ถึงแม้ว่าผู้คนจะคาดหวังอยู่ก็ตามแต่ว่าการที่หนุ่มน้อยพูดกับสองยอดฝีมือระดับสูงด้วยท่าทีแบบนั้นมันไม่เกินไปหน่อยหรือ...
และขณะที่ทางฝั่งนี้หน้ายังไม่ทันหายเกร็งหลินหยางก็หันไปทางผู่อาหมานที่อยู่อีกฝั่งแล้วบอกไปอีกประโยคว่า
“ไอ้คนที่ยิงธนูตรงฝั่งนั้นก็อย่าเข้ามายุ่งเหมือนกันล่ะเดี๋ยวเผลอไปทำให้มันโกรธเข้า เจ้าจะรับมือไม่ไหว”
หืม!!
ผู่อาหมานโกรธจนหน้าแดงก่ำ
แต่ก็ยังวางธนูในมือลงไปตามที่อีกฝ่ายบอกมา
ถึงแม้เขาจะเป็นคนอารมณ์ร้อนมุทะลุ แต่ก็ไม่ใช่คนโง่เขาดูออกว่าในที่แห่งนี้ มีเพียงโล่ทรงสี่เหลี่ยมในมือของหลินหยางเท่านั้นที่สามารถต่อกรกับศพโลหิตได้
“ทุกคนถอยไปให้หมด!!!!”
หลินหยางเริ่มสั่งการแล้ว
กลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้าเป็นกลุ่มแรกที่ฟังคำสั่งพวกฮว๋างฉาง เซวี่ยเทียนต่างก็ยอมรับในความสามารถของหลินหยางไปนานแล้วพวกเขารีบล่าถอยออกไปทันที
ส่วนคนของกลุ่มอื่นๆ เองก็ค่อยๆ ล่าถอยตามออกไป
เหลือพื้นที่ไว้ให้แค่หลินหยางและไอ้ศพโลหิตตัวนั้นโดยเฉพาะ
หลังจากผ่านไปหลายนาที ศพโลหิตนั่นก็หยุดขยับตัวจากนั้นก็ยืดตัวขึ้น
รอบตัวของมันก็ปรากฏรัศมีพลังเลือดนั่นแผ่ออกมาอีกครั้งชัดเจนว่ามันได้ปรับพลังเสร็จเรียบร้อยแล้ว
หลินหยางยืนเผชิญหน้ากับอีกฝ่ายอย่างองอาจในมือเขาถือโล่รูปทรงสี่เหลี่ยมเอาไว้อย่างแน่นหนา มันก็คือโล่หัวกะโหลกที่เขาใช้วัตถุดิบหายากระดับห้าจำนวนมากในการซ่อมแซมมันขึ้นมาใหม่จนได้เป็นยุทธภัณฑ์ระดับวิถีราชันขั้นสูง“โล่มหาตะวัน”
โล่มหาตะวันนั้นไม่เหลือบรรยากาศอันลึกลับหดหู่อีกต่อไปแล้วหัวกะโหลกอันมืดหม่นที่เคยติดอยู่บนโล่ก็ได้ถูกถอดออกไปแล้วเปลี่ยนเป็นผลึกรูปพระอาทิตย์สีแดงลูกหนึ่งแทนหลังจากที่มันถูกปรับแต่งเพิ่มเติมโดยหลินหยางแล้วมันก็เปลี่ยนรูปร่างไปจากเดิมพร้อมกับที่พลังเพิ่มขึ้นกว่าเดิมอีกหลายเท่าด้วย
ดูจากการปะทะเมื่อครู่นี้ก็จะเห็นได้ว่ามันเป็นเพียงอาวุธชนิดเดียวในที่แห่งนี้ที่สามารถต้านทานพลังชั่วร้ายอันแสนน่าหวาดกลัวของศพโลหิตได้ความแข็งแกร่งทนทานของมันเองก็อยู่ในระดับที่สูงมากต่อให้เทียบกับยุทธภัณฑ์ระดับวิถีราชันเหมือนกันก็ตาม
เหมือนกับว่าตอนนี้ความหวังทั้งหมดนั้นถูกฝากไว้กับโล่มหาตะวันของหลินหยางแล้ว
ศพโลหิตเริ่มขยับ
