ทันทีที่ความหวังเริ่มก่อตัว อารมณ์ที่เคยขุ่นมัวของทริสตันก็หายไป แววตาของเขาเปร่งประกายความหวัง
“เราตั้งใจจะเปิดเหมืองร้างที่ถูกปิดตายพวกนั้นขึ้นมาใหม่” น้ำเสียงของเขาหนักแน่นและเด็ดขาด “ไซรัส... เ้าไปรวบรวมคนที่มีความรู้เื่การสำรวจและขุดแร่มาให้เรา แล้วจัดทีมลงไปดูว่าเหมืองแร่เหล้านี้ยังเหลืออะไรไว้บ้าง ส่วนเื่ค่าตอบแทน เราจะเป็คนตัดสินใจเองเมื่อถึงเวลา”
เขาสลับสายตาไปทางทหารข้างกาย “ส่วนอาร์วิน เ้าจัดกองกำลังทหารเข้าไปดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกให้ทีมสำรวจ อย่าให้มีอะไรผิดพลาด”
เื่นี้หากเป็ผู้ว่าการทั่วไป การจะขยับเขยื้อนเหมืองร้างเหล่านี้คงต้องรอการอนุมัติจากาาวินด์สเกลจนเสียด่อนจึงจะทำได้ แต่สำหรับทริสตัน... ในฐานะผู้ปกครองดินแดนแห่งนี้ อำนาจทุกอย่างอยู่ในมือเขา และไม่จำเป็ต้องก้มหัวขออนุญาตจากผู้ใด
ทั้งสองคนน้อมรับคำบัญชาด้วยเสียงขานตอบที่ก้องกังวาน ทริสตันพยักหน้าอย่างพอใจก่อนจะละสายตาไปหา สองพ่อลูกที่ดูแลการเกษตรและผืนดินของดินแดนแห่งนี้
สายตาของเขาหยุดลงที่เด็กสาวตัวน้อย ที่มาจากโลกเดียวกันกับเขาแล้วเกิดเหตุจนต้องมาอยู่ในร่างของเด็กน้อย เมื่อถูกจ้องมองเขม็ง เธอจึงกระแอมไอออกมาเบา ๆ เพื่อทำลายความเงียบ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่นเกินวัย
“เรียนท่านผู้ปกครอง... ผู้น้อยสำรวจดูแล้ว ผืนดินที่นี่ส่วนใหญ่กระด้างและตายซากราวกับหิน ชั้นดิน้าเปราะบางและร่วนซุยเสียจนธาตุอาหารหลุดลอยไปหมด ซ้ำร้ายการเผาตอซังยังเป็เหมือนการวางยาพิษซ้ำเติมให้มันเสื่อมทรามลงไปอีก เมื่อนับรวมกับสภาพอากาศที่โหดร้ายเช่นนี้... พืชพรรณที่พอจะหยั่งรากให้ผลผลิตได้ จึงแทบจะนับนิ้วได้เลยทีเดียว”
สีหน้าของทริสตันพลันเคร่งเครียดลงทันควัน คิ้วขมวดมุ่นจนเกิดรอยย่นขณะที่ความกังวลฉายชัดในแววตา เขาถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่แฝงความร้อนรน
"เ้ากำลังจะบอกว่า... ผืนดินนี้ไร้หนทางเยียวยาอย่างนั้นหรือ? พืชพรรณที่เรามีมันตอนนี้ไม่สามารถปลูกบนดินที่นี่ได้ หรือเป็เพราะเรายังไม่พบ เมล็ดพันธุ์ ที่เหมาะสมกับที่นี่กันแน่ เ้าพอจะมีวิธีพลิกฟื้นวิกฤตนี้บ้างไหม?"
