เพราะหลินซียอมจ่ายค่าจ้างเพิ่ม พ่อเฒ่าหลี่จึงรับปากโดยดีว่าจะช่วยขนของกลับหมู่บ้านให้
สมัยนี้ ขอเพียงมีเงินจ้างวาน ใครเล่าจะปฏิเสธงาน
เขาขับเกวียนวัวไปยังจุดที่หลินซียืนรออยู่ พอเห็นกองข้าวของมากมายที่นางซื้อสะสมไว้ก็อดประหลาดใจไม่ได้ มองสำรวจแม่นางบ้านเสิ่นผู้นี้ซ้ำ ๆ ด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
ระหว่างทางกลับ หลินซียังคงต้องเผชิญกับสายตาสงสัยใคร่รู้ระคนกังขาจากเหล่าแม่บ้านกลุ่มเดิมที่นั่งมาบนเกวียนด้วยกัน
แต่จนถึงขณะนี้ หลินซีก็ยังไม่ได้คาดคิดถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่จะตามมา
กระทั่งเกวียนวัวเลี้ยวเข้าสู่หมู่บ้านและมีชาวบ้านจำนวนไม่น้อยมองเห็น เมื่อพวกเขารู้ว่าข้าวของกองใหญ่มหึมาบนเกวียนนั้นล้วนเป็สิ่งที่หลินซีซื้อหามา ชาวบ้านต่างก็พากันส่งเสียงฮือฮาด้วยความตกตะลึง
“์! ของมากมายขนาดนั้นต้องใช้เงินไปเท่าไหร่กัน!”
“แล้วเสิ่นเฉินรู้เื่นี้หรือไม่? ถ้าเป็ข้าซื้อของฟุ่มเฟือยปานนี้ สามีข้าต้องด่าจนหูชาแน่!”
“นั่นสิ! ผลาญเงินเกินไปแล้ว! เสิ่นเฉินไปเอาเงินทองมากมายมาจากไหน ถึงได้ปล่อยให้เมียใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายเช่นนี้ได้?”
“!@$%^&*()...”
เสียงกระซิบกระซาบวิพากษ์วิจารณ์ในทำนองว่าร้ายดังขึ้นเซ็งแซ่
ชาวบ้านกลุ่มใหญ่พากันเดินตามเกวียนมาจนถึงหน้าบ้านของเสิ่นเฉิน หลินซีต้องเผชิญกับสายตาสงสัยแฝงความไม่เห็นด้วยของเหล่าชาวบ้าน จากที่ไม่ได้คิดสิ่งใด ก็เกิดความรู้สึกอึดอัดใจอยู่ไม่น้อย
เสียงจอแจหน้าบ้านดึงความสนใจจากเสิ่นเฉินที่อยู่ด้านใน เขาชะโงกดูแล้วก้าวออกมาจากประตูบ้านทันจังหวะที่เกวียนหยุดลงพอดี
เ้าตัวน้อยทั้งสี่คนที่เดินตามหลังบิดาออกมาเหมือนลูกเป็ด เมื่อเห็นภาพแม่เลี้ยง(เคย)ใจร้ายะโลงจากเกวียนอย่างคล่องแคล่ว แล้วยังโบกมือเรียกท่านพ่อให้เข้าไปช่วยขนของ สี่พี่น้องก็พากันเบิกตากว้างอย่างประหลาดใจ
นาง…ขนของกองใหญ่เท่าูเากลับมาที่บ้าน!?
เอ้อร์เป่า—-พี่รองถึงกับเผลอขยี้ตาตัวเอง “ข้า... ข้าไม่ได้ตาฝาดไปใช่หรือไม่?”
ซื่อเป่า—-น้องน้อยกลับไม่สนใจสิ่งใด เอ่ยขึ้นเสียงใส “ขนม! ต้องมีขนมแน่ ๆ!”
