บทที่ 20
เคร้ง
เสียงคมศาสตราปะทะกันดุเดือดร่างสองร่างพุ่งเข้าหาและแยกออกจากกันหลายครั้ง ต่างกันตรงที่ร่างของสตรีสามารถตีลังกาลงพื้นได้อย่างงดงามแต่ร่างขงเด็กหนุ่มกลับพุ่งทะลุผ่านตู้หนังสือสิบตู้ แรงปะทะมากพอจะทำให้สลบได้ทันทีเว้นเสียแต่ว่าเด็กหนุ่มคนนี้จะมีค่าความอดทนที่สูงมาก
“...ยังใช้ไม่ได้ เข้ามาอีก”
เซเลสเทียร์เอ่ยสองมือถือดาบชี้มาที่เอเลน แม้จะอยู่ห่างแต่แรงกดดันระดับภัยพิบัตินั้นรุนแรงจนเขาอดขนลุกทุกครั้งไม่ได้ สัญชาติญาณร่ำร้องว่าให้หนีตลอดเวลาเอเลนต้องกัดฟันเช็ดเลือดมุมปากอีกมือกระชับหอกสีเงินเอาไว้แน่นผนึกพลังเวทมนต์สีเงินขึ้นทั่วร่างรอบหนึ่งก่อนจะซัดหอกในมือออกไปราวกับคันธนูหลุดออกจากแล่ง
ความเร็วของหอกไม่ใช่น้อยๆด้วยค่าสถาะนะมหาศาลทำให้หอกที่พุ่งมาเร็วและแรงไม่ต่างจากขีปนาวุธ เพียงชั่วอึดใจเดียวหอกก็เข้าระยะวงแขนของเซเลียสเทียร์แล้ว เทพธิดาสาวยิ้มพลางชื่นชมการตัดสินใจของเด็กหนุ่ม
“ดีมาก ลงมือเยิ่นเย้อตัดสินใจได้เร็วผิดกับแรกๆมาก แต่ว่า....มันยังไม่พอหรอกนะ”
เทพธิดาสาววาดดาบออกไปวูบหนึ่งบังเกิดลมกรรโชคแรงพัดไปด้านหน้าฝุ่นละอองทุกเม็ดที่ถูพัดผ่านล้วนแฝงไปด้วยพลังเวทมนต์เล็กละเอียด หอกถูละอองเวทย์เกาะกุมถูกยุดเอาไว้กลางอากาศอย่างน่ามหัศจรรย์ก่อนที่จะปลิวกระเด็กกลับไปยังทิศที่มันมา
ช่วงเวลานั้นเอเลนพุ่งไปอีกทางคว้าดาบเอาไว้สองเล่มที่ปักอยู่พร้อมจ่ายพลังเวทมนต์เข้าไปอึดหนึ่งเปลี่ยนจากหากแรงค์ต่ำเป็นศาสตราวุธระดับ B ในพริบตา หอกได้ทำหน้าที่ของมันอย่างสมบูรณ์ในฐานะตัวล่อเด็กหนุ่มพุ่งออกมาจากทางด้านซ้ายของเซเลสเทียร์วาดดาบยาวในแนวขวางโจมตีในจังหวะที่ดีที่สุด
แกร้ง
เว้นเสียแต่ว่าตรงหน้าของเขาคือเทพีแห่งการต่อสู้ที่แกร่งที่สุดในแดนสวรรค์ลูกไม้ของเขาถูกมองออกตั้งแต่แรก ดาบถูกยกขึ้นมารับเอาไว้แรงปะทะทำให้เอเลนเจ็บง่ามมืออย่างช่วยไม่ได้และเลือกที่จะม่ปะทะอย่างหักโหมใช้แรงปะทะม้วนตัวมาด้านหลังแล้วใช้ดาบชนิดเรเปียร์ในมืออีกข้างแทงเข้าที่หน้าอกของเซเสเทียร์
เทพีสาวไม่น้อยหน้าในระยะแค่นี้ยากมากที่จะยกดาบขึ้นปัดป้องและเลือกที่ขยับตัวหลบออกมาข้างหนึ่ง เมื่อลงมือพลาดเอเลนก็เลือกที่จะละมือออกจากเรเปียร์แล้วหดมือกลับแล้วโจมตต่อด้วยมือข้างนั้น เซเลสเทียร์ยิ้มแล้วย่อตัวปล่อยให้หมัดข้ามหัวไหล่แล้วดันตัวกระแทกจนเอเลนเสียหลักก่อนจะเหวี่ยงร่างของเด็กหนุ่มไปบนฟ้า
“อึก ทำขนาดนี้ยังตอบโต้ได้อีกเหรอ”
เอเลนโอดครวญก่อนจะพลิกตัวกลางอากาศดวงตาสีทับทิบกวาดไปโดยรอครั้งหนึ่งก่อนที่มือข้างที่ว่างคว้าคันศรที่ลอยคว้างอยู่ไม่ไกลมาไว้ในมือ ผนึกพลังเวทมนต์จนท่วมดาบใช้ดาบยาวแทนลูกศรส่งดาบยาวกลายเป็นอาวุธสังหารระยะไกล
“มันต้องแบบนี้”
เซเลสเทียร์กล่าวชมด้วยความตื่นเต้นความเร็วของลูกศรศรมากพอจะเริ่มคุกคามเธอได้ เทพีสาวผนึกพลังเวทมนต์ทั่วร่างยกดาบขึ้นตั้งรับ ดาบคู่กับศรปะทะกันอย่างหักโหมและจบลงด้วยการแหลกลาญไปทั้งสองฝ่าย
ตอนนั้นเองเอเลนทิ้งบาทาลงมาจากทางด้านบน เซเลสเทียร์หมุนตัวครึ่งรอบหลบได้อย่างหวุดหวิด ทั้งสองในสภาพปลอดอาวุธพลันเปลี่ยนมาปะทะกันด้วยร่างกายล้วนๆ แรงะทะส่งผลให้มวลอกาศเกิดการสั่นสะเทือนจนกองหนือสือโดยรอบค่อยๆถูกพลักออกไปเกิดเป็นช่องว่างอย่างช้าๆ
“ใจคอจะพังหอสมุดของข้ารึไงเนี่ย”
