ซึฮากิพาเดินดูรอบ ๆ เรือทันสมัยที่ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน สิ่งอำนวยความสะดวกหลาย ๆ อย่างสร้างมาแต่กลับไม่มีคนใช้เพราะคนทั้งเรือก็มีอยู่แค่นี้ แต่สิ่งเหล่านั้นก็จะเป็นตัวทดลองก่อนจะนำไปวางขายจริง ๆ
“กล้าพาคนนอกดูภายในเรือแบบนี้คงไม่คิดแผนตลบหลังอะไรหรอกใช่ไหม?” เคนถาม
“ไม่หรอกครับ ถ้าจะทำอย่างนั้นผมคงไม่เสี่ยงเอาตัวเองมาลอยอยู่กลางทะเลแบบนี้หรอก”
“จะจริงหรือเปล่า ฉันเห็นร่างโคลนของนายอยู่เต็มเรือเลยและตัวนายก็อาจจะเป็นร่างโคลนเหมือนกัน”
“เรื่องนั้นคุณพิสูจน์ได้ด้วยตัวเองอยู่แล้วนี่”
ทั้งสองสบตามองดูปฏิกิริยาของกันและกันว่าใครจะแสดงความว่อกแว่กออกมาก่อน
“ก็จริงของนาย” เคนยิ้มยักไหล่และเหลือบไปเห็นเครื่องบินขนาดเล็กจำนวนมาก
“ของพวกนั้นมันคืออะไร? หรือจะเป็นเรือแบบพิเศษ” เคนชี้ไปที่เหล่าเครื่องบินรบพวกนั้นโดยไม่รู้ว่ามันใช้ทำอะไร
“ไม่ต้องใส่ใจหรอกครับ เอาเป็นว่าในเมื่อสัญญาเสร็จสิ้นแล้วผมจะจัดเตรียมเครื่องบรรณาการสำหรับเดือนแรกให้ ส่วนเรื่องเส้นทางผมจะเป็นคนสำรวจและกำหนดเองตามที่บอกในสัญญา”
“ตามใจเถอะ ฉันจะบอกกับยามผิวน้ำให้แต่ห้ามทำอะไรแหกกฎแล้วกัน”
ซึฮากิพยักหน้าตอบรับ “ตามนั้นครับ”
หลังจากได้เดินชมเรือเสร็จสรรพพวกเขาก็พากันลงทะเลกลับไปยังดินแดนของตนเอง ช่วงเวลาพลบค่ำพวกซึฮากิมักจะออกมานั่งกินลมชมวิวที่ดาดฟ้าซึ่งแต่ละคนจะเตรียมเก้าอี้กับของกินเล่นขึ้นมาด้วย
“ท่านเคนไว้ใจพวกเขาเหรอครับ?” ลูกพี่มนุษย์เงือกถาม
“ก็ไม่เชิง แต่ตอนพวกนายอยู่บนเรือลำนั้นดูไม่กังวลอะไรเลยนะ ฉันต้องเป็นฝ่ายถามมากกว่าว่าพวกนายคิดจะทรยศหรือเปล่า?”
“ครับ...เอาตรง ๆ ผมก็เริ่มเบื่อหน้าที่ยามผิวน้ำที่ไม่มีอะไรทำมาตลอดสิบปีแล้วครับ ถ้าให้เลือกพวกผมก็อยากทำอะไรที่มันเป็นสีสันของชีวิตดูสักครั้งและที่เรือลำนั้นมันก็มีสิ่งที่เราต้องการอยู่”
เคนแสยะยิ้มชอบใจท่าทางองอาจของลูกพี่มนุษย์เงือก “ตอนเจอกันครั้งก่อน ๆ ไม่เห็นยืดอกพูดได้ขนาดนี้เลย”
“นั่นสินะครับ อาจจะเพราะพวกเราได้ลองทำอะไรที่ไม่เคยทำแล้วก็เลยปล่อยวางการใช้ชีวิตไปส่วนหนึ่ง”
เคนไม่พูดอะไรแต่รอยยิ้มและแววตาผ่อนคลายก็เป็นคำตอบให้เห็นชัดแล้ว
“กลับดี ๆ นะครับท่านเคน” ทั้งสามกล่าวลาก่อนจะกลับขึ้นไปผิวน้ำเพื่อทำหน้าที่ยามต่อไป
“เดี๋ยว...” เคนหันกลับมาเรียกอีกครั้งก่อนจะกล่าวต่อ
