ฉินเทียนที่อยู่ในนามย่ำฟ้ากล่าวบ่นในใจ 'ร่างแห่งผู้บำเพ็ญเนื้อหนังพวกมันช่างหนาจริงๆ มือไม้เมื่อครู่ของข้าแฝงไว้ด้วยเคล็ดวิชาดาบคลั่งปลิดชีพ 7 ส่วน ยังทำได้เพียงเท่านี้ เห่อ ข้ายังต้องฝึกฝน... ไม่สิ ข้ายังต้องการแต้มบุญอีกเยอะเหลือเกิน เคล็ดวิชาฝึกฝนที่ใช้ได้จริงๆ ตอนนี้ข้ายังมีน้อยเกินไป'
แม้ฉินเทียนจะพูดกล่าวเช่นนี้ ตัวมันก็ไม่รู้เลยว่าตอนนี้แต่ละผู้คนต่างคิดถึงน้ำหนักมือของมันกันไปเช่นไร มีแต่หวาดกลัวและตกตะลึงกันทั้งนั้น
.
.
.
ณ กลางศาลตำหนักตุลาการสีชาด ผู้มีหน้าที่ดูแลรักษาความยุติธรรมและคดีของผู้มิอิทธิฤทธิ์แห่งมหานครฟ้าอนันตร์
มีเหล่าบุรุษที่สวมใส่ชุดแดงชาดหลายสิบคนนั่งอยู่ แต่ละคนนั้นมีระดับต่ำสุดก็คือตราสัญลักษณ์วิญญาณสีส้ม 3 จุดแต้ม สูงสุดคือสีแดง 5 จุดแต้ม กำลังนั่งเล่นหมากล้อมกันอย่างสุดสันต์ หากแต่ในไม่ช้า
ตึงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง เสียงราวกับระฆังกังวาล หมึกสีดำสายหนึ่งวิ่งเข้าไปชนกลองใหญ่หน้าตำหนักตุลาการสีชาดที่มีขนาดใหญ่รัศมีวงรอบเกือบๆ 5 จั้ง ไม่ช้าก็มีอักษรภาษาปรากฏ
["คดีดวงแก้วแห่งแรงศรัทธา กล่าวหาศิษย์สำนักฟ้าอนันตร์เป็นผู้ปล้นชิง ผู้ร้องอยู่ระดับเดินดิน ศิษย์สำนักฟ้าอนันตร์เป็นระดับผู้ท่องนภาสีเหลือง 1 จุดแต้ม หนึ่งในนั้นเป็นคนจากตระกูลเกา"]
["เหตุการณ์ไม่คาดฝันมีบุรุษชราแทรกแซง พร้อมเจรจาช่วยเหลือเหล่าผู้เดินดิน ระดับการบำเพ็ญไม่ปรากฏหากแต่คาดการณ์ได้ว่าเป็นระดับตำนานสีแดงเป็นอย่างน้อย เหตุการณ์ไม่อยู่ในการควบคุมของผู้รักษาประตูเมือง ขอเรียนเชิญตุลาการสีชาดไปให้ความเป็นธรรมแก่ทั้งสองฝ่าย"]
ไม่ช้าก็มีบุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่งยืนหัวเราะ ด้านหลังของมันมีผู้ติดตามเป็นระดับกึ่งตำนาน 4 คนยื่นอยู่ "ฮะฮาฮา ไม่น่าเชื่อว่า ณ มหานครฟ้าอนันตร์จะมีผู้กล้าลงมือกับคนตระกูลเกาหนึ่งในสามตระกูลใหญ่ ช่างน่าสนุก น่าสนุกจริงๆ เมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าคงต้องออกหน้าไปรับคดีแล้ว"
และขณะที่ตุลาการสีชาดผู้นี้กำลังจะโบยบินอยู่ๆ ก็มีผู้หนึ่งร้องขัด
"ช้าก่อนสหายจู คดีนี้เกี่ยวข้องกับตระกูลเกา แม้วันนี้จะเป็นเวรท่านรักษาการณ์ หากแต่ขอให้ข้าที่เป็นคนตระกูลเกาออกหน้าได้หรือไม่ ข้าสัญญาว่าจะคงไว้ซึ่งความยุติธรรมของตุลาการสีชาด"
