รถลากไม้เก่า ๆ ที่บรรทุกร่างบอบช้ำของ ฉางตง และเหล่าศิษย์สำนักไท่ซวนเคลื่อนตัวเข้าสู่เขตเมืองซานเหออย่างช้า ๆ บรรยากาศบนรถเต็มไปด้วยความเงียบงัน มีเพียงเสียงล้อไม้บดไปตามถนนลูกรังดังแว่วเป็ระยะ
ลี่ิ นั่งพิงขอบรถพลางกุมหน้าอกที่ยังเจ็บแปลบจากแรงปะทะ สายตาของเขามองไปยังฉางตงที่นอนหลับตาพริ้มอยู่กลางรถ "ซูเหม่ย... เ้าคิดว่ามันแปลกไหม?" เขาถามเบา ๆ
ซูเหม่ย ที่กำลังใช้ผ้าสะอาดเช็ดคราบเืบนใบหน้าชะงักมือ "ท่านหมายถึงเื่อะไรหรือศิษย์พี่?"
"เสี่ยวเอ้อคนนี้..." ลี่ิทอดสายตามองใบหน้าที่ปูดบวมของฉางตง "เขาเป็แค่คนธรรมดาที่ไม่มีลมปราณแม้แต่นิดเดียว แต่เขากลับรอดมาจากเงื้อมมือโจรระดับรวบรวมลมปราณถึงสามคน แถมยังพาเด็กนั่นรอดออกมาได้อีก แม้สภาพจะดูไม่ได้ แต่เขาก็ยังมีลมหายใจอยู่"
"ข้าว่าเขาแค่ดวงแข็งมากกว่า" ซิ่วชุน แทรกขึ้นพลางเบ้ปากด้วยความเจ็บแผล "พวกโจรนั่นคงแค่อยากสั่งสอนเสี่ยวเอ้อปากดี ไม่ได้กะเอาชีวิต หรือไม่... พวกมันสามคนก็คงจะรีบตามมาสมทบกับหัวหน้าจนทิ้งเขาไว้กลางทางมากกว่า"
ซูเหม่ยนิ่งคิดไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ย "ไม่ว่าอย่างไร เขาก็คือคนที่เสี่ยงชีวิตมาช่วยเด็กคนนั้น และเสียงะโของเขาก็ทำให้หัวหน้าโจรเสียสมาธิจนเราหาจังหวะถอยออกมาได้ ข้าว่าเราเป็หนี้ชีวิตเสี่ยวเอ้อผู้นี้ไม่น้อยเลยล่ะ"
ลี่ิพยักหน้าเห็นด้วย "เมื่อถึงร้าน ข้าจะมอบยาประสานกระดูกของสำนักให้เขาถือเป็การตอบแทน อย่างน้อยก็ช่วยให้เขาไม่ต้องพิการจนทำงานไม่ได้"
---------------------------------------------------------------------------------------
เมื่อถึงหน้าโรงเตี๊ยม เถ้าแก่ไฉ ที่กำลังยืนกวาดขยะอยู่หน้าร้านเห็นรถลากมาจอดพร้อมสภาพคนเจ็บเต็มคันรถ เขาก็เบิกตากว้างจนเกือบจะถลนออกมา
"โอ๊ย! ท่านจอมยุทธ์! เกิดอะไรขึ้นขอรับ! แล้วนั่น... ไอ้ฉางตง!" เถ้าแก่ไฉพุ่งถลาเข้าไปดูที่รถลาก ทว่าแทนที่จะดูแผลของลูกจ้าง เขากลับเอามือกุมขมับ "ไอ้ลูกจ้างกินแรง! ข้าบอกให้เ้าไปหาของป่าครู่เดียว เ้ากลับไปหาเื่ใส่ตัวจนสะบักสะบอมแบบนี้ แล้วใครจะล้างถ้วยล้างชาม! ใครจะผ่าฟืน! เ้านี่มันดวงซวยจริง ๆ!"