ไกอัสที่แอบมองอยู่ไกลๆพูดด้วยน้ำเสียงหวาด เป็นเวลาสองสัปดาห์ที่หนึ่งคนหนึ่งเทพถือวิสาสะฝึกฝนกันในหอสมุดแห่งปัญญาจนเกิดความเสียหายไปมากกว่าครึ่ง เดือดร้อนเขาผู้เป็นเจ้าที่ต้องอพยพผู้เข้าใช้บริการคนอื่นๆออกมา แรงปะทะรุนแรงมากจนไม่อาจเก็บเงียบเอาไว้ถ้าไม่ทำอะไรซักอย่าง
ไกอัสปรบมือทีหนึ่งความเสียหายที่เกิดจากสัตว์ประหลาดทั้งสองก็ค่อยๆถูกฟื้นฟู หลายวันมานี้เขาอดตื่นตาตื่นใจกับพัฒนาการที่เพิ่มขึ้นไม่หยุดของเอเลนไม่ได้จากวันแรกๆเพียงแค่ขยับตัวไม่กี่วินาทีก็ถูกส่งออกมานอกหอสมุดแล้วค่อยๆยืดระยะเวลาตาของตัวเองออกไปเรื่อยๆ
“อ๊ะ จะเผด็จศึกแล้ว”
ไกอัสอุทานก่อนที่สายตาจะจ้องมองไปยังเซเลสเทียร์ที่เปลี่ยนจากับเป็นรุกสอดมือเข้าใต้รักแร้วนขึ้นมาบริเวณหลังหัวเพื่อผนึกการเคลื่อนไหวก่อนจะแทงเข่าเข้าที่บริเวณกลางหลังส่งผลให้อวัยวะภายในพร้อมใจกันออกมาเผชิญโลกกว้างเปลี่ยนเด็กหนุ่มให้กลายเป็นเศษเนื้อในพริบตา
“รอบนี้ทนได้ตั้งสิบนาที ยัยเซเลสเทียร์ก็โรคจิตเป็นบ้าสามารถสรรหาสารพัดวิธีฆ่าแบบโหดๆมาให้มได้ตลอด”
เทพเจ้าแห่งเวทมนต์พึมพำแล้วส่ายหน้าก่อนจะส่งสายตาให้กับร่างแยกของเขาตนหนึ่งให้ไปรับเอเลนแล้วรีบไปทำงานอื่นๆต่อ เอเลนโผล่ออกมาตรงากทงเข้าหอสมุดอีกครั้งด้วยใบหน้ายับย่น
“บ้าจริง ตายอีกแล้ว”
เด็กหนุ่มบ่นอุบก่อนจะถูกไกอัสพาตัวกลับเข้ามาในหอสมุดอีกครั้ง ดวงตาสีทับทิมสอดส่ายสายตาไปทั่วก่อนที่สายตาจะตกลงบนโต๊ะน้ำชาที่มีกระดาษแผ่นหนึ่งวางเอาไว้
หยุดพักสามสิบนาที
เด็กหนุ่มเหลือบมองกระดาษเพียงชั่วครู่ก่อนจะขยำมันทิ้งก่อนจะทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เซเลสเทียร์หายไปเฉยๆแล้วทิ้งข้อความเอาไว้แบบนี้ ทันทีที่ก้นสัมผัสเก้าอี้อาหารเริศสมากมายพลันปรากฏเอเลนเลือกจะสวาปามโยไม่อีดออดเพื่อฟื้นคืนเรี่ยวแรงที่เสียไปพลางโคจรพลังเวทย์ไปพลางเพื่อช่วยให้อาหารย่อยไวขึ้น
ไวเท่าความคิดอาหารทั้งหมดหายไปในเวลาสิบนาทีเป็โอกาสให้เอเลนได้ตรวจสอบพัฒนาการของตัวเอง
ชื่อ เอเลน
เลเวล 40
พลังชีวิต 38500 / 38500
มานา 24800 / 24800
คลาส ช่างฝีมือ(A)
ฉายา ช่างฝีมือผู้ล้มเหลว, ผู้ควบคุมห้วงเวลา, มหาภูติ
พละกำลัง 2800
ความว่องไว 3040
สติปัญญา 1750
ความอดทน 3800
โชค 5
ค่าความชำนาญ 7500
ทักษะติดตัวที่ครอบครอง 25 ชนิด
ทักษะเรียกใช้ที่ครอบครอง 37 ชนิด
แม้ค่าพลังชีวิตและพลังเวทมนต์สูงสุดจะอยู่ในระดับเดียวกับเลเวลปรมาณ 60 แต่ค่าสถานะโดยรวมนั้นอยู่ที่ระดับ 100 ต้นๆเป็นที่เรียบร้อยแล้วตลอดหลายวันที่ถูกเตี่ยวเข็ญแม้จะไม่มีเหล่าภูติตัวน้อยทั้งสองคอยช่วยเหลือแต่นั่นก็ไม่จำเป็นอีกต่อไปแล้ว
ในบรรดาทักษะติดตัวที่ครอบครองอยู่กว่าครึ่งล้วนเป็นทักษะที่เกี่ยวข้องกับการใช้อาวุธแทบทั้งสิ้น ทุกทักษะถูกยกระดับขึ้นอย่างมากจากการประอาวุธกับเทพธิดาแห่งการต่อสู้ นอกจากนี้ในอาวุธประเภทเดียวกันแต่มีหลายชนิดอย่างเช่นดาบเซเลสเทียร์ก็ได้สินเทคนิคการใช้ดาบให้เขาแทบทุกชนิด
ทักษะรำพันเดียวดายมีส่วนช่วยในการยกระดับครั้งนี้เต็มๆ เจ็ดวันมานี้ทักษะชำนาญอาวุธล้วนมีความชำนาญในขั้นปานกลางระดับ 100 ทั้งสิ้น อยู่ที่เวลาเท่านั้นแล้วว่าเขาจะเปลี่ยนพวกมันเป็นระดับสูงได้ตอนไหน
นอกจากทักษะอาวุธที่ถูกยกเครื่องใหม่ มุมมองการสร้างยุทธภัณฑ์ของเขาก็มีความเปลี่ยนแปลงไม่ใช่น้อย ด้วยความรู้ควาเข้าใจในวิธีการใช้อาวุธที่สูงทำให้มีหลายครั้งที่เขานึกอยากจะกลับไปแก้ไขผลงานของเขาที่ผ่านมาโยเฉพาะซันโทเรียนโฉมใหม่ที่บังเอิญมีคุณภาพสูงถึงแรงค์ S