ตุลาการแซ่จูทำหน้าขมวดคิ้ว ก่อนที่ไม่ช้าจะหัวเราะเสียงดัง พร้อมพยักหน้ารับเบาๆ ก่อนที่ในไม่ช้าจะพูดกล่าว "ข้าคงทำเช่นนั้นไม่ได้สหายเกา อยู่ที่นี่มาหลายร้อยปียังไม่รู้อีกรึว่านิสัยข้าเป็นเช่นไร เป็นหนึ่งในสามตระกูลใหญ่เช่นกันเหตุใดจึงมิรู้ความ" ตุลาการแซ่จูพูดพลางหัวเราะ
ก่อนที่ในไม่ช้า "100 ดวงแก้วแห่งแรงศรัทธาถือเป็นสินน้ำใจ"
ตุลาการแซ่จูเหลียวมอง ก่อนหันไปมองลูกน้องของมัน "240 ดวงแก้วแห่งแรงศรัทธา ข้า 200 ลูกน้องติดตามอีกคนละ 10 อย่างไรทำงานก็ต้องมีค่าใช้จ่าย หมึกเขียนรายงานเบื้องบนมิใช่ของไม่มีราคา ค่าลงหมึก ค่าให้ปากคำอย่างน้อยก็ต้องพอใช้จ่าย"
ตุลาการเกาหัวเราะเหอๆ ก่อนจะพยักหน้ารับ "ตกลง"
"เชิญ" ตุลาการแซ่จูพูดกล่าว ไม่ช้าตัวมันและลูกน้องก็โบยบินตามตุลาการเกาและเหล่าผู้ติดตามนับสิบของมันไป
.
.
.
ฉินเทียนในร่างผู้ชราพยักหน้าให้ทั้งสามก่อนนำร่างของฟันต้าลอยลงสู่พื้นดินอย่างปลอดภัย ไม่ช้าก็พูดกล่าวกันหลายประโยค หากแต่ส่วนใหญ่ย่ำฟ้าเพียงถาม เหล่าบุรุษทั้งสามก็บอกเล่า
ฉินเทียนลอยตัวเหนือพื้นดินเล็กน้อยหลับตานิ่ง เท้าไม่แตะสัมผัสพื้นแม้แต่น้อย รับฟังเรื่องราวต่างๆ ก่อนที่จะพยักหน้ารับเบาๆ เป็นระยะๆ
แม้ไม่ต้องฟังเพิ่มเติมมันก็รู้ว่าใครผิดใครถูก มันกำหินอ่านใจตลอด เสียงในหัวใจของฟันต้า ฟันจิน ฟันไท่มิมีโป้ปดหรือปากไม่ตรงกับใจแม้แต่น้อย
หากแต่ถ้ามันต้องการตรวจสอบอย่างละเอียดมันก็สามารถใช้เนตรมองอดีตได้ หากแต่ฉินเทียนก็ขี้คร้านจะทำเช่นนี้ กับเหล่าผู้ต่ำต้อย นับตั้งแต่มันก้าวสู่ระดับท่องนภา มันก็แทบไม่เห็นผู้ใดในระดับเดียวกันอยู่ในสายตาแม้แต่น้อย
อย่างว่าแต่ตราสัญลักษณ์วิญญาณสีเหลืองเข้ม ต่อให้เป็นสีส้มและแดงมันก็ไม่เกรงกลัวเลย หากแต่ถ้าเป็นสีโลหิตเช่นนี้จึงนับว่าตึงมือนัก หากเกิดการสัประยุทธ์มันจำเป็นต้องใช้เล่ห์เหลี่ยมและของวิเศษเข้าสู้
ยื่นคอยอยู่ครู่ใหญ่ไม่ช้าก็มีเหล่าตุลาการสีชาดปรากฏ
ฉินเทียนจ้องมองดูในใจก็ขบคิด 'ชุดเสื้อผ้าแบบนี้ หมวกแบบนี้ นิพวกเอ็งมาจากหนังองครักษ์เสื้อแพรกันหรือวะเนี่ยจัดเต็มกันจริงๆ' ไม่ช้าตัวมันฉินเทียนก็หัวเราะเบาๆ ในใจ นี่หนังโปรดของมันเลย