“ตั้งแต่วันพรุ่งนี้งานของพวกนายคือคอยติดตามและสังเกตพวกชาวแผ่นดิน จะขึ้นเรือขึ้นบกไปหาพวกมันก็ได้ฉันอนุญาต” พูดจบเขาก็เดินจากไปทันทีไม่รอฟังความคิดเห็นของมนุษย์เงือกทั้งสามเลย
พวกเขาหันหน้ามองกันเหมือนคิดอะไรได้
“ถ้าอย่างนั้น...” รอยยิ้มค่อย ๆ ฉีกกว้างแสดงถึงความตื่นเต้นดีใจที่ได้หลุดพ้นจากตำแหน่งน่าเบื่อนั่นและว่ายน้ำขึ้นสู่ผิวน้ำเพื่อไปหาพวกเซนโดยทันที
7 มิถุนายน พ.ศ.2576
ตอนเช้าตรู่ได้มีเครื่องบรรณาการจำนวนมากขนลงไปที่บ้านของเคนโดยมีสายตาสงสัยจากพรรคพวกคนอื่นมากมายแต่ก็ไม่มีใครกล้าถามได้แต่เก็บไปนินทากันลับหลังแทน
“ทุก ๆ เดือนจะได้ของพวกนี้สินะ รู้อย่างนี้ขอเยอะกว่านี้ก็คงดี” เคนหยิบของกินทีละชิ้นและเดินกินไปรอบ ๆ บ้านพร้อมกับฮัมเพลงไปด้วย
“ถึงจะทำสัญญากันแล้วก็เถอะแต่ก็ยังวางใจไม่ได้ว่าหมอนั่นจะไม่แหกกฎ แถมเรื่องแปลก ๆ ที่เจ้านั่นพูดไว้ก็ยังคาใจไม่หายสักที น่านน้ำฝั่งอาณาจักรคาและเซียกำลังมีลับลมคมในอะไรบางอย่าง”
พอกินหมดเขาก็จะเดินไปหยิบอันใหม่เรื่อย ๆ วนไปมาหลายรอบและยังพูดกับตนเองไม่หยุด
“ถ้าเป็นเขตน่านน้ำอาณาจักรคาและเซียจะมีเป็นรินที่คอยดูแล หรือเธอจะแอบทำข้อตกลงลับ ๆ เหมือนอย่างที่เราทำอยู่ตอนนี้ แต่ช่างเถอะเธอจะทำอะไรก็เรื่องของเธอ” พูดจบเขาก็เอนหลังนั่งสบาย ๆ พลางกินผักผลไม้ไปด้วย
ขณะเดียวกันเรือเกรย์เอลโฟเรียก็มีการเคลื่อนไหวล่องไปยังชายฝั่งที่ติดกับอาณาจักรนอด
แผนที่การเดินเรือเก่ายังมีอยู่ก็เลยหาท่าเรือได้ไม่ยาก แต่คงต้องซ่อมสักหน่อย ซึฮากิจอดเรือห่างออกไปไกลก่อนจะใช้เวทมนตร์วายุลอยข้ามผิวน้ำไปที่ท่าเรือเก่า ๆ
ไม้ผุหมดแล้วแถมท่าเรือแบบนี้ก็ไม่ค่อยได้มาตรฐานเท่าไร สร้างใหม่หมดเรือคงเข้าท่ากว่า
หลังจากนั้นซึฮากิก็ไล่ดูท่าเรือทุกจุดที่อยู่ติดอาณาจักรนอดและอาณาจักรคาตอนบน
ก่อนหน้านี้ส่งร่างโคลนไปทำสัญญากับสำนักมนตร์ดำเรื่องเสรีการค้าขาย บริเวณที่ต่อรองมาได้ก็คือชายฝั่งที่ทอดยาวตลอดจนไปถึงฝั่งตะวันออกซึ่งจะไปสิ้นสุดเขตการดูแลของเคนพอดี
มานาของซึฮากิตรวจจับไปเจอกับคนแปลกหน้าคนหนึ่งที่กำลังนั่งเหม่ออยู่ริมท่า
พื้นที่แถบนี้มันไม่น่าจะมีใครอยู่นี่ หรือเด็กนั่นเดินมาไกลหลายสิบกิโลเมตรเพื่อมาที่นี่
ซึฮากิแอบเฝ้ามองอยู่ไกล ๆ ไม่เข้าไปทำให้ตกใจแต่ก็สังเกตเห็นสีหน้าแววตาของเด็กคนนั้นที่เปลี่ยนไปเมื่อเห็นเรือเกรย์เอลโฟเรียที่จอดอยู่ไกล ๆ
เด็กฝึกของสำนักมนตร์ดำหรือเปล่า ซึฮากิเห็นเด็กคนนั้นกำลังจะวิ่งหนีไปจึงพุ่งไปขวางทางเสียก่อน
“แถวนี้มันเขตห้ามเข้าไม่ใช่เหรอ?”
