เสียงแตรศึกคำรามดังก้องราวกับฟ้าร้องสนั่นเหนือท้องฟ้าของสนามรบตะวันตก ขณะที่ม่านหมอกแห่งคำสาปสีดำทะมึนแผ่ลงมาปกคลุมพื้นดินอันแห้งแล้ง สายลมพัดหอบกลิ่นเลือดและฝุ่นดินขึ้นสูง ฟ้าทั้งผืนราวถูกแหวกออกโดยเสียงฝีเท้านับหมื่นคู่จากกองทัพที่กำลังเคลื่อนพลเข้าประจัญหน้า เซอร์อัลวา เรนฮอลต์ ยืนอยู่หน้ากองทัพแห่งแกรนด์โวล์ฟานด์ เกราะเหล็กสีเงินสลักลวดลายราชสำนักสวมแน่นบนเรือนกาย ดวงตาสีน้ำเงินเข้มที่ผ่านสงครามมาเกินร้อยครั้งยังคงนิ่งสงบ มือขวากระชับขวานศึกใหญ่ที่ขึ้นชื่อว่า “กรีมัลด์เบรค” — อาวุธที่เคยฟาดฟันทั้งปีศาจและอัศวินด้วยกันมาแล้ว เขายกแขนขึ้นอย่างมั่นคง แล้วตะโกนก้อง “โล่ขึ้น! แถวประชิด เตรียมตัว!”
เสียงเกราะกระทบกันดังเป็นจังหวะรัวเมื่อกองพลเหล็กกว่า 3,000 นายจัดรูปขบวนตามคำสั่ง โล่เหล็กขนาดใหญ่ประสานกันเป็นแนวกำแพง หน้ากระบวนหน้า ดาบยาว และหอกเวทเงื้อขึ้น รอรับคำสั่งถัดไป
อีกฝั่งหนึ่งของสนามรบ เงามืดไหลเป็นคลื่นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด กองทัพอสูรแห่งเงานิรันดร์กระโจนออกจากรอยแยกมิติสีแดงเลือด พื้นดินสั่นสะเทือนเมื่ออสูรนับหมื่นย่ำเข้าหาพร้อมเสียงคำรามกึกก้อง
เหนือกองทัพนั้น — แม่ทัพอสูรสองตน “ซาลานด์ เรกาน้อร์” และ “อาเครน ธานธัส” ยืนอยู่บนแท่นหินมืดที่ลอยได้ในอากาศ ราวกับราชาและราชินีแห่งความตายที่มองดูเกมฆ่าฟัน ซาลานด์ในผ้าไหมดำที่โอบร่างจนมิด ดวงตาไร้แวว แต่คมกริบราวกับแทงทะลุหัวใจมนุษย์ได้เพียงแค่มอง นางเอ่ยด้วยเสียงที่เย็นเยียบ
“เริ่มได้แล้ว... ส่งหมาเงาออกไปขย้ำกระดูกพวกมันให้หมด”
อาเครน ธานธัส — อสูรสูงใหญ่ครึ่งร่างเป็นเกราะหินทมิฬครึ่งร่างเป็นหมอกคำสาป พยักหน้ารับ ก่อนจะตวัดกรงเล็บขึ้นฟ้า ร่ายเสียงภาษามืดที่แตกต่างจากภาษามนุษย์โดยสิ้นเชิง
จากแนวหลังของพวกมัน — สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า เฮลล์วูฟเวทล่าเงา กว่า 200 ตัว พุ่งทะยานออกมา — ร่างกายสูงเกือบสองเมตร ตาสีเลือดลุกโชน อ้าปากแยกเขี้ยวเปล่งเสียงคำรามแหลมสูง พร้อมวิ่งนำฝูงอสูรเข้าสู่สนามรบ
“มาแล้วสินะ...” เซอร์อัลวากระซิบเบา ๆ
เสียงกลองสงครามของแกรนด์โวล์ฟานด์เริ่มบรรเลง — เป็นจังหวะที่หนักแน่น ดุดัน ทุกจังหวะคือเสียงหัวใจของนักรบ
“ยึดแนว! ไม่ถอยแม้ก้าวเดียว! ใครหันหลัง — ถือว่าแพ้!”
แสงจากเสาธงเวทของอาณาจักรสว่างขึ้นเหนือหัวกองทัพ ประกาศให้รู้ว่า “สงครามที่แท้จริง... ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว”
เสียงตะโกนของแม่ทัพอสูรดังลั่นเหนือทุ่งรบ “บุกเข้าไป! ฉีกพวกมนุษย์ให้แหลก!”
