"หนทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน"
ณ ศาลเ้าฮอกไกโดจิงกู
หลังจากที่พากันย้อนวัยเด็กที่สวนสัตว์ราว ๆ สามชั่วโมงได้ เอย์จิก็แนะนำให้เข้ามาดูความสวยงามสถาปัตยกรรมญี่ปุ่นแท้อย่างศาลเ้าฮอกไกโดจิงกู ที่เขากับครอบครัวมักมาขอพรกันที่ศาลเ้า โดยเฉพาะในวันสำคัญๆ เช่น วันปีใหม่ วันเกิดครบรอบอายุ 3 ปี 5 ปี 7 ปี ั้แ่ยังเด็ก และยังแนะนำวิธีการล้างมือก่อนเข้าศาลเ้า การทำบุญขอพรแบบญี่ปุ่น ที่จะแนะนำให้โยนเหรียญ 5 เยนลงไปในกล่องบริจาค ส่วนที่ว่าทำไมต้องใช้เหรียญ 5 เยน เพราะว่าคำว่า 5 เยนในภาษาญี่ปุ่น ออกเสียงว่า “โกะเอน” ซึ่งพ้องเสียงกับคำว่า “โชคดี” ในภาษาญี่ปุ่นนั่นเอง และ การไหว้ขอพรแบบ “โค้ง 2 ตบมือ 2 ละโค้ง 1” ด้วย ซึ่งถ้าฉันไม่ตกลงมากับพวกเขา คงพากันไหว้แบบเงอะงะ ผิด ๆ ถูก ๆ แน่นอน
“จุดสุดท้ายก่อนออกจากศาลเ้า ที่นี่จะมีเครื่องรางต่าง ๆ ด้วยนะ เผื่อใครอยากซื้อเป็ของฝากก็เลือกดูกันได้เลย” เอย์จิพูดจบ แก๊งชะนีอย่างเราหูผึ่งเลยสิคะ รีบวิ่งกรูไปดูเลยว่ามูอันไหนดี
“จุดนี้ลูกขอพรเื่ ความโชคดี, ร่ำรวยและผัวที่ศีลเสมอกันก่อนนะคะ เพี๊ยง” ธิชาพูจบก็รีบบอกเ้าหน้าที่ให้ห่อเครื่องรางก่อนใคร ส่วนนิเนก็รับบทนางพรีออเดอร์คุยสายลูกค้ารัว ๆ ส่วนฉันที่ไม่รู้ว่าจะอยู่บนโลกนี้ได้นานเท่าไหร่ ก็ขอสิ่งหายากสุดก่อนแล้วกัน
“ขอเครื่องรางความรัก 1 ชุดค่ะ ไม่ต้องห่อนะคะ” หลังจากทำบุญเรียบร้อยฉันก็นำเครื่องรางเก็บใส่กระเป๋าเงินตามคำแนะนำของเ้าหน้าที่ และแยกตัวไปถ่ายรูปบรรยากาศภายในวัดระหว่างรอนิเน
ความคลาสสิกและความสงบของศาลเ้าอายุ 150 ปีนี้ ทำให้ฉันหลงสเน่ห์หน้าหนาวของฮอกไกโดอย่างถอนตัวไม่ขึ้น ไม่ว่าจะถ่ายรูปอะไรหรือถ่ายมุมไหนก็ดูสวยหมดจดทุกจุดจริง ๆ ในจังหวะที่ฉันกำลังหันหลังกลับไปและตั้งใจว่าจะเดินไปหากลุ่มเพื่อน ๆ นั้น ปุยหิมะสีขาวก็เริ่มตกลงมาแบบไม่ทันตั้งตัว ฉากขาวสวยเหมือนในฝันแบบนี้ มีเหรอที่ฉันจะเก็บไว้ดูคนเดียว ฉันรีบยกกล้องขึ้นมาถ่ายทั้งภาพและวิดีโอเก็บไว้รัว ๆ
