“เ้าจะลวกปากข้าหรืออย่างไร!?” จวินอู๋เสียชิมน้ำแกงไปหนึ่งคำ ความร้อนของน้ำแกงแทบจะทำให้เขาพ่นออกมา ทว่ายามที่ลิ้นัักับรสชาติอันเข้มข้นของน้ำแกงเขาก็ลืมความร้อน เผลอกลืนน้ำแกงลงไปทันที
“ท่านพี่ อร่อยหรือไม่เ้าคะ?” มู่เชียนจิ่วเอ่ยถามพร้อมดวงตาวาววับ
“ไม่เลว” แม้จวินอู๋เสียจะตอบเพียงแค่นั้นแต่กลับดื่มน้ำแกงไม่หยุด ผ่านไปไม่นานน้ำแกงถึงสามชามก็ลงไปอยู่ในท้องของเขาเรียบร้อยแล้ว
ขณะที่มู่เชียนจิ่วเตรียมจะตักน้ำแกงเพิ่มอีกชาม จวินอู๋เสียก็วางชามในมือลงและลุกขึ้นยืน “อีกสามวันข้าจะมาหาเ้าใหม่ หากเ้าไม่มารอข้าที่นี่ ก็เตรียมตัวรับผลที่ตามมาเอาไว้ได้เลย”
ไม่รอให้มู่เชียนจิ่วได้ตอบอะไร จวินอู๋เสียก็เหาะขึ้นไปกลางอากาศแล้ว
“ท่านพี่ไม่ต้องห่วง ข้าจะมารอท่านที่นี่แน่นอนเ้าค่ะ!” มู่เชียนจิ่วมองตามแผ่นหลังของจวินอู๋เสีย พลางะโต่อด้วยแววตาจริงใจ “ต่อให้ฟ้าจะถล่มดินจะทลาย ข้าก็จะรอท่านพี่มาดูดเืของข้าที่นี่!”
กลางอากาศ จวินอู๋เสียได้ยินประโยคที่ดังไล่หลังก็สะดุ้งเล็กน้อย ขนทั่วทั้งร่างพากันลุกชัน!
‘สตรีไร้ยางอาย กล้าเอ่ยวาจาน่ารังเกียจเช่นนี้ออกมาได้อย่างไร!
…แม้จะน่ารังเกียจไปสักหน่อย แต่ก็ไม่ถึงกับรับไม่ได้’
มองจนร่างของจวินอู๋เสียลับสายตา มู่เชียนจิ่วก็พรูหายใจยาว ๆ ออกมาอย่างโล่งอก
ในที่สุดก็ไล่ตัวอัปมงคลไปได้เสียที!
แต่เมื่อคิดว่า ทุก ๆ สามวันจะต้องถูกชายผู้นี้ดูดเืหนึ่งครั้ง ใบหน้างดงามของมู่เชียนจิ่วก็มุ่ยลงทันที การถูกดูดเืไปเรื่อย ๆ เช่นนี้ไม่ใช่วิธีที่ดีนัก ต้องคิดหาวิธีจัดการเขาขั้นเด็ดขาดเสียแล้ว
แต่ก่อนจะคิดหาวิธีปราบมาร ทันใดนั้นนางก็นึกขึ้นได้เสียก่อนว่าบนกองไฟยังมีเนื้อย่างอยู่อีกชิ้นหนึ่ง มู่เชียนจิ่วรีบหมุนกายไปดู
แต่กลับพบว่าเนื้อย่างบนกองไฟหายไปอย่างไร้ร่องรอย!
หญิงสาวขยี้ตา ก่อนจะสำรวจรอบ ๆ กองไฟ เป็ไปได้อย่างไร ต่อให้เนื้อจะไหม้เกรียมอย่างไร ก็ไม่มีทางหายไปไม่เหลือซากเช่นนี้นี่นา!
หรือเ้ามารตนนั้นดื่มน้ำแกงของนางไม่พอ ยังขโมยเนื้อย่างของนางไปอีกอย่างนั้นหรือ?
แต่เมื่อไตร่ตรองดูแล้วก็รู้สึกว่าไม่น่าจะใช่ มารตนนั้นอยู่ในสายตานางตลอด ไม่คลาดสายตาเลยแม้แต่น้อย
หากไม่ใช่มารตนนั้น แล้วใครจะเป็คนขโมยเนื้อย่างของนางไปกันล่ะ?
ดวงตากลมโตกลอกกลิ้งไปมาอย่างใช้ความคิด หากไม่ใช่มารตนนั้น ก็ต้องมีคนอาศัย่ที่นางเผลอ ขโมยเนื้อย่างไปเป็แน่!
หรืออาจไม่ใช่ฝีมือของมนุษย์ แต่เป็อสูรเทพที่ผู้าุโสูงสุดพูดถึง?
