บทที่ สามสิบห้า
สถานการณ์เปิดตัว
เมื่อห้องโถงกลับสู่ความสงบฟ่านซือหมิงก็ถอนหายใจแล้วหันกลับมามองฟ่านหนิงที่ยืนอยู่ใกล้เคียง ใบหน้าที่เปี่ยมด้วยความเป็นห่วงใยต่างจากเมื่อครู่โดยสิ้นเชิง
“เหยาจู” เขาเอ่ยเสียงอ่อนลง “เจ้าเจ็บมากหรือไม่ตรงแก้มใช่หรือไม่ บิดาผิดเองที่มิได้อบรมฟ่านลี่ให้เข้มงวดตั้งแต่แรกปล่อยให้นางมีนิสัยริษยาเช่นนี้”
ฟ่านหนิงย่อกายคำนับเล็กน้อย ก่อนตอบด้วยรอยยิ้มบางๆ “ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ลูกเพียงเจ็บนิดหน่อย ไม่ได้หนักหนา”
ฮูหยินฟ่านที่นั่งอยู่ด้านข้างก็รีบลุกขึ้นมากุมมือลูกสาวสีหน้าเต็มไปด้วยความสงสาร “แม่เห็นเจ้ามีรอยช้ำเช่นนี้ก็เหมือนเจ็บแทนเจ้าด้วย”
ฟ่านหนิงหัวเราะเบาๆ หวังจะคลายความกังวลของมารกาพลางกุมมือเอ่ยตอบ “ท่านแม่อย่าได้กังวลลูกไม่เป็นไรจริงๆ รอยเท่านี้ไม่นานก็จางหายแล้วเจ้าค่ะ”
ฟ่านซือหมิงพยักหน้า ก่อนโบกมือให้นางกับฮูหยินฟ่าน “เช่นนั้นพ่อไปส่งเจ้ากลับเรือนพักผ่อนเอง” สองสามีภรรยาจึงพาบุตรสาวกลับไปยังเรือน
ฟ่านหนิงยิ้มตอบบิดามารดาส่งหลังมาถึงเรือนพร้อมมองทั้งสองจากไปไม่นานรอยยิ้มของนางคลี่ออกกว้างมากกว่าเดิมคล้ายพึงพอใจบ้างสิ่ง ‘ไม่คิดว่าผลลัพธ์จะดีเกินคาด’ เพราะความริษยาที่ฟ่านลี่มีต่อนางจึงย้อนไปทำร้ายตัวเองแท้ๆ
แต่แล้วจู่ๆ ฟ่านหนิงก็ถอนหายใจออกมา จะว่าไปความริษยานี้ที่นางก็มีเช่นกันไม่ใช่หรือ...
เฮ่อ...เรื่องเช่นนี้ถึงรู้ตัวแต่ก็ห้ามยากฟ่านหนิงยิ้มเยาะตัวเอง แต่ขอเพียงตอนลงมือทำแล้วอย่าถูกจับได้ก็พอไม่ใช่หรือ? จะร้ายก็ต้องหาทางลงไว้ตอนถูกจับด้วย อย่าทำตัวตื้นๆเช่นฟ่านลี่ นั่นต่างหากถึงจะถูกต้อง
‘เพราะนางเกิดมาเป็นนางร้าย...ก็ต้องร้าย’
หลังจากวางความคิดเกี่ยวกับที่บิดาเพิ่งสั่งลงโทษฟ่านลี่ฟ่านหนิงก็ย้ายมานั่งที่โต๊ะน้ำชา เริ่มจากจุดตะเกียงน้ำหอมที่ส่งกลิ่นอ่อนๆลอยคลุ้งออกมาอวลในห้องก่อนจะยกมือรินน้ำชาแล้วลูบปลายผมของตนไปมาอย่างเคยชินแล้วถึงเอ่ยวาจาเช่นเหมือนจะสนทนากับใครทั้งที่นางอยู่เพียงลำพัง
“เจ้าระบบออกมา” เสียงนางแผ่วเบา
ทันใดนั้นข้อความโปร่งเรืองรองสีแดงก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าตัวอักษรไหลเวียนคล้ายหมอก “ระบบเปิด”
ฟ่านหนิงกอดอกเอียงคอเล็กน้อยพลางถามเสียงใสเพราะยังอารมณ์ดีอยู่ “เมื่อครู่แต้มคะแนนที่ขึ้นมาหมายความว่าอย่างไร?”