ภายในร่างกายของมันนั้นมีพลังงานชั่วร้ายอำมหิตอยู่เป็นจำนวนมากมันพุ่งทะยานออกไปอย่างเกรี้ยวกราด รวดเร็วดุจสายฟ้าฟาด
เพียงพริบตาเดียว ศพโลหิตก็มาปรากฏอยู่ตรงหน้าของหลินหยางแล้วฝ่ามืออันน่าหวาดกลัวของมันพุ่งเข้าใส่หลินหยางอย่างดุดัน
ตึง
หลินหยางยกโล่ขึ้นมาป้องกันเอาไว้
ทั่วทั้งสนามพลันเกิดประสายฟ้าอันรุนแรงขึ้นจากจุดปะทะจากนั้นก็เห็นหลินหยางกระเด็นออกมาพร้อมกับตัวหมุนกลิ้งไปตามพื้นเป็นระยะทางประมาณสิบกว่าก้าวถึงจะสามารถหยุดตัวเองไม่ให้กลิ้งต่อไปได้
ยกแรก
หลินหยางสามารถป้องกันการโจมตีของอีกฝ่ายได้แต่ก็ดูเหมือนจะไม่มีวิธีการอะไรในการโต้ตอบกลับไปด้วยเหมือนกัน
บรรยากาศในบริเวณนั้นดุเดือดขึ้นมาทันทีภายใต้การนำของกลุ่มพันธมิตรฯนั้น ผู้คนเกือบทั้งหมดก็ได้ส่งเสียงให้กำลังใจหลินหยาง
“หลินหยาง!!!! สู้สู้!!!!”
ส่วนยินโม่ซางจากฝ่ายลัทธิหมื่นวิญญาณก็แสยะยิ้มเย็นชาออกมาดูเหมือนเขาจะดูออกแล้วว่าโล่ของหลินหยางมันก็ทำได้แค่นั้น
ถึงจะป้องกันได้อีกไม่กี่ครั้งแต่ก็ไม่มีทางเปลี่ยนชะตากรรมที่จะต้องพ่ายแพ้และถูกสังหารได้
“ฆ่ามันซะ!!!!”
เขาและยินจิ่วโยวตะโกนออกมาอย่างอำมหิตอีกครั้งจากนั้นก็ราวกับมีเลือดสดๆ เทรดลงบนร่างกายอันน่าสยดสยองของศพโลหิต
โฮก!!!!
ศพโลหิตระเบิดรังสีอำมหิตออกมากลายเป็นดั่งจอมมารร้ายกระหายเลือดฝ่ามือทั้งสองข้างของมันพลันมีเล็บแหลมคมสีโลหิตยื่นออกมาจากนิ้วจนยาวประมาณครึ่งเมตรเหมือนกับมีดดาบเหล็กห้าเล่มงอกอยู่บนฝ่ามือก็ไม่ปาน พอมันวาดฟันอากาศไปทีหนึ่งก็เกิดรอยแสงสีขึ้นตามการฟันของมัน
ศพโลหิตพุ่งทะยานออกไปอีกครั้ง
พื้นดินก็ถูกพละกำลังอันน่าหวาดกลัวเหยียบใส่จนแตกกระจายอีกครั้ง
ผู้คนไม่สามารถตามทันความเร็วของศพโลหิตอีกแล้วพวกเขารู้สึกแค่ว่าเพียงเสี้ยวพริบตาเดียวปีศาจร้ายตัวนี้ก็ได้ขยับเข้าไปประชิดตัวหลินหยางแล้วคมเล็บสิบเส้นเริ่มโจมตีใส่อย่างบ้าคลั่ง
ตึงตึงตึง
เสียงปะทะดังอื้ออึงไปทั่วสนาม
รอบตัวหลินหยางราวกับมีพายุโลหิตกำลังหมุนวนเข้าปะทะใส่อย่างเกรี้ยวกราดหวังบดขยี้ทุกสรรพสิ่งส่วหลินหยางก็เป็นเหมือนเสาศิลาที่ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางลมพายุไม่ว่ากรงเล็บอันแหลมคมของศัตรูจะกระหน่ำซัดเข้ามาอย่างต่อเนื่องสักเพียงใดแต่ก็ยังสามารถตั้งรับเอาไว้ได้อย่างหนักแน่นไร้ช่องโหว่แม้แต่จุดเดียว
โฮก!!
