การดูแลผิวนั้นเป็นสิ่งจำเป็น แม้ว่าผลิตภัณฑ์ดูแลผิวในยุคโบราณจะไม่สามารถเทียบเคียงกับผลิตภัณฑ์ในยุคปัจจุบันก่อนที่นางเดินทางข้ามเวลามาได้ แต่การให้ความชุ่มชื้นพื้นฐานแก่ผิวพรรณก็ยังต้องทำอยู่ดี
เจ้าของร่างเดิมนั้นได้รับการเอาใจใส่เป็นอย่างดีมาตั้งแต่เด็ก แทบไม่ได้โดนแสงแดดเลยด้วยซ้ำ อีกทั้งเพิ่งจะอายุเพียงสิบหกปี ผิวพรรณของนางจึงได้รับการดูแลเป็นอย่างดี
อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับตัวเมืองแล้ว ในชนบทที่มีแต่พื้นที่โล่ง ผู้คนเบาบาง ลมแรง แสงแดดสาดส่องตลอดเวลา หากไม่ดูแลรักษาให้ดี ผิวของนางก็จะคล้ำ เหลือง และหยาบกร้านในไม่ช้า
สิ่งที่ซ่งจินเหยาพอใจมากที่สุดก็คือ ทั้งก่อนและหลังการเดินทางข้ามเวลา รูปร่างหน้าตาของนางไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก แถมผิวพรรณของนางยังเนียนนุ่มกว่าเก่าอีกด้วย แน่นอนว่านางย่อมต้องดูแลรักษาให้ดีที่สุด
ซ่งจินเหยาอุ้มโม่ซีซีพร้อมพาโม่เจิ้งตงมุ่งหน้าไปยังตัวเมือง โม่เจิ้งตงพยายามหลายครั้งที่จะช่วยอุ้มโม่ซีซี แต่ก็ถูกปฏิเสธทุกครั้ง
“ร่างกายของเจ้ายังอ่อนแออยู่ ต่อไปก็อย่าทำงานหนักจนเกินไปอีก งานเบา ๆ ก็ค่อย ๆ ทำ ไม่ต้องรีบร้อน”
นางไม่ใช่คนประเภทที่จะบอกเขาให้นอนเฉย ๆ แล้วไม่ต้องทำอะไร ถ้าเด็กชายไม่ช่วย งานทั้งหมดก็จะตกมาอยู่ที่นาง แบบนั้นมันไม่ตรงตามคติประจำใจของนางสักนิด
อย่างไรก็ตาม สำหรับนางแล้ว หากสามารถเกียจคร้านได้ นางก็จะเกียจคร้าน การจะทำอะไรก็ตาม นางขอให้ตัวเองสบายไว้ก่อนเป็นหลัก
พวกเขาไปที่ร้านขายยาในตลาดฝั่งตะวันตกเพื่อซื้อยาสำหรับลดอาการบวมและรอยฟกช้ำให้โม่เจิ้งตง จากนั้นจึงไปที่ร้านขายเครื่องสำอางเพื่อซื้อขี้ผึ้งบำรุงผิว ขี้ผึ้งคุณภาพไม่ดีนัก แถมราคาก็ค่อนข้างแพง ตลับเล็ก ๆ แค่หนึ่งตลับก็ปาเข้าไปตั้งเจ็ดสิบเหวินแล้ว
แต่ในยุคนี้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวมีให้เลือกน้อยมาก นอกจากในเมืองใหญ่ที่มีของดี ๆ สำหรับพวกเศรษฐีแล้ว คนธรรมดาทั่วไปที่พอจะซื้อหาได้ ก็มีแค่ขี้ผึ้งบำรุงผิวธรรมดา ๆ นี้เท่านั้น
ถึงแม้ว่าจะมีราคาแพง แต่ผู้ที่สามารถซื้อของที่ร้านเครื่องสำอางได้ ก็มักจะเป็นครอบครัวที่พอมีเงินเหลือใช้อยู่บ้าง ดังนั้นก็ถือว่าเหมาะสมแล้ว
ซ่งจินเหยาซื้อขี้ผึ้งสองตลับ คิดคร่าว ๆ แล้วก็น่าจะใช้ได้นานราวครึ่งปี ส่วนผลิตภัณฑ์สำหรับดูแลผิวกายนั้น นางยังไม่ได้คิดจะซื้อ เพราะมันแพงเกินไป
แม้ว่าตอนนี้ในมือจะมีเงินอยู่ไม่น้อย แต่นั่นก็เป็นทรัพย์สินทั้งหมดของโม่หงเชินแล้ว นางไม่ควรโลภมากเกินไป