ระบบส่งเสียงราบเรียบแต่ชัดเจนไร้อารมณ์เช่นทุกที่ “ผู้ทำภารกิจหมายถึง...คะแนนเหล่านี้ใช่หรือไม่?” แล้วแผ่นข้อความเก่าก็เลื่อนขึ้นมาอีกครั้ง
【ภาพลักษณ์นางร้าย- 4 】
【ภาพลักษณ์นางร้าย+ 6 】
นัยน์ตาดำขลับของฟ่านหนิงเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยมองสำรวจอีกทีให้มั่นใจเพราะครั้งแรกนางไม่สามารถจ้องพินิจได้ เพราะเดี๋ยวจะดูแปลกพิกลท่ามกลางคนอื่นๆหลังตรวจสอบนางก็พยักหน้าช้าๆ “ใช่ ข้อความนี้เลยทำไมถึงมีทั้งหักแต้มและเพิ่มแต้มพร้อมกัน”
เสียงระบบตอบกลับมาราวกับท่องบทเรียนจากตำรา “คะแนนเหล่านี้อิงจากการรับรู้ของบุคคลภายนอกที่มองมายังตัวละครฟ่านหนิงหากถูกหักแต้มอาจหมายถึงภาพลักษณ์ไม่ตรงขนบของนางร้าย เช่น แสดงความอ่อนโยน อ่อนแอหรือมีท่าทีถูกรังแกเกินไป”
ฟ่านหนิงขมวดคิ้ว แต่ริมฝีปากกลับคลี่ยิ้มเย็น “อ้อ...แล้วที่เพิ่มแต้มก็เพราะมีคนคิดว่าข้าแสดงความร้ายกาจออกมาสินะ?”
ระบบกล่าวยืนยัน “ใช่ หากเพิ่มคะแนนหมายถึงการกระทำแสดงให้เห็นความร้ายกาจเด่นชัดตามกรอบภาพลักษณ์ที่ตั้งไว้แบบใดแบบหนึ่ง”
ฟ่านหนิงก้มลงมองเล็บยาวที่เพิ่งแต้มสี แล้วดีดนิ้วเบาๆพลางเอ่ย “แล้วทำไมถึงมีทั้งบวกและลบในเวลาเดียวกันได้?”
ระบบไม่รีรอ “เพราะคะแนนเหล่านี้ถูกให้โดยบุคคลที่แตกต่างกันคนหนึ่งมองว่าตัวละครฟ่านหนิงถูกรังแกจึงหักคะแนนอีกคนมองว่าตัวละครฟ่านหนิงร้ายกาจจึงเพิ่มคะแนน”
ฟ่านหนิงพยักหน้าหงึกๆ เข้าใจอย่างถ่องแท้ “แสดงว่ามีอย่างน้อยสองคน คนหนึ่งเห็นข้าเป็นผู้ถูกกระทำน่าสงสารอีกคนเห็นข้าเป็นนางร้ายตัวจริง”
“ถูกต้อง” ระบบตอบสั้นๆ
ฟ่านหนิงยกคิ้วขึ้นเล็กน้อยแม้จะเข้าใจระบบการให้คะแนนแต่ก็ยังมีคำถาม “แล้วคนสองคนนั้นคือใคร?”
