ระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ)

    เล่มที่ 3 บทที่ 82 หรือว่าแกคันไม้คันมือ? งั้นมานี่ เดี๋ยวฉันจะช่วยสงเคราะห์ให้เอง

            เมื่อมองตามเสียงไปก็พบชายชราคนหนึ่งสวมชุดฝึกฝนเนื้อหยาบ ค่อยๆ เดินนวยนาดเข้ามาจากประตู

            มองปราดแรกชายชราคนนี้ดูไม่มีอะไรพิเศษ แม้จะดูทะมัดทะแมงและกระปรี้กระเปร่าแต่หากวัดกันที่พลังเลือดแล้ว เขายังดูอ่อนด้อยกว่าหวังเหมิ่งอยู่ไม่น้อย

            ทว่าความจริงกลับเป็นว่าวินาทีที่หวังเหมิ่งเห็นอีกฝ่ายกลิ่นอายที่เคยคุกคามและแข็งกร้าวของเขากลับชะงักกึก และเหี่ยวเฉาลงอย่างไม่รู้ตัว

            เห็นได้ชัดว่าเขารู้ดีว่าผู้มาเยือนคือใคร

            หากวัดกันที่พลังเลือดเขาเหนือกว่าอีกฝ่ายมากจริงๆแต่ปัญหาคือวิถียุทธ์พลังเลือดของหมอนี่มันเป็นแค่ของแถมที่เอาไว้ฝึกเล่นๆเท่านั้น!

            หากมองข้ามถุงกักวิญญาณที่เหน็บอยู่ข้างเอวไปเขาก็คงจะยังทำใจดีสู้เสือได้อยู่หรอกแต่เขารู้ซึ้งดีว่าหากกล้าขยับตัวแม้เพียงนิดสิ่งที่รอเขาอยู่คือคมเขี้ยวของราชาอสูรที่จะขย้ำเขาให้จมดินในพริบตา!

            ผู้มาใหม่ไม่ได้เอ่ยปากอีกเลยและใบหน้าก็ไม่ได้แสดงความไม่เป็นมิตรออกมาอย่างชัดเจนแต่กลับสามารถกดข่มทุกคนในโรงเหล้าให้ตกอยู่ในความเงียบงันได้อย่างเบ็ดเสร็จ

            จนกระทั่งซินซวงและจางสิงเอ่ยเรียก"ท่านคณบดี" และเจียงจืออวี๋ที่เม้มริมฝีปากแน่นพร้อมเรียกเบาๆว่า "อาจารย์"

            เมื่อเห็นเจียงจืออวี๋ที่สภาพผมเผ้าค่อนข้างยุ่งเหยิงใบหน้าของคณบดีเฉียนก็พลันทะมึนลงทันที

            "ไม่มีใครบาดเจ็บใช่ไหม?"

            เมื่อเห็นเจียงจืออวี๋ส่ายหน้าคณบดีเฉียนก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก ทว่าสีหน้ายังไม่คลายความตึงเครียดเขาหันไปจ้องหวังเหมิ่งเขม็ง

            ภารกิจนำทีมมาทุ่งร้างครั้งนี้เขาเป็นคนอาสาเสนอตัวรับมาเองและรับปากเป็นมั่นเหมาะว่าจะไม่ยอมให้เจียงจืออวี๋เกิดเรื่อง

            ยังดีที่เขามาถึงค่อนข้างเร็วมิฉะนั้นหากหวังเหมิ่งลงมือจริงๆ เกรงว่าต่อให้พูดอะไรก็คงสายเกินไป

            เมื่อถึงตอนนั้นอย่าว่าแต่เรื่องอื่นเลย ทั้งตาแก่จี้และตาแก่หลี่คงไม่มีทางปล่อยเขาไว้แน่

            เมื่อคิดได้ดังนั้นสายตาของคณบดีเฉียนก็ยิ่งดูไม่เป็นมิตรมากขึ้นไปอีก

            ส่วนหวังเหมิ่งที่สบสายตากับคณบดีเฉียนเข้าจังๆต่อให้ในใจจะมีแผนการร้อยแปดพันเก้า ยามนี้ก็ต้องเก็บพับกลับไปให้หมดเขาประสานมือคารวะคณบดีเฉียนตามระเบียบ

            "คารวะราชันยุทธ์เฉียน"

            เมื่อถึงระดับนี้ไม่ว่าจะฝึกฝนมาทางสายไหน คนภายนอกล้วนเรียกขานว่า 'ราชันยุทธ์'ทั้งสิ้น

            และคนที่เป็นถึงราชันยุทธ์ได้ทุกคนล้วนเป็นผู้ที่เคยสร้างผลงานอันยิ่งใหญ่ให้แก่เทียนเฉาการประสานมือคารวะแม้จะไม่ใช่ข้อบังคับแต่ในสถานการณ์ปกติไม่มีใครกล้าเสียมารยาทขนาดนั้น

            แม้หวังเหมิ่งจะมีพลังอยู่ในระดับโหวแห่งยุทธ์ระดับสูงและพ่วงตำแหน่งคณบดีคณะวิถียุทธ์พลังเลือดแห่งมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจแต่ในยามนี้เขายังคงต้องทักทายคณบดีเฉียนด้วยความนอบน้อม

            แต่คณบดีเฉียนไม่มีอารมณ์จะมาเล่นตามพิธีการจอมปลอมเหล่านั้นกับเขา

            "เมื่อกี้แกบอกว่า... จะสั่งสอนนักศึกษาของฉันงั้นเหรอ?"

