“ ได้สิไอ้หนู ! เรามาเริ่มกันเลย ! ” เมื่อจางต๋าตอบตกลงรับคำท้า เขาก็หันไปสั่งพนักงานในร้านให้ไปขนย้ายอุปกรณ์ทำอาหารพร้อมทั้งจัดสถานที่เพื่อทำการแข่งขันในทันที
ซึ่งทางด้านคนที่มามุงอยู่ต่างก็ซุบซิบนินทากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นขณะนี้จากตอนแรกที่มีเรื่องทะเลาะวิวาทกัน มีการต่อสู้กัน แต่สุดท้ายคุยกันไปคุยกันมากลายเป็นว่าจะแข่งทำอาหารซะอย่างนั้น
เหล่าพนักงานเองต่างก็สับสนแต่ก็ยังดีที่พวกเขาไม่ต้องเข้าไปต่อสู้กับหยางหลิวอีก
“ แกว่าไอ้เด็กนั่นมันโง่หรือมันบ้าวะที่ไปท้าลูกพี่จางแบบนั้น? ”
“ แกก็เห็นนี่ว่ามันบ้าขนาดไหน ! กูบอกเลยมันแม่งทั้งโคตรโง่และโคตรบ้า! แม่งยังมีหน้ามาบอกด้วยว่า “ ฉันจะทำข้าวผัดให้แกดูว่ามันอร่อยกว่าของแกยังไง!!! ” ฮ่า ๆๆๆ โคตรบ้าเลยว่ะ ตอนนั้นฉันล่ะกลั้นขำแทบตายดีนะไม่หลุดหัวเราะออกมา ไม่งั้นฉันก็กลัวจริง ๆ ว่าจะโดนแบบสามคนนั้น ”
“ เออจริง ! ก็เห็น ๆ อยู่ว่ารองหัวหน้าเชฟจางต๋าชนะแน่ ๆ ฉันล่ะสงสารมันจริง ๆ จริงอยู่ที่หมอนั่นมีฝีมือด้านการต่อสู้สูงมากเอาจริง ๆ ต่อให้เข้าไปรุมมันกันสิบยี่สิบคนก็ไม่แน่ว่าพวกเราจะชนะด้วยซ้ำ แต่ในเรื่องอาหารมันต้องแพ้แน่มันต้องแพ้อย่างแน่นอนที่สุด ! แถมมันยังต้องขายหน้าด้วยนี่ยังไม่รวมที่ต้องเสียเงินเพิ่มเป็นสองเท่าอีกนะ ฮ่า ๆๆๆ แต่ก็ดี ! เมื่อกี้มันเล่นทำร้ายเพื่อนเราไปตั้งสามคน ให้มันรู้สึกขายหน้าบ้างก็ไม่เลว! ฉันเองก็อยากจะเห็นใบหน้าหยิ่ง ๆ ของมันแบบนั้นอีกสักครั้งเวลาที่มันแพ้อยากจะรู้นักว่าตอนนั้นมันจะทำหน้ายังไง !? ฮ่า ๆๆ ”
ระหว่างที่พนักงานคุยกันอยู่นั้นที่บริเวณไม่ไกลก็มีพนักงานหญิงคนหนึ่งเหมือนกังวลอะไรบางอย่าง แฟนของเธอที่อยู่ข้างๆ จึงหันมาถามอย่างเป็นห่วง
“ ทำไมเธอทำหน้าตาเครียด ๆ ล่ะ ? เป็นอะไรตรงไหนหรือเปล่า? หรือว่าเจ้าหมอนั่นมันทำให้เธอกลัว ? ไม่ต้องกังวลหรอกนะ เรื่องมันผ่านไปแล้ว ”