การถูกฆ่าตายๆฟื้นตลอดเจ็ดวันเขาคงหมดกำลังใจไปเสียก่อนเพราะไม่สามารถมองการโจมตีของเซเลสเทียร์ได้ทันเลยจนกระทั้งบรรลุเงื่อนไขของกาลอนันต์จนได้รับทักษะใหม่อย่าง ทิพยเนตร ที่ช่วยให้สามารถมองเห็นอนาคล่วงหน้าได้ 1 วินาที
แม้จะไม่สูสีแต่ทักษะนี้ก็ช่วยชีวิตเขามาแล้วในหลายๆครั้งแม้มันจะกินพลังเวทมนต์เยอะก็ตาม เมื่อเซเลสเทียร์รู้ก็ยิ่งทวีความโหดร้ายของการฝึกฝนทั้งยังเปลี่ยนเงื่อนไขของการบรรลุวิวรณ์บทแรกตามใจชอบเอเลนเสียงชีวิตวันละไม่ต่ำกว่าหนึ่งร้อยรอบต่อวันจึงไม่น่าแปลกใจที่ค่าความทรหดของเขาจะขึ้นเอาๆ
เมื่ออาหารเริ่มย่อยเด็กหนุ่มก็หลับตาเอนหลังพิงเก้าอี้เวลาที่เหลืออยู่ไปกับการผ่อนคลายเวลาที่เหลือหมดไปอย่างรวดเร็ว เซลสเทียร์ก็ปราฏตัวในหอสมุดแห่งปัญญาอีครั้ง
“จากที่เราเห็น เธอเข้าใจเคล็ดวิชาเทพสงครามไปได้ประมาณเจ็ดส่วน”
เซเลสเทียร์เอ่ย ตลอดเวลาที่ผ่านมานอกจากวิธีการใช้อาวุธที่เทพธิดาสาวสอนให้เขาอย่างเข้มข้นแล้วเธอยังสินสิ่งที่เรียกว่าเคล็ดวิชาเทพสงครามซึ่งอยู่นอกเหนือสามัญสำนึกขอบเขตของทักษะกับวิชายุทธ์
เคล็ดวิชาเทพสงครามไม่ใช่ทั้งวิชายุทธหรือแม้แต่ทักษะแต่เป็นแนวคิดในการเปลี่ยนสิ่งของรอบกายให้กลายเป็นอาวุธที่ทรงอานุภาพ มองลึกเข้าไปในใจตัวเองให้ถึงแก่นแล้วดึงศักยภาพของสิ่งนั้นๆออกมาให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่เป็นเป็นต้องมีท่วงท่าทีอลังการหรือพลังทำลายล้างที่สูงส่ง
สูงสุดคืนสู่สามัญคือใจความหลักของเคล็ดวิชาเทพสงครามท่วงท่าที่ดูธรรมดาสามารถสามารถแฝงความเปลี่ยนแปลงได้ร้อยแปดประการ ไม่ยึดติดกับชนิดอาวุธในมือ ไม่สนใจข้อจำกัดที่เรียนว่าความแตกต่างของคลาส ขอเพียงมีแม้กระทั่งดินสอซักเล่มในมือหากผู้ถือรู้วิธีก็สามารถเปลี่ยนเป็นอาวุธสังหารได้
ยิ่งบวกกับพลังเวทมนต์พื้นฐานประสิทธิ์ศาสตราด้วยแล้วไม่ว่าอะไรก็ตามหากเอเลนคิดว่ามันเป็นยุทธภัณฑ์แล้วล่ะก็สิ่งนั้นก็จะถูกยกระดับเป็นแรงค์ B โดยไม่มีเงื่อนไข เคล็ดลับที่เอเลนได้รับรู้โดยบังเอิญระหว่างกำลังวิ่งหนีเซเลสเทียร์หัวซุกหัวซุนเขาหยิบหนังสือแล้วผนึกพลังลงไปด้วยความเคยชินพเพียงเท่านี้ก็ก็ได้อาวุธซัดระยะไกลแรงค์ B มาใช่ฟรีๆ
เซเลสเทียร์เคยกล่าวเอาไว้ว่าพลังเวทมนต์พื้นฐานที่ถูกยกระดับแต่ละชนิดก็ทรงพลังสูงต่ำไม่เท่ากัน หากเทียบเป็นแรงค์ของยุทธภัณฑ์แล้วพลังประสิทธิ์ศาสตราจะจัดอยู่ในแรงค์ A และไม่ได้หมายความว่ามันไร้เทียมทานยุทธภัณฑ์ที่เป็นจุดขายของพลัประสิทธิ์ศาสตราเองก็เป็นจุดด้อยในเวลาเดียวกันเพราะหากไม่มีอาวุธให้ใช้พลังประสิทธิ์ศาสตราก็จะกลายเป็นหมัน
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เซเลสเทียร์เน้นหนักไปที่ทักษะการต่อสู้ด้วยมือเปล่า เพราะหากจวนตัวหาอาวุธใช้ไม่ได้เลยจริงๆอย่างน้อยก็มีอาวุธชิ้นหนึ่งที่ไม่ว่าใครหน้าไหนก็ไม่อาจขโมยไปได้อย่างร่างกายอาวุธแรสุดของมนุษยชาติที่มีติดตัวมาแต่กำเนิด
“ขนาดเข้าใจตั้งเจ็ดส่วนยังสู้ท่านที่เข้าใจเต็มสิบส่วนไม่ได้เลยซักนิด”
เอเลนพูดอย่างอ่อนใจ
“หึ คิดจะต่อกรกับผู้ที่คิดค้น...หมายถึงผู้ที่มีความเชี่ยวชาญมากกว่าอย่างเราน่ะยังเร็วไปร้อยปีนะเด็กน้อย”