            "มาสิ ฉันอยากฟังนักว่าแกคิดจะสอนยังไง"

            แม้ระดับเสียงจะราบเรียบแต่ใครก็ฟังออกว่าคณบดีเฉียนกำลังข่มกลั้นโทสะอยู่

            หากวันนี้ไม่มีคำอธิบายที่น่าพอใจเรื่องนี้คงไม่จบลงง่ายๆ แน่

            และดูจากท่าทีของคณบดีเฉียนแล้วชัดเจนว่าเขาไม่คิดจะถามหาต้นสายปลายเหตุด้วยซ้ำ แต่ตั้งใจจะ 'ปกป้องพวกพ้อง' แบบโต้งๆ เลยทีเดียว

            หวังเหมิ่งได้ยินดังนั้นหัวใจก็กระตุกวูบ

            เขาไม่ได้มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับคนแซ่เฉียนคนนี้มากนักแต่เนื่องจากเติบโตมาในยุคสมัยเดียวกัน จึงพอจะรู้นิสัยใจคอของหมอนี่อยู่บ้าง

            ต่อให้เป็นฝ่ายผิดก็ยังแถให้ถูกได้นับประสาอะไรกับเรื่องในวันนี้ที่ทางนั้นดูจะเป็นฝ่ายที่มีเหตุผลมากกว่า

            แต่ประเด็นสำคัญคือยัยหนูนั่นไปเป็นศิษย์ของตาแก่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่?

            คณบดีสุ่ยมู่ไม่ใช่ว่าไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเรียนการสอนหรอกหรือ?

            หวังเหมิ่งกวาดสายตาไปมองเจียงจืออวี๋ที่อยู่ห่างไปไม่กี่ก้าวแต่ในวินาทีถัดมาเขาก็ต้องสะดุ้งเมื่อคณบดีเฉียนแผดเสียงตะคอก

            "ฉันถามอยู่นี่ไง นักศึกษาของฉันไปทำอะไรให้แก!"

            "ถึงขนาดทำให้โหวแห่งยุทธ์อย่างแกทิ้งศักดิ์ศรี คิดจะลงมือกับเด็ก!"

            "หรือว่าแกคันไม้คันมือ? งั้นมานี่เดี๋ยวฉันจะช่วยสงเคราะห์ให้เอง!"

            หากคณบดีเฉียนไม่มาหวังเหมิ่งในฐานะคนที่มีระดับพลังสูงสุดในที่แห่งนี้ย่อมกุมอำนาจเบ็ดเสร็จจะพูดอะไรก็ได้

            แต่เมื่อคณบดีเฉียนปรากฏตัวมันไม่ใช่เวลาที่เขาจะทำตามใจชอบได้อีกต่อไป

            โดยเฉพาะเมื่อเห็นท่าทีดุดันของคณบดีเฉียนหากไม่ยอมให้คำอธิบายที่สมเหตุสมผลวันนี้คงไม่ใช่แค่เรื่องความขัดแย้งระหว่างนักศึกษาอีกต่อไปแล้ว

            ท่าทีที่แกร่งกร้าวของคณบดีเฉียนนั้นทำเอาคนอื่นๆ ในเหตุการณ์ถึงกับอึ้งไปตามๆ กัน

            "เดี๋ยวนะ คนนี้คือใครกันน่ะ? ถึงขนาดชี้นิ้วด่าคณบดีจากมหาลัยนครปีศาจได้เลยเหรอ"

            ใครบางคนเอ่ยถามด้วยความสงสัยก่อนจะมีคนให้คำตอบ

            "ไม่เห็นเหรอว่าคณบดีหวังยังต้องเกรงใจขนาดนั้น?"

            "คนนี้น่ะคณบดีคณะควบคุมสัตว์อสูรของสุ่ยมู่ราชันยุทธ์ตัวจริงเสียงจริงเลยนะเว้ย!"

            "คณบดีสุ่ยมู่เหรอ?"

            สิ้นเสียงนั้นทุกคนก็พร้อมใจกันปิดปากเงียบทันที

            ช่วยไม่ได้เพราะคำว่า 'สุ่ยมู่' นั้นมีน้ำหนักมหาศาลเกินไป

            แม้โดยนิตินัยแล้วสุ่ยมู่จะถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มเดียวกับมหาวิทยาลัยสายต่อสู้ชั้นนำอีกแปดแห่งรวมถึงนครปีศาจแต่ในความเป็นจริง รากฐาน คณาจารย์ งบประมาณ หรือแม้แต่คุณภาพนักศึกษา...สุ่ยมู่ทิ้งห่างที่อื่นไปคนละระดับ

            ก่อนหน้านี้หลายคนยังแปลกใจที่ท่าทีของหวังเหมิ่งเปลี่ยนไปเร็วขนาดนี้แต่พอรู้ความจริง ทุกคนก็เริ่มมองว่ามันเป็นเรื่องปกติ

            ถ้าสุ่ยมู่ไม่เหนือกว่ามหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจจริงเรื่องพวกนี้เอาไว้พูดปลอบใจตัวเองลับหลังน่ะพอได้แต่อย่าหลอกตัวเองในชีวิตจริงเลย

            ทว่าชัดเจนว่าท่าทีของคณบดีเฉียนนั้นสร้างความกระทบกระเทือนต่อจิตใจของพวกเด็กมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจอย่างรุนแรง

            "ท่านคณบดี..."