ทันใดนั้นแผ่นข้อความสีแดงก็กะพริบขึ้นพร้อมเสียงตอบรายงาน “ไม่สามารถแจ้งได้ต้นทางได้ ส่วนนี้เป็นฐานข้อมูลลับ”
“ชิ! แค่เรื่องเล็กน้อยยังหวงนัก” ฟ่านหนิงจิปากอย่างไม่สบอารมณ์ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อยก่อนทอดถอนหายใจ นางเอนกายพิงหมอนอิงข้างหน้าต่างท่าทางดูงดงามสบายๆ ไม่ได้วางตัวเย่อหยิ่งยามอยู่ต่อหน้าผู้อื่นระหว่างนั้นก็ยกน้ำชาขึ้นจิบครุ่นคิดว่าน่าจะเป็นใครได้บ้าง
“คนที่ถูกทำให้ถูกหักแต้มคงไม่พ้นมารดาของข้าเองละมั้งจะมีใครที่เห็นใจข้าถ้าไม่ใช่เพราะเป็นบุตรสาวที่ถูกรังแก” นางพึมพำเบาๆพลางลูบปลายเสื้อ “เช่นนั้นส่วนอีกคนที่เพิ่มแต้ม...คงเป็นผู้ที่รู้ความจริงในแผนการไม่จางไป๋ซินหรือไม่ก็ฟ่านลี่”
แววตาของนางฉายประกายพลางคิดว่าว่าการวิเคราะห์ของตนต้องถูกเป็นแน่แท้“แต่เอาเถอะ ไม่ว่าจะใคร ข้าก็ได้ประโยชน์อยู่ดีฟ่านลี่ถูกลงโทษสมใจ แถมข้ายังได้ทั้งคะแนนหลังหักลบก็กลายเป็นกำไรถึงสองแต้ม เช่นนี้ถือว่าไม่เสียแรงที่จัดฉากและยอมถูกตบหนึ่งที” นางหัวเราะเบาๆ
โดยหลังจากที่ซักไซ้เรื่องแต้มภาพลักษณ์นางร้ายจนได้คำตอบแล้วใบหน้ารูปไข่เรียวยังคงประดับด้วยรอยยิ้มบาง หยิบพัดแพรขึ้นมากรีดเล่นไปพลางพลันเอ่ยถามต่อถึงภารกิจหลักที่พึ่งได้รับมาใหม่และควรจะต้องใส่ใจเป็นลำดับถัดไป
“ว่าแต่...ภารกิจหลักที่เจ้ามอบให้ข้า เรื่องเปิดตัวพระรองนี่บอกขอบเขตบังคับให้ข้าหน่อยว่าต้องทำเมื่อไร? เพราะถ้าไม่มีการระบุเวลาบังคับแน่ชัดข้าจะได้มีวิธีของข้าเอง เพราะทุกครั้งที่ข้าเจอคนน่ารำคาญอย่างจ้าวจวิ้นหยางเข้ามาเกี่ยวข้องทีไรระดับความยากของภารกิจจะเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น”
หลังจากบ่นไปได้สักพักนางก็หยุดพักหายใจแต่ก็ยังไม่จบฟ่านหนิงกลอกตาขึ้นด้านบนอย่างคนขี้รำคาญแล้วเอ่ยต่อไม่เว้นช่วงให้ระบบตอบ “รู้ไหมว่าบางครั้งข้าคิดว่าเขาก็แค่อยากขัดขาข้า ทำให้ภารกิจข้ายากขึ้นไม่มีเหตุผลไม่ยอมปล่อยให้ใครได้หายใจคล่องคอเลยสักครั้ง” เสียงของนางระบายดังขึ้นเรื่อยๆจนไฟในตะเกียงไหวตาม
ระบบที่รอฟ่านหนิงเอ่ยจบก็ยังคงตอบด้วยเสียงสงบไร้แววอารมณ์ “หากเพราะตัวละครพระรองจ้าวจวิ้นหยางเป็นตัวละครที่มีความคิดอยู่นอกกรอบการพัฒนาตัวละครจึงไม่เป็นไปตามขนบเช่นบุคคลอื่นการกำหนดและจำกัดให้พฤติกรรมของเขาคงที่จึงไม่สามารถทำได้”