เด็กคนนั้นตกใจจนพูดอะไรไม่ออกแถมยังพยายามวิ่งหนีสุดชีวิต
“ถ้ามีปากก็ช่วยพูดสักหน่อยเถอะ” สุดท้ายซึฮากิก็ใช้กำลังจับตัวเด็กคนนั้นไว้
“ปล่อยนะเว้ย ! สักวันพวกแกจะต้องไม่ตายดีแน่” เสียงตะโกนด่าทอที่มาจากก้นบึ้งหัวใจทำให้ซึฮากิยอมปล่อยไป
เจ้าเด็กนั่นมีรอยแผลเป็นเต็มไปหมดแถมจิตใจยังไม่คงที่เหมือนพึ่งเจอเหตุการณ์แย่ ๆ มา ถ้าเขาเลือกที่จะหนีไปก็ปล่อยไปก่อนแล้วกัน ซึฮากิสร้างร่างโคลนไว้เพื่อคอยสอดส่องภูมิหลังหรือปัญหาของเด็กคนนั้น
การตรวจสอบท่าเรือยังคงดำเนินไปเรื่อย ๆ แต่ก็สัมผัสถึงเด็กคนนั้นได้เป็นครั้งคราวเหมือนเขาสะกดรอยตามเรือเกรย์เอลโฟเรียตลอด
“นายบอกว่าเราสามารถใช้ทะเลได้แล้วใช่ไหม? ถ้าอย่างนั้นฉันขอลงไปว่ายน้ำนะ” เซนเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนจะได้คำตอบเสียด้วยซ้ำเหมือนต่อให้ห้ามก็คงหยุดไม่ได้
“อย่าไปไหนไกลล่ะ แล้วก็อย่าไปโจมตีใครก่อนด้วยเดี๋ยวปัญหามันลามไปใหญ่”
“เยสเซอร์ ! รับเรื่องแล้วครับกัปตัน” พูดจบเซนก็กระโดดขาชี้ฟ้าพุ่งลงน้ำทั้งอย่างนั้น
“รอฉันด้วยสิ” คานะและฟรานเดินออกมาทีหลังพร้อมกับชุดว่ายน้ำที่พึ่งได้ใส่ตั้งแต่มาที่โลกนี้
“รีบลงมาเลย คลื่นสูงใช้ได้เลยนะพวก” พวกเขาต่างก็ยิ้มสนุกไปกับบรรยากาศผ่อนคลายเหมือนมาพักร้อนกันมากกว่ามาทำงาน
“รู้แล้วน่า !” คานะวิ่งมาแต่ไกลเพื่อกระโดดไปให้ไกลกว่าจุดที่เซนอยู่ถือเป็นการแข่งกันอ้อม ๆ
“ไม่ไปสนุกกับพวกเขาบ้างเหรอ?” ฟรานเดินเข้าประชิดชะเง้อคอมองดูการทำงานของซึฮากิ
“ไว้ตอนทำงานเสร็จก็แล้วกัน ตอนนี้ต้องวางแผนการก่อสร้างไปพร้อม ๆ กับการผลิตซึ่งต้องมานั่งคำนวณต้นทุนกับแหล่งทรัพยากรที่เรามีอีก”
“แล้วมีกำหนดการล่าช้าได้ถึงวันไหนล่ะ?”
“อือ...จริง ๆ ก็อยากทำให้เสร็จภายในอาทิตย์นี้ ถึงพวกคนงานจะใช้เวทมนตร์ช่วยทำงานได้แต่ก็ต้องกลับไปคอยคุมช่วงแรก ๆ ก่อน และยิ่งทำแบบแผนได้ไว้ก็ยิ่งทำมาค้าขายได้ไวยิ่งขึ้น”
“ถ้างั้น...ฉันจะพานายไปแต่งตัว”
“หา?”