เลนอร์ลอบสังเกตปฏิกิริยานั้นด้วยสายตาที่สงบนิ่ง จึงพยักหน้าให้ราวกับคาดการคำถามพวกนี้ไว้อยู่แล้ว เธอจึงกล่าวเสนอวิธีแก้ไขเบื้องต้น
“ท่านต้องมีคำสั่งห้ามไม่ให้ชาวเมืองมีการเผาตอซังหรือเศษซากพืชในพื้นที่เพาะปลูกอย่างเด็ดขาด หากผู้ใดฝ่าฝืนต้องได้รับบทลงโทษสถานหนักเพื่อสร้างความเกรงกลัว แล้วให้ให้ชาวเมืองไถกลบตอซังและเศษซากพืช ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เศษซากเหล่านี้จะย่อยสลายกลายเป็อินทรีย์วัตถุในดินตามธรรมชาติอย่างช้า ๆ”
“นอกจากนี้ ผู้น้อยขอเสนอให้จัดตั้งลานปุ๋ยหมักรวมขนาดใหญ่ ซึ่งจะเป็หัวใจหลักของความอุดมสมบูรณ์ โดยมีเ้าหน้าที่ที่ผ่านการอบรมคอยควบรวมดูแลและถ่ายทอดวิชาความรู้ให้ชาวเมืองอย่างเป็ระบบ
วิธีก็คือให้ชาวเมืองนำมูลสัตว์ ขี้เถา ใบไม้แห้ง และเศษอาหารที่เหลือ มารวมกันที่ลานหมักโดยมีการกรองและกลับกองปุ๋ยไปมาอย่างไปมาเสมอ เพื่อให้ได้ปุ๋ยหมักมาใช้
และสุดท้ายพวกพืชที่เหมาะกับการปลูกในสภาพผิวดินแบบนี้คือ พวกพืชตระกูลถั่วชนิดต่าง ๆ หลังจากที่สภาพดินกลับมาแล้ว เรายังสามารถปลูกพืชชนิดอื่น ๆ เพิ่มได้อีก นอกจากนี้ต้องมีการกำหนดบังคับใช้เมล็ดพันธ์ุที่มีคุณภาพ ตรงนี้จะให้เ้าหน้าที่การเกษตรที่ได้รับฝึกอบรมแล้ว ในการแจกจ่ายเมล็ดพันธ์ุพืชที่คัดเลือกมาแล้ว เพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดีที่สุด”
เสียงปรบมือฉาดใหญ่ดังก้องไปทั่วห้องโถง ทริสตันยืดตัวขึ้นด้วยแววตาที่ลุกโชน “ยอดเยี่ยมมากเลนอร์! แผนการของเ้าช่างระบบระเบียนเป็ขั้นเป็ตอนดีมาก เราจะร่างประกาศคำสั่งเกี่ยวกับเื่นี้ให้มีผลบังคับใช้ในทันที”
เขาหยุดนิ่งครู่หนึ่ง ดวงตาหรี่ลงอย่างใช้ความคิดถึงอุปสรรคที่อาจตามมา “เรารู้ดีว่าการเปลี่ยนวิถีชีวิตดั้งเดิมย่อมเกิดแรงต้าน... อาร์วิน! เ้าแบ่งกำลังทหารไปประจำการตามจุดต่าง ๆ คอยสอดส่องและระงับเหตุ หากใครคิดจะขัดขวางแผนการฟื้นฟูผืนดินฉบับนี้ เ้าจัดการได้ตามสมควร”
ก่อนจะหันไปสำทับกับชายอีกคน “ไซรัส เร่งมือเื่การขุดร่องน้ำให้เร็วกว่าเดิมเท่าตัว เราต้องมีน้ำหล่อเลี้ยงการเกษตรให้ทันท่วงที”
“รับทราบครับ/ค่ะ!” เสียงขานรับหนักแน่นดังขึ้นพร้อมกัน เป็สัญญาณเริ่มต้นของการปฏิวัติครั้งใหญ่