ต้าเป่า—-พี่ใหญ่ต้องรีบปรามน้องสาวเอาไว้ “วันนี้ท่านพ่อมีธุระที่ตัวอำเภอ คงไม่มีเวลาซื้อขนมมาฝากหรอก ไว้โอกาสหน้าเถอะนะ”
ปกติแล้ว หากเสิ่นเฉินเข้าอำเภอและพอมีเงินเหลือบ้าง บางครั้งเขาก็จะซื้อขนมเล็ก ๆ น้อย ๆ กลับมาฝากเด็ก ๆ เสมอ
แต่ซานเป่าที่ช่างสังเกตกว่าใครกลับชี้มือไปยังหลินซี ถามขึ้นงง ๆ “พี่ใหญ่ขอรับ แต่นั่น... ไม่ใช่ห่อขนมหรือ?”
ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าชะงักไปพร้อมกัน มองตามที่น้องชายชี้ ก็เห็นหลินซีกำลังหยิบห่อขนมที่ห่อด้วยกระดาษไขสีน้ำตาลออกมาจากในแขนเสื้อจริง ๆ นางยื่นห่อนั้นให้ซื่อเป่า พลางลูบศีรษะเล็ก ๆ ของเด็กหญิงเบา ๆ กล่าวด้วยรอยยิ้ม “ข้าซื้อมาฝาก นี่เป็รางวัลสำหรับเด็กดีที่รออยู่บ้านในวันนี้”
ซื่อเป่าตัวน้อยรับห่อขนมมาถือไว้ ทั้งเขินอาย ดีใจ แต่ก็หวาดหวั่น จนทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ
หลินซีไม่อาจรอนานให้เสียเวลาได้ ไล่ยัดห่อขนมใส่มือป้อม ๆ ของสามหน่อ แล้วก็หันกลับไปเตรียมช่วยขนของต่อทันที
เป่าทั้งสาม : “...”
หลังจากนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง เอ้อร์เป่าก็เป็ฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อนด้วยน้ำเสียงติดจะกระด้างและถือดีตามนิสัย “มัวมองอะไรกัน? กินเลยสิ นางซื้อมาให้เอง พวกเราไม่ได้ขอเสียหน่อย”
ขณะเดียวกัน เสิ่นเฉินก็เดินเข้าไปช่วยพ่อเฒ่าหลี่ขนข้าวของลงจากเกวียน หลินซีเองก็รีบตามเข้าไปสมทบ สามคนช่วยกันอย่างแข็งขัน เพียงสามเที่ยว ของกองโตก็ถูกลำเลียงเข้าไปกองรวมกันในลานบ้านจนหมด
หลินซีจ่ายเงินค่าจ้างส่วนที่เหลือให้ชายชราเ้าของเกวียนจนครบ พ่อเฒ่าหลี่กล่าวขอบคุณและพูดคุยตามมารยาทอีกสองสามคำก็ขอตัวขับเกวียนวัวกลับไป
บรรดาชาวบ้านที่มุงดูอยู่รอบ ๆ นั้น ส่วนใหญ่ก็ไม่กล้าแสดงท่าทีสอดรู้สอดเห็นเื่บ้านเสิ่นเฉินชัดเกินไป เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรน่าสนใจแล้ว อีกทั้งเ้าของบ้านก็กลับเข้าบ้านไปหมด พวกเขาจึงค่อย ๆ แยกย้ายกันกลับบ้าน ไม่นานบริเวณหน้าบ้านก็กลับคืนสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง
