ตัดกลับมาทางด้านไป๋ฉี หลังจากที่เขาเปิดดูรายการสินค้าประมูลจนหมดสิ้น ชายหนุ่มก็ตัดสินใจออกมาเดินเล่นด้านนอกเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ แต่ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้ออกไปไหนไกล ยานรบระดับจ้าวจักรวาลลำหนึ่งก็พุ่งเข้ามายังด้านในสถาบันฟ้ากระจ่างด้วยความเร็วสูงแล้วมาหยุดลงบริเวณตึกของผู้อำนวยการ
เหล่าอาจารย์มารวมตัวกันบนท้องฟ้าสายตามองไปยังยานอวกาศลำมหึมาด้วยความแปลกใจ ยานลำนี้เป็นของใครกัน? ทำไมถึงได้เข้ามาด้านในสถาบันฟ้ากระจ่างในยามวิกาลเช่นนี้?
"วาบ"
มีเเสงอีกสามสายพุ่งขึ้นมาบนท้องฟ้า เส้นแรกมาจากตึกคุมกฏ เส้นที่สองมาจากวิจัย และสุดท้ายเส้นที่สามมาจากตึกของผู้อำนวยการ
"ผู้คุมกฏเจี่ยอี้ คณบดีฟางหลิน ท่านผู้อำนวยการ" เหล่าอาจารย์พากันโค้งตัวทำความเคารพทั้งสามคนที่ตอนนี้อยู่ในชุดเกราะพันธุกรรม
หลังจากนั้นไม่นานนักประตูยานอวกาศก็เปิดขึ้นพร้อมกับเงาร่างของชายคนหนึ่งที่ปรากฏตัวขึ้นมา ซึ่งแน่นอนว่าเจ้าของเงาร่างนี้ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากไป๋เฉินที่ตอนนี้สวมใส่ชุดคลุมสีขาวดูหล่อเหลาและสูงส่งเป็นอย่างยิ่ง
เจี่ยอี้ที่ได้เห็นก็ดวงตาเบิกกว้าง "หัวหน้า! ระวัง!"
ทันทีที่เสียงของเจี้ยอี้ดังขึ้น เงาร่างของฟางถงก็ปรากฏที่เบื้องหน้าของไป๋เฉินแล้วชกเข้าอย่างจังไปบริเวณใบหน้า ซึ่งชายหนุ่มก็ไม่ได้คิดหลบหมัดนี้ของเธอแต่อย่างใด
"ปัง!"
จากการรับหมัดนี้ ไป๋เฉินมีเลือดออกเล็กน้อยบริเวณมุมปาก ทันใดนั้นชุดเกราะพันธุกรรมส่วนหัวของฟางถงก็ถูกปลดออกทำให้เห็นใบหน้าที่งดงามแต่เย็นชาเส้นผมและดวงตาของเธอเป็นสีดำสนิทราวกับค่ำคืนอันไร้ดาว
"ทำไมเจ้าถึงไม่หลบกัน"เธอกล่าวถามด้วยน้ำเสียงเย็นชาสุดขีด ใบหน้าเริ่มแสดงออกถึงความไม่พึงพอใจ
สายตาของไป๋เฉินมองไปยังหญิงสาวเบื้องหน้า"ข้ามีเรื่องจะคุยกับเจ้า"
"คุยกับข้า!! คราวนี้ท่านแม่ทัพเนตรสวรรค์ผู้สูงส่งคิดจะหลอกลวงอะไรข้าอีกกัน!!"ฟางถงกล่าวประชดประชัน