พูดไม่ทันขาดคำฟรานก็ลากตัวซึฮากิออกจากที่นั่งทำงานไปที่ห้องแต่งตัวและจัดการถอดเสื้อพร้อมใส่ชุดว่ายน้ำให้อย่างรวดเร็ว
“ต้องอย่างนี้สิไม่งั้นก็เครียดตายกันพอดี” รอยยิ้มสนุกเบิกบานของฟรานทำให้ซึฮากิไม่กล้าขัดเลยต้องยอมลงไปเล่นน้ำกับทุกคน
“เอาเว้ย ! กิมาว่ายน้ำแข่งกัน” เซนยิ้มเห็นฟันและว่ายตรงไปข้างหน้าทันทีโดยไม่รอคำตอบของซึฮากิ
เซนออกแรงใช้แขนตีน้ำอย่างกับคนบ้าเทียบกับซึฮากิที่มีเทคนิคและจังหวะการว่ายราวกับเป็นนักกีฬาว่ายน้ำโอลิมปิกเหรียญทอง เผลอแป๊บเดียวซึฮากิก็ว่ายไปถึงฝั่งทิ้งห่างกับเซนไกลพอสมควร
“ฉันชนะแล้ว” ซึฮากิฉีกรอยยิ้มยียวนเล็ก ๆ ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
“หน็อย ! ว่ายน้ำเก่งก็ไม่บอก”
ตลอดวันนั้นพวกเขาก็ได้ใช้เวลาพักผ่อนร่วมกันเหมือนได้ไปพักร้อนจริง ๆ แต่อีกด้านหนึ่งในอาณาจักรนอดก็มีเสียงครหามากมายพูดถึงจักรพรรดินีที่ย้ายไปอยู่กับฝ่ายตรงข้าม
“ทุกคนสามารถออกไปใช้ชีวิตของตนเองได้แล้วใช่ไหม?” ลุงโทลถามหัวหน้าหน่วยพยาบาล
“ค่ะ การรักษาเป็นไปได้ด้วยดีแม้จะมีคนที่ต้องพิการตลอดชีวิตแต่ก็ดีกว่าเสียชีวิต”
“ถ้าอย่างนั้นก็คงถึงเวลาเก็บข้าวของทุกอย่างกลับเมืองแล้ว”
และครั้งนี้เราคงต้องบอกเรื่องอาณาจักรเซียให้ซึฮากิรู้สักที ต่อให้มันจะเป็นการขายชาติก็เถอะแต่ปล่อยไว้นานคงไม่ดีแน่
“คุณโทลคะ?” หัวหน้าพยาบาลเรียกหลังจากเห็นลุงโทลยืนนิ่งไปพักหนึ่ง
“อืม ไม่มีอะไรก็แค่คิดไปเรื่อยเปื่อย”
8 มิถุนายน พ.ศ.2576
เช้าตรู่ขณะที่แสงตะวันกำลังสาดลงกระทบกับท้องทะเล ซึฮากิลุกขึ้นมาทำงานแต่เช้าไม่เหมือนพวกเซนที่นอนสบายใจ
“สมกับเป็นผู้นำของเอลโฟเรียจริง ๆ ขยันทำงานไม่หยุดพักแถมยังฉลาดและเก่งรอบด้านอีก” แคทเทอรีนกัดฟันพูดอยู่ข้างหลัง
“ไม่ต้องฝืนชมก็ได้ แล้วมีเรื่องอะไรอยากจะพูดล่ะ?” ซึฮากิยังคงตั้งหน้าตั้งตาทำงานต่อไปโดยไม่หันกลับไปมองเธอเลย
“ก็ได้ ตั้งแต่ที่ท่านยอซส่งต่ออำนาจการสั่งสอนให้...ฉันก็ยังไม่ได้เรียนรู้อะไรดี ๆ เลย ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปฉันคงไม่พัฒนาไปไหนเลยสิ”
“พูดได้ดีแต่ผมก็สอนเธอไปบ้างแล้วนี่”
“ยังไง?” แคทเทอรีนเดินมาด้านหน้าเพื่อให้ซึฮากิสบตา
“รู้ไหมว่าการตัดหญ้ากลางแดดแบบนั้นเป็นอะไรที่เธอไม่เคยทำมาก่อน เธอแพ้ความร้อนซึ่งอาจจะมาจากความไม่คุ้นชินของสภาพอากาศ วันแรกที่เธอย้ายมาที่นี่ก็มีแต่เหงื่อแตกพลั่กเดินเอื่อย ๆ ไม่ค่อยมีกะจิตกะใจจะทำอะไร แล้วดูตอนนี้สิ”
แคทเทอรีนค่อย ๆ คิดตามที่ซึฮากิพูดจนตกผลึกสิ่งที่ได้เรียนรู้
“จริงด้วย ตอนนี้ฉันยืนท่ามกลางแดดร้อน ๆ ได้ไม่มีปัญหาแล้ว”
“ถ้าอย่างนั้นก็ถึงเวลาฝึกขั้นต่อไปแล้ว” ซึฮากิวาดรูปมังกรที่กำลังสยายปีกและยื่นให้แคทเทอรีนดู
“จะให้แปลงร่างอีกแล้วเหรอ?”