เมื่อสั่งงานทั้งหมดจนครบเขาจึงให้ทั้งหมดเลิกประชุมได้ ความเงียบสงัดก็กลับเข้ามาเยือนอีกครั้ง ทริสตันขยับกายลุกขึ้นช้า ๆ ฝีเท้าของเขาก้าวไปสู่หน้าต่างบานใหญ่ มือหนาผลักบานไม้ออก กลิ่นอายของดินและสายลมภายนอกพุ่งเข้ามากระทบใบหน้า
เขาทอดสายตามองลงไปยังบ้านเรือนที่ตั้งเรียงรายอยู่เบื้องล่าง รอยยิ้มบาง ๆ ผุดขึ้นที่มุมปากอย่างห้ามไม่อยู่ เป็รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิในแผนการฟื้นฟูที่กำลังเริ่มต้น เมืองที่เคยหลับใหลกำลังจะถูกปลุกให้ตื่นขึ้นด้วยน้ำมือของเขา
“จุดเริ่มต้นของอาณาจักรที่จะก้าวขึ้นไปท้าทายอำนาจจักรพรรดิ... เริ่มต้นขึ้นแล้วที่นี่” คำพูดนั้นถูกเอ่ยออกมาแ่เบา ราวกับคำสัตย์ปฏิญาณที่มีเพียงตัวของเขาเท่านั้นที่เป็พยาน
เวลาผ่านไปสี่วันหลังการประชุม ข่าวดีจากนักสำรวจเหมืองร้างถูกส่งเข้ามา แม้จะไม่มีแร่เงินหลงเหลืออยู่แล้วจริง ๆ แต่นักสำรวจกลับพบว่าเหมืองเหล่าบางที่ยังมี แร่เหล็ก และ ถ่านหิน ที่ยังหลงเหลืออยู่ นี่มันเป็ทรัพยากรสำคัญในการสร้างอาวุธและ พัฒนาเครื่องมือเครื่องใช้ได้ นอกจากนี้ยังแบ่งบางส่วนส่งขายออกไปได้อีก
ในที่สุดดินแดนนี้ก็สามารถสร้างรายได้ขึ้นมาได้แล้ว ทั้งยังสามารถสร้างงานให้พวกช่างตีเหล็กขึ้นมาได้อีก อาวุธ… นี่คือสิ่งที่เขาเฝ้ารอคอย หลังจากที่ทุกอย่างเข้าที่มีเงินเข้ามาที่ดินแดน เขาจะจัดตั้งกองกำลังขึ้นมาอย่างเป็ทางการ นี่คือส่วนสำคัญที่สุดในการบรรลุเป้าหมายที่วางเอาไว้
จะว่าไปเื่นี้าาวินด์สเกลคนปัจจุบันก็น่าจะยังไม่รู้ ยังไงอีกฝ่ายก็เพิ่งได้รับตำแหน่งนี้มาสิบหกปี คนที่มีอำนาจมาก่อนหน้าทำไมถึงคิดจะขุดแต่แร่เงิน จนไม่สนใจแร่เหล็ก และ ถ่านหิน นั้นก็ให้ถือว่าเป็ปริศนาไปแล้วกัน
เมื่อได้รับข่าวการขุดร่องน้ำที่ประสบความสำเร็จ ทริสตันเรียกตัวไซรัสเข้าพบในทันที เขาจ้องมองชายตรงหน้าด้วยสายตาพึ่งพอใจ ก่อนจะเอื้อมมือไปตบไหล่อีกฝ่ายเบา ๆ เป็เชิงยกย่อง
"ที่ผ่านมาเ้าทำงานได้ยอดเยี่ยมมาก ไซรัส... ดีเกินกว่าที่เราคาดไว้เสียอีก"
“หามิได้ครับท่านผู้ปกครอง ทุกอย่างสำเร็จลงได้ก็ด้วยบารมีและความปรีชาของท่านเพียงผู้เดียว” ไซรัสน้อมตัวลงต่ำอย่างนอบน้อม