เสียงแตรศึกลั่นสะท้อนทั่วฟากฟ้า อสูรนับพันพุ่งออกจากแนวรบคล้ายคลื่นดำที่พร้อมกลืนกินทุกสรรพสิ่ง พื้นดินสั่นสะเทือนจากฝีเท้าที่ถาโถมมา ดวงตาสีแดงเรืองแสงนับไม่ถ้วนวาบวับในหมอกแห่งความตาย
เซอร์อัลวา เรนฮอลต์ ยืนอยู่หน้ากองกำลังของตนด้วยความนิ่งงัน ใบหน้าที่ยังคงเปื้อนโลหิตจากการต่อสู้ก่อนหน้านี้กลับไม่หวั่นไหว เขาชักดาบยาวที่เปล่งแสงสีน้ำเงินเข้มออกมาจากแผ่นหลังอย่างช้า ๆ
"อย่าหวั่นไหว! พวกเจ้าทุกคนคือแนวต้านสุดท้ายของมนุษย์!" เสียงตะโกนของเขาแทรกผ่านลมและเสียงคำราม
อสูรสายบุกชุดแรกพุ่งเข้ามา แต่ทันทีที่ก้าวเท้าของอัลวากระทบพื้น — คลื่นแรงกระแทกมหาศาลก็แผ่ออกไปจากเท้าของเขา
เวท: "Lion’s Tremor" — สะท้านแผ่นดินศึก
แผ่นดินเบื้องหน้าสั่นสะเทือน ราวกับมันมีชีวิต อสูรกว่าสามสิบตนล้มลงราวหุ่นไร้สติเมื่อพื้นใต้เท้าแหลกสลาย
ไม่รอให้หายใจ...
"Fangs of the Warbringer" — ดาบคู่คำราม
อัลวาพลิกตัวเข้าสู่สนาม เข้าหาศัตรูดั่งหมาป่าท่ามกลางฝูงกระต่าย
หนึ่งฟาด — อสูรเกราะหนาถูกเฉือนครึ่ง
สองแทง — อสูรบินถูกจับทุ่มลงกระแทกพื้นจนปีกหัก
สามหมุน — ก่อเกิดกระแสคลื่นดาบอัดแรงเวทที่พัดพาอสูรนับสิบปลิวกระจาย
นักรบของแกรนด์โวล์ฟานด์ที่ยืนดูต่างแผดเสียงฮึดสู้พร้อมกรูกันตามหลังแม่ทัพของตนเข้าไปในหมู่ศัตรู
สนามรบกลายเป็นภาพของ “คนเพียงคนเดียวที่กวาดล้างกองทัพนรก”
ทุกฝีเท้า ทุกเหวี่ยงดาบของอัลวา พ่นประกายพลังราวอสนีบาต การเคลื่อนไหวของเขาดูเป็นระเบียบแม่นยำในความโกลาหลของสงคราม
แม้เลือดของอสูรจะสาดใส่ใบหน้า เขาก็ไม่แม้แต่จะกระพริบตา
แม้มีอสูรปีกค้างคาวยักษ์พุ่งลงจากฟ้า — เขาก็เพียงยกโล่ขึ้นฟาดกลับกลางอากาศ ร่างอสูรระเบิดเป็นฝุ่นควัน
“ข้าคือดาบของมนุษยชาติ” เขากระซิบกับตัวเอง
— และในห้วงวินาทีนั้น เสียงทัพอสูรเริ่มชะงัก
แม่ทัพอสูรสองตนที่ยืนอยู่บนเนินด้านหลังซึ่งกำลังเฝ้าดู เริ่มหรี่ตาลง ขณะที่หนึ่งในนั้นเอ่ยออกเบา ๆ
“มนุษย์ผู้นี้... น่าสนใจ”
ท่ามกลางเสียงกรีดร้องของอสูรที่ถูกสังหารอย่างต่อเนื่อง เสียงฝีเท้าเหล็กกระทบพื้นหินของแนวรบด้านหลังพลันดังขึ้น — ช้า หนักแน่น แต่เต็มไปด้วยแรงกดดันมหาศาล
“ดูเหมือนว่า ‘ลูกคลื่น’ จะต้านไม่ได้สินะ”
เสียงเย็นเยียบแทรกมาในอากาศราวเสียงคำสาป
บนเนินหินดำด้านหลังแนวรบอสูร — สองร่างในอาภรณ์แห่งอสูรชั้นสูงยืนมองทุ่งรบอย่างไม่แยแส
ซาลานด์ เรกาน้อร์ – แม่ทัพอสูรหญิงผู้มีเรือนกายผอมสูง ผ้าไหมดำคลุมทั่วร่าง ลมพลิ้วแทรกผ่านเส้นผมสีเงินยาวจนถึงพื้น ดวงตาเรืองแสงม่วงใต้ผ้าคลุม และมือเรียวยาวที่จับไม้เท้าเงามืดที่ปลายเป็นลูกแก้วเวทวนหมุน