ซึฮากิส่ายหน้าก่อนจะตอบคำถามนั้น “สร้างรูปปั้นน้ำแข็งให้เป็นรูปนี้”
“หา? ฉันไม่ใช่ช่างแกะสลักสักหน่อยนะ”
“ก่อนหน้านี้ไม่ แต่ตอนนี้เธอเป็นแล้ว”
แคทเทอรีนถอนหายใจให้ได้ยินชัดเจนก่อนจะเดินออกไปตามที่ซึฮากิชี้นิ้วบอกซึ่งก็คือบนลานเครื่องบินที่ยังว่างอยู่
“สร้างรูปปั้นเนี่ยนะ ให้ตายสิฉันเป็นทหารนะไม่ใช่คนงาน” แม้จะพูดเช่นนั้นแต่เธอก็ตั้งหน้าตั้งตาสร้างรูปปั้นน้ำแข็งจากเวทมนตร์ของตนเองให้เป็นไปตามที่ซึฮากิวาดไว้ แต่ก้อนแรกที่เธอทำออกมามันเหมือนตัวงูในเกมงูสมัยก่อนไม่มีผิด
“จะสร้างให้มันยุ่งยากทำไมเนี่ย?” เธอยังคงพยายามทำต่อไปท่ามกลางแสงแดดที่ค่อย ๆ ขึ้นจากขอบฟ้าจนกระทั่งขึ้นถึงจุดสูงสุดก็ยังทำไม่สำเร็จ
“เฮ้ ! มากินข้าวเที่ยงกัน” เซนต้องมาเรียกถึงที่ไม่อย่างนั้นเธอก็คงหมกมุ่นอยู่กับการสร้างรูปปั้นทั้งวัน
“รู้แล้วน่าเดี๋ยวไป” เธอมองเศษซากรูปปั้นน้ำแข็งที่ค่อย ๆ ละลายนองพื้นเหมือนกำลังมองเห็นความพยายามทั้งหมดหายไปต่อหน้าต่อตา
พอกินอาหารเสร็จเธอก็มาประจำที่เพื่อสร้างรูปปั้นน้ำแข็งต่อ
“นี่คุณต้องการให้แคทเทอรีนทำอะไรกันแน่?” ทีโอน่าถาม
“ฝึกยังไงล่ะ ไว้ตอนที่เธอทำสำเร็จก็จะเห็นผลลัพธ์เอง” คำตอบอันเฉยชาที่ได้รับทำให้ทีโอน่าถอดใจที่จะเซ้าซี้ถามต่อจึงเดินแยกตัวออกไป
ขณะเดียวกันในห้องโถงพวกเซนก็ยังคงหาอะไรเล่นสนุกกับเพื่อนใหม่ไม่หยุด
“มาสิ ! มาสิ !” เซนแข่งงัดข้อกับมนุษย์เงือกและก็กวาดชัยชนะมาอย่างต่อเนื่อง
“นี่พวกนายไม่เบื่อกันบ้างเหรอ?” คานะถาม
“ไม่นะ พองัดข้อเสร็จคนที่แพ้เยอะสุดก็จะโดนทำโทษโดยการโดนขว้างจากหัวเรือลงน้ำเหมือนการยิงปืนใหญ่”
“เอาเถอะอยากทำอะไรก็ทำ”
“และถ้านับดูดี ๆ เธอก็ยังไม่เคยชนะฉันเลยนะ...” พูดไม่ทันขาดคำคานะก็นั่งลงฝั่งตรงข้ามด้วยสีหน้าเคร่งเครียดเหมือนมาเพื่อกำจัดศัตรูพืชไม่ใช่มางัดข้อเหมือนคนอื่น
“ใจเย็น ๆ ก่อนนะ” เซนยิ้มเจื่อนพยายามโต้ตอบอย่างเป็นมิตร
“เย็นสุด ๆ ไปเลยล่ะและจะยิ่งเย็นถ้าได้เห็นคนลอยลงน้ำ” สุดท้ายทั้งสองก็นั่งงัดข้อกันจริงจังจนโต๊ะพังแต่ก็ยังงัดกันต่อไป แถมไป ๆ มา ๆ ทั้งสองก็ใช้มานาเสริมกำลังเพื่อออกแรงให้มากกว่าเดิมและยิ่งหาผู้ชนะไม่ได้พวกเธอก็ยิ่งเสริมมานาเข้าไปเรื่อย ๆ จนมนุษย์เงือกทั้งสามทนแรงกดดันไม่ไหวเลยต้องหนีออกนอกห้องไปก่อน
แม้ห้องโถงกำลังจะระเบิดแต่ฟรานก็ยังนั่งมองตาปริบ ๆ ไม่รู้สึกทุกข์ร้อนอะไร
“เซน !”