"เถ้าแก่ไฉ! เบาเสียงลงหน่อย" ซูเหม่ยดุด้วยน้ำเสียงรำคาญ "เสี่ยวเอ้อของท่านเกือบเอาชีวิตไม่รอดเพราะไปช่วยเด็กคนนี้ ถ้าไม่ใช่เพราะเขา พวกเราอาจจะเจ็บหนักกว่านี้"
เถ้าแก่ไฉที่โดนจอมยุทธ์หญิงดุถึงกับหุบปากฉับ แต่ก็ยังมิวายบ่นพึมพำ "ช่วยคนอื่นจนตัวเองเจ็บหนักมันคุ้มไหมล่ะ... ค่าหมอใครจะจ่าย ค่าเสียเวลาที่มันทำงานไม่ได้อีก" เขาหันไปะโสั่งอวิ๋นที่ลงมาจากรถ "เฮ้ย! ไอ้หนู ในเมื่อแกเป็คนพามันกลับมา แกก็รับผิดชอบพามันไปนอนที่หลังร้านไป๊! แล้วอย่าให้ข้าเห็นว่ามันแอบกินหมั่นโถวในครัวนะ!"
---------------------------------------------------------------------------------------
ฉางตงถูกพยุงมานอนบนแคร่ไม้ในห้องพักที่ทรุดโทรมหลังโรงเตี๊ยม นาวีในร่างฉางตงยังคงหลับตาแน่น เขาแกล้งสลบจนกระทั่งเสียงฝีเท้าของคนอื่น ๆ เงียบหายไป ลมหายใจของเขาเริ่มสม่ำเสมอ ความมืดและความเงียบเริ่มเข้าปกคลุม... จนกระทั่งความรู้สึกที่ว่า "มีใครบางคนจ้องอยู่" ทำให้นาวีต้องค่อย ๆ ลืมตาขึ้น
เขาเห็น อวิ๋น นั่งคุกเข่าอยู่ข้างแคร่ แววตาของเด็กน้อยไม่ได้มีความโศกเศร้าเหมือนตอนร้องไห้ใต้ต้นไม้ แต่มันเต็มไปด้วยความเทิดทูนและประกายไฟที่แรงกล้า
"พี่ฉางตง... ท่านตื่นแล้ว" อวิ๋นกระซิบเสียงเบาแต่หนักแน่น
นาวีถอนหายใจออกมาปนความเ็ป "ข้าอยากนอนอวิ๋น... ไปหาแม่เ้าเถอะ"
แต่อวิ๋นยังคงนั่งอยู่ที่เดิมไม่ไปไหน เด็กน้อยจ้องมองเขาด้วยแววตาที่สั่นระริกแต่เต็มไปด้วยความเลื่อมใส "พี่ฉางตง... ข้าเห็นหมดแล้ว"
นาวีได้แต่นิ่งเงียบ พลางคิดในใจว่าจะทำอย่างไรกับเ้าเด็กน้อยคนนี้ดี
"ข้าเห็นตอนที่ท่านใช้แขนรัดคอโจรคนนั้นจนสลบ... และเห็นตอนที่ท่านสู้กับโจรคนสุดท้ายที่ตัวใหญ่กว่าท่านตั้งมาก ท่านเตะขาพับมันจนมันเสียหลัก แล้วสับศอกใส่ขมับมันจนร่วงลงไปกอง..." อวิ๋นพูดพร้อมกับทำท่าทางเลียนแบบอย่างตื่นเต้น "มันไม่เหมือนเพลงหมัดของสำนักไหนที่ข้าเคยเห็นมาเลย!"
นาวีถอนหายใจออกมา "ไม่เห็นสภาพหน้าของข้าหรือ ว่าข้าเองก็เกือบไม่รอดเหมือนกัน"
"ข้าไม่อยากเป็เด็กที่ทำได้แค่แอบหลังพุ่มไม้แล้วสั่นกลัวอีกต่อไปแล้ว" อวิ๋นมองฉางตงด้วยความมุ่งมั่น "ได้โปรด... รับอวิ๋นคนนี้เป็ศิษย์ด้วยเถิดอาจารย์!"
เด็กน้อยก้มหัวลงโขกพื้นเสียงดัง นาวีมองดูเด็กชายที่หมอบกราบอยู่ด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก เขาไม่ได้อยากเป็อาจารย์ของใคร แต่แววตาของเด็กคนนี้ช่างเหมือนกับตัวเขาในสมัยที่เริ่มฝึกมวยใหม่ ๆ เหลือเกิน