เซเลสเทียร์เชิดหน้าอย่างถือดีดูเธอจะสนุกกับการปลอมเป็นปรมาจารย์หน้ากากผู้ลึกลับกก่อนจะเปลี่ยนน้ำเสียงเป็นสงบนิ่งเหมือนตอนปกติ
“เจ็ดส่วนคือขีดจำกัดของแธอในตอนนี้ฝึกไปมากว่านี้ก็คงไม่ก้าวหน้า ร่างกายของเธอตอนนี้ซึมซับองค์ความรู้เอาไว้อย่างเต็มเปี่ยมที่เหลือก็คือต้องหาประสบการณ์เพื่อเติมเต็มในส่วนที่ขาด ซึ่งเราช่วยในส่วนนี้ไม่ได้”
พูดจบเซเลสเทียร์ก็ยื่นมือมาจับมือขวาของเขาตรารูปดาวหกแฉกที่แตกละแฉกจะมีศาสตราวุธซ่อนอยู่และจะเปลี่ยนชนิดไปทุกๆครั้งที่มีการขยับมือเอเลนมองด้วยความสนใจก่อนที่เสียงของโลกจะดังขึ้น
[ท่านได้รับ ตราประทับเทพสงคราม(E)]
[ท่านได้รับฉายา อัครทูตเทพสงคราม]
ตราประทับเทพสงคราม
แรงค์ E (พัฒนา)
ประเภท ตราประทับ
ตราประทับที่สร้างขึ้นโดยเทพีแห่งศาสตราวุธและการต่อสู้ แต่นั่นคือสมญาในยามสงบแต่หากย้อนกลับไปในยุคแห่งความโกลาหลเซเลสเทียร์จะได้รับการขนานนามว่าเทพสงครามซึ่งเป็นเทพีที่โหดเหี้ยมต่อศัตรู สร้างขึ้นเพื่อสาวกของพระนางเองและไม่เคยมีใครได้รับเกียรติ์ให้เชยชมตราประทับชิ้นนี้มาก่อนไม่ว่าจะเป็นกษัตริย์หรือจอมจักรพรรดิคนใดก็ตาม
- ค่าสถานะจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยคิดเป็น 1 หน่วยต่อศัตรู 1 คน ต่อหนึ่งค่าสถานะในระหว่างการต่อสู้
- สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงเพิ่มขึ้น 200%
- สามารถสวมใส่อาวุธทุกชิ้นบนโลกได้โดยไม่สนใจเงื่อนไข
ตราประทับที่เป็นของแถมนี้นับว่าไม่เลวในสายตาของเอเลน หากเป็นคนอื่นมาเห็นคงไม่พ้นอิจฉาเพราะตราประเทพนั้เป็นสิ่งที่มีชื่อเล่นว่านวัตกรรมที่สาบสูญ ตราประทับเป็นสิ่งที่เคยมีใช้กันอย่างแพร่หลายในยุคแห่งความโกลาหลแต่สงครามในอดีตนั้นรุนแรงมากหลายอารยธรรมล่มสลายมีเพียงหยิบมือเท่านั้นที่ยังคงมีตราประทับอยู่ในการครอบครอง
ตราประทับจัดเป็นทรัพยากรประเภทเครื่องสวมใส่ชนิดหนึ่งที่มีความสามารถพิสดารและมีความเฉพาะทางสูง อย่างตราประทับเทพสงครามที่เอเลนไม่ค่อยเห็นคุณค่าของมัน หากเป็นในยุคแห่งความโกลาหลที่มีการสู้รบอยู่ตลอดแม้แต่ในดินแดนเทพเองตราประทับชนิดนี้จะทรงพลังอย่างยิ่งยวดเพราะศัตรูของเซเลสเทียร์ไม่ใช่ร้อยสองร้อยแต่มีเป็นหลักแสนตนขึ้นไป
“ขอบพระคุณมากครับ”
เอเลนโค้งหัวให้พร้อมกับพลังแห่งการกวนคืนที่ถูกริบไป
“เกี่ยวกับเรื่องสี่นักเดินทางจากต่างโลกน่ะ ลำพังแค่เอาชนะก็จะหยุดพวกเขาได้เหรอครับ”
เอเลนถามขึ้นด้วยความสงสัยไม่ใช่ว่าเขาไม่มีความมั่นใจว่าจะทำตามคำวิวรณ์ของเซเลสเทียร์ไม่ได้ แต่เขาไม่เชื่อมั่นว่าลำพังแค่การโค่นอีกฝ่ายได้มันจะทำให้เรื่องทุกอย่างจบลงได้จริงๆเหรอ เซเลสเทียร์ที่ได้ฟังดังนั้นก็ฉีกยิ้มอ่อนๆแต่แฝงด้วยจิตคุกคาม
“แน่นอนว่าไม่...ที่เธอต้องทำคือหลอกล่อให้อีกฝ่ายใช้พลังออกมาทั้งหมด สายสัมพันธ์ที่มองไม่เห็นระหว่างพวกเขากับเทพจากมิติอื่นจะชัดเจนขึ้นมาเมื่อถึงเวลานั้นงานรับหน้ากับเทพต่างมิติจงยกให้เป็นหน้าที่ของเรา”
เซเลสเทียร์เอ่ยก่อนจะออกปากไล่
“ไปพักเถอะ เรารั้งเธอเอาไว้นานเกินไปขืนดึงดันไปมากกว่านี้ไกอัสงได้มีมหงอกเพ่มขึ้นบนหัวอีกหลายเส้นแน่ๆ”
“นั่นสินะครับ”
เอเลนยิ้มเจื่อนสองตากวาดมองความพินาศที่เกิดขึ้นแม้จะถูกฟื้นฟูตลอดหลายวันที่ผ่านมา หลังจากช่วยกันเก็บอาวุธที่หล่นกระจายเต็มห้องสมุดกลับมาจนหมดเอเลนก็ขอตัวลาจากเซเลสเทียร์และไกอัสแล้วล่าถอยออกมา
“อา สดชื่น...”