สองบุรุษที่ดูท่าจะเป็นหัวหน้าแห่งตุลาการสีชาด เมื่อมาถึงมันก็ขับเน้นตราสัญลักษณ์วิญญาณกลางหน้าผากของตัวมันในทันที เห็นเป็นสีแดงสว่างวงกลมเป็นรูปภูผาซ้อนทับกัน อีกผู้หนึ่งคล้ายสายลมมีต้นไม้ไหวบ่งชี้ที่มาแห่งฤทธา
ฉินเทียนค่อยๆ ลืมตามาจ้องมองพวกมันทั้งสองอย่างแช่มช้า ปากมิได้พูดกล่าวสิ่งใด ก่อนจะค่อยๆ หลับตานิ่งสงบคล้ายไม่ใส่ใจการมาของทั้งสอง
แสดงออกอย่างเด่นชัดว่าผู้ที่มายังมิสมควรให้ตัวมันต้องใส่ใจ
ตุลาการจูเห็นเช่นนี้ใบหน้ามันก็นิ่งครู่หนึ่งคล้ายขบคิดอะไรบางอย่างก่อนที่จะส่งเสียงจิตไปหาตุลาการเกา
"ตุลาการเกาวันนี้ 240 ดวงแก้วแห่งแรงศรัทธาดูท่าข้าจะมิมีวาสนา สิ่งที่พูดกล่าวเมื่อครู่ข้าขอยกเลิก วันนี้ข้าผู้แซ่จูมาด้วยมติฟ้าจะทำการถือคุณธรรมเป็นหลัก มิยอมขัดต่อหลักการแห่งฟ้าดิน"
ตุลาการสีชาดผู้แซ่เกาได้ยินเช่นนี้ก็เหลียวหลังมองจดจ้องไปยังไอ้แซ่จู ที่อยู่ดีๆ ก็กลับคำ หรือมันคิดขูดรีดเรียกราคาแก่ตัวมัน 240 ดวงแก้วแห่งแรงศรัทธา มิใช่ราคาน้อยๆ มันยอมถอยมากขนาดนี้แล้ว หากแต่ไอ้แซ่จูผู้นี้ยังกล้ากลั่นแกล้งมันอีกรึ มันจึงรีบส่งเสียงจิตพูดกล่าวตอบกลับทันที "480 ดวงแก้วแห่งแรงศรัทธา ข้าให้เจ้ามากสุดได้เพียงเท่านี้ ไอ้แซ่จูอย่าให้มันมากไป วันนี้ทีเจ้า หากแต่วันหน้าตระกูลจูเจ้าเดือดร้อน ถึงวันนั้นตระกูลเกาไม่ยื่นมือช่วยเหลืออย่าหาว่าข้าใจร้ายแล้วกัน หากจะขู่รีดกันก็หัดรู้ธรรมเนียมอย่าให้มันเกินเลย"
"ไอ้แซ่เกา วันนี้ความฉิบหายจะมาเยือนแล้วยังโง่เง่า ข้าผู้แซ่จูมิใช่คนเช่นตระกูลซุนและตระกูลเกาที่มักชอบสร้างเรื่องไม่เว้นวัน พวกเจ้าสองตระกูลจับมือกัน อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ หากแต่ข้าก็มิสนใจ เจ้าบีบตระกูลข้าลับๆ อยู่ด้านหลังโลกผู้บำเพ็ญแม้ไม่เรียบง่าย หากแต่เจ้าก็ควรรู้ว่าอะไรควรอะไรไม่ควร วันนี้ข้าแซ่จูจะถือความเป็นธรรม หากเจ้าจะมาขัดต่อให้ต้องประมือข้าผู้แซ่จูก็ไม่ไว้หน้าเหมือนกัน"
พูดจบตุลาการจู ก็รีบเดินก้าวนำหน้าหยุดการโบยบิน พร้อมรีบเดินไปหาหนึ่งบุรุษชราลึกลับ
การเดินเท้าเปล่าต่อหน้าผู้บำเพ็ญที่มีฐานะสูงกว่า สิ่งนี้ถือเป็นการแสดงออกที่ให้เกียรติต่อผู้อาวุโสหรือผู้มีระดับบำเพ็ญสูงกว่า
ผู้แซ่เกางงงัน
"ข้าน้อย [จูอี๋ช่าง] หนึ่งในแปดตุลาการสีชาดคารวะผู้อาวุโส"
ฉินเทียนในร่างชราลืมตาขึ้นเล็กน้อยยิ้มรับและพยักหน้ารับเบาๆ
