cosmic Emperor! สงครามจักรวาลสะท้านภพ

    บุกตระกูลเฟิ่ง

    ไป๋เฉินพาทุกคนขึ้นยานอวกาศระดับจ้าวจักรวาลของตนเอง จากนั้นสั่งการให้มันพุ่งทะยานออกจากดาราจักรแห่งการศึกษาในทันที และสถานที่ๆพวกเขาจะไปนั้นคือใจกลางจักรวาลแห่งหนึ่งที่มีชื่อว่า 'จักรวาลเพลิงฟ้า'

     

    ระหว่างทางไป๋เฉินไม่ลืมที่จะสอบถามเรื่องราวต่างๆจากลูกสะใภ้ของเขาอย่างเฟิ่งเจียอิน เพราะอยากรู้ถึงต้นสายปลายเหตุที่แท้จริงว่าเรื่องนี้มันมีความเป็นมาอย่างไร

     

    เฟิ่งเจียอินพยักหน้าตอบรับ จากนั้นเริ่มเล่าประวัติของตัวเองให้ฟังโดยไม่รอช้า "ข้าเกิดจากท่านแม่ที่เป็นคนของตระกูลเฟิ่งเจ้าค่ะ ส่วนทางด้านของท่านพ่อนั้นข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาเป็นใคร"

     

    "และด้วยความที่ตระกูลเฟิ่งเป็นตระกูลใหญ่อันดับหนึ่งในจักรวาลเพลิงฟ้า การที่ท่านแม่ของข้าท้องไม่มีพ่อจึงกลายเป็นจุดด่างพร้อยของตระกูลไปโดยปริยาย ข้าและท่านแม่จึงถูกเนรเทศไปอยู่ท้ายตระกูลและถูกกลั่นแกล้งเรื่อยมา"

     

    "สะใภ้ข้า บอกข้าได้หรือเปล่าว่าท่านแม่ของเจ้ามีสถานะอะไรในตระกูลเฟิ่ง"ได้ฟังมาถึงตรงนี้ ไป๋เฉินเอ่ยปากไถ่ถาม

     

    "ท่านแม่เป็นลูกสาวของผู้อาวุโสลำดับที่สามเจ้าค่ะ"เฟิ่งเจียอินกล่าวอย่างไม่ลังเลใจ

     

    ได้ยินคำตอบของลูกสะใภ้ ไป๋เฉินก็พยักหน้าอย่างเข้าใจถึงสถานการณ์ "ตระกูลเฟิ่งแห่งจักรวาลเพลิงฟ้าถือเป็นตระกูลที่แข็งแกร่งมาก พวกเขาถือครองจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ 'ศาสตราวิหคเพลิง' ที่น่ายำเกรง และเคยร่วมรบในสงครามระหว่างสหพันธ์อยู่หลายครั้งหลายครา หากกล่าวในฐานะของนักสู้พวกเขาถือว่าเป็นตระกูลที่ยอดเยี่ยมตระกูลหนึ่งเลยก็ว่าได้"

     

    "แต่ภายใต้ความยอดเยี่ยมเหล่านั้นพวกเขากลับมีกฏเกณฑ์ที่สุดโต่งอยู่ นั่นคือคนในตระกูลจะต้องแต่งงานกับนักสู้สายเปลวเพลิงที่แข็งแกร่งเท่านั้น เพราะพวกเขาต้องการจะคงความแข็งแกร่งของจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ศาสตราวิหคเพลิงเอาไว้"

     

    "ส่วนใครหน้าไหนที่ทำผิดกฏข้อนี้ก็จะต้องถูกทำลายจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้และขับไล่ออกจากตระกูลไป"

     

    "ในกรณีท่านแม่ของเจ้าถือเป็นโทษสถานเบาที่สุดเลยก็ว่าได้ อย่างน้อยก็ถือว่าโชคดีมากที่ไม่โดนทำลายจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ล่ะนะ"

     

    เมื่อได้ยินเช่นนั้นใบหน้าของเฟิ่งเจียอินก็แสดงความหดหู่ออกมา ใช่! มันเป็นจริงอย่างที่ไป๋เฉินว่า แต่เมื่อนึกย้อนกลับไปถึงความยากลำบากของตัวเองและมารดา เธอก็ยังแค้นเคืองอยู่ดี

     