เอเลนสูดลมหายใจจนเต็มปอดอย่างผ่อนคลายในรอบหลายวันดวงตาสีทับทิมมองท้องฟ้าอย่างเหม่อลอย ประหนึ่งทหารผ่านศึกที่ถูกปลดประจำการและไร้จุดหมายสองเท้าก้าวไปด้านหน้าอย่างไม่เร่งร้อน ทกๆก้าวแม้มองเผินๆจะเหมือนการเดินปกติแต่หากฟังให้ดีล่ะก็จะไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าแม้แต่นิดเดียวเพราะเอเลนแอบใช้ท่าเท้าทะยานเมฆตลอดโดยผนึกพลังเป็นพื้นที่เล็กๆใต้ฝ่าเท้าทำให้ฝ่าเท้าไม่สัมผัสพื้นด้วยความเคยชินจากการที่ต้องคอยลอบโจมตีตลอดเวลาหลายวันมานี้
ระหว่างคิดอะไรเรื่อยเปื่อยรถม้าคันหนึ่งก็ขับตรงมาในหอสมุดสีหน้าของสารถีดแตกตื่นเขาจะโกนโหวดเหวกทำให้มีหลายคนรีบกระโจนหลบทางที่รถม้าจะวิ่งผ่านความโกโลหลเล็กๆนี้กระจายเร็วราวกับไฟลามทุ่งแม้จะมีคนก่นด่าสาปแช่งแต่เมื่อเห็นธงขนนางที่ประดับอยู่บนยอดรถม้าพวกเขาก็พากันเปลี่ยนใจ
สารถีมือใหม่ควบคุมรถม้าอย่างยากลำบากเพราะคุณชายดันไปถูกใจเจ้าม้าจอมพยศที่ควบคุมยากส่งผลให้กรรมต้องมาตกอยู่ในมือของสารถีอย่างเขาแค่บังคับรถม้าก็ว่ายากแล้วปากต้องคอยตะโกนสั่งให้คนที่ขวาทางคอยหลบไป
ทุกอย่างดูราบรื่นอีไม่นาน็จะบรรลุถึงหอสมุดแห่งปัญญาติดอยู่อย่างเดียวคือเจ้าเด็กเรือนผมสีดำคนหนึ่งที่กำลังเดินสวนรถม้าด้วยท่าทีไม่รู้ร้อนรู้หนาวจึงรีบตะโกนขึ้น
“หลบไปเจ้าเด็กไม่รู้จักที่ต่ำสูง นี่คือรถม้าของคุณชายตระกูลไวส์เคาทน์จงหลีกทางเดี๋ยวนี้”
เจ้าเด็กนั่นคล้ายตื่นจากภวังค์แต่ก็สายไปเสียแล้วเพราะม้าพันธ์ดีนั้นมีเรี่ยวแรงมากกว่าม้าทั่วไปด้วยระยะทางแค่นี้เจ้าเด็กไม่รู้หัวนอนปลายเท้าคงไม่แคล้วกลายเป็นถนนให้เจ้าม้าเหยียบ
เอเลนได้ยินเสียงแว่วๆฉุดเขาออกจากห้วงความคิดความสนใจทั้งหมดกลับตกลงบนรถม้าสีดำขนาดใหญ่แต่ม้าลากตัวใหญ่ยิ่งกว่า เด็กหนุ่มหรี่ตามองก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“คนขับตาบอดรึยังไง ถนนดีๆมีไม่ใช้ทำไมถึงเอารถม้ามาขับในทางเท้า”
เด็กหนุ่ม่นก่อนจะทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดถึงในระยะหนึ่งเมตรสุดท้ายก่อนโดนม้าเหยียบสองเท้าสับไวปานสายฟ้าพุ่งร่างลอดขาม้าแล้วใช้จมูกเท้าสกิดเข้าที่บริเวณข้อพับของขาม้าเบาๆพลังเวทมนต์บริสุทธิ์ชำแรกผ่านโดยไร้สิ่งกีดขวาง ร่างของเจ้าม้าพลันรู้สึกผ่อนคลายขึ้นมากระทันหันท่าทีพยศของมันหายไปจนแม้แต่สารถียังทึ่งก่อนที่เจ้ามาจะผ่อนฝีเท้าลงได้อย่างน่าอัศจรรย์
“เกิดบ้าอะไรขึ้นวะเนี่ย”
สารถีหนุ่มร้องขึ้นแม้เอเลนจะสามารถหยุดม้าพยศได้อย่างนุ่มนวลแต่ไม่กับรถม้าที่ลากมาด้วย ในวินาทีที่เจ้าหม้าหยุดรถลากคล้ายถูกหยุดกระทันหันจนล้อหลังถึงกับลอยขึ้นจากพื้นแล้วหล่นลงกระแทกพื้นเสียงดังสนั่น
“ซวยแล้ว”
สารถีหน้าซีดคนด้านในไม่ใช่คนที่เจ้าเด็กผมดำจะรับมือได้ คุณชายเล็กฝีปากร้ายแห่งตระกูลไวส์เคาทน์มีสำรองกี่ชีวิตก็ไม่คุ้มพอที่จะเอามาแลกกับคุณชายคนนี้ ไม่ทัขาดคำร่างของเด็กหนุ่มในชุดผ้าหรูหราพลันกระโจนออกมาจากรถม้า