พอกลับเข้ามาในเขตรั้วบ้าน หลินซีมองกองข้าวของที่วางระเกะระกะอยู่เต็มลาน ก่อนจะถกแขนเสื้อขึ้นอย่างเตรียมพร้อม แล้วหันไปบอกเด็ก ๆ “ต้าเป่า เ้าชวนน้อง ๆ ออกไปวิ่งเล่นก่อนเถอะ แต่อย่าไปไหนไกลนักล่ะ รอให้อาหารเย็นเสร็จแล้วค่อยกลับมากินข้าว”
เด็กทั้งสี่มองหน้ากันอย่างลังเล สุดท้ายก็พร้อมใจกันหันไปมองบิดาเพื่อรอคำอนุญาต
เสิ่นเฉินเพียงพยักหน้ารับเบา ๆ
เ้าตัวน้อยทั้งสี่ที่คงอุดอู้อยู่แต่ในบ้านมาทั้งวัน หลังได้รับอนุญาตก็ตาเป็ประกายทันที พากันวิ่งกรูออกไปนอกรั้วบ้านอย่างร่าเริง โดยไม่สนใจหลินซีที่ยืนอยู่ตรงนั้นอีก
หลินซีรอจนเด็ก ๆ ลับตาไปแล้ว จึงหันไปพูดกับเสิ่นเฉินอย่างจริงจัง “เมื่อวานเรายังไม่ได้จัดของ ของที่เ้าซื้อมาจากตัวอำเภอเมื่อเช้าก็วางกองอยู่ จัดการพร้อมของที่ข้าซื้อมาวันนี้เลยดีกว่า ข้าสั่งไหดินเผาไว้หลายใบ พรุ่งนี้ถึงจะไปรับได้ แล้วค่อยเทข้าวสารกับแป้งลงไห จะได้เก็บไว้ได้นาน แมลงไม่ขึ้น”
นางชี้ไปยังกองของใหม่ในลาน “พวกหม้อชามทัพพีอ่างนี่ ต้องล้างก่อนถึงจะใช้ได้ ข้าจะจัดการล้างเอง ส่วนเ้า รบกวนช่วยเก็บของที่ชำรุดในครัวออกมาที แล้วก็พวกม้านั่งเก่า ๆ ในห้องโถงด้วย พวกเด็ก ๆ นั่งแล้วมันโยกเยกใกล้พังเต็มทน เก็บออกมาแล้วเอาตัวใหม่เข้าไปวางแทน ส่วนของเก่าชิ้นไหนถ้ายังพอใช้ได้ ก็คัดแยกไว้ บางทีอาจจะขายต่อได้บ้าง”
เมื่อนึกถึงเนื้อหมูชิ้นงามที่เพิ่งซื้อมา หลินซีก็รีบเดินไปหยิบห่อเนื้อออกมาจากกองสัมภาระ กะว่าจะจัดการหมักเก็บไว้ก่อน
แต่เดินไปได้เพียงสองสามก้าว ก็สังเกตเห็นว่าเสิ่นเฉินยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม นางจึงหันกลับไปมอง คิ้วเรียวขมวดมุ่น “ยังจะยืนนิ่งอยู่อีก? รีบลงมือสิ สองคนช่วยกันงานจะได้เสร็จเร็วขึ้น!”
‘อย่าคิดว่านางจะยอมทำทุกอย่างคนเดียวเหมือนทาสรับใช้เชียวนะ!’
นางอยากกอบกู้ภาพลักษณ์ก็จริง แต่ไม่ใช่ด้วยการทำงานหนักเพียงฝ่ายเดียว การร่วมมือกันใน่ที่ยังไม่ได้หย่าร้าง อย่างไรก็ย่อมดีกว่าแน่นอน
เสิ่นเฉินขมวดคิ้วมองหญิงสาวอย่างไม่เข้าใจนัก แต่เมื่อเหลือบไปเห็นกองข้าวของ เขาก็เริ่มลงมือจัดเก็บแต่โดยดีอย่างเงียบ ๆ
