เซี่ยฮุยย้อนนึกถึงภาพที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ทั้งหมดอีกครั้ง
ใช่แล้ว...ไม่ผิดแน่ เซี่ยฮุยลองนึกถึงฉากที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ภายในสนามทดสอบแห่งนี้
ไม่ว่าเขาจะคิดไปในทิศทางไหน เขาก็รู้สึกได้ถึงพล็อตเรื่องคุ้นตาไปหมด
หลังจากที่เขาเข้ามาที่นี่ตลอดทั้งเส้นทางก็ดูเหมือนว่าจะมีมือคู่หนึ่งกำลังควบคุมพวกเขา อีกทั้งยังทำให้พวกเขาต้องเดินตามพล็อตที่บุคคลผู้นั้นกำหนดไว้
ผีเจ้าสาว...โรงเรียนร้าง...จางเสี่ยวหง...เจินเจิน...
องค์ประกอบแต่ละอย่างถูกเชื่อมเข้าด้วยการผ่านสมองของเซี่ยฮุย
“นักเรียนตุ๊กตาดินเผา”
“ตุ๊กตาดินเผาเจินเจิน”
ยังขาดอะไรอีกนะ?
เซี่ยฮุยขมวดคิ้ว จู่ ๆ ก็มีแสงสว่างสว่างวาบขึ้นในหัวของเขา ภายในโรงเรียนแห่งนี้ ยังเหลือใครที่พวกเขายังไม่เจออีกนะ?
หรือว่าจะเป็นเธอ?
เซี่ยฮุยก้มหน้ามองศพที่นอนอยู่บนเตียง : จางเสี่ยวหง?
เมื่อกวาดตามองอย่างละเอียดเขาก็พบของชิ้นใหม่อีกหนึ่งชิ้น
ถึงแม้ว่าศพจะเน่าเปื่อยจนแทบไม่เหลือเค้าโครงเดิม แต่มือทั้งสองข้างของเธอกลับยังสมบูรณ์ทุกประการ
เซี่ยฮุยยื่นมือออกไปสัมผัส เขาไม่ได้รู้สึกเหมือนกับกำลังสัมผัสเข้ากับผิวหนัง สิ่งที่เขารู้สึกคือร่างกายที่แข็งทื่อและเย็นยะเยือก เป็นความรู้สึกเดียวกับตอนที่สัมผัสกับเครื่องเซรามิกอย่างไรอย่างนั้น
คิดเช่นนี้เขาก็ลองใช้นิ้วดีดไปที่ฝ่ามือสองสามครั้ง และเขาก็ได้ยินเสียงใส ๆ สะท้อนกลับมา
ใช่จริง ๆ เหรอ?
เซี่ยฮุยมองมือของศพที่อยู่ตรงหน้า มือข้างนั้นกำลังกำหมัดราวกับกำลังกำอะไรบางอย่างไว้
เขารีบง้างนิ้วของศพเพื่อให้อ้าออก และเขาก็พบว่าใต้ฝ่ามือมีของบางอย่างซ่อนอยู่
กระดาษหนึ่งแผ่น
“ทำไมถึงกลายเป็นผีร้ายได้ล่ะเนี่ย?”
เจี่ยปิงอวี่รับกระดาษไปและเริ่มอ่านออกเสียง
“หากอยากกลายเป็นผีร้าย ก่อนอื่นต้องเกิดความแค้นให้ได้เสียก่อน ยิ่งความแค้นมากเท่าไหร่ ความสามารถหลังจากที่กลายเป็นผีก็จะแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น”
“จำไว้...ถ้าหากทุกอย่างเริ่มต้นขึ้นแล้ว จะไม่มีอะไรขัดขวางได้อีก”
“ดูนั่นสิ! ศพหายไปแล้ว”
จู่ ๆ เฉียนตัวตัวก็ตะโกนออกมา ทุกคนที่กำลังอ่านข้อความบนกระดาษจึงกลับมาสนใจสิ่งที่อยู่ภายในห้องแห่งนี้อีกครั้ง
ตอนที่พวกเขาหันกลับไปมองก็พบว่าศพที่นอนอยู่บนเตียงหายไปแล้ว
ในเวลาเดียวกัน พลังปราณเย็นยะเยือกก็ปกคลุมภายในห้องแห่งนี้
หนาว...หนาวเหน็บไปถึงกระดูก
แม้ว่าจะสามารถใช้พลังงานเพื่อปกคลุมร่างกายได้ แต่เซี่ยฮุยก็ยังรู้สึกได้ถึงความเย็นยะเยือกภายในห้องแห่งนี้ และอุณหภูมิก็ลดลงอย่างต่อเนื่องจนไม่สามารถต้านทานได้
“ท่าไม่ดีแล้ว”
เซี่ยฮุยหันไปมองเพื่อนร่วมทีมและรีบบอกพวกเขา “พวกเราออกไปจากที่นี่ก่อน”
พูดจบทุกคนก็เตรียมตัวที่จะเดินออกไปจากห้องแห่งนี้
“ปัง!”