ฟ่านหนิงหัวเราะหยันเบาๆ “นอกกรอบ? แน่ละ ข้ารู้เรื่องนั้นดีกว่าใคร เขาเล่นนอกกรอบเสียจนข้าคาดเดาไม่ได้” นางยกพัดขึ้นเคาะกับฝ่ามือตนเองพลางถอนหายใจยาว “แล้วสรุปภารกิจนี้มีการกำหนดเวลา สถานที่หรือวิธีการบังคับไว้หรือไม่?ถ้าไม่มี ข้าจะจับเขามัดแล้วโยนไปให้ถึงเรือนสกุลถังเสียให้จบๆไปสักที”
จากนั้นเพียงนึกภาพจ้าวจวิ้นหยางถูกมัดมือมัดเท้าด้วยเชือกเส้นโตใบหน้าหล่อเหลาสิ้นฤทธิ์ นางก็อดยกยิ้มเจ้าเล่ห์ขึ้นมาไม่ได้
แต่เสียงของระบบกลับขัดขึ้นทันที “หากกระทำเช่นนั้นเส้นเรื่องจะเสียหาย คะแนนจะถูกหักอย่างหนักอีกทั้งเวลาและสถานที่ได้ถูกกำหนดไว้แล้ว”
“ชิก็ไม่บอกแต่แรกว่ามีข้อบังคับ แล้วที่ใดกัน?”ฟ่านหนิงหันขวับถามสีหน้ายังคงอยู่ในอารมณ์ที่ไม่ได้หงุดหงิดนัก แต่เพียงแฝงไปด้วยความระแวงเพราะมีเริ่มข้อแม้ทีไรคงเป็นนางที่ลำบากอยู่คนเดียว
“งานคล้ายวันเกิดของฮูหยินผู้เฒ่าเซียว” ระบบตอบสั้นๆ แต่เฉียบขาด
รอยยิ้มของฟ่านหนิงพลันแข็งค้างนางรู้สึกเลือดในกายเย็นเยียบลงทันทีที่ได้ยินว่าต้องไปร่วมงานนี้ความทรงจำจากชาติก่อนผุดขึ้นราวสายน้ำเชี่ยวกรากนั่นคือวันซึ่งชื่อเสียงของนางถูกทำลายจนไม่มีวันกู้กลับคืนมาครั้งใหญ่ครั้งหนึ่งงานวันเกิดของฮูหยินผู้เฒ่าเซียวผู้ทรงอิทธิพลมีแขกผู้หลักผู้ใหญ่จากหลายตระกูลใหญ่เข้าร่วม หากทำพลาดเพียงนิดเดียวเรื่องเล็กก็จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ รู้กันไปทั้งวงสังคมยิ่งกว่าที่แข่งพิณแพ้เสียอีก
ก่อนที่ใบหน้าที่ซีดลงนั้นจะค่อยๆ คลี่ยิ้มบางอย่างช้าๆอีกครั้ง ใช่ว่าจะไม่มีทางออกเสียหน่อยนางมีแต้มต่อคือรู้สิ่งที่เคยเกิดขึ้นไม่ใช่หรือจะว่าไปงานนี้ก็มีคุณหนูคุณชายมาร่วมเยอะเสียด้วยบ้างทีต้องเริ่มล้างบัญชีแค้นเสียแล้ว
“ก็ดี...บางทีถึงเวลาที่จะมีคนต้องออกเรือนแล้วกระมัง”
ว่าจบฟ่านหนิงก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้นางตรงไปยังตู้ไม้หอมที่ลงกลอนเอาไว้ไขกลอนเปิดออกแล้วหยิบผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กที่ซ่อนเอาไว้ออกมาผ้าผืนนั้นมีลายปักเมฆสีอ่อนขอบผ้าสีน้ำตาลส้มชัดเจน เป็นของที่นางเคย ‘แอบเก็บ’ติดมือมาหลายเดือนก่อนตอนที่เป็นวันทำภารกิจถุงหอม
“ไป๋ซิน! มานี่ที”เสียงเรียกแหลมใสดังขึ้น
ไม่นานจางไป๋ซินก็วิ่งเข้ามาพร้อมก้มตัวคำนับ “คุณหนูใหญ่ มีอะไรหรือเจ้าคะ?”
