คนในตระกูลเสวี่ยย่อมหวังให้เสวี่ยเจี้ยนเวิ่นสามารถสอบได้เป็ซิ่วไฉเหมือนกับท่านลุงของเขา ดังนั้นจึงเริ่มมีความสนใจในข้อเสนอของเสวี่ยฮุ่ยอยู่บ้าง
"อย่าเพิ่งคิดอะไรให้มากนัก รีบนำปลาเหล่านี้ไปส่งที่โรงเตี๊ยมในตัวอำเภอเถิด ขายปลาได้แล้วค่อยมาปรึกษากันว่าจะใช้เงินอย่างไรก็ยังไม่สาย จื้อหยง จำไว้ว่าต้องหลีกเลี่ยงร้านอาหารตระกูลเสวี่ย อย่าให้คนพวกนั้นเห็นปลาเหล่านี้เด็ดขาด" เติ้งอาเหลียนคิดครู่หนึ่งแล้วกล่าว
เสวี่ยจื้อเกาเปิดร้านอาหารเล็ก ๆ ในตัวอำเภอ เติ้งอาเหลียนไม่รู้ว่ากิจการเป็อย่างไรเพราะพวกเขาไม่เคยไปที่นั่นเลย แต่เสวี่ยจื้อเกาผู้นั้นเป็คนหน้าด้าน เขารู้ว่าเสวี่ยจื้อหยงและหลานชายถนัดเื่จับปลาหากุ้ง ทุกครั้งที่ถึงวันนัดตลาดเขาจะไปหาทั้งสองคน และเมื่อเจอตัวก็จะขอแบ่งของกลับไปบ้าง
เนื่องจากหากจะให้ปลาเพียงไม่กี่ตัวก็ดูไม่ดี แต่หากให้ไปเปล่า ๆ ก็รู้สึกไม่เต็มใจ ต่อมาเสวี่ยจื้อหยงจึงไม่ค่อยขายปลาในตลาดนัก ปลาที่จับมาได้ส่วนใหญ่จะถูกส่งตรงไปยังโรงเตี๊ยมใหญ่หลายแห่งในตัวอำเภอแทน
"ท่านแม่ พวกข้ารู้แล้วเ้าค่ะ วันนี้เงินที่ขายปลาตัวใหญ่เราจะเก็บไว้ ส่วนเงินที่ขายปลาตัวอื่นข้าจะขอแบ่งไปซื้อเนื้อติดมันกลับมาสักหน่อย แล้วซื้อแป้งขาวอีกสองจิน พรุ่งนี้จะได้ห่อเกี๊ยวต้มให้เด็ก ๆ ทานกันเ้าค่ะ!" โจวเสี่ยวเม่ยกล่าวขึ้น
เสวี่ยจื้อหยงใช้ถังตักน้ำจากในลำธาร เติ้งอาเหลียนและโจวเสี่ยวเม่ยนำปลาที่ยังคงมีชีวิตใส่ลงในถัง เสวี่ยฮุ่ยวิ่งเข้าไปแล้วแอบใส่น้ำพุวิเศษจากมิติวิเศษลงในถังทั้งสองใบใบละเล็กน้อย
เติ้งอาเหลียนนึกว่าหลานสาวเสียดายปลาตัวใหญ่และกำลังจะกัดฟันตัดสินใจเก็บปลาไว้ ทันใดนั้นก็ได้ยินหลานสาวกล่าวว่า "ท่านย่าเ้าคะ หากท่านอาสามหน้าด้านมาแย่งปลาของพวกเรา ท่านย่าก็หยิกเขาเลยเ้าค่ะ ดูซิว่าผู้ชายตัวโต ๆ อย่างเขาจะกล้ายื่นมือมาอีกหรือไม่!"
เสวี่ยฮุ่ยยังชูมือเล็ก ๆ สองข้างทำท่าจิกอากาศไปมา เสวี่ยจื้อเกากับแม่และน้องสาวของเขานั้นน่ารังเกียจพอกันเลย!
"ฮุ่ยฮุ่ยของย่าเก่งขึ้นเรื่อย ๆ เลย!"