ศพโลหิตเป็นพวกป่าเถื่อนแต่กำเนิดอยู่แล้วปีศาจอย่างมันไม่มีความอดทนอะไรอยู่แล้ว
หลังจากที่มันโหมฟันอย่างบ้าคลั่งสักพักมันก็เริ่มอ้าปากกว้างจากนั้นก็ขย้ำลงไปดุจอสูรคลั่งทันทีจนเลือดของมันสาดกระเด็นไปเต็มพื้น
การต่อสู้แบบนี้ ถ้าเป็นคนทั่วไปคงตกใจจนเสียขวัญไปแล้วแต่สีหน้าของหลินหยางกลับไม่เปลี่ยนแปลงเลยสายตาของเขายังคงจับจ้องไปที่การโจมตีปานพายุฝนฟ้าคะนองนั่น
สถานการณ์ตอนนี้เสี่ยงตายเป็นอย่างมาก
หลินหยางตอนนี้เหมือนกำลังเดินอยู่บนเส้นลวดถ้าหากประมาทเพียงนิดเดียวก็จะถูกการโจมตีอันบ้าคลั่งของศัตรูทะลุทะลวงการป้องกันเข้ามาได้ในทันที ทำเอาผู้คนรอบข้างเกร็งจนไม่กล้ากะพริบตา
เซียวเซียงที่อยู่ในฝูงชนด้วยตอนนี้เองก็กำลังกำหมัดตัวเองแน่นแววตากลมโตคู่งามของนางนั้นแสดงให้เห็นถึงความเป็นห่วงแบบที่ไม่นางไม่เคยมีให้ใครมาก่อน
แต่ในตอนนั้นเอง นางก็ได้ยินหั่วเอ๋อร์ที่เกาะอยู่บนไหล่ของนางกำลังบ่นพึมพำอะไรบางอย่างอยู่
“ไอ้หนูนั่นมันทำอะไรอยู่นี่? จะจบเรื่องเลยก็ได้แท้ๆ ทำไมต้องลากยาวขนาดนี้ด้วย?”
เอ๋?
เซียวเซียงเองก็ฉลาดหลักแหลมไม่เบา นางเข้าใจความหมายได้ทันทีจึงถามหั่วเอ๋อร์ไปด้วยความรู้สึกไม่อยากจะเชื่อ
“หั่วเอ๋อร์ เจ้าว่าหลินหยางชนะได้หรือ?”
“เหอะ ทำไมจะไม่ได้ล่ะถ้ามันอยากจะชนะจริงมันทำได้ตั้งนานแล้ว ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าไอ้หลินหยางน้อยมันกำลังรออะไรอยู่”
ไม่จริงน่า?
ดวงตาสุกสกาวราวดวงดาราของนางนั้นกะพริบปริบๆ
นางคิดว่าตัวเองประเมินหลินหยางเอาไว้สูงมากแล้ว แต่เพิ่งได้รู้ว่าจนถึงตอนนี้นางก็ยังประเมิณความสามารถของหลินหยางต่ำเกินไปอยู่ดี
ชายหนุ่มผู้นี้มีพลังที่สามารถจบการต่อสู้ได้ทันทีอยู่ด้วยหรือนี่?
หลินหยางนั่นสรุปแล้วเขาแข็งแกร่งขนาดไหนกันแน่?