“คานะ !”
ทั้งสองตะโกนลั่นเป็นจังหวะเดียวกับที่มานาจำนวนมากพุ่งพวยขึ้นและก่อรูปเป็นถุงมือมานาสวมใส่เหมือนเป็นอีกขั้นของเสริมกำลัง
“คุณผู้หญิงถอยออกมาเถอะครับ” ลูกพี่มนุษย์เงือกตะโกนเรียกฟรานแต่เธอส่งยิ้มผ่อนคลายให้เป็นคำตอบ
ก่อนที่จะได้รู้ผลแพ้ชนะซึฮากิก็เดินเข้ามาเสียก่อน แม้จะมีมานากระแทกออกมารอบ ๆ แต่ซึฮากิหาสนใจไม่และเขาก็จับมือของทั้งสองที่งัดข้ออยู่เป็นสัญญาณว่าให้หยุด
“ดูท่าของไม่หยุดง่าย ๆ หรอก” ฟรานกล่าว
ซึฮากิกำมือของทั้งสองและบิดเอวเหวี่ยงพวกเขากระเด็นออกไปนอกเรือ สุดท้ายทั้งสองก็โดนขว้างเหมือนยิงปืนใหญ่เสียเอง
“เล่นกันแรงประจำเลยแฮะ แต่ก็ดีตรงที่พวกเขาได้ออกแรงอยู่ตลอดจะได้ไม่ขึ้นสนิม”
“ถ้าอย่างนั้นฉันก็ต้องออกแรงเหมือนกันสินะ” ฟรานเดินตามหลังซึฮากิไปติด ๆ
“ก็ได้แต่แค่รอบเดียวนะ”
พอซึฮากิพูดเช่นนั้นก็เหมือนเป็นการประกาศเริ่ม ฟรานชักดาบธรรมดาเหวี่ยงฟาดด้วยเสริมกำลังล้วน ๆ ขณะที่เหล่ามนุษย์เงือกก็ยังมองอยู่ไม่ห่าง
“คนบนเรือนี้มีแต่พวกบ้าพลังหรือยังไงวะ?” ลูกพี่มนุษย์เงือกได้แต่ขมวดคิ้วสงสัยและคอยเฝ้ามองอยู่ไกล ๆ
และในวันนั้นก็จบลงที่เซนและคานะแข่งว่ายน้ำต่อจนกว่าจะหมดแรง ส่วนซึฮากิที่บอกจะยอมประลองแค่รอบเดียวแต่พอเอาเข้าจริงฟรานก็ดันขอต่อเพิ่มเรื่อย ๆ และแคทเทอรีนก็ยังสร้างรูปปั้นน้ำแข็งไม่ได้เสียทีซึ่งมีทีโอน่านั่งมองอยู่ข้าง ๆ โดยที่ช่วยอะไรไม่ได้
9 มิถุนายน พ.ศ.2576
ซึฮากิยอมโต้รุ่งทำงานจนเสร็จเพราะพอพวกเซนตื่นก็ชอบมีเรื่องให้ปวดหัวแทน
วันนี้คงต้องกลับไปที่เอลโฟเรียจะได้เติมเสบียงและซ่อมห้องโถงด้วย แฟรงค์บินมาเกาะบนไหล่เหมือนพยายามจะดูกระดาษที่ซึฮากิถือด้วย
ใช้เวลาในการก่อสร้างประมาณสามสัปดาห์ซึ่งจะทำไปพร้อม ๆ กับฝึกพนักงานภายในโรงงานด้วย หวังว่าจะมีคนงานเหลือให้โยกย้ายนะ
ระหว่างที่รอคนอื่นตื่นซึฮากิก็เตรียมการออกเรือไว้ล่วงหน้าซึ่งมีฟรานออกมาช่วยด้วยอีกแรง
“ฉันเริ่มตามทันแล้วนะกิจัง ถ้าฝึกให้อีกสักหน่อยคงจะชนะได้บ้างแหละ”
ซึฮากิหัวเราะในลำคอ “เมื่อวานเป็นการประลองด้วยมานาล้วน ๆ ซึ่งเธอก็ทำได้ดีกว่าก่อนหน้านี้พอสมควร แต่สำหรับเธอสิ่งที่ต้องฝึกคือดาบสองเล่มนั้น การควบคุม ปลดปล่อย ความเข้าขา โดยเฉพาะการเลือกใช้ดาบตามสถานการณ์หรือจะใช้ดาบสองมือก็ต้องฝึกเพิ่มอีก”
“หมายถึงดาบเทพทมิฬกับดาบเทพประทานสินะ ก่อนหน้านี้ฉันพยายามลองถือทั้งสองพร้อมกันแล้วแต่มันจ้องจะดีดหนีออกจากกันไม่หยุดเลย”
“โห่...น่าสนใจจริง ๆ แล้วเกราะเทพสงครามล่ะ?”