ฟ่านหนิงยื่นผ้าเช็ดหน้านั้นส่งให้มือเรียวงามขาวนวลชูขึ้นสูงคล้ายหยิบยื่นชะตากรรม “เอาผ้าผืนนี้ไปให้เฟิงซวนศิษย์พี่รองของเจ้าบอกให้เขาไปเฝ้าอยู่ที่ถนนไห่หยาง รอจนเห็นรถม้าของคุณชายจง...จงป๋อซาน แล้วหาวิธีทำให้ผ้านี้ลอยเข้าไปในรถม้าอย่างแนบเนียนราวกับเป็นความบังเอิญที่สุด”
จางไป๋ซินชะงักเล็กน้อย คุณหนูใหญ่ของตนมักจะมีงานแปลกๆมาให้ทำเสมอ และนี่ก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ตนเพียงต้องทำอย่างไร้คำถาม สาวใช้คนสนิทจึงก้มศีรษะรับผ้าด้วยมือสองข้าง“เจ้าค่ะ บ่าวจะทำตามคำสั่งเดี๋ยวนี้”
ทว่าก่อนจะก้าวเท้าออกไปจางไป๋ซินกลับหันมามองใบหน้าของฟ่านหนิงอย่างเป็นห่วง เอ่ยเสียงเบา “คุณหนูใหญ่...ที่แก้มของคุณหนูตอนนี้ยังเจ็บหรือไม่ บ่าวเกรงว่าตอนนั้นทำรุนแรงเกินไป”
ฟ่านหนิงหันมามองด้วยสายตาคมกริบริมฝีปากเม้มเป็นเส้นตรงแล้วเอ่ยเสียงต่ำ “ไป๋ซิน เจ้าจงจำไว้ให้ดีรอยนี้เกิดเพราะฟ่านลี่ หาใช่เพราะเจ้า อย่าได้มีความรู้สึกผิดใดๆต่อแก้มของข้าอีก เข้าใจหรือไม่?”
ดวงตาของจางไป๋ซินสั่นไหวเล็กน้อยก่อนรีบก้มตัวลงอย่างนอบน้อม “เจ้าค่ะ บ่าวเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ”
เมื่อบ่าวหญิงถอยออกไปฟ่านหนิงก็กระชับผ้าคลุมไหล่ขึ้นคลุมบ่า ยืนมองเงาตนเองในกระจกทองเหลือง สีหน้าที่ยังคงมีรอยยิ้มบางแต่ชวนให้รู้สึกหนาวสั่นแม้ด้านหนึ่งของใบหน้าจะขึ้นสีแดง“งานวันเกิดฮูหยินผู้เฒ่าเซียว” นัยน์ตาของนางเป็นประกายวาวพลางหัวเราะเบาๆ“น่าจะต้องสนุกขึ้น”
….
หลังจากระบบแจ้งเตือนการมาถึงของงานวันคล้ายวันเกิดฮูหยินผู้เฒ่าเซียวไม่นานคำเชิญแผ่นทองที่ก็มาถึงจวนสกุลฟ่าน ฟ่านหนิงอ่านเนื้อความแล้วก็หัวเราะเบาๆ“ใครๆ ก็ต้องอยากไปสินะ”แล้วนางก็วางคำเชิญที่หรูหราสีทองไว้บนโต๊ะขนาดแค่แผ่นคำเชิญยังมีค่าขนาดนี้ นานๆ ทีฮูหยินเซียวจะเปิดจวนให้คนอื่นเข้าหาฉะนั้นทุกคนก็คงอยากจะไปชมจวนสกุลเซียวกัน ได้ประจบฮูหยินผู้เฒ่ากันยกใหญ่คงต้องเตรียมของขวัญกันเอิกเกริก แต่สำหรับนางแล้วมิได้เตรียมตัวมากนักเพราะรู้ว่างานยิ่งใหญ่นี่จะมาก่อนหน้าใคร
จนเมื่อถึงวันงาน ฤดูสารทเพิ่งจะเริ่มต้นอย่างเป็นทางการอากาศในยามเช้าค่อนข้างเย็น แต่ช่วงหลังเที่ยงอากาศก็เย็นสบายกำลังดีลมพัดเอื่อยพาเอากลิ่นหอมของดอกเก๊กฮวยเข้ามาในเรือนฟ่านหนิงเลือกสวมชุดกระโปรงแพรสีแดงเพลิงให้สมกับวันนี้ที่ต้องรับหน้าที่นางร้ายผมยาวถูกรวบครึ่งประดับด้วยทองคำขาวและมุกสีดำ ขลับความงามให้ที่ผิวขาวนวลราวหิมะ