แต่คนอื่นๆ ที่ไม่ได้ยินบทสนทนาระหว่างเซียวเซียงและหั่วเอ๋อร์ก็ย่อมเป็นห่วงหลินหยางเป็นธรรมดา
ศพโลหิตเข้ามากระหน่ำโจมตีใส่หลินหยางนานหลายนาทีแล้วสถานการณ์ยิ่งนานยิ่งอันตรายมากขึ้นเรื่อยๆหลินหยางประเมินด้วยสายตาแล้วก็พบว่าเขาใกล้จะไม่สามารถต้านรับการโจมตีที่ดุดันมากขึ้นเรื่อยๆนี้ได้แล้ว
ในที่สุดหลินหยางที่ตั้งรับการโจมตีที่โหมกระหน่ำเข้ามาอย่างต่อเนื่องก็มีจังหวะหนึ่งที่ขยับโล่ช้าลงจนเกิดเป็นช่องโหว่บริเวณซี่โครงฝั่งล่างขวา
ศพโลหิตมีหรือจะยอมปล่อยช่องว่างนี้ไปมันแทงกรงเล็บจากมือซ้ายเข้าใส่ซี่โครงซีกขวาของหลินหยางทันที
เคร้ง
ผู้คนเหมือนจะได้ยินเสียงของโลหะดังกระทบกันจนแสบแก้วหู
ต่อมาผู้คนก็มองเห็นชุดเกราะราชันเงินขาวที่แข็งแกร่งทนทานของหลินหยางถูกกรงเล็บของศพโลหิตเสียบทะลุเข้าไปได้อย่างง่ายดายราวกับมันเป็นเพียงแผ่นกระดาษกรงเล็บสี่เส้นอันแหลมคมได้แทงทะลุเข้าไปในซี่โครงซีกขวาและบริเวณอกของเขา
ฉึก
เลือดสดๆ กระจายไปทั่วทุกทิศ
เกิดเสียงตกใจดังขึ้นทั่วบริเวณ
ราวกับเวลาได้หยุดลง
ศพโลหิตยืนประกบกับหลินหยางอย่างสงบนิ่งอยู่ตรงนั้นได้ยินแต่เสียงเลือดสดๆ ของหลินหยางไหลหยดลงบนพื้นดังแปะแปะ
ไม่ ไม่นะ...
หลินหยางจะแพ้หรือ?
ผู้คนรู้สึกแต่เพียงว่าความหวังสุดท้ายของพวกเขานั้นถูกทำลายลงไปแล้วตอนนี้ได้ยินแต่เพียงเสียงหัวเราะอันเย็นชาอย่างบ้าคลั่งของยินโม่ซางที่อยู่ฝั่งตรงข้าม
“เหอะ พูดจาซะใหญ่โตโอหัง แต่ทำได้แค่นั้นเองรึ!! มดปลวกที่โง่เขลาเอ๋ย เชิญลิ้มรสชาติของพิษกัดกร่อนของศพโลหิตให้เต็มที่ไปเสียเถอะ”
คำพูดของเขานั้นเหมือนกำลังประกาศผลการประหารหลินหยางออกมาก็ไม่ปาน
ขณะเดียวกันก็ประกาศให้อีกสี่ขุมอำนาจที่เหลืออยู่ได้รับรู้ถึงชะตาชีวิตของตัวเองวันนี้พวกมันทั้งหมดล้วนต้องพ่ายแพ้และจมอยู่ใต้เท้าของลัทธิหมื่นวิญญาณ
แต่ว่า
ในขณะที่ยินโม่ซางกำลังได้ใจกับชัยชนะอยู่นั้น อยู่ๆ ยินจิ่วโยวที่คอยควบคุมศพโลหิตจากด้านข้างอยู่ตลอดเวลาก็โพร่งขึ้นมาว่า
“เซ่า เซ่าเทียน? ทำไมไม่ขยับแล้วเล่า?”
เอ๋?
ยินโม่ซางยังตามสถานการณ์ไม่ทันจึงถามว่า “ท่านพูดอะไรนะศิษย์พี่?”
สีหน้าของยินจิ่วโยวตอนนี้เต็มไปด้วยความหวั่นวิตกดวงตาขาวซีดของมันในที่สุดก็ปรากฏให้เห็นถึงความตกใจเป็นครั้งแรก “ข้า ข้าสูญเสียการควบคุมเซ่าเทียนไปแล้ว”
อะไรนะ!!!!!!