ในเวลานี้เอง จู่ ๆ ประตูห้องก็ปิดสนิทอย่างรวดเร็ว
ตอนที่ประตูห้องปิดลง อุณหภูมิภายในห้องก็หนาวเหน็บมากยิ่งขึ้น
“ฟู่”
ระยะเวลาเพียงไม่กี่อึดใจ
ตอนที่เซี่ยฮุยอ้าปากก็มีควันสีขาวถูกพ่นออกมา
“ทุกคนยังไหวไหม?”
นอกจากเจี่ยปิงอวี่แล้ว คนอื่น ๆ ก็เริ่มหดคอเพื่อต่อสู้กับความเย็นที่ปกคลุมทั่วห้องอย่างฉับพลัน
จะปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้!
เซี่ยฮุยและเจี่ยปิงอวี่หันมาสบตากัน แม้พวกเขาไม่พูดก็สามารถเข้าใจกันและกันได้เป็นอย่างดีว่าอีกฝ่ายคิดอะไร
“ทลายน้ำแข็งเหมันต์!”
สิ้นสุดเสียงของเจี่ยปิงอวี่ ธารน้ำแข็งก็ก่อตัวขึ้นบนพื้นห้องและเปลี่ยนเป็นเส้นโค้งรูปทรงภูเขาน้ำแข็งส่งตรงไปยังประตูห้อง
“ตึง!”
ภูเขาน้ำแข็งชนเข้ากับประตูห้องอย่างแรงจนเกิดเสียงชนดังกึกก้องไปทั่ว
แต่ประตูไม่ได้ถล่มลงอย่างที่คิด
เจี่ยปิงอวี่มองประตูบานนั้นด้วยความประหลาดใจ คิดไม่ถึงเลยว่าประตูไม้ธรรมดา ๆ จะสามารถต้านการโจมตีที่เต็มกำลังของเธอได้
นี่เป็นพลังขั้นสูงสุดของขอบเขตพิเศษขั้น 3 เลยนะ แต่กลับไม่สามารถสร้างความเสียหายต่อประตูบานนี้ได้แม้แต่น้อย
“เดี๋ยวฉันจัดการเอง”
เซี่ยฮุยเห็นการโจมตีของเจี่ยปิงอวี่ไม่ได้ผล เขาจึงตะโกนบอกเธอให้ถอยออกไป
เขาเข้าสู่โหมดเปิดใช้พลังลมปราณ หลังจากพลังขั้น 9 ทั้งหมดถูกเปิดใช้งานร่างของเขาก็ชนเข้าใส่ประตูไม้ที่อยู่ตรงหน้าทันที
“ตึง!”
วินาทีที่พลังที่แข็งแกร่งกว่าก่อนหน้านี้ปะทะเข้าใส่ประตูไม้ ประตูทั้งบานก็แตกออกเป็นเสี่ยง ๆ ภายในชั่วพริบตา
“ไปเถอะ!”