ยิ่งไปกว่านั้น การใช้เงินที่หามาได้ด้วยตัวเอง ย่อมรู้สึกดีกว่า
เมื่อสิ่งต่าง ๆ เริ่มลงตัวแล้ว นางก็ควรจะเริ่มหาเส้นทางทำมาหากินไว้บ้าง
นางเข้าเมืองเพื่อซื้อของจำเป็นอยู่หลายวัน ตอนนี้ที่บ้านจึงไม่ต้องการอะไรเร่งด่วนอีกแล้ว หลังจากซื้ออาหารและเสบียงเพื่อทำบะหมี่เสร็จ นางก็วางแผนจะเดินทางกลับบ้าน
เนื่องจากไม่มีอะไรต้องขนมากนัก นางไม่จำเป็นต้องเช่ารถม้า ซ่งจินเหยาจึงพาเด็ก ๆ เดินลัดผ่านตลาด ระหว่างนั้นก็ได้กลิ่นหอมหวานลอยมาในอากาศ
มันคือถังหูลู่[1]
พ่อค้าหาบมัดฟางรูปร่างคล้ายต้นไม้ที่เสียบถังหูลู่ยืนอยู่ริมถนน มีเด็ก ๆ ไม่น้อยถูกกลิ่นหอมล่อลวงจนเดินเข้าไปล้อมรอบ
กลิ่นหอมหวานของน้ำตาลอบอวลไปทั่วบริเวณ
แม้แต่โม่เจิ้งตงที่โดยปกติแล้วจะมีความเป็นผู้ใหญ่มากกว่าเด็กคนอื่น ๆ ก็ไม่สามารถต้านทานสิ่งล่อใจนั้นได้ สายตาแอบเหลือบมองไปทางพ่อค้าอยู่ตลอดเวลา น้ำลายก็ไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว เขาแอบกลืนน้ำลายอยู่เงียบ ๆ เพราะกลัวว่าซ่งจินเหยาจะสังเกตเห็น
แต่ท่าทีที่พยายามทำตัวเคร่งขรึมแบบนั้น กลับยิ่งทำให้เห็นชัดเจนเข้าไปใหญ่
ซ่งจินเหยาลอบขำอยู่ในใจ เดิมทีนางอยากจะแกล้งหยอกเด็กชายสักหน่อย รอให้เขาอยากก่อนแล้วค่อยซื้อให้ แต่โม่ซีซีตัวน้อยในอ้อมแขนกลับไม่ยอมอยู่เฉย นางเริ่มดิ้นรนที่จะลงจากอ้อมแขน เพราะอยากเข้าไปหยิบถังหูลู่เอง
โม่เจิ้งตงกลืนน้ำลายอย่างรวดเร็วและร้องเรียกด้วยน้ำเสียงจริงจัง "ซีซี"
แม้ปกติเขาจะตามใจซีซีอยู่เสมอ แต่พอเอาจริงขึ้นมา ก็ดูน่าเกรงขามขึ้นไม่น้อย เมื่อโม่ซีซีได้ยินดังนั้นก็หยุดดิ้นรนทันที ก่อนจะหดตัวอย่างน่าสงสารเข้าไปอยู่ในอ้อมแขนของซ่งจินเหยาดังเดิม
“ท่านแม่~”
ท่าทางน่าเอ็นดูแบบนี้ ทำเอาซ่งจินเหยาหัวใจแทบละลาย นางมิอาจทนแกล้งเด็กทั้งสองได้อีกต่อไป จึงเดินเข้าไปซื้อถังหูลู่มาสามไม้
เด็กทั้งสองคนได้คนละไม้ ส่วนอีกหนึ่งไม้ห่อด้วยกระดาษเพื่อนำกลับไปให้โม่เจิ้งหนาน
โม่เจิ้งตงเบิกตากว้าง จ้องมองซ่งจินเหยาด้วยความตกตะลึง เขาอยากจะบอกนางเหลือเกินว่า จริง ๆ แล้วเขาชิมแค่ลูกเดียวก็พอ ที่เหลือเก็บไว้ให้เจิ้งหนานก็ได้ ไม่จำเป็นต้องซื้อเพิ่มอีกไม้ให้เปลืองเงินเลย
แต่พอเห็นซ่งจินเหยาจ่ายเงินอย่างคล่องแคล่วรวดเร็ว เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม ทั้งที่ยังไม่ได้กินถังหูลู่สักคำ แต่กลับรู้สึกว่ามันหวานซะเหลือเกิน
แค่ลูกเดียวคงไม่พอ ไม้นี้ทั้งไม้นี่แหละ ของเขาทั้งหมดเลย!
