจมากยิ่งขึ้นและในอนาคตเขาก็จะมีที่พึ่งและพลังอำนาจที่เพิ่มขึ้น

            หลู่เส่าโหย่วเริ่มฝึกเคล็ดหงส์แดงโดยไม่ลังเลหลังจากนั้นครู่หนึ่ง ท่าประทับของเขาก็เปลี่ยนไป รอบกายของหลู่เส่าโหย่วได้ส่องแสงจางๆออกมา และพลังลมปราณที่อยู่ด้านหน้าก็สั่นไหวไม่หยุด

            วันเวลาล่วงเลยไปอย่างช้าๆวันที่จะรับศิษย์ใหม่ของนิกายอวิ๋นหยางได้ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ขณะเดียวกันเมืองชิงอวิ๋นก็ครึกครื้นมากขึ้นเรื่อยๆเช่นกัน บนท้องถนนเต็มไปด้วยผู้คน ที่โรงเตี๊ยม ร้านค้าของตระกูล และสถานที่ที่ใช้รออื่นๆต่างก็ได้รับทรัพย์กันถ้วนหน้า

            ยังมีอีกหลายธุรกิจที่ครึกครื้นขึ้นมาอย่างมากสถานที่หลายแห่งบนท้องถนนได้มีการเปิดรับเดิมพัน การแข่งขันกำลังใกล้เข้ามาตระกูลใหญ่ต่างๆ ในเมืองชิงอวิ๋นต่างก็ลงทะเบียนให้ลูกหลานของตนเอง และเมื่อนำมารวมกับตระกูลอื่นในเมืองก็มีผู้เข้าร่วมการแข่งขันทั้งหมดห้าสิบสองคน

            หลังจากมีการเปิดเผยรายชื่อการเดิมพันก็ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ ในบรรดาผู้เข้าแข่งขัน มีเพียงสี่คนที่มีอัตราเดิมพันต่ำที่สุดนั่นคือหลู่เส่าโหย่วกับหลู่เส่าหู่จากตระกูลหลู่ ฉินเทียนห่าวจากตระกูลฉิน และหยางเมี่ยวจากตระกูลหยางโอกาสที่ทั้งสี่คนจะเข้าสู่ห้าอันดับแรกคือสิบต่อหนึ่ง ถึงแม้จะเป็นตัวเต็งแต่ก็ไม่มีเจ้ามือคนไหนยอมรับการเดิมพันของทั้งสี่คนนี้

            เหตุผลง่ายๆก็เพราะพวกเจ้ามือได้ไปตรวจสอบรายละเอียดของทั้งสี่มาอย่างละเอียดแล้วหลู่เส่าโหย่วกับหลู่เส่าหู่แห่งตระกูลหลู่ คนหนึ่งเป็นผู้ฝึกยุทธ์สามธาตุ อีกคนเป็นผู้ฝึกยุทธ์สองธาตุส่วนหยางเมี่ยวแห่งตระกูลหยางก็เป็นผู้ฝึกยุทธ์สองธาตุ และฉินเทียนห่าวจากตระกูลฉินก็เป็นถึงผู้ฝึกวิญญาณ พรสวรรค์ของทั้งสี่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนแล้ว และถึงแม้ทั้งสี่จะไม่เข้าร่วมการประลองเกรงว่าสุดท้ายนิกายอวิ๋นหยางก็จะมารับทั้งสี่เข้าสู่นิกายอยู่ดี

            แม้อัตราการเดิมพันของทั้งสี่คนนี้จะต่ำแต่ก็มีคนไม่น้อยที่เดิมพันกับพวกเขา เพราะทั้งสี่นั้นเป็นที่นิยมมากที่สุดในตอนนี้และในบรรดาพวกเขา หลู่เส่าโหย่วกับฉินเทียนห่าวก็ได้รับความนิยมสูงที่สุด

            หนึ่งคนเป็นผู้ฝึกวิญญาณอีกหนึ่งคนเป็นผู้ฝึกยุทธ์สามธาตุ พรสวรรค์ระดับนี้หาไม่ได้ง่ายๆหากเทียบกับหลู่เส่าหู่และหยางเมี่ยวแล้วก็ถือว่าแข็งแกร่งกว่ามากเมื่อเข้าสู่นิกายอวิ๋นหยาง โดยพื้นฐานก็คงจะไม่มีปัญหาอะไร