“ เปล่าหรอก แต่ฉันรู้สึกคุ้นกับหน้าตาคนที่มาท้ารองหัวหน้าจางต๋าแปลกๆ ชอบกล มันคุ้น ๆ เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน แต่ฉันนึกไม่ออกเลย เขาเป็นใครกันนะ ?” ผู้หญิงตอบกลับไปเพื่อให้แฟนของเธอคลายกังวลแต่ความสงสัยของเธอก็ยังไม่ถูกคลี่คลายอยู่ดีนั่นจึงทำให้เธอยังพยายามที่จะคิดต่อไป
“ คงไม่ใช่ว่าเธอหลงเสน่ห์เจ้าหมอนั่นหรอกนะ !! ถ้าเป็นอย่างนั้นฉันไม่ยอมจริง ๆ ด้วย ! ” จู่ ๆ พนักงานชายที่พูดอยู่ข้างๆ ก็พูดออกมาด้วยความหึงหวง
“ ไม่ ๆ ! ฉันไม่ได้คิดอะไรแบบนั้นซะหน่อยตาบ้า ! ” พนักงานหญิงกล่าวปฏิเสธเสียงแข็ง ก่อนจะขยับเข้าไปใกล้แล้วกระซิบข้างหูชายคนนั้นอย่างเขินอายว่า
“ …ฉันก็มีเธอแค่คนเดียว ฉันไม่สนใจคนอื่นหรอกน่า”
“ อืม ! ถ้าอย่างนั้นก็แล้วไปอีกอย่างไม่ต้องคิดมากเรื่องผู้ชายคนนั้นหรอก ” พนักงานเสิร์ฟชายพูดอย่างขึงขังก่อนจะเปลี่ยนมาพูดอย่างอาย ๆ ว่า
“ …เพราะเธอคิดถึงแค่ฉันก็พอ”
…
หลังจากนั้นไม่นานอุปกรณ์ต่าง ๆ ก็ถูกเตรียมพร้อมอย่างเรียบร้อยทุก ๆ อย่างถูกจัดเตรียมขึ้นอย่างรวดเร็ว และฉับไว
ทว่าเมื่อเริ่มแข่งขันทำอาหารกลับมีสิ่งแปลกๆ เกิดขึ้นอย่างน่าประหลาด
หยางหลิวที่ป่าวประกาศว่าตนเองนั้นจะทำข้าวผัดเพื่อแข่งขันกับจางต๋าในครั้งนี้กลับใช้ทั้งหม้อ และกระทะในการทำอาหารซะอย่างนั้น !
ซึ่งอันที่จริงข้าวผัดนั้นพูดได้ว่าไม่เกี่ยวข้องกันกับหม้อเลยเพราะถ้าจะใช้หม้อในการผัดข้าว ทำไมไม่ใช้แค่กระทะ ? ทำไมถึงเลือกใช้ทั้งหม้อ และกระทะ ? แบบนี้มันไม่แปลกไปหน่อยเหรอ?
แต่ตอนนี้หยางหลิวกลับใช้หม้อในการทำอาหารด้วยทำให้ทุกคนที่สังเกตอยู่ รวมถึงจางต๋าคิดบางอย่างขึ้นมาได้
สิ่งที่พวกเขาคิดนั่นก็คือว่าหยางหลิวอาจจะไม่ได้ทำข้าวผัดเพื่อมาแข่งกับจางต๋า!!