"แม่ทัพเนตรสวรรค์!" อาจารย์ทุกคนที่ได้ยินพากันอุทานออกมาด้วยความแตกตื่นอย่างช่วยไม่ได้ เห็นได้ชัดเลยว่าพวกเขาเคยได้ยินชื่อนี้
"ข้าไม่ได้คิดจะหลอกลวงเจ้า"ไป๋เฉินกล่าวออกมาเพียงสั้นๆ บอกตามตรงแม้เขาจะเตรียมใจเป็นอย่างดี แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าของฟางถงเขากลับพูดไม่ออกเลยสักนิด
ฟางถงที่ยืนอยู่เบื้องหน้าไป๋เฉินยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์และเสนอความคิดหนึ่งออกมา "ได้! ถ้าเจ้าอยากคุยกับข้า ข้าก็จะให้โอกาส แต่ต้องหลังจากที่เจ้ารับการโจมตีของข้าได้หนึ่งชั่วโมงตกลงหรือไม่"
"ตามที่เจ้าต้องการ"ไป๋เฉินตอบกลับโดยฉับไว
เมื่อตกลงกันได้ ทั้งสองก็ทะยานออกไปนอกดาวเบิกฟ้าในทันที แน่นอนเจี่ยอี้และฟางหลินก็ทะยานขึ้นตามออกไปเช่นเดียวกัน
บริเวณบนดาดฟ้าตึกเบื้องล่าง ตอนนี้ไป๋ฉีและเฟิ่งเจียอินกำลังยืนมองสถานการณ์อยู่ด้วยกัน ในใจเต็มไปด้วยความกังวลอย่างยิ่ง
"ที่รัก เจ้าว่าท่านพ่อของเจ้าจะโน้มน้าวท่านอาจารย์ได้ไหม"เฟิ่งเจียอินกล่าวถาม ไป๋ฉีที่ได้ยินก็หันไปหาหญิงสาวผมสีเงินโดยฉับไวแล้วลูบผมของเธออย่างแผ่วเบา
"ตอนนี้เราทำได้แค่เชื่อมั่นใจตัวของท่านพ่อเพียงเท่านั้น" ได้ยินที่ไป๋ฉีกล่าว เฟิ่งเจียอินก็พยักหน้าตอบกลับไปพร้อมกับมือที่ลูบหน้าท้องของตัวเองอย่างแผ่วเบาเพื่อแสดงความรักไคร่ต่อลูกในครรภ์
ตัดกลับไปที่ด้านนอกดาวเบิกฟ้า ตอนนี้ไป๋เฉินและฟางถงกำลังยืนประจันกัน โดยมีเจี่ยอี้และฟางหลินยืนดูอยู่ไกลๆ
"ทำไมถึงไม่เรียกชุดเกราะออกมา คิดจะดูถูกข้าหรือไง!"เป็นฟางถงที่เอ่ยปากถามไถ่ แต่่ไป๋เฉินกลับส่ายหน้าและไม่ได้กล่าวอะไรออกมา
"ดี! ถ้าเช่นนั้นก็อยู่ในสภาพนี้ให้ได้ตลอดก็แล้วกัน!"เห็นไป๋เฉินไม่เรียกชุดเกราะพันธุกรรมออกมาใช้ ฟางถงก็เริ่มหงุดหงิดขึ้นมาแล้วในตอนนี้ ให้ตายสิ! เจ้าบ้านี่กำลังดูถูกเธอจริงๆ
ฟางถงไม่คิดรอช้า ด้านหลังของเธอปรากฏปีกสีทองสี่ปีกทอประกายแสงเจิดจ้า ในมือขวาปรากฏกระบี่สีทองดูงดงามเป็นอย่างยิ่ง
นี่คือจิตวิญญาณการต่อสู้ของตระกูลฟาง อัศวินศักดิ์สิทธิ์ปีกทองคำ!
"รับมือ!"
