“ท่านแม่ ข้าขอไปดูสักหน่อยนะขอรับ” จินจิ่นจือทอดสายตามองไปยังทิศทางที่กลุ่มควันพวยพุ่ง ก่อนจะหันกลับมามองมารดาของตนด้วยแววตาที่เจือความกังวลอยู่ลึก ๆ
สายลมยามเย็นพัดกระหน่ำรุนแรง ส่งผลให้เปลวเพลิงยิ่งลุกลามไปอย่างไม่หยุดหย่อน ขืนปล่อยให้เป็เช่นนี้ต่อไป เกรงว่าเพลิงคงไม่อาจสงบลงได้ตลอดทั้งคืนนี้ หากไม่อาจควบคุมกองเพลิงนี้ได้ทันท่วงที ไม่เพียงแต่ผู้คนในวังหลวงจะต้องาเ็ล้มตายมากขึ้น หากยังอาจลุกลามเผาผลาญตำหนักอื่น ๆ ไปด้วย และที่สำคัญที่สุด มันอาจจะเป็อันตรายต่อความปลอดภัยของมารดาและน้องน้อยที่อยู่ในครรภ์ของนางอีกด้วย
“ไปเถิด เ้าเองก็ระวังตัวด้วยเล่า” สวินอวิ๋นเกอมองตามสายตาของบุตรชายออกไปนอกหน้าต่าง ก่อนจะพยักหน้ารับเบา ๆ
“เยี่ยนอิ่ง ดูแลท่านแม่ให้ดี” จินจิ่นจือสาวเท้าไปหยุดอยู่ที่หน้าประตู แล้วหันไปกำชับองครักษ์ผู้สวมชุดรัดกุมสีดำสนิทและมีกระบี่คาดอยู่ที่เอว
“ท่านแม่ทัพน้อยโปรดวางใจ ปล่อยให้เป็หน้าที่ของข้าน้อยเถิด ข้าน้อยจะปกป้องความปลอดภัยของฮูหยินอย่างสุดความสามารถขอรับ!” เยี่ยนอิ่งค้อมศีรษะรับคำสั่งอย่างหนักแน่น
“พวกเ้าสองสามคนตามข้ามา เอาผ้าห่มกับถังน้ำไปด้วย เร็วเข้า!” จินจิ่นจือหันไปสั่งการบรรดาขันทีหนุ่มรูปร่างกำยำแข็งแรงสองสามคนที่อยู่ภายในตำหนักเซี่ยวเยว่ เพื่อให้รีบเร่งไปสมทบช่วยดับไฟที่ห้องพระ
“ระหว่างทาง พวกเ้าจงะโเรียกคนให้ไปช่วยเพิ่มด้วย ข้าจะล่วงหน้าไปก่อน!” สิ้นคำสั่งนั้น จินจิ่นจือก็ออกแรงแตะปลายเท้า ทะยานร่างใช้วิชาตัวเบาะโข้ามกำแพงและหลังคาไปอย่างรวดเร็วราวกับสายลม
สายลมหนาวพัดกรีดปะทะใบหน้า ความเย็นะเืเสียดแทงลึกเข้าไปถึงกระดูก ทว่าความหนาวเหน็บเป็ระลอกนี้ กลับช่วยดึงสติของเขาให้ตื่นรู้และเยือกเย็นมากยิ่งขึ้น
การได้รับพระราชทานอนุญาตให้พำนักในวังหลวง ถือเป็เกียรติยศอันใหญ่หลวงยิ่งนัก
ถึงกระนั้น ภายในใจของเขากลับกระจ่างแจ้งดีว่ายิ่งฮ่องเต้ทรงแสดงความโปรดปรานต่อตระกูลจินมากเพียงใด นั่นก็ยิ่งเป็เครื่องพิสูจน์ว่าพระองค์ทรงหวาดระแวงกองทัพพิทักษ์แดนเหนือมากเพียงนั้น
การรั้งตัวพวกตนให้อยู่ในวังหลวงครานี้ สำหรับตระกูลจินแล้ว แทบจะหาผลดีอันเป็รูปธรรมไม่ได้เลย หนำซ้ำยังจะกลายเป็เป้าสายตา นำพาความริษยาและกระตุ้นความชิงชังจากเหล่าขุนนางหน้าไหว้หลังหลอกบางคนเสียมากกว่า ส่วนหนทางในวันข้างหน้าจะเป็เช่นไร ย่อมต้องขึ้นอยู่กับท่าทีขององค์ฮ่องเต้เป็สำคัญ
จินจิ่นจือขมวดคิ้วมุ่น เขาลอบถอดถอนใจอยู่เงียบ ๆ พลางเร่งฝีเท้าให้เร็วยิ่งขึ้น ลัดเลาะอ้อมผ่านตำหนักต่าง ๆ จนกระทั่งพุ่งทะยานมาถึงบริเวณใกล้เคียงกับห้องพระ
“แง! แง!”