จางต๋าที่อยู่ไม่ไกลแสยะยิ้มออกมาอย่างดูถูกเหยียดหยามพร้อมกันนั้นยังทำทีเป็นบ่นกับตัวเองเสียงดังว่า
“ เฮอะ ! ทำเป็นปากดีบอกว่าแค่ข้าวผัดก็เอาชนะอาหารของฉันได้ฮ่า ๆๆ ช่างน่าขำจริง ๆ เด็กหนอเด็ก ! ”
แน่นอนว่าด้วยคำที่จางต๋าพูดนั้นดังมากทุก ๆ คนที่ดูอย่างใกล้ชิดก็ได้ยินมันอย่างชัดเจน และนั่นก็ทำให้พวกเขาก็อดไม่ได้ที่จะเหลือบมองไปทางหยางหลิวอย่างดูถูกเล็กน้อยตามคำกล่าวว่าร้ายของจางต๋า
แต่เมื่อหยางหลิวเองถูกคนจำนวนมากใช้แววตาเคลือบแคลงสงสัยจ้องมองมาที่ตนเขากลับไม่แสดงท่าทีแปลก ๆ ใด ๆ ออกมา
ในทางกลับกันหยางหลิวก็ยังคงก้มหน้าก้มตาทำอาหารของตัวเองต่อไปอย่างไม่สนใจคนรอบข้างซึ่งอาจจะเป็นเพราะเขาชินกับเรื่องแบบนี้แล้วก็ได้ เขาจึงไม่รู้สึกว่าตัวเองต้องสนใจใครโดยเฉพาะพวกศัตรูที่มีดีแค่ปากแค่หยางหลิวจัดการมันจนได้รับความอับอายมันก็เพียงพอแล้ว !
ขณะนี้หยางหลิวบรรจงใช้มีดอย่างพิถีพิถันเขาแล่เนื้อปลาอย่างรวดเร็ว และแม่นยำด้วยความชำนาญยิ่ง
ทักษะการแล่ปลาระดับนี้ ใคร ๆก็มองออกได้ทันทีว่าหยางหลิวต้องเป็นเชฟอย่างที่เขากล่าวพูดไว้จริง ๆ แน่
แต่พวกเขาก็ยังอดไม่ได้ที่จะดูถูกหยางหลิวต่อไปเพราะหยางหลิวเป็นคนพูดออกมาเองว่าจะทำข้าวผัดมาแข่งกับจางต๋า ทว่าเห็นได้อย่างชัดเจนตอนนี้หยางหลิวกำลังทำน้ำซุปปลาอยู่ซึ่งมันไม่ใช่ข้าวแต่อย่างใด !
อย่างไรก็ตามแม้จะมีคนไม่น้อยที่ดูถูกหยางหลิวทว่าวิธีที่หยางหลิวใช้ในการแล่เนื้อปลาที่ทำให้มันบางมาก ๆ และยังใช้เทคนิคพิเศษทำให้เนื้อปลาดูใสมากขึ้นเรื่อยๆ นี้ มันก็ได้ทำให้ใครหลายคนรู้สึกสะกิดใจสงสัยแปลก ๆ
เพราะมันทำให้รู้สึกคลับคล้ายคลับคลาว่าเคยเห็นวิธีแล่เนื้อปลาและเทคนิคพิเศษเช่นนี้ที่ไหนมาก่อนอย่างน่าประหลาด !
และด้วยเหตุผลนี้เองทำให้บางคนที่สนใจด้านอาหารอย่างจริงๆ จัง ๆ รู้สึกว่าหยางหลิวช่างดูคล้ายกับคน ๆ หนึ่งที่เคยเป็นข่าวดังเมื่อช่วงไม่นานก่อนหน้านี้อย่างยิ่งแต่พวกเขาเหล่านั้นก็ยังรู้สึกสับสน และไม่แน่ใจนัก เพราะมันเคยมีข่าว ๆหนึ่งที่มาจากวงในด้านอาหาร
และคนที่เป็นคนบอกข่าวก็ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นนักชิมฟ่งยู่ที่น่าเชื่อถืออย่างสูง และสนิทอย่างมากกับคน ๆ นั้นนั่นเองซึ่งในคราวนั้นนักชิมฟ่งยู่ก็ได้ประกาศผ่านสื่อไปแล้วว่าคน ๆ นั้นถูกยิงที่จุดสำคัญจนอาจจะไม่สามารถเป็นเชฟต่อไปได้แม้จะใช้คำว่าอาจจะ แต่ผู้คนส่วนใหญ่ที่สนใจในด้านนี้ต่างก็รู้ถึงความหมายของนักชิมฟ่งยู่พวกเขาคาดเดาไปว่าอนาคตของชายคนนั้นได้จบไปแล้ว ซึ่งเรื่องนี้มันก็ทำให้คนที่สนใจด้านอาหารรู้สึกเศร้าใจไปตามๆ กัน จนในที่สุดแทบทุกคนก็ได้ลืมชายอนาคตไกลคนนั้นไปจนหมดสิ้น
...