ยิ่งคิดมู่เชียนจิ่วก็ยิ่งรู้สึกว่ามีความเป็ไปได้มากที่สุด ทว่าเช่นนั้นก็น่าแค้นใจไม่น้อย เ้าอสูรเทพปกป้องสำนักตัวนั้นเห็นศิษย์ในสำนักถูกรังแก แต่กลับไม่เข้ามาช่วย ซ้ำร้ายยังอาศัยตอนที่นางเผลอขโมยเนื้อย่างไปอีก! ไม่ได้เื่เลย!
เช่นนี้จะปล่อยไว้ไม่ได้เด็ดขาด!
อย่างไรเสียในแหวนเก็บสมบัติยังมีวัตถุดิบอีกมากมาย นางจะทำอาหารรสเลิศอีกเท่าไรก็ได้ นางจะดูซิว่าอสูรเทพตัวนั้นเมื่อเห็นของอร่อยแล้ว จะยังซ่อนตัวได้อีกสักกี่น้ำ!
ในมุมที่มู่เชียนจิ่วมองไม่เห็น กระรอกสีม่วงขนาดเท่าฝ่ามือตัวหนึ่ง กำลังกอดเนื้อย่างสีเหลืองทองพร้อมกับน้ำลายไหลยืด ทันทีที่กลืนเนื้อย่างลงคอ กระรอกสีม่วงก็หลับตาพริ้ม
อร่อย!
หลังจากกินเนื้อย่างจนหมด กระรอกสีม่วงก็เลียอุ้งเท้าและรู้สึกว่ายังไม่หนำใจ ดวงตากลมโตกลอกกลิ้งไปมา จากนั้นก็ชะเง้อคอเล็ก ๆ มองไปทางมนุษย์เ้าของเนื้อย่างด้วยความหวัง
มู่เชียนจิ่วงีบไปครู่หนึ่งก่อนจะลืมตาตื่น สิ่งแรกที่นางคิดถึงหลังจากตื่นขึ้นมาก็คืออาจารย์ …แต่จู่ ๆ ใบหน้าของเ้ามารดูดเืนั่นก็ลอยเข้ามาแทรก
บัดซบ! อารมณ์ที่รื่นรมย์ของนางพลันมลายหายไปหมดสิ้น ชิ!
*จ๊อกกก*
ท้องของมู่เชียนจิ่วเริ่มร้องประท้วง ก่อนหน้านี้นางเพิ่งสุขสราญกับอาหารไปได้แค่ครึ่งเดียว ก็ถูกเ้ามารนั่นมาขัดเสียก่อน! เวลานี้จึงรู้สึกหิวอีกแล้ว
มู่เชียนจิ่วหยัดตัวขึ้นนั่ง ก่อนจะเอามือเท้าคางพลางครุ่นคิดอะไรบางอย่าง …จะว่าไปนางควรทำอาหารอะไรดี จึงจะสามารถล่ออสูรเทพตัวนั้นออกมาได้?
นางมีวัตถุดิบอยู่ในมือมากมายก็จริง แต่วัตถุดิบส่วนใหญ่ที่อยู่ในแหวนเก็บสมบัติล้วนเป็วัตถุดิบธรรมดา ไม่รู้ว่าอสูรเทพตัวนั้นจะสนใจหรือไม่
แต่ลองดูสักตั้งก็แล้วกัน
แทนที่จะมัวเสียเวลาครุ่นคิดอยู่เช่นนี้ มู่เชียนจิ่วจึงตัดสินใจเริ่มทำอาหารอีกครั้ง!
ฝีมือที่เทียบได้กับ ‘เชฟมิชลินสามดาว’ ในโลกสีน้ำเงินอย่างนาง นางไม่เชื่อหรอกว่าจะไม่สามารถล่ออสูรเทพตัวเล็ก ๆ ตัวหนึ่งได้ ที่สำคัญ หากนางสามารถทำให้อสูรเทพตัวนี้ยอมมาอยู่กับนางได้คงจะดีไม่น้อย!
พลังของนางยังไม่แข็งแกร่งมากนัก กิเลนน้อยก็ยังเด็ก หากมีอสูรเทพสักตัวมาคอยอยู่ข้างกายก็คงจะดี
มู่เชียนจิ่วยิ่งคิดก็ยิ่งตื่นเต้น ดังนั้นนางจึงลงมือทำอาหารอย่างขมีขมันทันที!
*จ๊อกกก*
ไม่ไกลจากจุดที่มู่เชียนจิ่วอยู่ กระรอกสีม่วงกลิ้งตัวไปมาสองรอบ จากนั้นก็ชูคอมองมาทางมู่เชียนจิ่ว
และเมื่อเห็นนางลุกขึ้นยืน กระรอกสีม่วงก็ะโผลุง พร้อมกับน้ำลายไหลย้อยตามมุมปากจนหยดลงพื้น
“ฆ่าเ้าก็แล้วกัน!” มู่เชียนจิ่วหรี่ตาลง ในมือถือเนื้อปลาสีขาวสดชิ้นหนึ่งเอาไว้
เนื้อปลาชิ้นนี้เป็ส่วนที่นุ่มที่สุดของปลาเซียนหลิงหลงขั้นสอง ไม่เพียงมีเนื้อััที่นุ่มลิ้น ทั้งยังไม่มีกลิ่นคาวเลยแม้แต่น้อย!