ข้างเธอคือ อาเครน ธานธัส – ร่างสูงใหญ่อย่างทาวเวอร์ ดวงตาสีดำสนิทไม่มีแววชีวิต สวมชุดเกราะเหล็กหม่นประดับด้วยกระดูกแกร่งแน่น หน้ากากรูปหัวกะโหลกบดบังสีหน้า ร่างกายเปล่งกลิ่นอายพลังแห่งการทำลายล้างที่ชัดเจน
อาเครนพูดเบา ๆ เสียงทุ้มดังก้อง “น่าเสียดาย... ไครซ์คานดันตายเร็วไปหน่อย ข้ายังไม่ทันเห็นว่ามันพัฒนาได้แค่ไหน”
ซาลานด์เอ่ยเสียงเบาเรียบเฉียบ
“เพราะมันยังไม่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการหรอก… ‘ผู้ไร้สมดุล’ จะไม่มีวันขึ้นเป็นแม่ทัพ… แก่นแท้ของสงครามมันลึกกว่านั้น”
เธอก้าวไปหนึ่งก้าว มองไปยังร่างของเซอร์อัลวา เรนฮอลต์ที่ยังคงสู้กับกองอสูรอย่างเดียวดายอยู่เบื้องหน้า
“...แต่เขานี่สิ น่าสนใจกว่าเยอะ”
“ชายที่ยืนเด่นกลางหมื่นศัตรูด้วยพลังเพียงสองแขนและหนึ่งหัวใจ…”
เธอชูมือเรียวขึ้น ท้องฟ้าที่มืดครึ้มถูกฉีกออกเป็นรอยแยกขนาดเล็ก เส้นสายเวทสีดำแดงไหลผ่านท้องฟ้าเข้าสู่ไม้เท้า เสียงหัวเราะเบา ๆ ของซาลานด์แทรกผ่านลมหนาว
“ขอวัดดูหน่อยเถอะ… ว่าตำนานของเจ้า จะทนได้แค่ไหนหากต้องเจอกับ ‘ห้วงสำนึกต้องห้าม’ ของข้า”
อาเครนไม่พูดอะไร — เพียงหันหลังกลับ นั่งลงราวกับชมการต่อสู้อย่างเงียบ ๆ เหมือนศิลปินกำลังรอผลงานสมบูรณ์
ซาลานด์เหยียบอากาศเบา ๆ ก้าวลอยขึ้นกลางฟ้า ร่างของเธอค่อย ๆ เคลื่อนเข้าสู่สนามรบ เสียงดนตรีเวทเบา ๆ ดังขึ้นราวกับสายลมพัดกระทบระฆังวิญญาณ
— และในจังหวะที่เงาทอดผ่านดินแดนแห่งแสง
แม่ทัพแห่งความมืด… ได้เคลื่อนไหวแล้ว เสียงลมหอบสุดท้ายก่อนความเงียบจะแผ่คลุมทั่วสนามรบ เหล่าทหารของแกรนด์โวล์ฟานด์และอสูรที่เหลือ ต่างถอยร่นเปิดพื้นที่ให้กับการดวลเดี่ยวระหว่างสองแม่ทัพ — เซอร์อัลวา เรนฮอลต์ และ ซาลานด์ เรกาน้อร์
อัลวาโน้มตัวไปข้างหน้า ดาบใหญ่ในมือยังเปล่งแสงต้านคำสาปที่เผาผลาญข้อมือซ้าย เขาไม่เคยรู้สึกเจ็บปวดเท่านี้มาก่อน — แต่แววตาของเขายังแน่วแน่ดุจแกรนิตที่ถูกหลอมโดยเปลวเพลิงแห่งศรัทธา
ซาลานด์ในผ้าคลุมไหมดำยังนิ่งงัน — ร่างของเธอลอยขึ้นช้า ๆ จากพื้น เท้าของเธอแทบไม่แตะพื้น ผ้าคลุมสะบัดอย่างผิดธรรมชาติราวกับไม่มีแรงลม แต่มัน “ขยับเอง”
“ข้าเฝ้าสังเกตเจ้า… อัศวินผู้ปฏิเสธความตาย”
เสียงเธอลอยมาจากทุกทิศทาง ดั่งเสียงของผู้คนหลายร้อยในห้วงมืด
“หากเจ้าคิดว่าแค่แรงกายและเจตจำนงจะต่อต้านข้าได้… เจ้าก็ผิดมหันต์”
“เจตจำนง?” อัลวาแค่นยิ้ม ก่อนจะยกดาบตั้งตรงกลางอกเหมือนนักดาบโบราณ
“ไม่ใช่แค่เจตจำนง… แต่มันคือพันธะของข้า… กับดินแดนที่ข้าเคยสาบานไว้จะปกป้องแม้ต้องแลกด้วยชีวิต”
ชิ้งงงง!!