    ไป๋ฉีที่เห็นว่าภรรยาของตัวเองกำลังมีสีหน้าเศร้าก็ดึงเธอเข้ามาไว้ในอ้อมแขน ภาพนี้ทำเอาฟางถงและไป๋เฉินอดยิ้มออกมาไม่ได้

     

    วันเวลาผ่านไปสามวันหลังจากที่พวกไป๋ฉีออกเดินทาง ในตอนนี้พวกเขาได้เข้ามาในจักรวาลเพลิงฟ้าเรียบร้อยแล้ว และกำลังจะไปถึงตระกูลเฟิ่งในไม่ช้า

     

    "ที่รัก เมื่อถึงที่หมายเจ้าและลูกสะใภ้ออกไปก่อน จากนั้นแจ้งถึงเป้าหมายของพวกเราให้พวกมันได้รับรู้ ถ้าหากพวกมันปฏิเสธก็ให้ลูกสะใภ้ของเราได้ลงมือแก้แค้นพวกมันให้สาสม" ไป๋เฉินกล่าวพลางร่ายทักษะคุ้มครองกายให้เฟิ่งเจียอิน นับจากนี้ไปหากไม่ใช่ระดับจ้าวจักรวาลมาเองก็ไม่มีใครสามารถทำอะไรลูกสะใภ้คนนี้ของเขาได้

     

    ฟางถงยิ้มและพยักหน้าตอบรับสามีในทันใด การให้เฟิ่งเจียอินลงมือแก้แค้นในตอนนี้นับว่าเป็นผลดีต่อตัวเฟิ่งเจียอินเอง เพราะมันจะทำให้เธอตัดขาดจากตระกูลเฟิ่งได้โดยไม่มีสิ่งใดค้างคา

     

    "แม่สี่ให้ข้าออกไปด้วยนะขอรับ ขอรับรองว่าจะไม่ลงมือถ้าเป็นจำเป็น"

     

    ได้ยินไป๋ฉีเอ่ยปากขอร้อง ฟางถงหรี่ตามองไปที่ลูกชาย "ได้สิ แต่ลูกต้องอยู่ข้างๆแม่สี่ตลอดนะเข้าใจหรือไม่"

     

    คำพูดนี้ของฟางถงทำให้ไป๋ฉีสัมผัสได้ถึงความห่วงใย เขาตอบรับอย่างฉับไว และมันเป็นเวลาเดียวกับที่ยานอวกาศของพวกเขาเข้าสู่เขตของตระกูลเฟิ่งพอดี

     

    ในเวลานี้เบื้องหน้าของพวกเขาคือดาวเคราะห์สีแดงฉานจำนวนเจ็ดดวงที่เรียงรายกันราวกับวิหคที่กำลังสยายปีกโผ่บิน อุณหภูมิที่นี่ก็ร้อนแรงยิ่งเพราะมีดาวฤกษ์ขนาดใหญ่เป็นศูนย์กลาง

     

    การมาถึงของพวกเขานั้น ทำให้ทุกคนในดาวเคราะห์ทั้งเจ็ดดวงพากันแตกตื่นอย่างช่วยไม่ได้

     

    "ผู้บุกรุกเอ๋ย! เจ้าแจ้งนามและเป้าหมายของเจ้ามาซะ"เสียงที่ทรงอำนาจดังกังวาลไปทั่วทั้งบริเวณ ไป๋เฉินที่นั่งอยู่บนยานอวกาศเผยรอยยิ้มที่เย็นชาออกมา

     

    เมื่อยานอวกาศไปบินมาถึงดาวเคราะห์ที่ใหญ่ที่สุดในบรรดาดาวเคราะห์ทั้งเจ็ดดวง ฟางถง เฟิ่งเจียอิน และไป๋ฉีก็บินออกจากยานไปตามที่ได้ตกลงกันเอาไว้เมื่อครู่นี้

     

    และเป็นฟางถงที่เอ่ยปากกล่าวตอบกลับเสียงที่ทรงอำนาจนั้นไป "จ้าวจักรวาลฟางถง มาที่นี่เพื่อรับตัวเฟิ่งนู่"

     

    สิ้นสุดคำพูดของหญิงสาว มีเงาร่างของชายวัยกลางคนห้าร่างปรากฏตัวขึ้นมา แต่ละคนมีสีหน้าที่ดูดุดันและสวมใส่ชุดเกราะพันธุกรรมสีแดงฉานราวกับเปลวเพลิง

     

    ไป๋เฉินที่นั่งอยู่บนยานอวกาศเผยรอยยิ้มออกมา "ระดับผู้ปกครองดินแดนขั้นที่เก้าสามคน ระดับครึ่งก้าวจ้าวจักรวาลสองคน ในช่วงหกร้อยปีที่ข้าไม่อยู่ในสหพันธ์ดูเหมือนตระกูลเฟิ่งจะพัฒนาได้เร็วจริงๆ"

    .