เนื่องจากจินจิ่นจือเป็ผู้ฝึกยุทธ์ ประสาทััการได้ยินของเขาจึงเฉียบแหลมเป็เลิศ ท่ามกลางความวุ่นวายสับสนอลหม่านบริเวณห้องพระ เขากลับได้ยินเสียงร้องไห้แทบขาดใจของทารกน้อย เล็ดลอดปะปนออกมาจากกองเพลิงด้านใน
จินจิ่นจือทรงตัวให้มั่นคงก่อนจะทิ้งปลายเท้าลงััพื้น ทันทีที่ก้าวมาถึงหน้าประตูห้องพระ เขาตวัดขาเตะท่อนไม้ที่กำลังลุกไหม้ซึ่งร่วงลงมาตรงหน้าให้กระเด็นพ้นทาง
“ข้างในยังมีคนอยู่!” เขากำหมัดแน่น คว้าถังน้ำจากมือขันทีที่อยู่ใกล้ ๆ สาดน้ำรดตัวจนเปียกโชก แล้วใช้แขนเสื้อที่ชุ่มน้ำปิดปากและจมูกเอาไว้ ก่อนจะพุ่งตัวฝ่าเข้าไปในทะเลเพลิงเพียงลำพัง!
บรรดาขันทีและนางกำนัลที่กำลังง่วนอยู่กับการดับไฟอยู่ด้านนอกห้องพระ ต่างพากันยืนตกตะลึงเมื่อเห็นจินจิ่นจือบุกฝ่ากองเพลิงเข้าไปราวกับคนบ้า
ชายหนุ่มผู้นี้ไม่รักตัวกลัวตายแล้วหรืออย่างไร?
“เร็วเข้า! รีบไปตามคนมาเพิ่มเร็วเข้า!”
“ตามคนมาช่วยอีก! รีบมาดับไฟ! องค์หญิงน้อยยังติดอยู่ด้านใน!”
“แง! แง!”
ทางด้านอวิ๋นตั๋วตั๋ว นางยังคงแผดเสียงร้องไห้และะโสุดเสียงอย่างไม่ลดละ จนรู้สึกปวดหนึบไปทั้งศีรษะ หูอื้อตาลาย โลกหมุนคว้างไปหมด
ควันไฟภายในห้องเริ่มหนาทึบขึ้นทุกขณะ อุณหภูมิก็ร้อนระอุพุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ เสียงร้องของทารกน้อยเริ่มแ่เบาลง เสียงแหบพร่าจนแทบจะเค้นเสียงไม่ออกอีกต่อไป ควันไฟที่ลอยคลุ้งทำให้นางสำลักและทรมานจนแทบขาดใจ
ตกลงว่าจะมีใครมาช่วยข้าบ้างหรือไม่? หรือว่าข้าจะต้องมาตายอยู่ที่นี่จริง ๆ งั้นหรือ?