“อ้อ ตอนแรกที่ไม่ใส่ก็เพราะมันเหมือนชุดคลุมทำให้เคลื่อนไหวลำบาก ก็เลยลองไปเปลี่ยนนิดหน่อยให้มันเหมือนเสื้อซับในใส่มันตลอดเวลาเลย”
“อย่างนี้นี่เอง แล้วตกลงความสามารถของมันคืออะไรกันแน่?”
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันแต่เท่าที่อาจารย์บอกมาก็คือทำให้ร่างกายอึดถึกทนมากขึ้น”
ระหว่างที่นั่งรอในห้องควบคุมพวกเขาก็คุยกันไปเรื่อยเปื่อย
“ถ้าไม่ว่าอะไรฉันของีบรอแล้วกัน” ซึฮากิทิ้งตัวลงนอนบนพื้นทั้งอย่างนั้น
“โธ่...จะนอนก็หาที่นอนให้มันดี ๆ หน่อยสิ” ฟรานนั่งพับเพียบลงข้าง ๆ และดึงหัวซึฮากิขึ้นมานอนบนตัก
“นี่เหรอที่นอนที่มันดี ๆ”
“นอนไปเถอะน่า” ฟรานเอามือปิดตาซึฮากิเหมือนเป็นการบอกว่าเหนื่อยก็นอนบ้าง
พอแคทเทอรีนตื่นมาก็ออกไปสร้างรูปปั้นน้ำแข็งต่อซึ่งต่างกับพวกเซนที่ต้องหาอะไรใส่ท้องเป็นอันดับแรก
“เห็นกิบอกว่าจะกลับวันนี้แล้วเราต้องทำอะไรอีกไหม?” เซนถาม
“ไม่หรอกมั้ง ถ้าต้องทำอะไรเดี๋ยวกิก็มาบอกเองนั่นแหละ แถมพวกเครื่องยนต์กลไกอะไรพวกนั้นก็ทำไม่เป็นซะด้วย”
“นั่นสินะ มาครั้งนี้ก็คิดซะว่ามาเที่ยวเลยแล้วกัน ปกติเราไปที่ไหนก็มักจะมีเรื่องเหมือนตัวเอกใส่นิยายแต่ครั้งนี้มันเงียบผิดปกติจริง ๆ”
มนุษย์เงือกทั้งสามก็ยังคงนั่งกินอาหารร่วมโต๊ะด้วยเสมือนเป็นลูกเรือของเกรย์เอลโฟเรียไปแล้ว
เรือที่ขับเคลื่อนด้วยร่างโคลนค่อย ๆ ล่องไปยังท่าเรือที่สร้างไว้แต่โซน่าก็มีการตรวจพบสัญญาณสิ่งมีชีวิตจำนวนมากกำลังเคลื่อนที่เข้ามาหาเรือ เพียงแค่ได้ยินเสียงโซน่าซึฮากิก็ลุกพรวดพราดขึ้นมาทันทีและรีบรายงานไปยังร่างโคลนทั้งหมด
“มีใครมาเหรอ?” ฟรานยืนหลบอยู่ด้านหลังกลัวไปรบกวนการทำงานของซึฮากิแต่ก็อดห่วงไม่ได้เพราะสีหน้าของชายผู้เย็นชากำลังเปลี่ยนไป
“ดูยังไงก็น่าจะพวกมนุษย์เงือกนั่นแหละแต่พวกมันมาเร็วขนาดนี้คงจะพยายามจมเรือของเราแน่” ซึฮากิส่งคลื่นมานาลงไปใต้น้ำเพื่อตรวจจับดูมนุษย์เงือกเหล่านั้นว่ากำลังจะทำอะไร และก็เป็นไปตามคาดเพราะพวกเขากำลังรวบรวมมานาเพื่อใช่เวทมนตร์โจมตีเรือ
“เราโดนจู่โจม ย้ำ ! เราโดนจู่โจม” ซึฮากิพูดผ่านลำโพงของเรือซึ่งดังไปทั่วทุกหนทุกแห่งทำให้เซนยิ้มเบิกบานออกมา