เสียงหัวเราะอย่างอารมณ์ดีของทริสตันดังก้องไปทั่วห้อง ก่อนที่บรรยากาศจะเปลี่ยนเป็เคร่งขรึมขึ้นเมื่อเขาคลี่กระดาษแบบแปลนแผ่นใหญ่ลงบนโต๊ะ “แต่เรามีงานใหญ่ชิ้นต่อไปให้เ้าทำอีก จงนำคนไปขุดสระพักน้ำขนาดใหญ่บนยอดเนินเขาที่สูงที่สุดของซิลเวอร์เรส ดึงสายน้ำจากลำธารใกล้เคียงมากักเก็บไว้ที่นั่น แล้ววางระบบ ท่อไม้ ตามแบบที่เราออกแบบไว้ เพื่อส่งน้ำผ่านท่อไม้ที่ผ่านการกรองด้วยชั้นทรายและถ่านหินลงสู่จุดจ่ายน้ำใจกลางเมือง”
เขาหรี่ตาลงมองภาพเมืองในอนาคต “จากนี้ไป... ประชาชนของเราจะไม่ต้องหลังขดหลังแข็งแบกน้ำขึ้นลงเขาอีก และน้ำที่พวกเขาดื่มกิน จะต้องเป็น้ำที่สะอาดและบริสุทธิ์ยิ่งกว่าที่เคยมีมา”
ไซรัสพิจารณาดูแบบแปลนในมือด้วยแววตาที่สั่นไหว ความประหลาดใจแปรเปลี่ยนเป็ความเลื่อมใสอย่างรวดเร็ว เส้นสายที่ขีดเขียนไว้อย่างซับซ้อนและกลไกที่แยบยลนั้นเกินกว่าที่จินตนาการของเขาจะคิดถึง เขาค้อมตัวลงเคารพผู้เป็นายด้วยหัวใจที่นับถือก่อนรุดหน้าไปดำเนินการตามคำบัญชา
ไม่นานนัก บานประตูห้องโถงก็ถูกผลักออกอีกครั้งตามคำเรียกขาน ชายวัยกลางคนรูปร่างกำยำในวัยสี่สิบเจ็ดปีเดินเข้ามาด้วยท่าทีที่หนักแน่น แม้ศีรษะจะล้านเลี่ยนตามกาลเวลาทว่าดวงตากลับฝ้าฟางไปด้วยร่องรอยของประสบการณ์
เขาคือ เคล ยอดช่างก่อสร้างผู้มีฝีมือเป็ที่เลื่องลือตามคำบอกเล่าของไซรัส ชายผู้ที่ใช้สองมือสร้างสิ่งปลูกสร้างมาค่อนชีวิต บัดนี้เขายืนอยู่ต่อหน้าทริสตันเพื่อรอรับคำสั่งที่จะจารึกชื่อของเขาลงในประวัติศาสตร์ของเมือง
ทันทีที่ก้าวเข้ามาในห้อง ช่างผู้มากฝีมือค้อมตัวลงต่ำด้วยความยำเกรง “ผู้น้อยเคล... มารับบัญชาจากท่านผู้ปกครองแล้วครับ” น้ำเสียงของเขาหนักแน่นทุ้มลึกสะท้อนถึงประสบการณ์ที่สั่งสมมานานปี
ทริสตันพยักหน้าตอบรับ มองพิจารณาชายตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่ง “เคล... เรา้าให้เ้าลงมือปฏิรูปถนนทั่วทั้งซิลเวอร์เรสใหม่ทั้งหมด ถนนสายหลักต้องถูกถมด้วยดินและกรวดหนาแน่นจนมั่นคง ทั้งยังต้องสร้างคันดินยกระดับขนาบสองฝั่ง เพื่อปิดตายทางไหลของหยาดโคลนและน้ำโสโครกไม่ให้ย่างกรายขึ้นมาบนเส้นทาง”