ภายในใจของอวิ๋นตั๋วตั๋วเต็มไปด้วยความสิ้นหวังและทุกข์ทรมาน ความรู้สึกที่ต้องยืนอยู่บนเส้นด้ายแห่งความเป็ความตายเช่นนี้ นางต้องเผชิญกับมันเป็ครั้งที่สองแล้ว
ความรู้สึกไร้เรี่ยวแรงดั่งถูกโชคชะตาบีบเค้นลำคอเอาไว้ โดยที่ตนเองได้แต่มืดแปดด้าน ไม่อาจลงมือเปลี่ยนแปลงสิ่งใดได้เลยนั้น มันทำให้นางรู้สึกราวกับกำลังร่วงหล่นลงสู่หุบเหวลึกนับหมื่นจั้ง บนเส้นทางที่มุ่งหน้าไปสู่แสงสว่าง ค่ำคืนอันมืดมิดนี้ช่างยาวนานและแสนสาหัสเกินไปแล้วจริง ๆ
เรี่ยวแรงทั้งหมดในร่างน้อย ๆ ถูกใช้ไปจนหมดสิ้น ริมฝีปากแห้งผาก หยาดน้ำตาก็เหือดแห้งไปจนแทบไม่เหลือให้ไหลริน ท่านน้าอาเซียงก็หมดสติล้มพับไปแล้ว และในเสี้ยววินาทีที่อวิ๋นตั๋วตั๋วกำลังจะหลับตาลงนั้นเอง ท่ามกลางความเลือนราง นางก็พลันเห็นเงาร่างของใครบางคนปรากฏขึ้นเบื้องหน้า
นางฝืนความเหนื่อยล้า พยายามปรือตาขึ้นอย่างยากลำบาก ท่ามกลางแสงเพลิงที่ลุกโชน นางกลับเห็นใบหน้าที่หล่อเหลาเหนือล้ำจินตนาการดุจเทพเซียนลงมาจุติ และในยามนี้ นางก็ไม่อาจแยกแยะได้อีกต่อไปแล้วว่าสิ่งที่เห็นตรงหน้าคือความฝันหรือความจริงกันแน่
นางตายไปแล้วอย่างนั้นหรือ? นี่คือท่านพญายมราชใช่หรือไม่? ยมโลกส่งคนมารับิญญาของนางแล้วใช่หรือไม่?
แต่ท่านพญายมราชรูปงามถึงเพียงนี้ั้แ่เมื่อใดกัน?
ที่แท้พญายมราชก็ไม่ได้มีปากกว้างดั่งอ่างเื ไม่ได้ตาโปนโตแดงก่ำราวกับระฆังทองแดง และไม่ได้มีใบหน้าถมึงทึงดุดันเลยแม้แต่น้อย ทว่ากลับเป็เด็กหนุ่มที่หล่อเหลาหมดจด เครื่องหน้าราวกับ์บรรจงสลักเสลา ระหว่างคิ้วฉายแววองอาจและห้าวหาญถึงเพียงนี้เชียวหรือนี่
อวิ๋นตั๋วตั๋วแค่นยิ้มหยันให้กับตนเอง ต้องโทษบรรดานักปราชญ์แต่งนิทานพวกนั้น ที่บรรยายรูปลักษณ์ของพญายมราชเสียจนอัปลักษณ์น่ากลัว ทั้งที่ความจริงแล้ว เขาคือคุณชายรูปงามผู้หล่อเหลาสง่างามต่างหาก
ชื่อเสียงของท่านพญายมราชต้องมัวหมองถึงเพียงนี้ ดูท่าพวกนักเล่านิทานทั้งหลายคงจะชะตาขาดเสียแล้ว!