แม้เวลาจะผ่านมานานจนหยางหลิวทำอาหารเสร็จแล้วเขาก็ยังคงไม่สนใจสายตาใด ๆ จากคนรอบข้างแม้สักนิดเดียว
ตั้งแต่ที่หยางหลิวจัดเตรียมวัตถุดิบทั้งหมดจนเสร็จสิ้นรวมถึงทุกขั้นตอนที่หยางหลิวทำอาหารเสร็จ ทั้งทำน้ำซุปซึ่งก็คือซุปใสไร้สีที่หยางหลิวเคยทำในตอนที่แข่งในรายการThe CC
หรือแม้แต่ในระหว่างที่หยางหลิวรอให้ซุปใสไร้สีสุกพอดีเขาก็ไม่สนใจใครเลย แม้แต่เพื่อนของตัวเอง ทว่าหยางหลิวกลับหันไปเตรียมวัตถุดิบเพื่อทำข้าวผัดแทน
ซึ่งแม้ว่ากระบวนการทำอาหารของหยางหลิวจะยุ่งยากซับซ้อนแต่เมื่อหยางหลิวเป็นคนทำเอง มันกลับผ่านไปอย่างรวดเร็ว และเพลิดเพลินตามาก ประหนึ่งว่าหยางหลิวกำลังแสดงโชว์ศิลปะการทำอาหารให้คนมองดูยังไงยังงั้น
ยิ่งในวินาทีที่อาหารทั้งสองอย่างถูกเตรียมจนได้ที่และถูกนำมาใส่ภาชนะอย่างพิถีพิถัน กลิ่นของทั้งน้ำซุป และข้าวผัดต่างลอยออกมาเตะจมูกของผู้ชมที่ยืนดูอยู่ไม่ไกลซึ่งเหมือนว่ามีเสน่ห์บางอย่างคอยดึงดูดผู้ชมให้สนใจเฉพาะอาหารของหยางหลิวเท่านั้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีบางคนถึงขนาดที่ว่าไม่สามารถควบคุมไม่ให้น้ำลายไหลออกจากปากได้!
อันที่จริง ถ้าหากไม่มีคนจำนวนมากยืนอยู่ที่ตรงนี้มีเพียงแค่คนเดียวยืนอยู่กับอาหารที่อยู่ตรงหน้า มันคงไม่ใช่เรื่องแปลกใจใด ๆ เลยถ้าเขาคนนั้นพุ่งเข้าไปทานอาหารของหยางหลิวอย่างไม่ลังเลในทันทีที่สัมผัสถึงกลิ่นหอมๆ เหล่านี้ !
นี่สามารถบอกได้เลยว่าแค่กลิ่นของอาหารอย่างเดียวก็สามารถทำให้หยางหลิวได้รับชัยชนะจากใจคนดูแล้ว!
ความคิดดูถูกและความรู้สึกเคลือบแคลงหยางหลิวของผู้ชมจำนวนมากหายไปอย่างปลิดทิ้งไม่มีใครสงสัยในความสามารถของหยางหลิวอีกต่อไป แม้แต่เรื่องที่ว่าหยางหลิวเคยป่าวประกาศว่าจะทำแค่ข้าวผัดพวกเขาก็ไม่ถือสาทว่าสิ่งที่พวกเขาต้องการคือทำยังไงจะได้กินทั้งข้าวผัด และน้ำซุปนั่นต่างหาก !