ทันทีที่จิตวิญญาณแห่งการต่อสู้สำแดงออกมา ฟางถงไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดลอยไปพุ่งเข้าโจมตีไป๋เฉินโดยไม่รอช้า ทักษะกระบี่ที่รวดเร็วประดุจแสงถูกเรียกใช้ ทว่าไป๋เฉินกลับยืนนิ่งและหลบวิถีกระบี่อย่างง่ายดายราวกับว่ามันไม่นับเป็นอะไรได้สำหรับเขา
"ไม่จริงน่า ทักษะกระบี่ของพี่ข้ามีความเร็วเทียบเท่ากับแสงเชียวนะ ชายคนนั้นหลบพวกมันทั้งหมดได้อย่างไรกัน"ฟางหลินที่ยืนดูอยู่ห่างๆในเวลานี้ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ
ตัดกลับมาทางด้านฟางถงเมื่อเห็นว่าการโจมตีของตัวเองพลาดเป้า เธอก็ปลดปล่อยพลังระดับจ้าวจักรวาลแล้ววาดกระบี่ไปทางไป๋เฉินอีกครา จากนั้นกระบี่แสงนับไม่ถ้วนก็พลันโอบล้อมชายหนุ่มเอาไว้
"ค่ายกลกระบี่เทพสังหาร"
กระบี่จำนวนนับไม่ถ้วนนั้นพุ่งเข้าโจมตีไป๋เฉินอย่างบ้าคลั่ง ชายหนุ่มหลบหลีกพวกมัน ทว่าหลังจากที่เขาหลบกระบี่หนึ่งได้กระบี่อีกจำนวนมากก็เข้าโจมตียังจุดบอดของเขาในทันที นี่ถือเป็นค่ายกลกระบี่ลมปราณที่สมบูรณ์แบบค่ายกลหนึ่งเลยก็ว่าได้
"เปล่าประโยชน์ ภายใต้ค่ายกลกระบี่นี้ ไม่มีผู้ใดหลบพ้น ทางที่ดีเจ้าควรยอมแพ้แล้วไสหัวกลับไปซะ"
ได้ยินเช่นนั้นใบหน้าอันเรียบนิ่งของไป๋เฉินก็เผยรอยยิ้มบางออกมา "หากหลบไม่พ้น ก็ทำลายให้หมดเลยก็แล้วกัน"
ว่าแล้วก็สบัดมือหนึ่งครั้ง ค่ายกลกระบี่เทพสังหารที่ฟางถงภูมิใจก็ถูกกระแสพลังสายหนึ่งทำลายลงไปอย่างไม่มีชิ้นดี พร้อมกับเงาร่างของไป๋เฉินที่หายไปจากจุดนั้นมาโผล่อีกทีด้านหลังของฟางถงในพริบตา
สัมผัสได้ถึงความผันผวนที่ด้านหลัง หญิงงามก็สบัดกระบี่ไปยังบริเวณนั้นโดยไม่รอช้า ทว่ามือที่ถือกระบี่นั้นกลับถูกมือของไป๋เฉินจับเอาไว้อย่างง่ายดาย
"ฟางถงเจ้ายอมแพ้จะดีกว่า ไม่เช่นนั้นเจ้าอาจจะบาดเจ็บได้" หญิงสาวไม่ได้สนใจพลิกตัวกลับมาแล้วใช้มืออีกข้างต่อยไปที่หน้าของชายหนุ่มอีกครั้ง
"ปั๊บ!"
ไป๋เฉินปัดป้องหมัดของฟางถงอย่างง่ายดายและใช้โอกาสนี้รวบร่างของเธอเข้ามาแนบชิดกาย และพันธการเธอเอาไว้เช่นนั้น
"เจ้าจะทำอะไร! ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้!"ฟางถงพยามดิ้นรน แต่กลับมิอาจหลุดออกจากอ้อมแขนของชายหนุ่มได้
ไป๋เฉินได้โอกาสจึงได้กล่าวข้อเสนอออกไป "หากเจ้ายอมแพ้ แล้วพูดคุยกับข้าดีๆข้าจะปล่อยเจ้าก็ได้"
"ฝันไปเถอะ ถึงอย่างไรข้าก็ไม่ยอมแพ้คนหลอกลวงเช่นเจ้า"ฟางถงกล่าวตอบกลับโดยฉับไว
ไป๋เฉินถอนหายใจ "ข้าขอโทษสำหรับเรื่องราวในครั้งนั้น"