หลังจากเก็บภาพจนเกือบเต็มเมมโมรี่การ์ด ฉันก็ขอเก็บบรรยากาศนี้ให้เต็มตาหน่อยเถอะ เพราะเกิดมาฉันยังไม่เคยเห็นหิมะตกมาก่อนเลย ฉันเงยหน้ารับหิมะเพราะตั้งใจให้มันตกกระทบลงที่หน้า ดูว่ามันจะเย็นขนาดไหน และมันก็เหมือนมายากลเหมือนกันนะ ที่พอหิมะตกกระทบหน้า มันก็ละลายหายไปทันที ทิ้งไว้แค่ความรู้สึกเย็น ๆ ชื้น ๆ ไว้เท่านั้น สายตาที่เลื่อนจากฉากบนท้องฟ้าลงมายังเส้นนำสายตาของทางเข้าหน้าศาลเ้าเพลิน ๆ อยู่นั้น ก็มาชะงักกับร่างสูงที่คุ้นตาที่ถึงแม้จะมีหิมะมาบดบัง ก็ยังไม่สามารถบังออร่าน่าดึงดูดของเขาไว้ได้ ณ ตอนนี้ ภาพตรงหน้าเหมือนเป็ภาพสโลโมชั่น…ที่เขาค่อย ๆ ก้าวขาเข้ามาหาฉันเรื่อย ๆ อย่างช้า ๆ และทำให้ฉันอดไม่ได้ที่จะยกกล้องขึ้นมาถ่ายฉากน่าดูฉากนี้ไว้
“ลูกรักพระเ้าอ่ะเนอะ” ฉันพูดขึ้นเบา ๆ ขณะที่ยกกล้องขึ้นมาเช็ครูปอีกครั้ง
“หวานหวาน ทำไมคุณไม่กลับเข้ามาหลบหิมะข้างใน ระวังจะไม่สบายนะ”
หวงเซินพูดขณะที่ค่อย ๆ ถอดแจ็คเก็ตตัวนอกออกมาแล้วยกขึ้นบังหิมะไม่ให้หล่นลงบนหัวของหวานหวาน
“แล้วนายจะมากางเสื้อให้ฉันคนเดียวได้ไง ทำไมไม่กางให้ตัวเองด้วยฮะ ห่วงแต่คนอื่น ตัวเองก็ไม่ระวังเหมือนกันนั่นแหละ”
ฉันรู้สึกงงกับการกระทำของหวงเซิน ที่ดูจะเป็ห่วงตัวเธอเป็พิเศษ ตัดภาพไปที่สองสามชั่วโมงก่อนยังดูพูดน้อย และไม่กล้าเข้าหาแบบโจ่งแจ้งขนาดนี้มาก่อน
หวานหวานที่ทั้งบ่นทั้งเอื้อมมือดึงชายเสื้อแจ็คเก็ต ไปคลุมหัวให้หวงเซินอย่างไม่คิดอะไรนั้น พวกเขาไม่ได้สังเกตเลยว่ากลุ่มคนที่หลบหิมะตรงหน้าศาลเ้ากว่ายี่สิบคน กำลังเห็นภาพของชายหญิงคู่หนึ่งที่กำลังจะจู๋จี๋กันโดยใช้เสื้อที่คลุมปิดบังฉากสุดโรแมนติกใต้เสื้อแจ็คเก็ตสีดำนั้นอยู่ บ้างก็ยกสมาร์ตโฟนขึ้นมาถ่ายรูป บ้างก็ถึงขั้นอัดวีดิโอกันไว้เลย ส่วนกลุ่มผู้หญิงอีกกลุ่มก็พากันแอบหวีดกันเบา ๆ ที่ได้เห็นฉากสุดโรแมนติกนี้ ตัดภาพมาที่เ้าตัวที่ไม่รู้เลยว่า ท่วงท่าของเธอและหวงเซินนั้นกลายเป็ซีนโรแมนติกของคนกลุ่มใหญ่ไปแล้ว
“ฮะ แฮ่ม”
หวงเซินเริ่มรู้สึกว่าหน้าของหญิงสาวเข้ามาใกล้เขาเกินไปแล้ว ทำให้เขาต้องแอบหยุดหายใจเป็ระยะ ๆ เพราะกลัวลมหายใจที่ร้อนผิดปกติของตัวเองจะไปรดโดนต้นคอขาว
“เรียบร้อย”
หวานหวานที่ไม่รู้ ว่าคนตรงหน้ามีปฏิกิริยาเปลี่ยนไปเพราะเธอ ก็พูดพร้อมยิ้มให้กับผลงานของตัวเอง
"ป่ะ ไปกันเถอะ"
หวงเซินและหวานหวานเดินผ่านกลุ่มคนที่ยืนหลบหิมะอยู่ตรงหน้าประตูศาลเ้าอย่างแปลกใจ เพราะพวกเขาต่างก็พร้อมใจกันหลีกทางให้ พร้อมกับยิ้มให้พวกเขาอย่างจริงใจเสมือนพี่ ป้า น้า อาเอ็นดูหลานก็ว่าได้
ว๊ายยยยย โมเม้นท์อ่ะงือออออออ