    .

    .

     

    "ท่านจ้าวจักรวาลฟางถง คำขอของท่านเห็นทีพวกเราจะทำตามไม่ได้ กลับกันเป็นท่านมากกว่าที่ต้องคืนคนให้กับเรา" ชายผมสีแดงฉานกล่าวพร้อมกับมองไปยังเฟิ่งเจียอินอย่างดุดัน ชายคนนี้คือผู้นำของตระกูลเฟิ่งในเวลานี้นาม เฟิ่งไห่

     

    "เฟิ่งเจียอินเป็นศิษย์ของข้า เหตุใดข้าต้องมอบเธอให้พวกเจ้า ในเมื่อพูดกันดีๆไม่ได้เห็นทีคงต้องใช้กำลัง"

     

    ว่าแล้วฟางถงก็ระเบิดพลังระดับจ้าวจักรวาลโดยไม่รอช้า แรงกดดันมหาศาลพุ่งเข้ากดทับชายวัยกลางคนทั้งห้าเอาไว้อย่างบ้าคลั่งจนพวกมันไม่อาจขยับได้

     

    "อั๊ก! ฟางถง! ท่านเลอะเลือนไปแล้ว นี่คิดตั้งตนเป็นศัตรูกับจักรพรรดิเพลิงฟ้าอย่างนั้นหรือไง......อ๊าก!!!"เฟิ่งไห่กล่าวอย่างยากลำบาก แต่ยังไม่ทันพูดจบฟางถงก็ยิ่งทวีแรงกดดันเพิ่มเข้าไป ทำให้พวกมันเจ็บปวดรวดร้าวไปถึงแก่นวิญญาณ

     

    "ศิษย์ข้า ไปจัดการความแค้นของเจ้าให้เสร็จแล้วพาตัวท่านแม่ของเจ้าออกมา"ฟางถงไม่ได้สนใจชายวัยกลางคนทั้งห้า เธอหันไปกล่าวกับหญิงสาวที่อยู่ข้างๆ

     

    เฟิ่งเจียอินโค้งตัวทำความเคารพจากนั้นสวมใส่ชุดเกราะพันธุกรรมพุ่งตรงไปยังดวงดาวที่อยู่ไม่ไกล ส่วนทางด้านไป๋ฉีเขาไม่ได้ตามภรรยาของตัวเองไป เพราะเขามั่นใจว่าภายใต้ทักษะคุ้มกายของไป๋เฉินผู้เป็นพ่อ เฟิ่งเจียอินไม่มีทางได้รับอันตรายจากคนที่อยู่เบื้องล่าง

     

    "บูม!"

     

    เหล่าผู้อาวุโสและผู้นำตระกูลเฟิ่งก็พากันระเบิดพลังและเรียกจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ของตัวเองออกมา ศาสตราวุธหลากหลายประเภทปรากฏขึ้นในมือของพวกเขาพร้อมกับร่างจำแลงวิหคเพลิงตัวใหญ่ที่ปรากฏขึ้นด้านหลัง

     

    "เจ้าสามรีบไปหยุดหลานสาวของเจ้าเดี๋ยวนี้!" ผู้นำตระกูลเฟิ่งไห่แผดเสียงคำราม จากนั้นรีบส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือให้กับจักรพรรดิเพลิงฟ้าในทันที

     

    "เหอะ คิดจะออกไปจากที่นี่ ไหนเลยจะง่ายดายปานนั้น" ว่าแล้วกระบี่แห่งเเสงของฟางถงก็ปรากฏขึ้นมา จากนั้นค่ายกลกระบี่เทพสังหารก็ถูกสร้างขึ้นล้อมชายวัยกลางคนทั้งห้าเอาไว้

     

    "อย่าห่วงเลย ข้าไม่ได้คิดจะฆ่าพวกเจ้าแต่อย่างใด แค่พวกเจ้าไม่เข้ามาขวางพวกข้าก็พอ"