“นั่นไง ! ว่าแล้วเรายังเป็นตัวเอกอยู่” เซนคว้าดาบยักษ์กระโดดลงไปในน้ำก่อนที่คานะจะกระโดดตามลงไป
“เกิดอะไรขึ้นล่ะเนี่ย?” ลูกพี่มนุษย์เงือกได้แต่ขมวดคิ้วสงสัยทำอะไรไม่ถูก
“พวกเราไปหาคุณซึฮากิก่อนดีไหมครับ เผื่อเขาจะคิดว่าเราเป็นไส้ศึกเลยต้องไปแสดงตัวสักหน่อย” มือขวาของลูกพี่กล่าว
“ใช่ ๆ” มือซ้ายพยักหน้ารัว ๆ
ร่างโคลนของซึฮากิลงไปประจำการที่ห้องด้านล่างเพื่อรอสัญญาณจากห้องควบคุม แต่อีกด้านเซนและคานะดำดิ่งลงใต้น้ำโดยให้คานะแหวกน้ำพร้อมกับเสริมกำลังอัดไปที่ขอบเป็นพื้นที่กล่องสี่เหลี่ยมให้เคลื่อนไหวและหายใจได้ปกติ
“ถึงจะใช้วิธีนี้หายใจได้ก็เถอะแต่เวทมนตร์เพลิงอย่างนายจะทำอะไรในน้ำได้เนี่ย?”
“ก็ไม่ต้องใช้ก็ได้ ด้วยพลังแห่งชายชาตรีขอเพียงแค่เห็นศัตรูในระยะก็ฟันไปตรง ๆ นั่นแหละ”
“มันเกี่ยวกันตรงไหนเนี่ย?” คานะถอนหายใจเหนื่อยใจแต่ทันใดนั้นก็มีแรงอัดมานากระแทกเข้าที่เวทมนตร์พื้นที่ของเธอ
“แปดนาฬิการะยะสิบเมตร” คานะเพ่งรวมมานาที่เปลี่ยนเป็นสายฟ้ายิงออกไปในจุดที่คาดการณ์ไว้โดยการปิดเสริมกำลังเฉพาะจุดบนเวทมนตร์พื้นที่
“เข้าเป้าหนึ่งคน” คานะเป็นคนจัดการพวกที่อยู่ห่างออกไปขณะเดียวกันเซนก็กำลังรอใครก็ตามที่พยายามเข้ามาเจาะเวทมนตร์พื้นที่ของคานะ
“ห้านาฬิกาเปิดให้ฉันออกไปแป๊บหนึ่ง”
เซนกำดาบด้วยสองมือและพุ่งออกไปด้านนอกที่ถูกอ้อมล้อมไปด้วยน้ำ เขาใช้แรงเหวี่ยงอันน่าเหลือเชื่อฝ่าแรงดันน้ำและฟันปะทะกับนักรบมนุษย์เงือกคนหนึ่ง หลังจากวัดกันไปมาไม่กี่อึดใจเซนก็เสริมมานาเข้าไปกับการฟันครั้งสุดท้ายทำให้อาวุธของนักรบมนุษย์เงือกหักทันทีและคมดาบก็วาดผ่านลำตัวของมันขาดครึ่งตายคาที่
“ทำไมนานขนาดนั้น?” พอกลับมาคานะก็ยิงคำถามใส่ทันที
“คือว่า...ตอนขยับตัวในน้ำมันลำบากน่ะ”
ขณะเดียวกันซึฮากิก็สั่งให้ทีมร่างโคลนตอบโต้กลับบ้าง
“ให้ฉันลงไปช่วยไหม?” ฟรานถาม
“ไม่เป็นไร เท่าที่ดูพวกเขาเลเวลไม่สูงนักแค่ร่างโคลนกับพวกเซนก็น่าจะไหว แต่ปัญหาจริง ๆ ก็คือทำไมถึงโจมตีล่ะ?” ซึฮากินั่งคิดหนักไล่ทวนสัญญาอยู่หลายรอบว่าตนเองทำอะไรผิดไหมแต่ไม่ว่าจะอ่านทวนเท่าไรก็ไม่เจอเลยสักข้อ
“หรือว่าที่ดินแดนมนุษย์เงือกจะมีปัญหาอะไร?”