“มันผู้ใดกล้าขวางทางเรา ไม่รู้รึยังไงว่าการขวางทางขุนนางมีโทษร้ายแรงขนาดไหน”
เด็กหนุ่มจะโกนก่อนจะมองไรอบๆเพื่อหาคนผิดก่อนที่สายตาจะตกไปอยู่บนตัวของเด็กหนุ่มผมดำที่แสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องราวกำลังเดินออกจากที่เกิดเหตุแบบเนียนๆ บุตรขุนนางเชิดหน้าทีหนึ่งก่อนจะสาวเท้าไปขวางหน้าเจ้าเด็กสามัญชนคนนั้น
“แกเองเหรอที่บังอาจมาขวางทางรถม้าของชั้น”
หลังจากที่หยุดรถม้าได้เอเลนตั้งใจจะกลับไปดูร้านเสียหน่อยเมื่อถูกขัดขวางเป็นครั้งที่สองพลันเริ่มชักสีหน้าไม่พอใจริมฝีปากเหยียบตรงก่อนจะตอบกลับอีกฝ่ายไปอย่างใจเย็น
“แค่เห็นม้าพยศกลัวว่าชาวบ้านจะเดือดร้อนเลยรีบหยุดให้ ทีหน้าทีหลังช่วยบอกให้คนขับไปใช้ถนนทนที่จะเป็นทางเท้าซะนะ”
ตอบกลับแค่นั้นก่อนที่จะเบี่ยงตัวแล้วเดินจากไป เจ้าลูกขุนนางรู้สึกราวกับโดนตบหน้าหนึ่งฉาดโดยเจ้าเด็กสามัญชนด้วยความที่เป็นลูกขุนนางมันจึงดั้บการอบรมการใช้พลังจนมีระดับพลังเวทมนต์พื้นฐานเต็ม ไม่รอช้ามันจึงชักแส้ที่เหน็บอยู่ข้างเอวออกมา
“ขวางทางขุนนางมีความผิด แต่การพล่ามสั่งสอนขุนนางมีความผิดมากกว่าข้าในนามแห่งไวส์เคาทน์จะขอสั่งสอนมารยาทแกเอง”
ฝูงชนโยรอบขมวดคิ้วเห็นกันชัดๆว่าเจ้าลูกขุนนางที่ซี้ซั้วขับรถขึ้นมาบนทางเท้านั้นต่างหากที่เป็นคนผิด นึกสงสารเจ้าคนผมดวงกุดที่ต้องมาเป็นเป้าหมายของเจ้าลูกขุนนางหัวโบราณอีกคน พลังที่ผนึกในแส้นั้นไม่ใช่น้อยๆมาพอจะฝากบาดแผลฉกรรน์ไว้บนตัวคนธรรมดาได้เลยทีเดียว
“หืม....”
เอเลนสัมผัสได้ถึงจิตคุกคามแต่แรกประสาทสัมผัสของเขาเฉียบคมขึ้นมากจากการฝึก ด้วยเคล็ดวิชาเทพสงครามนอกจากช่วยให้มีความเข้าใจในศาสตราแล้วผลพลอยได้อีกปะการของมันก็คือการคาดคะเนทิศทางและความเป็นไปได้ของการเคลื่อนไว
“อาวุธประเภทแส้...น่าจะเป็นคลาสนักฝึกสัตว์ไม่ก็นักอัญเชิญ ดูจากการสะบัดข้อมือคงมีความชำนาญแค่ระดับเริ่มต้น”
เอเลนรำพึงเบาๆมองปาดเดียวก็รู้ว่าแส้ที่พุ่งมานี้ดูเผินๆหมายจะฝากรอบแผลไว้ที่กลางหลัง แต่แส้เป็นอาวุธที่มีรูปร่างอ่อนนุ่มจากการคาดการณ์มันจะเปลี่ยนทิศทางในจังหวะสุดท้ายเพื่อกระหน่ำฟาดเข้าที่ดวงตาของเขาแต่ดูจากการสะบัดข้อมืออีกฝ่ายคงยังไม่ชำนาญวิธีการนี้มากนัก
เด็กหนุ่มไม่อยากเสียเวลามากนักไม่แม้แต่จะผนึกพลังป้องกันตัวอาศัยมือเปล่าๆคว้าจับแส้ในจะหวะที่กำลังจะวกขึ้นมาฟาดใบหน้าเสียงเพียะดังก้องขึ้นปลายแส้อยู่ห่างจากหน้าเขาไม่ถึงหนึ่งเซนติเมตร มองเผินๆเหมือนเด็กหนุ่มโชคดีที่คว้าแส้ได้ทันเวลา
คุณชายวาส์เคาทน์โมโหควันออกหูอย่างถึงที่สุด เจ้าเด็กไร้มารยาทไม่รู้หัวนอนปลายเท้าบังอาจขัยใจเขาครั้งแล้วครั้งเล่าออกแรงกระชากแส้เพื่อรั้งกลับก็ม่อาจทได้ แขนของเด็กหนุ่มผมดำแข็งแกร่งราวกับท่อนเหล็ก คณชายรีบผนึกพลังไปที่แหวนประดับมณีเม็ดโตก่อนที่จะมีราชสีห์ตนหนึ่งพุ่งออกมาจากแหวน
“ปลดผนึก โทรอนด้า”
โฮกกกก