ฟ่านหนิงก้าวออกมาจากเรือนเพื่อเตรียมตัวไปขึ้นรถม้าภาพครอบครัวตรงหน้ายังเหมือนชาติที่แล้วไม่มีผิด ไม่ว่าจะสีหน้าเครื่องแต่งกายมีเพียงนางที่เปลี่ยนไป บิดาของนางฟ่านซือหมิงผู้นำตระกูลสวมชุดคลุมยาวสีน้ำเงินเข้มขลิบทองดูสง่างามสมฐานะข้างกายมีฮูหยินเอกซุนหงเยว่สวมอาภรณ์สีเหลืองอ่อนนวลปักลายดอกโบตั๋นและฟ่านเฉิงคุณชายเล็กผู้ยังคงมีแววตาซุกซนอยู่บ้างเช่นวัยเด็กหนุ่มในชุดสีฟ้าครามไล่สีดั่งคลื่นทะเล
ครอบครัวสกุลฟ่านนั่งรถม้าเดินทางไปยังจวนสกุลเซียวซึ่งประดับประดาไปด้วยโคมแดงที่เตรียมรอจุดช่วงเวลามืดและแผ่นแพรยาวเขียนคำอวยพรเมื่อก้าวเข้าสู่เขตจวน เสียงดนตรีบรรเลงขับกล่อมจากเครื่องสายดังแว่วมาต้อนรับแขกเหรื่อแต่งกายหรูหราต่างทยอยเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
ทันทีที่พ่อบ้านตระกูลเซียวออกมาต้อนรับฟ่านซือหมิงก็ก้าวออกจากรถม้าไปก่อน กล่าวทักทายด้วยรอยยิ้มสุขุม “ขอบคุณที่ให้เกียรติเชิญสกุลฟ่านมาร่วมงาน”
พ่อบ้านก้มหัวตอบด้วยความนอบน้อม “เสนาบดีฟ่านมาด้วยตนเองฮูหยินผู้เฒ่าต้องยินดีนัก”
ฟ่านหนิงที่ลงรถม้ามาก็เดินตามข้างบิดามารดาเข้ามาอย่างงดงามไหล่ตั้งตรงรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปาก ท่าทางสูงส่งแต่ไม่ถึงกับเย่อหยิ่งหลายสายตาจึงพากันจับจ้องมาที่นางคุณหนูใหญ่แห่งสกุลฟ่านผู้งามสะคราญและขึ้นชื่อเรื่องรูปโฉมแม้จะมีข่าวลืออยู่บ้างว่าเป็นสตรีที่เอาแต่ใจมักจะวางอำนาจแต่เวลานี้ที่นางปรากฏกาย กลับมีบุคลิกเย็นตา ยากที่จะมองว่าเป็นเช่นนั้น
ฟ่านหนิงเดินเข้างานมาในโถงงานตกแต่งด้วยม่านแพรสีแดงสดแขกผู้มาร่วมงานมีทั้งขุนนาง ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ตลอดจนบรรดาศักดิ์ตระกูลใหญ่อาทิ สกุลกู่ สกุลหลิว และสกุลจ้าว
เมื่อเข้าสู่ห้องโถงฟ่านซือหมิงถูกเชิญไปนั่งโต๊ะร่วมกับเหล่าขุนนางฮูหยินเอกเองก็ถูกสตรีชั้นสูงหลายคนเข้ามารายล้อมสอบถามสารทุกข์สุกดิบส่วนฟ่านหนิงนั้นถูกสายตาหลายคู่จับจ้องโดยเฉพาะบรรดาคุณหนูจากตระกูลใหญ่ที่พากันซุบซิบนินทา เห็นที่ก็ไม่พ้นเรื่องเดิมและเรื่องใหม่ที่เพิ่งเกิดได้ไม่นานอย่างเรื่องที่คุณหนูรองฟ่านลี่ก่อเรื่องงามหน้าไล่อาจารย์สอนพิณออกจากจวนอย่างไร้มารยาทเรื่องนี้ถึงไม่ใช่ฟ่านหนิงที่ทำแต่ย่อมกระทบมาถึงนางเช่นกันคนสกุลเดียวกันก็ต้องมีคนจับตามองเช่นกัน