            แน่นอนว่ายังมีคนบางส่วนที่ไม่เชื่อพรสวรรค์ดีหรือชั่วท้ายที่สุดก็ต้องไปตรวจสอบที่นิกายอวิ๋นหยางอีกครั้งไม่ว่าตระกูลใหญ่จะพูดอย่างไรก็ไม่มีประโยชน์มีบางคนถึงกับกังวลว่าตระกูลใหญ่เหล่านั้นที่อยู่เบื้องหลังการเดิมพันอาจจงใจปล่อยข่าวว่ามีอัจฉริยะปรากฏตัวขึ้นในตระกูล

            มีอัจฉริยะมากมายปรากฏตัวขึ้นที่เมืองชิงอวิ๋นในคราวเดียวนั่นจึงทำให้คนจำนวนไม่น้อยสงสัยว่าเป็นเรื่องจริงหรือหลอกกันแน่

            เวลาได้ล่วงเลยไปหลู่เส่าโหย่วก็ยังคงฝึกฝนเคล็ดหงส์แดงอยู่ เคล็ดหงส์แดงนั้นยากกว่าวิชาหมัดเพลิงคลั่งมากหลังจากล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า หลู่เส่าโหย่วก็สรุปประสบการณ์ของทุกครั้งและยังคงตั้งใจฝึกฝนต่อไป

            หลู่เส่าโหย่วใช้เวลาอยู่ในห้องไปสิบวันแต่ก็ยังไม่สามารถฝึกเคล็ดหงส์แดงสำเร็จ ทว่าในตอนนี้เขาเหลือเวลาก่อนจะถึงวันแข่งขันของนิกายอวิ๋นหยางในเมืองชิงอวิ๋นอีกเพียงสามวันเท่านั้น

            “ช่างฝึกฝนได้ยากเสียจริงรีบร้อนไปแต่ก็ยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้” หลู่เส่าโหย่วยิ้มอย่างขมขื่นหลังเก็บกวาดเสร็จ หลู่เส่าโหย่วก็ตัดสินใจให้ตัวเองได้พักหายใจบ้างถึงแม้จะยังไม่สามารถฝึกเคล็ดหงส์แดงได้สำเร็จ แต่ในเวลานี้เขาก็ได้ประสบการณ์ใหม่มาไม่น้อยบางทีเมื่อโอกาสมาถึง เพียงพริบตาเขาก็คงจะสามารถฝึกฝนได้ในทันที

            หลังออกมาจากห้องหลู่เส่าโหย่วก็ตรงไปหาท่านแม่ก่อนเป็นอันดับแรกเพราะไม่อยากให้ท่านแม่เป็นห่วงเขามากเกินไปจากนั้นหลู่เส่าโหย่วก็ต้องสั่งให้หลู่เสี่ยวไป๋ซ่อมแซมผนังในห้องเขา หากวันนึงมันถล่มลงมาจริงๆคงไม่ใช่เรื่องดีแน่

            หลังจากลังเลอยู่ครึ่งวันหลู่เส่าโหย่วก็ตัดสินใจเดินทางไปที่เทียนเป่าเหมิน เขาควรนำโอสถบนตัวเขาไปขายเพื่อชำระหนี้ให้หมดก่อนคงจะดีกว่า

            ถึงแม้จะกังวลว่าอาจมีคนแอบลอบลงมือกับตัวเองเหมือนครั้งก่อนแต่หลู่เส่าโหย่วก็คิดว่าคงไม่มีใครรอคอยให้เขาออกไปจากตระกูลหลู่โดยที่ไม่กินไม่ดื่มตลอดเวลานอกจากนี้ ครั้งก่อนคนชุดดำที่มาลอบฆ่าเขาก็ทำไม่สำเร็จ ดังนั้นเขาจึงเดาว่าจ้าวฮุ่ยก็อาจจะระมัดระวังในการลงมือมากขึ้น

            หลู่เส่าโหย่วหาข้ออ้างเพื่อออกไปจากตระกูลหลู่หากเขาบอกกับมารดาตรงๆ ว่าเขาจะออกไปข้างนอก ท่านแม่จะต้องเป็นห่วงเขาอย่างแน่นอน