ราชสีห์ขนงามตนหนึ่งปรากฏตัวมันคือราชสีห์ทุ่งพนา มอนสเตอร์เลเวล 48 ที่ใช้พลังธาตุดิน ถูกชุบเลี้ยงโยไวส์เคาทน์ก่อนจะมอบให้บุตรชายที่เป็นคลาสนักฝึกสัตว์ดูแล หนึ่งคนหนึ่งสัตว์เชื่อมวิสัทัศน์ผ่านทักษะก่อนที่คุณชายจะออกคำสั่งให้โจมตี
“ถลกหนังมันออกมาซะ โทรอนด้า”
โฮกก
“เสียงดังทำไมเนี่ย”
เอเลนบ่นด้วยน้ำเสียงอ่อนใจถึงเลเวลจะมากแต่เจ้าสิงโตตัวนี้ไม่มีทางน่ากลัวไปได้มากกว่าเทพธิดาเซเลสเทียร์ดวงตาสีทับทิมมองอย่างเบื่อหน่ายที่เจ้าราชสีห์ที่เหมือนจะเร็วแต่ท่วงท่ากลับทื่อด้านสิ้นดี
“ออกแรงหน่อยละกัน”
พูดจบเอเลนก็ผนึกพลังผ่านแส้พลังเวทย์ที่เหนือกว่าขับไล่พลังของคุณชายออกไปจนหมดสิ้นทั้งยังเผื่อแผ่มาคุ้มครองร่างกายของคุณชายอีกชั้นหนึ่ง คุณชายวส์เคาทน์กลายเป็นมนุษย์คนแรกที่ถูกเอเลนเปลี่ยนเป็นลูกตุ้มมีชีวิตแรงค์ B ออกแรงรวดเดียวกระชากคุณชายที่ถือแส้ค้างตัวแข็งทื่อเข้ามากระแทกกับมอนสเตอร์สัตว์เลี้ยง
โครม
หนึ่งคนหนึ่งสัตว์หลอมรวมกันเป็นก้อนกลมก่อนที่จะลอยละลิ่วไปกระแทกกับรถม้าเอเลนรั้งพลังเวทมนต์กลับทำให้ทั้งสองรับความเสียหายจากแรงกระแทกไปแบบไม่ต้องแบ่งใคร ความเสียหายนั้นแม้จะไม่มากแต่ก็ไม่เท่ากับใบหน้าของคุณชายที่แตกละเอียดเป็นผุยผง
“โทรอนด้า!!!”
คุณชายร้องด้วยความโกรธซึ่งอารมณ์ของเจ้านายและสัตว์เลี้ยงนั้นสามารถเชื่อมถึงกันด้วยสายใยที่มองไม่เห็นและจะยิ่งแนแฟ้นหัวเจ้านายเป็นลาสนักฝึกสัตว์ อารมณ์ของคุณชายส่งผลดีต่อสัตว์เลี้ยงในรูปแบบของทักษะเสริมพลัง เจ้าสิงโตคล้ายตัวใหญ่ขึ้นเล็กน้อยกระโจนหายจะขย้ำกลืนเอเลนในคำเดียว
คนมุงคิดว่าเอเลนคงต้องพลาดท่าเป็นแน่แท้ติดอู่ตรงที่ว่าข้างกายของเอเลนในตอนนี้มีภติที่ไม่มีคนอื่นมองเห็นลอยอยู่
“โนม ขังมันซะ”
เด็กหนุ่มรำพึงเบาๆก่อนที่คุกศิลาจะผุดขึ้นอย่างไร้ที่มาครอบคร่างของราชสีห์ทุ่งพนาเอาไว้จนมิดภายในกรงขังมันจะต้องผจญกับแรงกดดันภูติธรณีที่สะกดความอหังการของมันเอาไว้ได้อยู่หมัด เมื่อเห็นอีฝ่ายไม่มีลูกไม้อะไรอีกเอเลนจึงหมุนตัวเดินจากไป
“ก กล้าดียังไงถึงเดินหันหลังให้ชั้น ไสหัวกลับมานี่ก่อนไอ้เด็กพ่อแม่ขยะ”
ด้วยความเคยชินเจ้าคุณชายจึงด่ากราดใส่ผู้ที่ทำให้มันทั้งอับอายและไม่พอใจ เอเลนที่ตั้งใจจะเดินออกมาเฉยๆพลันหยุดชะงักดวงตาเปลี่ยนเนเย็นชาก่อนจะหันมามองคุณชายด้วยหางตาปลดปล่อยความคิดฆ่าฟันวูบหน้าแล่นผ่านร่างของอีกฝ่าย
เฮือก
คล้ายกับโลกหยุดไปชั่วขณะคุณชายพลันรู้สึกหนาวสะท้านเหมือนร่างกายถูกฉีกทึ้งด้วยพลังที่มองไม่เห็น เม็ดเหงื่อมากมายผุดขึ้นอย่างไม่มีเหตุผลน่าแปลกทีคล้ายกับว่ามีเพียงมันคนเดียวทีต้องเผชิญสภาวะกดดันเช่นนี้ ท่าทีผยองหายไปในพริบตาก่อนที่จะทรุดร่างลงกับพื้นท่ามกลางความแปลกใจของทุกคนพร้อมทั้งมีน้ำใสๆสีเหลืองไหลออกมาจากกางเกง
“เชี่ย คุณชายฉี่ราด”
สารถีกุลีกุจอไปดูผู้เป็นนายก่อนที่เอเลนจะเดินจากไปโดยไม่มีใครกล้ามาขวางทางอีก
“ขอบใจนะโนม”
“อื้อ”
โนมรับคำก่อนจะหายตัวไปคาดว่าคงจะไปเล่นซนตามประสาภูติ