เติ้งอาเหลียนชอบเด็กที่กล้าพูดและกล้าแสดงความรู้สึกของตนเองมากกว่า หากเป็ครอบครัวเศรษฐี การปลูกฝังให้เป็กุลสตรีอาจจะเหมาะสม แต่สำหรับเด็กสาวในชนบท หากเอาแต่หงอและยอมคน นอกจากจะไม่มีปากมีเสียงในบ้านแล้ว เมื่อแต่งงานออกไปก็มักจะถูกรังแกได้ง่าย
เมื่อสามีภรรยาเสวี่ยจื้อหยงจากไป เสวี่ยเจี้ยนหลินก็ไปเก็บไซดักปลาและเบ็ดตกปลา พลางเก็บของพลางพึมพำเบา ๆ
"ทำไมข้าถึงตกปลาตัวใหญ่ขนาดนั้นไม่ได้นะ? ชั่วชีวิตนี้ข้าเพิ่งเคยเห็นปลาตัวใหญ่ขนาดนั้นเป็ครั้งแรกเลย!"
เติ้งอาเหลียนบิดหูหลานชายตัวน้อยแล้วดึงขึ้น "ชั่วชีวิตนี้... เ้าอายุเท่าไหร่กัน คำพูดนี้ย่าพูดได้ แต่เ้ายังไม่มีสิทธิ์พูดแบบนี้ เข้าใจหรือไม่!"
"ท่านย่า พวกเรามาตกลงกันได้ไหมขอรับ? คราวหน้าหากท่านย่าจะบิดหู ให้บิดหูข้างขวานะขอรับ ท่านย่าเหมือนกับท่านแม่เลย รู้จักแต่จะดึงหูซ้าย หากเป็แบบนี้ต่อไป อีกไม่นานหูของหลานคงจะมีข้างหนึ่งใหญ่ข้างหนึ่งเล็กแน่ ๆ !" เสวี่ยเจี้ยนหลินลูบหูพลางขอความเมตตา
"ข้างไหนคือข้างขวา?" เติ้งอาเหลียนถาม
เสวี่ยฮุ่ยใจดีช่วยชี้หูข้างขวาของพี่ชายรอง แม้ชีวิตของตระกูลเสวี่ยจะไม่มั่งคั่ง แต่การอยู่ร่วมกันนั้นกลมเกลียวมาก หากตัดคนจากบ้านใหญ่ที่ชอบโผล่มาสร้างความวุ่นวายออกไป ความจริงแล้ว... ชีวิตในตอนนี้ก็ถือว่าไม่เลวเลย!
สามย่าหลานนำเบ็ดตกปลา ไซดักปลา และปลาที่เตรียมไว้ เดินกลับบ้านทางเส้นทางเล็ก ๆ เมื่อถึงหน้าบ้าน เติ้งอาเหลียนเลือกปลาหลีตัวหนึ่งที่หนักกว่าหนึ่งจินและมีแผลตามตัว ให้หลานชายนำไปส่งให้บ้านตระกูลชุยที่อยู่ข้างบ้าน
เวลาที่คนในครอบครัวออกไปข้างนอกทั้งหมด พวกเขาจะฝากเหล่าหวงหนิว ไก่สามตัว และห่านสองตัว ให้แม่สามีลูกสะใภ้บ้านตระกูลชุยช่วยดูแล
ท่านย่าตระกูลชุยรับปลาไป แล้วให้ขนมแป้งทอดสีเหลืองนวลสองชิ้นแก่เสวี่ยเจี้ยนหลิน ขนมแบบนี้เป็แป้งผสมถั่ว หากใช้แป้งหยาบทั้งหมด ขนมจะมีสีดำคล้ำ
"น้องเล็ก เ้ากินเถิด!" เสวี่ยเจี้ยนหลินยื่นขนมทั้งสองชิ้นให้น้องสาว
"ข้ายังไม่หิวเลย! พี่รองกับท่านย่าทานเถิดเ้าค่ะ!" เสวี่ยฮุ่ยเห็นสายตาของพี่ชายรองที่จ้องมองขนมก็รู้สึกสงสาร เมื่อไหร่กันนะที่ความเป็อยู่ของครอบครัวจะดีขึ้น!