จูอี๋ช่างเห็นเป็นเช่นนั้นก็ยิ้มแย้มพร้อมพูดกล่าวเสริม "ผู้อาวุโสจะเป็นการทำเกินไปหรือไม่หากข้าจะขอเรียนถามว่า 3 วัยเยาว์ผู้เดินดินทั้ง 3 นี้เป็นอะไรกับท่าน"
ฉินเทียนยิ้มบางเบาพร้อมพูดกล่าว "เคยพอเจอกันหนึ่งครั้ง ช่วยชีวิตเหล่าวัยเยาว์ทั้งสามนี้ไว้หนึ่งหน หลังจากนั้น... ก็ได้กลิ่นธูปเสียงบูชาจากพวกเขามาโดยตลอด"
จูอี๋ช่างได้ยินดังนั้นก็ถลึงตาเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้ารับ พร้อมกับคิดในใจ 'คิดถูกจริงๆ ที่ไม่รับดวงแก้วจากไอ้คนแซ่เกามิเช่นนั้นได้มีเรื่องกับผู้เหนือตำนานตราสัญลักษณ์วิญญาณสีโลหิตเสียแล้ว ไอ้เวรแซ่เกาเกือบพาข้าฉิบหายไปด้วยแล้ว'
ไม่ช้าผู้แซ่เกาตุลาการสีชาดที่อยู่ข้างๆ คล้ายสัมผัสได้ถึงความฉิบหายอันเลื่อนลาน พร้อมพูดกล่าวพึมพำปากสั่นเสียงเบาๆ "สามารถ...รับกลิ่นธูปและเสียงบูชาได้... นิมัน... เวรเอ๊ยผู้เหนือตำนานระดับผู้บำเพ็ญสีโลหิต"
ผู้แซ่เกาเห็นเช่นนี้รีบร้องตะโกนเสียงดัง "เดรัจฉาน เป็นถึงศิษย์สำนักฟ้าอนันตร์ควรมีคุณธรรมค่ำฟ้า นอกจากนั้นยังมีบางคนเป็นถึงคนตระกูลใหญ่แห่งแดนบำเพ็ญ โทษหนักหนาเช่นนี้ โบยด้วยฤทธาคนละสิบไม้ พร้อมคืนลูกแล้วบำเพ็ญทันที!!!"
จูอี๋ช่างได้ยินเช่นนี้ก็ยิ้มเยาะบางเบา ไอ้แซ่เกาผู้นี้จะรีบไปไหน เอ็งจะไม่สืบและตัดสิ้นทันทีเช่นนี้ เอ็งเห็นผู้คนเป็นคนโง่เง่ารึ หากแต่ก็โทษตัวมันไม่ได้ นิสัยสันดานแบบนี้ทำมากันจนชินทั้งตระกูล จูอี้ช่างขบขัน หากแต่ในไม่ช้ามันก็พูดกล่าว
"พี่เกาจะไม่สืบสวนซะหน่อยรึ"
ตุลาการเกาได้ยินเช่นนั้นก็รีบพูดกล่าวทันที "หึ จะสืบสวนไปทำไมหลักฐานชัดแจ้งถึงเพียงนี้ พร้อมกันนี้เมื่อข้าปรากฏตัว ทั้งสามมีรึจะไม่ยอมรับ ชื่อเสียงในความถูกต้องยึดมั่นในคุณธรรมของข้าผู้แซ่เกาเป็นที่เลื่องลือ" พูดกล่าวจบมันก็เหลียวไปทางผู้เยาว์ของตระกูลมันพร้อมส่งเสียงจิต
ไม่ช้าเหล่าผู้บำเพ็ญศิษย์แห่งสำนักฟ้าอนันตร์แซ่เกาก็รีบพูดกล่าว "นายท่านข้ายอมรับความผิด ข้าเป็นผู้เอามันไปเอง"
จูอี๋ช่างได้ยินเช่นนี้ก็เกือบกลั้นขำไม่อยู่ ไอ้ผู้แซ่เกาเอ็งจะจบปิดคดีง่ายๆ เช่นนี้หรือ เอ็งลืมอะไรไปรึเปล่า ไม่ช้าตุลาการสีชาดแซ่จูก็พูดกล่าว