นอกจากวิชาอาวุธแล้วสิ่งที่เซเลสเทียร์พยายามสอนเอเลนอีกอน่างหนึ่งก็คือการสร้างจิตคุกคามซึ่งการจะเปลี่ยนกระแสความคิดให้กลายเป็นสิ่งที่จับต้องได้นั้นไมใช่เรื่องง่ายเลย เดิมทีเอเลนคิดว่าจะต้องมาจากความรู้สกด้านลบอย่างความโกรธแต่เซเลสเทียร์อธิบายว่าจิตคุกคามนั้นเรียบง่ายกว่านั้นมากมายนักเพียงแค่เอเลนต้องมีความคิดที่อยากจะฆ่า
หลังจากทดลองกันอยู่พักหนึ่งในที่สุดเอเลนก็ได้รับทักษะจิตคุกคามที่มีความสามารถในการควบคุมกระแสความคิดร่วมถึงแผ่พุ่งความคิดฆ่าฟันใส่เป้าหมายได้ ทัษี้เติบโตได้อย่างรวดเร็วมากเนื่องจากต้องต่อต้านจิตคุกคามของเซเลสเทียร์ตลอดในทุกขณะที่เคลื่อนไหว หากใช้ดีๆนอกจากจสะกดข่มศัตรูระดับล่างได้ยังสามารถจำกัดการเคลื่อนไหวของผ้มีฝีมือได้ในระดับหนึ่ง
ตอนนี้เพิ่งจะเที่ยงเท่านั้นเอเลนไม่รีบร้อนกลับไปยังบ้านของเขานักเรื่องของนักเดินทางจากต่างโลกก็ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนอะไรเอเลนจึงมุ่งความสำคัญไปกับการเตรียมความพร้อม เด็กหนุ่มเลือกเดินชมร้านตีเหล็กร้านอื่นๆในเขตอุตสาหกรรมเพื่อหาไอเดียในการตกแต่ร้านเพิ่มเติมนอกจากนี้การเดินชมสินค้ายังทำให้เอเลนผุดความคิดหนึ่งขึ้นมาได้ว่าร้านของเขายังไม่มีสินค้าแนะนำประจำร้าน
จากการสำรวจตลาดช่างตีเหล็กส่วนใหญ่มักจะมุ่งเน้นการผลิตสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปจนสุดทาง อย่างร้านที่ทำเกราะก็จะผลิตออกมาแค่ชุดเกราะลำพังแค่ยุทธภัณฑ์ชนิดเดียวก็มีความหลากหลายภายใต้คำว่าเกราะแล้ว ทำให้สามารถกำหนดต้นทุนได้ง่ายแถมไม่ต้องดูแลจัดการเยอะอีก
เอเลนเดินสำรวจไปทั่วซื้อของที่ดูน่าสนใจมาสองสามชิ้นโดยเน้นหนักไปที่อุปกรณ์มือสองที่ค่าความทนทานเหลือน้อยนอกจากนี้ยังซื้อแบบแปลนผลิตยุทธ์ภัณฑ์มาเป็นจำนวนมากเพื่อในอนาคตลูกค้าจะได้มีตัวเลือกในการเลือกอุปกรณ์สวมใส่เยอะๆ
เด็กหนุ่มวางแผนไว้ในหัวคร่าวๆว่าสินค้าแนะนำจะเป็นอะไร สิ่งนั้นจะต้องสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาเป็นที่ตั้งโดยที่ไม่มีความจำเป็นต้องมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาอาวุธเสมอไป
ตกเย็นเอเลนก็กลับมาที่ร้านช่างรับเหมาได้กลับไปจนหมดแล้วสภาพบ้านตอนนี้ถกฟื้นฟูขึ้นมาหลายส่วนโดยเฉพาะส่วนห้องนอนที่สามารถใช้งานได้ดังเดิม เอเลนแทรกตัวเข้าไปผ่านอุปกรณ์ก่อสร้างพลางนึกชื่นชมเหล่าช่างทั้งหลายที่ก่อนกลับทำความสะอาดหน้างานจนเนี้ยบชนิดหาฝุ่นไม่เจอ
ส่วนโรงหลอมไม่ได้รับความเสียหายเอเลนล็อคประตูพบว่าสลามันเดอร์กำลังดำผุดดำว่ายอยู่ในเตาหลอมอย่างสบายอารมณ์ ส่วนโนมนั้นลอยมาเกาะที่หัวตั้งแต่ที่เอเลนผลักประตูเข้ามาแล้ว
“ยินดีต้อนรับกลับน้า”
สองภูติต้อนรับเสียงใส
“อา กลับมาแล้ว”
เอเลนยิ้มน้อยๆก่อนจะชมทั้งสองว่าน่ารักแล้วตรงยังโต๊ะทำงาน อุปกรณ์ที่ได้รับมาหลายชิ้นถูกซ่อมแซมจนใหม่เอี่ยม ที่เขาซ้อมาแน่นอนไม่ได้ซื้อมาเพื่อใช้งานเองเขาสามารถผลิตอุปกรณ์ที่มีระดับเดียวกันแต่มีประสิทธิภาพสูงกว่าออกมาใช้งานได้ที่เขาสนใจจริงๆก็คือคุณสมบัติแฝงที่ติดมากับพวกมันเท่านั้น