            ตลอดทางนั้นหลู่เส่าโหย่วก็คอยระมัดระวังตัวเองมากขึ้นเขารู้สึกว่าฝูงชนที่อยู่ในเมืองชิงอวิ๋นในตอนนี้มีระดับของความครึกครื้นต่างจากปกติจนเขาตกใจ

            ที่เทียนเป่าเหมินหลังจากมีผู้คนเข้าๆ ออกๆ มากมาย ธุรกิจก็เฟื่องฟูขึ้นไม่น้อยคนที่มาเลือกซื้อสิ่งของที่นี่ก็เพิ่มขึ้นมาก

            เห็นดังนั้นหลู่เส่าโหย่วก็คิดในใจขึ้นมาว่าถึงตัวเขาจะหลอมโอสถเองแต่ก็ทำเงินได้ไม่มากเท่าเทียนเป่าเหมินชนชั้นผู้ผลิตย่อมไม่มีวันสามารถเหนือกว่าชนชั้นนายทุนได้ตัวเขาที่บ่มเพาะทักษะวิญญาณหยินหยางต้องใช้กำลังสนับสนุนทางการเงินที่แข็งแกร่งดูเหมือนว่าหากมีโอกาส ในอนาคตเขาคงต้องเดินบนเส้นทางนี้เช่นกันตัวเขาเพียงคนเดียว แม้ว่าจะแข็งแกร่งแค่ไหนมันก็มีขีดจำกัด ไม่ว่าอยู่ที่ใดวีรบุรุษที่อยู่อย่างโดดเดี่ยวนั้นก็ไม่มีอะไรง่ายดายนัก

            “นายน้อยหลู่ในที่สุดท่านก็มา เชิญท่านขึ้นไปบนชั้นสอง”ผู้คนของเทียนเป่าเหมินคุ้นเคยกับหลู่เส่าโหย่วจนไม่รู้จะคุ้นเคยกว่านี้ได้อย่างไรแล้วเมื่อเห็นว่าด้านล่างคนเยอะ พวกเขาจึงพาหลู่เส่าโหย่วขึ้นไปชั้นบน

            ยังคงเป็นห้องโถงเล็กเช่นเดิมหลังจากหลู่เส่าโหย่วนั่งลงได้ไม่นาน ร่างของสาวงามสองคนก็ได้เดินเข้ามาเมื่อกลิ่นหอมจางๆ สองกลิ่นลอยมาแตะจมูก หลู่เส่าโหย่วก็แทบจะไม่ต้องหันกลับไปมองก็รู้ได้ทันทีว่านั่นเป็นกูตู๋ปิงหลันกับสาวใช้ที่ชื่อชุยอวี่นั่นเอง

            “เส่าโหย่วอีกสามวันก็จะถึงวันแข่งขันของนิกายอวิ๋นหยางแล้ว เจ้าไม่ใช้เวลาเตรียมตัวให้ดีกลับมีเวลาว่างมาเทียนเป่าเหมิน เจ้ามั่นใจขนาดนั้นเชียวหรือ”กูตู๋ปิงหลันเปิดปากเผยให้เห็นฟันขาวสวย รอยยิ้มผุดขึ้นที่มุมปากของนาง

            “ช่วยไม่ได้ข้าเป็นคนที่เวลาติดหนี้แล้วจะรู้สึกไม่สบายไปทั้งตัว” หลู่เส่าโหย่วกล่าวเบาๆ จากนั้นก็หยิบขวดหยกที่เขาเตรียมไว้ออกมาหลายขวดทั้งหมดนั้นคือโอสถเสริมพลัง “คำนวณให้ข้าที ข้ายังเป็นหนี้อีกเท่าไหร่”

            “ไม่รีบอีกสักพักหวู่จื่อซือก็มาแล้ว นายน้อยหลู่รอสักครู่เถอะ” กูตู๋ปิงหลันกล่าว

            “ไม่มีปัญหาถึงอย่างไรข้าก็ไม่ได้ยุ่งอยู่แล้ว”

            “นายน้อยหลู่ครั้งนี้คุณหนูของพวกเราก็จะเข้าร่วมการแข่งขันของนิกายอวิ๋นหยางเช่นกันเมื่อถึงตอนนั้นต้องขอให้นายหลู่โปรดดูแลด้วย” สาวใช้ชุยอวี่กล่าว