"หากเป็นเช่นนี้ก็ดี จำคุกบำเพ็ญ 10 ปี หากมิอยากเข้าคุกก็จ่าย 100 ดวงแก้วแห่งแรงศรัทธาแทนการจองจำต่อ 1 ปี นอกจากนั้นเมื่อยอมรับสารภาพ นั่นก็แสดงว่าเจ้าเป็นผู้ขโมยดวงแก้วแห่งแรงศรัทธาของผู้เดินดินทั้งสามนี้ แถมยังทำร้ายพวกเขาด้วยฤทธา นอกจากคืนดวงแก้วทั้งหมดที่พวกเจ้าขโมยมาคืนแก่บุรุษทั้งสาม ค่าปรับรักษาตัวสินไหมทดแทนของพวกเข้าทั้งสามก็ต้องจ่ายอีก 30 ดวงแก้วแห่งแรงศรัทธา เป็นศิษย์แห่งสำนักฟ้าอนันตร์หากแต่ทำผิดเสียเองลงโทษ 2 เท่า ปรับจาก 30 ดวงแก้วแห่งแรงศรัทธาเป็น 60 ดวงแก้วแห่งแรงศรัทธา เจ้าสองคนด้านหลังแม้จะไม่ได้ลงมือกระทำหากแต่ก็เป็นผู้สมรู้รับโทษไม่ต่างกันจ่ายคนละ 60 ดวงแก้วแห่งแรงศรัทธา หากพบว่ามีส่วนขโมยด้วยจำคุกบำเพ็ญ 10 ปี หรือเสียค่าปรับเช่นกัน"
พูดกล่าวถึงตรงนี้ไม่ช้าจูอี๋ช่างก็หันไปมองทางฉินเทียนที่อยู่ในร่างผู้ชรา
"ผู้อาวุโสเป็นเช่นนี้พอรับได้ไหมขอรับ"
ฉินเทียนยิ้มบางเบาพร้อมพยักหน้ารับ ได้ยินเรื่องดวงแก้วแห่งแรงศรัทธาแล้ว ตัวมันแท้จริงก็อยากได้บ้างเหมือนกัน ตัวฉินเทียนรู้ว่าในโลกแห่งผู้บำเพ็ญดวงแก้วแห่งแรงศรัทธาก็คือเงินตรา หากแต่มันก็มิอาจจะพูดกล่าว แม้ปรารถนาจะรีดไถ่บ้างก็ตาม
ไม่ช้าจูอี๋ช่างก็พูดกล่าวเสริม "ท่านผู้อาวุโสมาถึงเมืองฟ้าอนันตร์ไม่ทราบว่ามีสถานที่พักแล้วหรือยังขอรับ ตระกูลจูใหญ่โตคงดีไม่น้อยหากมีวาสนาได้ต้อนรับท่าน"
ฉินเทียนหัวเราะบางเบาก่อนพยักหน้ารับ "หามีโอกาสข้าจะไปรบกวน หากแต่ตอนนี้ข้ามีธุระเล็กน้อยที่ต้องกระทำ"
"เป็นเช่นนั้น..." จูอี๋ช่างพูดกล่าวน้ำเสียงราวกับว่าเสียดายอย่างสุดแสน ก่อนที่จะรีบดึงป้ายประจำตัวออกจากกำไลวิเศษของตัวเอง "ท่านผู้อาวุโส นี่คือป้ายประจำตัวข้า ไปในมหานครเช่นนี้ มีหลายเรื่องที่อาจจะสร้างปัญหารบกวนท่านได้ หากแต่ถ้ามีป้ายประจำตระกูลจูนี้ มั่นใจได้ว่า 8 จาก 10 เรื่องจะคลี่คลายได้อย่างรวดเร็ว พร้อมกันนี้ หากท่านผู้อาวุโสมาที่ตระกูลจูเพียงนำป้ายนี้ออกมาแสดงยอมได้รับการต้อนรับอย่างดีที่สุดในตระกูลของข้าขอรับ"
ฉินเทียนหัวเราะอย่างมีความสุขพร้อมพูดขอบใจอยู่หลายคำ
ก่อนที่ในไม่ช้าจะพาฟันต้า ฟันจิน ฟันไท่จะเดินจากไป พร้อมในตัวมีดวงแก้วแห่งแรงศรัทธาเต็มกระเป๋า เพราะจูอี๋ช่างเป็นผู้จับจ่ายออกค่าสินไหมให้ก่อน
ฟันต้า ฟันจิน ฟันไท่ เห็นสถานการณ์เป็นเช่นนี้พวกมันก็เดินยิ้มอย่างมีความสุข เดินค่อมกายน้อมตัวตามฉินเทียนไป
ทีท่าการเดินแปลกๆ เช่นนี้ เรียกดูสายตาผู้คนได้มากนัก 3 คนค่อมเดินเคียงข้างผู้ชรา
และเมื่อฉินเทียนเดินจากไป
.