ยินโม่ซางที่ปกติก็ดูครึ่งคนครึ่งผีอยู่แล้วแต่ตอนนี้มันถูกคำพูดนั้นทำให้ตกใจกลัวจนตัวสั่นหลั่งเหงื่อเย็นทันที
อะไรคือสูญเสียการควบคุม?
ศพโลหิตมันเป็นหนึ่งเดียวกับผู้ควบคุมไม่ใช่หรือแล้วมันจะสุญเสียการควบคุมไปได้อย่างไรเล่า?
“ท่านอย่าพูดพล่อยๆ นะศิษย์พี่!! ท่านประมุขเป็นคนบอกเองนี่ว่าของสิ่งนี้มันไม่มีทางเกิดข้อผิดพลาดขึ้นได้!! ท่านลองควบคุมใหม่ดูอีกทีสิ!!!!”
ยินโม่ซางรู้สึกแค่ว่าตัวเองไม่เคยพูดจาแบบขาดความมั่นใจแบบนี้มาก่อน
“ไม่ได้ผลหรอก ‘ต้นกำเนิดชีวิต’ของศพโลหิตตนนี้ถูกข้าตัดทิ้งไปแล้ว”
เสียงพูดเรียบเฉยของหลินหยางดังขึ้น
ยินโม่ซางและยินจิ่วโยวถึงกับอึ้งไป
ต้นกำเนิดชีวิตคืออะไร?
หลินหยางค่อยๆ ถอยออกมาท่ามกลางสายตาของผู้คนทั้งหมด ค่อยๆ ดึงเอาเล็บอันแข็งแกร่งของศพโลหิตออกมาจากในร่างกาย
ขณะเดียวกันนั้นเองเขาก็ดึงเอานิ้วทั้งสองนิ้วที่ถูกห่อหุ้มไว้ด้วยแสงไฟประกายสายฟ้าเอาไว้ออกมาจากตรงกลางหน้าอกของยินเซ่าเทียนตรงหน้าเขา
ไม่มีใครสามารถดูออกได้ว่าเมื่อครู่นี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง
มีเพียงตัวหลินหยางเองที่รู้อันที่จริงแล้วเขาเองก็ใช้เวลาสังเกตอยู่นานเหมือนกันถึงจะค้นพบจุดที่บรรจุต้นกำเนิดชีวิตของศพโลหิตเอาไว้แล้วจึงทำการโจมตีครั้งสุดท้ายอย่างแม่นยำ
ด้วยพลังเพลิงอัสนีม่วงที่หลินหยางเก็บสะสมเอาไว้ในร่างกายแล้วถ้าหากเขาปลดปล่อยพลังออกมาเต็มกำลังคู่กับโล่มหาตะวันแล้วละก็เขาจะสามารถทำลายศพโลหิตตัวนี้ทิ้งได้อย่างง่ายดายเหมือนที่หั่วเอ๋อร์บอกไว้
แต่หลินหยางพลันเปลี่ยนความคิด
ในภพภูมิชั้นสูงนั้นศพโลหิตอาจจะเป็นแค่ของธรรมดาไม่มีอะไรพิเศษแต่ในทวีปชี่อู่นี้มันคือสิ่งที่แทบจะแข็งแกร่งที่สุดเลยก็ว่าได้หลินหยางจะยอมปล่อยสมบัติที่อยู่ๆ ก็มาส่งให้ถึงที่แบบนี้ไปได้อย่างไร
ดังนั้นถึงเขาจะต้องบาดเจ็บแต่ก็ต้องหาวิธีที่จะเก็บศพโลหิตนี่เอาไว้ในสภาพที่สมบูรณ์ที่สุดเท่าที่จะทำได้หากมันได้รับการปรับแต่งจากเขาแล้วมันจะต้องกลายเป็นเครื่องจักรต่อสู้แบบใหม่ที่ทรงพลังยากหยั่งถึงแน่นอน
ซึ่งเรื่องพวกนี้คนอื่นย่อมไม่รู้เรื่องด้วยอยู่แล้ว แต่ไอ้ผีแก่สองตัวของลัทธิหมื่นวิญญาณนั่นเองก็ดูจะไม่รู้เรื่องอะไรเลยเหมือนกัน