"ย่าจะไปอุ่นข้าว เสี่ยวหลินเ้ากินชิ้นหนึ่ง และเหลือไว้อีกชิ้นให้ฮุ่ยฮุ่ย!"
เติ้งอาเหลียนเหลือบมองหลานสาว นางรู้ดีว่าหลานสาวไม่ชอบทานอาหารแบบตอนนี้ แต่ที่บ้านมีฐานะเพียงเท่านี้ อย่าว่าแต่จะได้ทานธัญพืชขัดขาวและเนื้อสัตว์ทุกวันเลย แม้แต่เดือนละครั้งก็ยังยาก ทุกบ้านในชนบทก็เป็เช่นนี้ ได้แต่ให้หลานสาวต้องอดทนเอา!
"ฮุ่ยฮุ่ย ย่าจะต้มไข่ไก่ให้เ้านะ!"
"ท่านย่าเ้าคะ ข้าไม่อยากทานไข่ไก่ ลองจับปลาตัวเล็ก ๆ ในไซออกมาล้างให้สะอาดแล้วทอดเป็ปลาปรุงรสทานกันได้ไหมเ้าคะ?" เสวี่ยฮุ่ยถาม
"เ้าอยากทานปลาปรุงรสหรือ ย่าจะทำให้เอง!"
"ท่านย่าเ้าคะ ปลาปรุงรสทำง่ายใช่ไหมเ้าคะ ให้ข้าลองทำดูเถิด ข้าใช้มันหมูเพียงนิดเดียวเท่านั้นเอง!" เสวี่ยฮุ่ยใช้มือเล็ก ๆ ทำท่ากะปริมาณ
แม้ว่าปลาปรุงรสจะทอดง่าย แต่ต้องเกี่ยวข้องกับน้ำมันและไฟ เติ้งอาเหลียนก็ยังไม่วางใจ เสวี่ยเจี้ยนหลินทานขนมเสร็จจึงรับปากจะช่วยดูไฟให้น้องสาว เติ้งอาเหลียนจัดการทำความสะอาดปลา นำซอสถั่วเหลืองที่ทำเองออกมา และมองดูหลานสาวเทปลาลงในกระทะเพื่อผัด...
"ฮุ่ยฮุ่ย ย่าของเ้าอยู่บ้านไหม? ข้านำไข่ไก่มาส่งให้จ้ะ!"
เมื่อเติ้งอาเหลียนได้ยินว่าเป็เสียงของท่านย่าหลี่ จึงบอกให้หลานชายหยุดเติมฟืน และบอกให้หลานสาวทิ้งปลาปรุงรสไว้ให้นางกลับมาตักให้ แล้วจึงเดินออกไป
"พี่รอง ช่วยข้าหาชามใบหนึ่งทีเ้าค่ะ!"
"ได้ เดี๋ยวข้าจะตักปลาปรุงรสให้เอง หากเ้าโดนลวก หูของข้าคงต้องซวยอีกแน่!"
เมื่อเหลือเสวี่ยฮุ่ยเพียงลำพังที่หน้าเตา นางก็นำงาขาวคั่วบด ถั่วลิสงคั่วบด และยี่หร่าออกมาจากมิติวิเศษ จากนั้นจึงเหยาะน้ำมันงาปิดท้าย
"ทำไมหอมขนาดนี้เนี่ย!" เสวี่ยเจี้ยนหลินเดินเข้ามาในครัวแล้วสูดดมอย่างแรง "หอมเหลือเกิน!"