สติสัมปชัญญะของนางล่องลอยปะปนกันระหว่างโลกแห่งความเป็จริงกับจินตนาการ ทารกน้อยเผลอไผลยกท่อนแขนสั้นป้อมที่ดูราวกับรากบัวอวบ ๆ ขึ้นมาอย่างยากลำบาก แล้วแตะััลงบนพวงแก้มของเด็กหนุ่มผู้นั้นเบา ๆ
ท่านพญายมราชลงมารับนางด้วยตัวเองเลยเชียวหรือ? ดูท่าแล้ว ฐานะของนางคงจะสูงส่งไม่เบา และดวงิญญาของนางก็คงจะล้ำค่ามากทีเดียว ถึงไม่ได้ส่งพวกยมทูตขาวดำหรือิญญาระดับล่างมารับ แต่กลับเป็ถึง ผู้ยิ่งใหญ่แห่งยมโลกที่ลงมานำทางดวงิญญาของนางด้วยตนเอง
ชั่วขณะนั้น อวิ๋นตั๋วตั๋วถึงกับรู้สึกปลาบปลื้มใจจนทำอะไรไม่ถูกขึ้นมา บริการระดับ VVIP เช่นนี้ ก็นับว่าไม่เลวเลยทีเดียว!
นางส่ายศีรษะเล็กน้อย รู้สึกว่าตนเองคงจะสติฟั่นเฟือนไปแล้วจริง ๆ ทั้งที่เป็คนที่กำลังจะตายแท้ ๆ แต่ความคิดกลับยังพิสดารและบรรเจิดได้ถึงเพียงนี้
จินจิ่นจือพยายามพลิกตัวหลบหลีกเศษซากขื่อและเสาไม้ที่ร่วงหล่นลงมาอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่เขากำลังง่วนอยู่กับการช่วยชีวิตคน จู่ ๆ เขาก็รู้สึกได้ว่ามีบางสิ่งนุ่มนิ่มมาแตะััเบา ๆ ที่ข้างแก้ม
เขาเงยหน้าขึ้น สบเข้ากับั์ตากลมโตของอวิ๋นตั๋วตั๋วที่จ้องมองมาด้วยความหมายบางอย่างที่ลึกซึ้ง
ทารกน้อยผู้นี้ยังมีสติอยู่ จินจิ่นจือเหลือบไปเห็นอาเซียงที่นอนฟุบอยู่ข้างกายอวิ๋นตั๋วตั๋ว เขาออกแรงเขย่าตัวนาง ทว่าอาเซียงกลับไร้ซึ่งการตอบสนองใด ๆ เกรงว่าคงไม่อาจพาผู้ใหญ่ออกไปพร้อมกันในคราวเดียวได้ คงต้องพาเด็กน้อยคนนี้ออกไปก่อน
ฉับพลันนั้น อวิ๋นตั๋วตั๋วก็รู้สึกว่าร่างกายของตนเบาหวิว แล้วลอยละลิ่วขึ้นสู่อากาศ
นั่นประไร... ท่านพญายมราชมารับตัวนางไปแล้วจริง ๆ ด้วย
อวิ๋นตั๋วตั๋วหลับตาพริ้ม ความรู้สึกผ่อนคลายและหลุดพ้นจากความทรมานแผ่ซ่านไปทั่วทั้งสรรพางค์กาย
ภายในตำหนักเฝ่ยชุ่ย นางกำนัลผู้หนึ่งวิ่งหน้าตาตื่น ลนลานเข้ามาภายในห้องบรรทมของพระสนมเฉินเฟย
“มีเื่อันใดกัน เหตุใดจึงต้องวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาเช่นนี้?” สนมเฉินเฟยกำลังอารมณ์ดี นางกำลังเพลิดเพลินกับการเชยชมปลายนิ้วเรียวยาวขาวผ่อง ที่ถูกแต่งแต้มด้วยสีทาเล็บสีชมพูงดงามของตนเอง
ภายในใจก็กำลังวาดฝันว่าอีกไม่นานองค์ชายใหญ่ก็จะต้องจบเห่ และบุตรชายของนางก็จะก้าวขึ้นมาเป็ที่โปรดปรานและได้รับความสำคัญจากฝ่าาในเร็ววัน
“เื่ที่สั่งให้ไปจัดการเป็อย่างไรบ้าง? องค์ชายใหญ่ไปที่นั่นหรือยัง? ลงมือวางยาพิษเรียบร้อยแล้วใช่หรือไม่?” สนมเฉินเฟยปรายตามองนางกำนัลที่เพิ่งวิ่งเข้ามาพลางเอ่ยถามรัวะุ
“พระสนมเพคะ ห้องพระเกิดเพลิงไหม้เพคะ!” นางกำนัลคนสนิทแห่งตำหนักเฝ่ยชุ่ยเอ่ยรายงานด้วยความร้อนรนดั่งไฟลน
“ไฟไหม้อย่างนั้นหรือ?” สมองของสนมเฉินเฟยคล้ายกับจะตามเื่ราวไม่ทันไปชั่วขณะ ร่างของนางแข็งทื่อไปในทันที “เ้าพูดให้มันชัด ๆ ซิ!”