หลินซีเดินไปตักน้ำขึ้นจากบ่อ เสิ่นเฉินเห็นท่าทีทุลักทุเล มือที่กำลังจัดของอยู่จึงชะงักไปชั่วครู่ ก่อนตัดสินใจเดินมาช่วยนางตักน้ำขึ้นมาก่อนหนึ่งถัง แล้วจึงค่อยกลับไปจัดการในห้องครัวต่อ
หลินซีลอบรู้สึกดีใจขึ้นมาเล็กน้อย
‘โชคดีจริง ๆ ที่เขาไม่ได้หัวโบราณถือว่างานบ้านเป็หน้าที่ของผู้หญิงฝ่ายเดียว ยังพอเจรจาร่วมมือกันได้ ดีกว่าที่คิดไว้พอสมควร’
คิดเสร็จก็เริ่มลงมือล้างข้าวของเครื่องใช้ที่ซื้อมาใหม่ ใช้เวลาไปพักใหญ่กว่าจะจัดการเรียบร้อย นางนำทุกอย่างไปวางผึ่งลมไว้บนโต๊ะไม้ในลาน ขณะเดียวกันเสิ่นเฉินก็จัดการห้องครัวจนเสร็จสิ้น เขาเก็บของเก่าที่ชำรุดใส่ไว้ในตู้หลังครัวแล้วลงกลอนไว้ จากนั้นจึงเข้าไปจัดการในห้องนอนต่อ
หลินซีจัดการงานในลานบ้านเสร็จ ก็ถืออ่างน้ำสะอาดและไม้กวาดตามเข้าไปในตัวบ้านบ้าง ตั้งใจว่าจะช่วยทำความสะอาดห้องนอนคร่าว ๆ หลังเสิ่นเฉินจัดการยกม้านั่งเก่าออกไปจนหมด เขาก็มาช่วยหลินซีปัดกวาดต่อ
แต่พอเริ่มลงมือทำความสะอาดเท่านั้น เศษฝุ่นก็ฟุ้งตลบไปทั่วห้อง เวลานี้หลินซีถึงได้ประจักษ์แก่ใจว่า การที่บุรุษเลี้ยงดูลูกเล็ก ๆ สี่คนตามลำพังนั้นยากลำบากเพียงใด นอกจากเื่ปากท้องแล้ว เื่ความสะอาดความเป็ระเบียบเรียบร้อยภายในบ้านก็หนักหนา และเขาคงดูแลได้ไม่ทั่วถึงจริง ๆ ห้องนอนทั้งสองห้องนี้ต้องทำความสะอาดครั้งใหญ่
ผ่านไปเกือบครึ่งชั่วยาม พวกเขาเพิ่งทำความสะอาดห้องแรกเสร็จ
เมื่อมองออกไป ฟ้าก็เริ่มมืดแล้ว ใกล้เวลาอาหารเย็น หลินซีจึงหันไปบอกผู้ร่วมงาน “ดูท่าวันนี้คงทำต่อไม่ไหวแล้ว ไว้ค่อยทำต่อพรุ่งนี้นะ”
นางเรียกให้เขาหยุดมือ แล้วหยิบเงินส่วนหนึ่งที่ได้จากการขายของวันนี้ยื่นให้
เสิ่นเฉินมองด้วยความไม่เข้าใจ “เ้าหามาได้ ก็เก็บไว้ใช้เองเถิด ไม่ต้องให้ข้า”
“ไม่ใช่ให้เ้าเก็บไว้ใช้” หลินซียื่นผ้าสะอาดส่งให้เขาซับเหงื่อ “เงินนี่น่ะ ข้าจะให้เ้านำไปเป็ค่าจ้าง ผ้าหลายพับที่ข้าซื้อมายังอยู่ในลาน เห็นใช่หรือไม่? นั่นจะเอาไว้ตัดเสื้อกันหนาวให้เด็ก ๆ แต่ข้าตัดเย็บไม่เก่ง ตัดเสื้อไม่เป็ เ้าช่วยนำผ้ากับเงินส่วนนี้ไปส่งให้บ้านป้าจางที ขอให้นางช่วยตัดเย็บให้ แล้วก็ช่วยตกลงค่าจ้างกับนางให้เรียบร้อยด้วย”
เสิ่นเฉินมองสตรีตรงหน้าอย่างคาดไม่ถึงอีกครั้ง