ดาบของเขาเปล่งแสงเจิดจ้าขึ้นชั่วพริบตา “เวทสลักสัจจะ” ปรากฏที่ใบดาบ — มันคือเวทต้องห้ามจากยุคกษัตริย์องค์แรกที่ใช้เฉพาะในยามจำเป็นสูงสุด
ทันใดนั้น — ซาลานด์ยกไม้เท้าขึ้นทั้งสองมือ แสงสีดำ–แดงฉายจากผ้าคลุมกลายเป็นคลื่นเวทขนาดใหญ่ถาโถมเข้าหาเขา
อัลวาพุ่งตัวเข้าสวนทันที — ไม่ถอย ไม่รอจังหวะ เขาเผชิญหน้าแบบตรง ๆ กับพลังที่อาจทำลายภูเขาได้ทั้งลูก
คลื่นเวทฟาดกระหน่ำเข้าใส่โล่ของอัลวา
ตึงงงงงงง!!!
เงาที่ฝังมาจากเวททะลุผ่านโล่ กระแทกใบหน้า แขนและลำตัวของอัลวา ร่างเขากระเด็นไปด้านหลัง — แต่เพียงก้าวเดียวเท่านั้นก่อนจะทิ่มดาบลงพื้น หยุดการล้มทั้งหมด เลือดสีเข้มไหลจากขอบหน้าผาก แขนซ้ายแน่นิ่ง…
แต่ดวงตาข้างขวายังเปิดกว้าง — เฉียบคม
“ข้ายัง… ไม่หมด…” เขาพึมพำ
ทันใดนั้น เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากเบื้องหลังแนวอสูร — ทหารแนวหลังของแกรนด์โวล์ฟานด์ตะโกน
“แม่ทัพอาเครน… ขยับแล้ว!”
กลุ่มอสูรขนาดใหญ่ด้านหลังแหวกออก เผยให้เห็นร่างมหึมาราวปีศาจเหล็กในตำนาน ดวงตาสีส้มลุกเป็นเปลว ร่างกายคลุมด้วยเกราะเนื้อหนาแน่นราวหินภูเขาไฟ อาเครน ธานธัส ย่างเท้าช้า ๆ มาทางแนวรบพร้อมรอยยิ้มเย็นชา ขณะเดียวกัน ซาลานด์ก็ยกมือขึ้นหยุดเขา
“ยังไม่ถึงเวลา…” เธอกล่าวเบา ๆ
“ปล่อยให้ข้า… จบมันก่อน”
เธอพุ่งตัวเข้าหาอัลวาด้วยความเร็วเหนือมนุษย์!
เสี้ยววินาทีนั้น — ดาบของอัลวาก็ยกขึ้นอีกครั้ง
โล่ถูกเสียบลงพื้น ใช้เป็นฐานหมุนตัว
ฟึ่บ!!
ดาบแทงสวนขึ้นกลางอกของซาลานด์ — แต่สิ่งที่เขาแทงกลับเป็นเพียงร่างแสงของนาง…
ตัวจริงของเธอ… อยู่ข้างหลังเขาแล้ว
“อัศวินผู้กล้า... เจ้าช้าเกินไป”
และพริบตานั้น —
ฉัวะ!!
เสียงคมเวทฝังเข้าในสีข้างของอัลวาดังสนั่น