“แล้วผู้ใดสั่งให้พวกเ้าไปลอบวางเพลิงกันห๊ะ? นั่นมันสถานที่ทรงโปรดของยายเฒ่าชรานั่นเลยไม่ใช่หรือ!” สนมเฉินเฟยผุดลุกขึ้นยืนด้วยความตื่นตระหนก
จบสิ้นแล้ว! จบสิ้นกันพอดี! หากยายเฒ่าผู้นั้นกลับมาแล้วพบว่าห้องพระของตนถูกคนลอบเผาจนมอดไหม้ มีหวังศีรษะของพวกนางทุกคนคงได้หลุดออกจากบ่าเป็แน่!
“พระสนมเพคะ บ่าวจะไปกล้าทำเช่นนั้นได้อย่างไรกัน นั่นมันพื้นที่ของไทเฮาเชียวนะเพคะ!” โค่วตานสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความหวาดเสียว นับว่ายังโชคดีที่เ้านายของนางไม่ได้สั่งให้ไปลอบวางเพลิงที่ห้องพระ มิเช่นนั้นแล้ว ไม่ช้าก็เร็วศีรษะของนางคงได้หลุดกระเด็นออกจากบ่าเป็แน่
“เดี๋ยวก่อนนะ ความหมายของเ้าก็คือ ไฟกองนี้ คนของเราไม่ได้เป็ผู้จุดงั้นหรือ?” สนมเฉินเฟยมองหน้าโค่วตานด้วยความตึงเครียด
โค่วตานพยักหน้ารับรัว ๆ “เดิมทีคนของเราเตรียมจะลอบเข้าไปวางยาพิษองค์หญิงน้อยแล้วเพคะ ทว่าจู่ ๆ ก็เห็นห้องพระเกิดเพลิงไหม้เสียก่อน พวกเราจึงยังไม่ได้ลอบเข้าไปด้านในเพคะ”
เมื่อเห็นโค่วตานพยักหน้ายืนยัน หินก้อนใหญ่ที่กดทับอยู่กลางอกของสนมเฉินเฟยก็ร่วงหล่นลงในที่สุด ในเมื่อเพลิงไหม้ครั้งนี้คนในตำหนักของนางไม่ได้เป็ผู้ก่อ อย่างไรเสียก็ไม่มีวันสืบสาวราวเื่มาถึงตัวนางได้อย่างแน่นอน
เื่นี้ไม่ได้มีอันใดเกี่ยวข้องกับนางเลย
สนมเฉินเฟยพร่ำบอกและปลอบประโลมตนเองอยู่ภายในใจ
นางแอบครุ่นคิดคำนวณอยู่เงียบ ๆ แผนการเดิมของนางคือการลอบวางยาพิษองค์หญิงน้อย จากนั้นก็ล่อลวงให้องค์ชายใหญ่อวิ๋นอี้ป๋อไปปรากฏตัวอยู่แถวบริเวณห้องพระ เพื่อที่จะได้โยนความผิดเื่การวางยาพิษไปให้องค์ชายใหญ่เป็ผู้รับเคราะห์แทน
แต่คนของนางยังไม่ทันจะได้ลงมือลอบวางยาพิษ ห้องพระก็ดันเกิดเพลิงไหม้ขึ้นมาเสียก่อน
แล้วเช่นนี้ เพลิงนี้ผู้ใดเป็คนจุดกันล่ะ?