            เด็กหนุ่มที่เป็นหัวหน้ากลุ่มมองดูหวังเหมิ่งที่ไม่กล้าแม้แต่ออกความเห็นราวกับยอมรับความจริงไม่ได้

            แต่คนอื่นๆกลับมองออกถึงช่องว่างของพลังที่มีอยู่จริง ยามนี้จึงได้แต่เลือกที่จะปิดปากเงียบไม่กล้าทำตัวซ่าอีกแม้แต่นิดเดียว

            ส่วนคนที่ตื่นเต้นที่สุดย่อมหนีไม่พ้นไป๋ฉางเซิงและคนอื่นๆ

            แม้จะแอบประหลาดใจที่คณบดีเฉียนซึ่งปกติจะดูสูงส่งเข้าถึงยากจะมีมุมที่ด่ากราดได้สะใจขนาดนี้ แต่ไม่มีข้อกังขาเลยว่าการมีคณบดีเฉียนอยู่ที่นี่ ทำให้พวกเขารู้สึกอุ่นใจและฮึกเหิมขึ้นมาทันที

            "คณบดีเฉียนคะ คนพวกนี้เริ่มหาเรื่องก่อนค่ะ"

            ซินซวงเป็นฝ่ายเปิดประเด็นเล่าลำดับเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบ

            แม้จะมีการสอดแทรกความเห็นส่วนตัวลงไปบ้างเล็กน้อยแต่โดยรวมแล้วก็ถือว่าเล่าออกมาได้อย่างเที่ยงตรง

            คำพูดของเธอทำเอาเหล่าผู้ฝึกยุทธ์อิสระที่มุงดูอยู่ต่างพากันส่งเสียงสนับสนุน

            "ดูไม่ออกเลยนะเนี่ย ว่าแกจะสอนนักศึกษาได้ 'ดี'ขนาดนี้"

            คณบดีเฉียนมองหวังเหมิ่งด้วยใบหน้าที่กึ่งยิ้มกึ่งบึ้งจนเดาอารมณ์ไม่ถูกแต่ในวินาทีต่อมาเขาก็เปลี่ยนน้ำเสียงทันที

            "ในฐานะคณบดีของมหาวิทยาลัยสายต่อสู้ระดับแนวหน้าเมื่อเจอนักศึกษาทะเลาะกัน กลับไม่คิดจะถามหาความจริงก่อน แต่จะลงมือกับเด็กทันที"

            "นี่น่ะเหรอ สไตล์การทำงานของมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจ?"

            แม้คณบดีเฉียนเองจะเป็นพวกประเภทปกป้องพวกพ้องโดยไม่สนเหตุผลเหมือนกันแต่ในเมื่อพวกเจียงจืออวี๋เป็นฝ่ายถูก เขาย่อมใช้จุดนี้โจมตีได้อย่างเต็มที่

            หวังเหมิ่งเองก็รู้ซึ้งถึงจุดนี้ดีตอนแรกเขาตั้งใจจะก้มหน้ายอมรับผิดเพื่อให้เรื่องมันจบๆ ไป

            ทว่าพอได้ยินคณบดีเฉียนลากเรื่องนี้ไปพาดพิงถึงสถาบันเขาก็ร้อนรนขึ้นมาทันที

            "ฉันแค่เห็นนักศึกษาของฉันเกือบจะถูกฆ่าตาย ก็เลยวู่วามไปหน่อยเท่านั้นไม่เกี่ยวกับโรงเรียน!"

            หวังเหมิ่งฝืนแข็งข้อใส่คณบดีเฉียนได้เพียงครั้งเดียวแต่ความแข็งกร้าวนี้ก็คงอยู่ได้ไม่นาน ก่อนจะถูกคณบดีเฉียนบดขยี้อย่างไม่ใยดี

            "นักศึกษาที่แกสอนมามันไร้น้ำยาเอง ไปหาเรื่องเขาแต่ดันโดนเขาอัดกลับมานี่ยังมีหน้ามาพูดอีกเหรอ?"

            "พลังเลือดก็สูงกว่านักศึกษาของฉัน แถมยังเรียนมามากกว่าตั้งปีหนึ่งแต่ดันรับมือเธอไม่ได้แม้แต่กระบวนท่าเดียว"

            "เป็นฉันนี่ไม่กล้าเสนอหน้าออกมาหรอก... มันน่าอาย!"

             

    คล้ายกับเรื่องระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ) ที่คุณอ่าน