เสวี่ยฮุ่ยถอยห่างจากเตา "พี่รองตักปลาปรุงรสแล้วล้างกระทะด้วยนะเ้าคะ!" เมื่อทำส่วนของตนเสร็จแล้ว เสวี่ยฮุ่ยก็เปลี่ยนน้ำในกะละมัง ล้างหน้าล้างมือ และตั้งใจจะกลับเข้าห้องเพื่อเข้าไปดูเฮ่อจิ่นในมิติวิเศษ
"ฮุ่ยฮุ่ย แผลที่หัวหายหรือยัง มาให้ย่าหลี่ดูหน่อยสิลูก!" ท่านย่าหลี่ค่อนข้างเอ็นดูเด็ก ๆ บ้านตระกูลเสวี่ย และสงสารในสิ่งที่เติ้งอาเหลียนต้องเผชิญ หลายปีมานี้จึงช่วยพูดให้บ่อยครั้ง
"สวัสดีเ้าค่ะท่านย่าหลี่ แผลที่หัวของข้าสมานกันดีแล้ว ไม่เป็ไรแล้วเ้าค่ะ!" เสวี่ยฮุ่ยเลิกผมขึ้นให้ท่านย่าทั้งสองดู
ท่านย่าหลี่พิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง "ฮุ่ยฮุ่ยเป็เด็กที่มีวาสนาในภายหลัง น้องหญิงเ้ารู้หรือไม่ว่าจ้าวรั่วจือตอนนี้ต้องเดินกะเผลกโดยใช้ไม้เท้า เมื่อวานตอนที่ชิงเหอไปทำธุระที่ที่ว่าการในตัวอำเภอ เจอจ้าวรั่วจือใช้ไม้เท้าขวางทางลูกชายคนโตของตระกูลเสวี่ยที่หน้าที่ว่าการ บังคับให้เขาพาคนมาจับเ้ากับฮุ่ยฮุ่ยให้ได้ ทั้งยังบอกว่าฮุ่ยฮุ่ยไปล่วงเกินสิ่งไม่สะอาดเข้า
ชิงเหอตอนนั้นไม่พอใจมาก จึงถามนางว่าพูดเช่นนี้มีหลักฐานหรือไม่? ที่ว่าการเป็ของบ้านนางหรืออย่างไร อยากจะจับใครก็จับได้ตามใจชอบ!"
วันนี้ท่านย่าหลี่ไม่ได้นำไข่ไก่มาส่งเพียงอย่างเดียว แต่ยังนำข่าวมาบอกเพื่อนเก่าด้วย
"นังแก่ใจดำนั่น ยืนกรานว่าฟันของลูกสาวนางถูกฮุ่ยฮุ่ยตีจนหลุด และบอกว่าที่นางหกล้มก็เป็เพราะฮุ่ยฮุ่ยกลั่นแกล้ง ตัวเองทำเื่ชั่วไว้มากมายจน์ทนไม่ได้จึงลงโทษพวกนางสองคน แต่กลับยังไม่ยอมสงบปากสงบคำ
ตอนนี้นางเหมือนสุนัขบ้า เจอใครก็กัดไปทั่ว!" เติ้งอาเหลียนไม่ได้เก็บเื่นี้มาใส่ใจ เพราะอย่างไรเสียหลานสาวก็ไม่ได้ทำ จะให้ไปฟ้องก็ปล่อยนางฟ้องไป
ท่านย่าหลี่ก็กล่าวว่า ต่อให้จ้าวรั่วจือจะโยนเื่นี้ไปให้เสี่ยวหลิน ก็ยังน่าเชื่อถือกว่าโยนให้เสวี่ยฮุ่ย นางคนนี้หกล้มจนสลบหรือว่าสมองเลอะเลือนกันแน่ ถึงได้พูดเื่เหลวไหลที่ไม่มีใครเชื่อแบบนี้?
เสวี่ยฮุ่ยมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างสงบนิ่ง เื่นี้จะให้พวกนางพูดอย่างไรก็ช่าง ใครก็ไม่มีทางเชื่อ ทุกคนย่อมคิดว่าจ้าวรั่วจือและเสวี่ยชิวเยี่ยนทำเื่ชั่วไว้มากจนได้รับผลกรรมในตอนนี้ ไม่มีใครเชื่อหรอกว่าเื่ทั้งสองอย่างนี้จะเป็ฝีมือของเด็กหกขวบ