ช่างรู้สึกอิ่มเอมใจจริง ๆ
แต่ในขณะนั้นเอง ก็มีคนกลุ่มหนึ่งเดินออกมาจากร้านน้ำชาฝั่งตรงข้าม ชายที่เดินนำอยู่หันมองมาทางซ่งจินเหยาแวบหนึ่ง พลันคิ้วของเขาก็ขมวดขึ้น
คนผู้นี้คือ หยางเจียนปิ่ง นั่นเอง
เดิมทีเขาตั้งใจจะเดินทางกลับตั้งแต่เมื่อวานแล้ว แต่เพราะทางบ้านท่านตามีธุระบางอย่าง จึงเลื่อนกำหนดการเดินทางออกไป เขาเลยถือโอกาสนัดพบสหายเพื่อดื่มชา และตอนนี้ก็เตรียมจะเดินทางกลับไปยังอำเภอฉางฮวาแล้ว
ไม่คิดเลยว่าเมื่อเดินออกมา เขาจะได้พบกับซ่งจินเหยา
คราวที่แล้ว ซ่งจินเหยาพยายามหลอกหยางซู่หลานให้พานางไปที่บ้านตระกูลเผิง ไม่ใช่เพื่อดึงดูดความสนใจของเขาหรอกหรือ? ตอนนี้คงรู้ว่าเขากำลังจะกลับ ก็เลยจงใจมาปรากฏตัวที่นี่อีกเป็นแน่
แววตาของหยางเจียนปิ่งเต็มไปด้วยความดูแคลน เขาไม่แม้แต่จะเหลือบมองซ่งจินเหยาเลยสักนิด และเดินขึ้นรถม้าไปอย่างไม่ไยดี
พอขึ้นไปนั่งบนรถม้าแล้ว หยางเจียนปิ่งก็พูดด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์ว่า “ในนี้อบอ้าวเหลือเกิน”
เด็กรับใช้ถึงกับงุนงงไปชั่วขณะ ก่อนจะรีบยกม่านขึ้น "คุณชาย แบบนี้จะได้ไม่อบอ้าวนะขอรับ"
“อืม” หยางเจียนปิ่งตอบรับในลำคออย่างเฉยเมย ทว่าไม่นานก็รู้สึกหงุดหงิดใจ เมื่อม่านถูกยกขึ้น ผู้หญิงคนนั้นจะต้องมองเขาอย่างเปิดเผยแน่ ๆ ไร้ยางอายจริง ๆ แต่งงานแล้วแท้ ๆ ยังกล้าทำกิริยาไม่เหมาะสมกับเขาอีก
น่ารังเกียจ!
หยางเจียนปิ่งเงยหน้าขึ้นมองอย่างเย้ยหยัน เตรียมจะบอกเด็กรับใช้ให้ลดม่านลง แต่เพียงแค่เหลือบตามองแวบเดียว เขาก็ชะงักงันไปทันที
ผู้หญิงคนนั้นไม่ได้จ้องมองเขาด้วยท่าทางน่าสงสารอย่างที่เขาคาดหวัง ในทางกลับกัน นางกำลังอุ้มเด็กน้อยคนหนึ่งไว้ในอ้อมแขน และอีกด้านหนึ่งก็ก้มตัวลงยื่นถังหูลู่ให้กับเด็กอีกคน
เขาได้ยินมาจากหยางซู่หลานว่า ซ่งจินเหยาแต่งงานกับชาวนาหม้ายและกลายเป็นแม่เลี้ยงของลูกสามคน
ทว่าท่าทางที่นางปฏิบัติต่อพวกเขานั้น ไม่เหมือนกับแม่เลี้ยงเลยแม้แต่น้อย มันอ่อนโยนยิ่งกว่ามารดาผู้ให้กำเนิดเสียอีก
นี่มัน…จะเป็นไปได้อย่างไร?