“นั่นหรือคุณหนูใหญ่ฟ่านหนิงนางก็ดู...งดงามดี จะร้ายเช่นน้องสาวหรือไม่”
“แต่เรื่องนี้ข้าเคยได้ยินว่านางเอาแต่ใจร้ายกาจพอๆ กัน แต่ที่เห็นวันนี้กลับดูสงบเสงี่ยมออก”
“บางทีข่าวลือก็คงเกินจริงไปบ้างกระมังต้องรอดูอีกที”
คำลือคำนินทาเหล่านั้นบางครั้งฟ่านหนิงก็ต้องแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินนางเพียงแย้มยิ้มอ่อนโยน เดินเข้ามานั่งยังมุมหนึ่งที่จัดไว้ให้บุตรชายบุตรสาวของเหล่าขุนนางมานั่งก่อนที่จะเริ่มงานและความงดงามโดดเด่นของนางทำให้บรรดาหนุ่มน้อยหลายคนแอบชำเลืองมองไม่วางตา
ในระหว่างที่งานสังสรรค์กำลังดำเนินไปฟ่านเฉิงกระตุกชายเสื้อของพี่สาวแล้วก็กระซิบที่ข้างหูนางเสียงเบา “พี่เหยาจู ข้าว่างานนี้ต้องน่าเบื่อแน่ งานนี้คนก็เยอะแต่การแสดงคณะละครกลับไม่มี”
ฟ่านหนิงหัวเราะเบาๆ พลางยื่นถ้วยน้ำชาให้ “อย่าพูดเสียงดังไปนัก คนอื่นจะหัวเราะเอา เจ้าอยู่เงียบๆ เถิดเดี๋ยวก็มีเรื่องสนุกเอง”
ไม่นานนักเสียงกลองก็ดังขึ้น ฮูหยินผู้เฒ่าเซียวก้าวออกมาในชุดคลุมสีดำปักลายหงส์ทะยานสีทองซึ่งเป็นชุดที่พระราชทานจากฮ่องเต้พระองค์ก่อนเส้นผมสีดอกเลาถูกรวบขึ้นประดับปิ่นทองหนักอึ้ง แต่สีหน้ายังคงแจ่มใสเปี่ยมอำนาจแขกทุกคนลุกขึ้นทำความเคารพ
“ขอให้ฮูหยินผู้เฒ่าอายุยืนนานสุขภาพแข็งแรง” เสียงกล่าวอวยพรดังสนั่นทั่วทั้งโถง
ฮูหยินผู้เฒ่าโบกมือยิ้มแย้ม “ทุกท่านโปรดตามสบายวันนี้ข้ามีความสุขที่ได้เห็นทุกคนมาร่วมงานพร้อมหน้า” จากนั้นเหล่าบรรดาขุนนางและฮูหยินก็พากันลุกขึ้นผลัดกันกล่าวคำอวยพร
ก่อนที่บรรยากาศงานเลี้ยงจะเริ่มขึ้นเต็มไปด้วยความคึกคัก เหล่าขุนนางและฮูหยินก็ถูกจัดไว้อีกทางเพื่อให้สะดวกกับการพูดคุยเพราะเป็นกลุ่มเดียวกันส่วนบุตรชายบุตรสาวต่างก็นั่งแยกออกไปอีกทาง ขณะที่ฟ่านหนิงยกถ้วยชาขึ้นจิบพลางกวาดสายตามองทั่วงานด้วยรอยยิ้มที่แฝงแผนการอยู่ลึกๆ ในใจ
------------------------------------------------------------------------------
กราซิบจิบๆๆๆ น้องหนิงนางร้ายของเราเล่ม 3 มาแล้วน้าาาา รี้ดที่ต้องการอ่านแบบรวดเร็วไปเลือกดูที่แผงข้างๆได้นะคะ
/// พริบตาเดียวก็มาถึงตอนที่สามสิบห้าแล้ว เหมือนว่านางเอกตัวจริงจะเปิดตัวละ ดูสิว่าพระรองคู่กัดของน้องหนิงจะว่าไงน้า ///
/// ก่อนไปเชิงเชิงฝากนักอ่านคอมเม้น กดใจ แตะอิโมส่งกำลังใจให้ที เลิฟๆ รี้ดเสมอ ///