“รีบไปเถอะ เดี๋ยวจะมืดค่ำกว่านี้ ตอนกลับก็อย่าลืมเรียกเด็ก ๆ กลับมากินข้าวเย็นด้วยนะ” นางเอ่ยเร่ง
เขาก้มมองผ้าผืนเล็กในมือครู่หนึ่ง ก่อนจะครางรับเสียงทุ้มในลำคอเบา ๆ ใช้ผ้าเช็ดใบหน้า เสร็จแล้วจึงเดินออกไป…ทำตามคำสั่งของอีกฝ่าย
หลินซีเก็บกวาดในห้องนอนต่ออีกเล็กน้อยพอให้เข้าที่ แล้วจึงเดินไปยังห้องครัวเพื่อเตรียมอาหารเย็น
ค่ำนี้นางตั้งใจผสมแป้งสาลีขาวกับแป้งบดจากข้าวโพดเพื่อทำหมั่นโถวสองสี
เพราะหมั่นโถวข้าวโพดล้วนนั้นทั้งแข็งและย่อยยาก นางเองไม่คุ้นลิ้น และคงไม่ดีกับเด็ก ๆ ด้วย
ส่วนเนื้อหมูสามชั้นติดกระดูกชิ้นใหญ่ที่ซื้อมา นางแล่มันหมูออกมาเจียวก่อน แล้วนำเนื้อที่เหลือทำ ‘หมูตุ๋นซีอิ๊ว’ หม้อใหญ่ จากนั้นใช้น้ำมันหมูที่ได้มาผัดกับผักป่าและไข่ไก่สดอีกจาน สุดท้ายเห็นผักกาดขาวในตู้ จึงนำมาผัดกับเนื้อหมูส่วนที่เหลือเป็กับข้าวอีกอย่าง รวมเป็กับข้าวสามอย่าง
‘แม้จะน้อยอย่างแต่มากปริมาณ น่าจะเพียงพอสำหรับหกคน…’
หลินซีเดาว่าผักกาดขาวหัวนี้คงเป็ของที่เสิ่นเฉินแลกมาจากเพื่อนบ้าน
‘ผักเป็ของจำเป็ ควรเริ่มปลูกกินเองได้แล้ว…’
นางตั้งใจว่าจะต้องหาโอกาสคุยกับเสิ่นเฉินเื่นี้ให้ได้
พอดีกับที่หมั่นโถวสองสีนึ่งสุกส่งกลิ่นหอมกรุ่น เสิ่นเฉินก็พาลูก ๆ ทั้งสี่กลับมาถึงบ้าน
ทันทีที่ก้าวเข้าประตูรั้ว กลิ่นอาหารหอมยั่วน้ำลายก็โชยแตะจมูก เด็กทั้งสี่ต่างกลืนน้ำลายเสียงดังเอื๊อก ท้องร้องโครกคราก พากันมุ่งตรงไปยังห้องครัว ยืนเกาะกลุ่มมองหลินซีที่กำลังตักกับข้าวด้วยแววตาเหลือเชื่อ ปากเล็ก ๆ ก็กลืนน้ำลายเอื๊อกอย่างลืมตัว
ก็แน่ละ ก่อนหน้านี้แม่เลี้ยงใจร้ายอย่างนางไม่เคยทำอาหาร ส่วนท่านพ่อ แม้ทำได้ก็ทำไม่เก่ง พวกเขาจึงแทบไม่เคยได้กินของอร่อยเลย
หลินซีหันมาเห็นก็ยิ้ม “หิวแล้วละสิ? ไปล้างหน้าล้างมือกันก่อนเร็วเข้า” จากนั้นจึงหันไปทางเสิ่นเฉิน “เสิ่นเฉิน มาช่วยข้ายกกับข้าวไปตั้งโต๊ะหน่อย”
เด็กทั้งสี่ที่ถูกกลิ่นหอมดึงดูดจนลืมเื่อื่นไปหมดสิ้น รีบวิ่งไปจัดการตัวเองอย่างรวดเร็วและคล่องแคล่วโดยไม่ต้องบอกซ้ำ มีเพียงคนเป็บิดาที่ยืนนิ่งอยู่ที่หน้าประตูห้องครัว
เขาดูเหมือนจะชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะขานรับเสียงเรียบ
“ได้”
.
.
.