.
.
ผู้แซ่เกาก็พูดกล่าว "ไอ้แซ่จูครั้งนี้จะมิทำกันเกินไปหน่อยรึ 10 ปี ก็พันดวงแก้วแห่งแรงศรัทธา มิใช่เพียงแค่ปรับคนละ 60 ดวงแก้วให้พอเป็นพิธีก็พอแล้วรึ"
ผู้แซ่จูหัวเราะ "งั้นเอ็งก็ไปบอกท่านผู้ชรานั่นเองเถอะ ข้าจูอี๋ช่างผ่านโลกหล้ามานับพันๆ ปี ยังอยากมีชีวิตถึงหมื่นปี เจ้าต้องรู้นะผู้ถึงระดับเหนือตำนานในแผ่นดินนี้มีจำนวนเท่าหยิบมือ แต่ละคนก็หาใช่ธรรมดา แถมข้ายังมั่นใจว่าผู้เฒ่าผู้นั้นอาจจะมิได้เป็นแค่เหนือตำนานธรรมดา อย่างน้อยที่สุดก็ต้องเป็นเหนือตำนานระดับสมบูรณ์ตราสัญลักษณ์วิญญาณสีโลหิตห้าจุดแต้ม"
"ไอ้แซ่จูเจ้ามั่นใจได้อย่างไร"
"ไอ้โง่แซ่เกา เหตุใดเจ้าจึงโง่เง่าเต่าตุ่นแบบนี้อยู่มาจะห้าพันปีแล้ว กลิ่นอายยังไงละกลิ่นอาย โดยเฉพาะกลิ่นอายแบบนี้ข้าสัมผัสได้ว่าตัวของผู้เฒ่าผู้นี้ยังมีกลิ่นอายของโลหิตของผู้บำเพ็ญระดับตราสัญลักษณ์วิญญาณสีแดงและสีโลหิตติดกายอยู่ ราวกับว่าพึงผ่านการฆ่าสังหารโหดมาได้ไม่นาน เจ้าต้องรู้นะไอ้แซ่เกา ตระกูลจูของข้าชำนาญศาสตร์ฤทธาด้านค้นหาติดตาม ธาตุไม้และสายลม กลิ่นอายโลหิตของผู้บำเพ็ญระดับสูงนะ ต่อให้ผ่านไปนับปี หากแต่ถ้ามิได้ชำระกายด้วยน้ำบริสุทธิ์ระดับวิจิตร จมูกของผู้แซ่จูนี่ไม่มีวันผิดพลาด โลหิตของผู้บำเพ็ญระดับตำนาน 15 คนกลิ่นไม่ซ้ำ ระดับเหนือตำนานผู้บำเพ็ญสีโลหิตอีก 5 คนไม่ซ้ำ คนที่สามารถสังหาร 15 ตำนาน 5 เหนือตำนานได้ เจ้าว่าต้องเป็นคนแบบใดละ คิกคิก ไอ้โง่เก่าเอ๊ย ดีที่วันนี้เป็นข้ามากับเจ้า มิเช่นนั้นตระกูลเกาเจ้าได้หายนะแล้ว"
ผู้แซ่เกากลืนน้ำลายอึกหนึ่ง ก่อนที่ในไม่ช้าจะหันไปทางวัยเยาว์ผู้บำเพ็ญ มันอยากจะฆ่าไอ้สามตัวนี้ให้ตายนัก
เหตุใดถึงไปมีเรื่องกับตัวตนเช่นนี้
ฆ่า 15 ตำนาน 5 เหนือตำนานเชียวนะ
.
.
.
ไม่ช้าผู้แซ่จูก็ร่ายฤทธิ์พร้อมส่งสารไปสองที่
แต่ละที่เมื่อได้รับสารก็ต่างมีสีหน้าแตกต่างกันไป