ใช่…แน่นอนว่าไม่มีทางเป็นไปได้ ผู้หญิงคนนี้คงกำลังแสดงละครเพื่อทำให้เขาหลงใหลในตัวนางเป็นแน่
สุดท้ายแล้ว จะมีผู้ชายคนใดสามารถต้านทานหญิงงามที่อ่อนโยนและเอาใจใส่ได้บ้าง?
ฮึ!...ช่างน่าขัน เขาจะหลงใหลได้ปลื้มไปกับเปลือกนอกงั้นหรือ? เขาไม่ใช่คนธรรมดาสามัญที่จะหวั่นไหวง่าย ๆ เช่นนั้นเสียหน่อย!
เด็กรับใช้สัมผัสได้ถึงอารมณ์หงุดหงิดของเจ้านาย ยืนลนลานอยู่พักใหญ่ จึงเอ่ยถามด้วยความระมัดระวัง "เอ่อ…คุณชาย พวกเราจะออกเดินทางกลับอำเภอฉางฮวาตอนนี้เลยหรือไม่ขอรับ?"
หยางเจียนปิ่งยังคงรู้สึกขุ่นเคืองไม่หาย จึงเอ่ยตอบไปอย่างฉุนเฉียว “ไปบ้านตระกูลเผิง”
ไปบ้านตระกูลเผิงทำไม? เด็กรับใช้ไม่กล้าเอ่ยถาม ได้แต่บอกคนขับรถม้าให้ไปทางบ้านตระกูลเผิงอย่างเงียบ ๆ
จากนั้นเขาก็ได้ยินเจ้านายกล่าวต่อ “ซู่หลานถึงกับกล้า…เอาเรื่องทุกอย่างไปบอกกับคนนอกได้ยังไง? เรื่องการเดินทางของข้า จะให้คนอื่นรู้ได้ตามใจชอบรึ?”
ในที่สุดเด็กรับใช้ก็เข้าใจแล้วว่าเหตุใดคุณชายของตนถึงได้อารมณ์เสียนัก เนื่องจากเขาติดตามรับใช้หยางเจียนปิ่งมาตั้งแต่เด็ก แน่นอนว่าย่อมรู้จักซ่งจินเหยาเป็นอย่างดี และยังรู้ด้วยว่า คุณชายไม่ได้มีความรู้สึกอะไรกับซ่งจินเหยาเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม กลับรู้สึกเกลียดขี้หน้าด้วยซ้ำไป
ดังนั้นตอนที่คุณชายเห็นซ่งจินเหยาเมื่อครู่ เขาเลยไม่ได้คิดอะไรเป็นพิเศษ
แต่…คำพูดของคุณชายนี้ หมายความว่าอย่างไรกัน? หรือคุณชายคิดว่าคุณหนูซ่งแอบตามคุณชาย โดยใช้คุณหนูซู่หลานเป็นข้ออ้างอย่างนั้จหรือ?
เรื่องแบบนี้…มันจะเป็นไปได้ยังไงกัน?
ถนนสายนี้เป็นถนนที่พลุกพล่านที่สุดในเมืองซงซวง ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านในตัวอำเภอหรือชาวบ้านในหมู่บ้านรอบนอก ต่างก็มาเลือกซื้อของกันที่นี่
ตอนนี้ซ่งจินเหยาได้แต่งงานและย้ายมาอยู่ที่ซงซวงแล้ว การที่นางมาจับจ่ายซื้อของที่นี่จึงถือเป็นเรื่องปกติ
ยิ่งไปกว่านั้น นางยังพาเด็กมาด้วยตั้งสองคน ถ้าคิดจะสะกดรอยตามคุณชายจริง จะพาเด็ก ๆ มาด้วยทำไมกัน?
.
.
.
[1] ถังหูลู่ (糖葫蘆) ผลไม้เคลือบน้ำตาล
.
.
.