นางจะดูซิว่าอสูรเทพตัวนั้นจะสามารถทนกับกลิ่นอันเย้ายวนได้นานเพียงใด หากจานนี้ยังไม่ได้ผล นางคงต้องใช้ไม้ตายแล้ว!
มู่เชียนจิ่วหยิบโลหะหายากรูปทรงครึ่งวงกลมชิ้นหนึ่งออกมา โลหะหายากชิ้นนี้นำความร้อนได้ดีกว่าเครื่องครัวสมัยใหม่อย่างเทียบไม่ติด!
โดยมีรูปร่างคล้ายกับกระทะผัด เมื่อใส่น้ำลงไปก็ไม่ต้องกังวลว่าจะหกออกมา
นอกจากเนื้อปลา มู่เชียนจิ่วยังหยิบวัตถุดิบอื่น ๆ ออกมาด้วย ก่อนจะวางเอาไว้ข้าง ๆ
น่าเสียดายที่หม้อสารพัดนึกยังมีน้ำแกงไก่ที่ยังกินไม่หมดอยู่ ไม่เช่นนั้นคงได้หม้อไฟปลาที่รสเลิศกว่านี้
“จิ๊ดจิ๊ดจิ๊ด” กระรอกสีม่วงเห็นไอที่ลอยขึ้นเหนือกองไฟ จมูกเล็ก ๆ ก็สูดดมฟุดฟิดทันที พร้อมกับกลืนน้ำลายลงคอโดยไม่รู้ตัว อุ้งเท้าหน้าทั้งสองข้างถูกันไปมาด้วยความร้อนใจ
ทางด้านมู่เชียนจิ่วเมื่อเห็นน้ำเดือดได้ที่แล้ว จึงนำวัตถุดิบที่เตรียมเอาไว้ใส่ลงในกระทะ กลิ่นหอมของอาหารลอยขึ้นมาโดยพลัน
นำเนื้อปลาที่แล่เป็ชิ้นบาง ๆ แกว่งในน้ำเพียงครู่เดียวก็นำขึ้นมา เนื้อปลาสีขาวนุ่มละลายในปาก มู่เชียนจิ่วเคี้ยวเพียงเล็กน้อย ก็หลับตาพริ้มอย่างมีความสุข
o ̄▽ ̄o
เมื่อเห็นเนื้อปลาพร่องลงทุกที กระรอกสีม่วงก็เริ่มกระวนกระวาย
มันคิดจะอาศัยจังหวะที่มนุษย์ผู้นั้นหันไปทางอื่น ขโมยเนื้อปลาที่ดูน่ากินพวกนั้นมา!
แต่รอแล้วรอเล่า มนุษย์ผู้นั้นก็ไม่มีทีท่าจะลุกไปไหน มันจึงทำได้เพียงมองของอร่อยค่อย ๆ พร่องลง…
*แก๊ก*
หินก้อนหนึ่งถูกหางของมันสะบัดออกไป จนกระทบกับกำแพงหินและเกิดเสียงดังก้อง
มู่เชียนจิ่วได้ยินเสียงนั้นดวงตาก็วาววับ นางรู้อยู่แล้วว่าอสูรเทพตัวนั้นต้องอยู่แถวนี้ แต่นางไม่รีบร้อนหันไปมอง และยังเพลิดเพลินกับอาหารรสเลิศต่อไป
เนื้อปลาพร่องลงอย่างรวดเร็ว กระรอกสีม่วงที่ซ่อนตัวอยู่ในที่สุดก็ทนไม่ไหว มันรีบพุ่งตัวออกมา
มาแล้ว!
มู่เชียนจิ่วได้ยินเสียงการเคลื่อนไหว ก็รีบปกป้องเนื้อปลาในจานเอาไว้ทันที
“นี่เป็ของข้า!”
“จิ๊ดจิ๊ด!” กระรอกสีม่วงชะงักฝีเท้าลงทันใด ดวงตากลมโตแฝงด้วยความโมโห มนุษย์ผู้นี้ได้ยินเสียงนั่นแล้ว แต่ไม่คิดจะหันไปมองเลยอย่างนั้นหรือ?
“เอ๊ะ?” ในที่สุดมู่เชียนจิ่วก็เห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้าชัด ๆ นี่มันกระรอกไม่ใช่หรือ?
นี่น่ะหรืออสูรเทพ???
มู่เชียนจิ่วกับกระรอกสีม่วงจ้องตากันไปมา
ขณะที่นางกำลังจะเอ่ยอะไรบางอย่าง กระรอกสีม่วงตรงหน้าจู่ ๆ ก็เอ่ยภาษามนุษย์ออกมา “เด็กน้อย รีบส่งของอร่อยมาเดี๋ยวนี้ ไม่เช่นนั้นข้าจะกินเ้าซะ!”
มู่เชียนจิ่ว “???”
นี่นางกำลังถูกกระรอกตัวเล็ก ๆ ตัวหนึ่งข่มขู่อย่างนั้นหรือ!
.
.
.