และตอนนี้ยังมีบางคนรู้แล้วว่าหยางหลิวเป็นใครกันแน่ปริศนาก็กระจ่างชัดอย่างฉับพลัน ซึ่งในวินาทีต่อมานั้นมีคนจำนวนหนึ่งหยิบโทรศัพท์เพื่อโทรไปบอกข่าวนี้กับคนอื่นๆ อย่างพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย !
ทางด้านจางต๋าทีแรกเขารู้สึกวิตกกังวลมากเมื่อเจอกับเหตุการณ์เช่นนี้เพราะในตอนที่เขารับคำท้านั้นเขาคิดว่าหยางหลิวเป็นเพียงแค่เด็กหนุ่มบ้าดีเดือดและอวดดีก็เท่านั้น แต่จางต๋าคิดไม่ถึงเลยว่าทั้งทักษะ และเทคนิคในการทำอาหารของหยางหลิวนั้นจะเลิศล้ำถึงเพียงนี้!
แค่เทคนิคดึงกลิ่นของอาหารออกมายั่วน้ำลายของใครหลายๆ คนก็น่าตื่นตะลึงมากพอแล้ว แม้แต่จางต๋าเองก็ไม่สามารถทำเช่นนี้ได้
ยังดีที่จางต๋าได้เปรียบเรื่องจำนวนคนเพราะหยางหลิวเป็นฝ่ายกล่าวออกมาเองว่าไม่ถือเรื่องที่จะให้ลูกน้องของจางต๋าโหวตให้กับตัวเขาเอง
ซึ่งพนักงานในร้านที่มีอยู่ตอนนี้ทั้งพนักงานเสิร์ฟทั้งพนักงานในครัวมีรวมกันมากกว่า 30 คนเสียอีก เมื่อรวมจำนวนแขกในร้านก็มีทั้งหมด 100กว่าคนเท่านั้น
ดังนั้นขอแค่มีคนโหวตให้จางต๋าอีกประมาณ20 กว่าคน จางต๋าก็จะชนะการแข่งครั้งนี้ได้อย่างไม่ยากเย็นต้องบอกด้วยว่าที่นี่เป็นถิ่นของจางต๋าลูกค้าส่วนใหญ่ที่มากินอาหารที่นี่ต่างก็เป็นลูกค้าประจำที่ติดใจในรสชาติอาหารของเขาอีกด้วยนั่นทำให้จางต๋าเชื่ออย่างไม่ลืมหูลืมตาว่าเขาจะไม่แพ้อย่างแน่นอน
และด้วยเหตุผลเหล่านี้เอง จางต๋าจึงใจเย็นมากขึ้นนอกจากนี้เขายังมีอาวุธลับที่จะทำให้ได้รับชัยชนะในครั้งนี้อยู่นั่นคือวัตถุดิบสุดพิเศษที่มีราคาแพงที่สุด และมีคุณภาพมากที่สุดในร้าน !
จางต๋ายังเชื่ออีกว่าขอเพียงใช้วัตถุดิบนี้ยังไงเขาก็ชนะใส ๆ แทบจะไม่ต้องพึ่งพาฝีมือก็ชนะได้แล้ว อีกอย่างเมื่อได้เงินจากหยางหลิวสองหมื่นกว่าหยวนเขาก็สามารถใช้เงินที่ว่าไปซื้อวัตถุดิบที่ใช้ในคราวนี้คืนได้ แถมยังได้กำไรอยู่ไม่น้อยอีกด้วย
ทั้งสองฝ่ายต่างก็มีแผนการของตนและคิดไปว่าตนเองนั้นจะเป็นผู้ชนะ
แต่ไม่ว่าหยางหลิวและจางต๋าจะคิดอย่างไร หรือผู้ชมคนอื่นจะมีปฏิกิริยาแบบไหนทว่าชายคนหนึ่งกลับเอาแต่จ้องบันทึกภาพของหยางหลิวอยู่อย่างเดียวโดยไม่สนใจสิ่งรอบตัวเลยสักนิด!