เขาเว้นจังหวะ มองลึกเข้าไปในดวงตาของช่างผู้มากฝีมือ “เรา้าถนนที่ยืนหยัดท้าทายทุกฤดูกาล ถนนที่จะนำพาความรุ่งเรืองและการขนส่งให้ขยับเขยื้อนไปอย่างไร้อุปสรรค... เ้าจงไปสรุปงบประมาณรายจ่ายทั้งหมดมาให้เราพิจารณาโดยเร็วที่สุด”
"ผู้น้อยจะเร่งคำนวณทั้งค่าแรงและวัสดุที่ต้องใช้ในงานใหญ่ครั้งนี้อย่างละเอียดที่สุดครับ" เคลเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น แววตาของเขาเป็ประกาย “ผู้น้อยขอเวลาไม่เกินสามวัน... ตัวเลขทั้งหมดจะถูกวางลงบนโต๊ะของท่านอย่างแน่นอน”
เคลค้อมกายลงคำนับอย่างลึกซึ้งเป็ครั้งสุดท้าย ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไปด้วยฝีเท้าที่เร่งรีบ
หลังจากอีกฝ่ายออกไป ความเงียบกลับมาเยือนห้องทำงานอีกครั้ง ทริสตันนั่งจมอยู่การจะพัฒนาเมืองในส่วนอื่น ก่อนจะตัดสินใจละจากกองเอกสารเพื่อออกไปเดินตรวจตราเมืองในปัจจุบันด้วยตาตนเอง
ท่ามกลางวงล้อมของทหารอารักขาที่ดูเข้มแข็ง ทริสตันก้าวเดินไปตามท้องถนนที่เขาเคยเห็นแต่ขยะและสิ่งปฎิกูลในวันแรก ทว่าวันนี้... ทุกอย่างกลับเปลี่ยนไปราวกับปาฏิหาริย์ ชาวเมืองที่เคยดูเหมือนคนไร้ชีวิต กลับส่งยิ้มกว้างและทักทายเขาด้วยน้ำเสียงที่สดใส แววตาที่ว่างเปล่าบัดนี้กลับเปล่งประกายแห่งความหวังออกมา
ทริสตันหยุดทักทายชาวเมืองอย่างไม่ถือตัว รอยยิ้มที่เขาแสดงออกมานั้นเปี่ยมด้วยความเมตตาและเป็กันเอง ราวกับจะบอกให้ทุกคนรู้ว่า เขาไม่ได้มาเพื่อปกครองด้วยความกลัว แต่มาเพื่อนำพาทุกคนไปสู่ยุคสมัยใหม่ที่รุ่งเรือง
การทำตัวลงมาเป็ส่วนหนึ่งกับชาวเมืองเช่นนี้ คือกลยุทธ์ที่ทริสตันใช้เพื่อสลายกำแพงระหว่างชนชั้น ภาพของผู้ปกครองที่ติดดินและเข้าถึงง่าย แต่ก็มีความเด็ดขาดและเคารพในกฎหมาย จะทำให้ประชาชนเกิดความศรัทธาได้
เขารู้ดีว่า... การสั่งการด้วยอำนาจบาตรใหญ่หรือระบอบเผด็จการนั้น แม้จะได้ผลรวดเร็วเพราะความหวาดกลัวเป็ตัวขับเคลื่อน แต่หัวใจที่ถูกกดขี่จะคอยหาโอกาสขัดขืนเสมอ และหากวันใดที่มวลชนรวมตัวกันได้ หรือคนใกล้ชิดเริ่มปันใจ เมื่อนั้นอำนาจที่สร้างบนกองซากศพย่อมพังทลาย แต่การปกครองด้วย ศรัทธา จะทำให้คำสั่งในเื่ต่าง ๆ ของเขาคนส่วนมากปฎิบัติด้วยความเต็มใจ และประชาชนจะกลายเป็ปราการที่มั่นคงที่สุดที่เขาไม่ต้องหวาดระแวงเลยแม้แต่น้อย