เมื่อเห็นว่าประตูถูกเปิดออกพวกเขาก็รีบวิ่งออกนอกประตูทันที
ตอนที่วิ่งมาถึงทางเดิน ใบหน้าของเซี่ยฮุยก็กลับมาเคร่งขรึมอีกครั้ง
แม้ว่าพวกเขาจะออกมาจากห้องได้สำเร็จ แต่พลังลมปราณที่หนาวเหน็บกลับไม่ได้หายไปอย่างที่คิด
หรือจะพูดว่าทางเดินทั้งชั้นอยู่ในสภาพเดียวกับด้านในห้องก็ไม่ผิด เพราะที่นี่ถูกปกคลุมไปด้วยพลังปราณที่หนาวเหน็บทั้งหมด
“นี่มันอะไรกันเนี่ย ยังไม่เจออะไรสักอย่างแต่กลับถูกโจมตีแบบนี้เนี่ยนะ”
เซี่ยฮุยแอบสบถด่าภายในใจ สิ่งที่เขาเกลียดที่สุดคือศัตรูที่ไม่ปรากฏตัว ด้วยเหตุนี้ความโกรธจึงเริ่มปะทุขึ้นภายในใจ
เขาหันไปมองคนอื่น ๆ แม้ว่าจะมีแสงสว่างสีขาวจากป๋ายเสียวเสี่ยวคอยช่วยคุ้มกันให้ปลอดภัยได้ภายในช่วงระยะเวลาหนึ่ง
แต่ใบหน้าขาวโพลนของป๋ายเสียวเสี่ยวก็ทำให้เขารับรู้ได้ว่าเธอคงรับมือกับการโจมตีนี้ได้อีกไม่นาน
เซี่ยฮุยเหลือบมองตารางสกิลของตัวเอง ในเวลานี้เองที่เขารู้สึกได้ว่าสกิลของเขามีน้อยเกินไป
ไม่มีสกิลไหนที่สามารถปล่อยออกเป็นวงกว้างได้ การโจมตีโดยปราศจากเป้าหมายเช่นนี้ทำให้สกิลของเขาไม่สามารถทำอะไรศัตรูได้
แต่เขาก็อยากจะขอลองดูก่อน
“หมัดมังกรตระหง่าน...”
เซี่ยฮุยปล่อยหมัดออกไปทั่วทั้งแปดทิศโดยปราศจากเป้าหมาย
วินาทีต่อมาบริเวณทางเดินก็ถูกมังกรวายุซัดเข้าใส่จนเรียบเป็นหน้ากลอง
เซี่ยฮุยไม่ได้สนใจแม้แต่น้อยว่าหากไม่มีทางเดินและตกลงไปด้านล่างพวกเขาจะทำอย่างไร
เพราะเขารู้สึกได้ว่าต่อให้ตกลงไปด้านล่าง ก็ยังดีกว่าทนหนาวตายอยู่ที่นี่โดยไม่สามารถต่อต้านอะไรได้เลย
พลังทำลายล้างของสกิลหมัดมังกรตระหง่านสร้างความตกตะลึงให้กับทุกคน ระยะเวลาเพียงสั้น ๆ นอกจากจุดที่พวกเขายืนอยู่ บริเวณจุดอื่น ๆ ก็ถล่มลงจนไม่เหลือสภาพ
แต่เซี่ยฮุยคิดไว้แล้วว่าสถานที่แห่งนี้ไม่มีความแน่นอน เขาจึงไม่คิดว่าการทำลายทางเดินฉันนี้จะทำให้พวกเขาตกลงไปด้านล่าง
เพราะแม้ว่าเขาจะทำลายทางเดินสำเร็จ แต่จุดที่พวกเขายืนอยู่กลับเป็นจุดเดียวที่ยังไม่ถล่มลงไปด้านล่าง
จุดที่ห่างไกลออกไปยังมีบันไดตั้งตระหง่านอยู่ ราวกับมีพลังที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่ากำลังพยุงพวกมันไว้จึงไม่ถล่มลงไปด้านล่าง
จุดที่พวกเขายืนอยู่คล้ายกับกำลังลอยอยู่กลางอากาศอย่างไรอย่างนั้น
เซี่ยฮุยลองยื่นเท้าไปด้านหน้าและกวาดไปมา เห็นได้ชัดว่าไม่มีอะไรอยู่ด้านล่าง แต่ความรู้สึกที่ใต้ฝ่าเท้าของเขาราวกับมีพื้นรองรับน้ำหนักอยู่
เขารวบรวมความกล้าก้าวเท้าไปด้านหน้าอีกสองสามก้าว และเขาก็สามารถยืนอยู่บนพื้นไร้รูปร่างนั้นได้จริง ๆ
พื้นที่เขาเหยียบอยู่ดูเหมือนว่าจะเป็นเพียงแค่อากาศที่ลอยตัวอยู่และไม่สามารถจับต้องได้
“พี่ฮุย มันเกิดอะไรขึ้นเนี่ย?”
โชคดีที่หมัดของเซี่ยฮุยมีส่วนสนับสนุนค่อนข้างมาก หลังจากแสงคุ้มกันของป๋ายเสียวเสี่ยวหายไป คนอื่น ๆ ที่ถูกคุ้มกันก็ไม่ได้รู้สึกถึงความหนาวเหน็บก่อนหน้านี้อีกต่อไป ทางเดินถูกทำลายลงแล้วพลังลมปราณที่ถูกส่งออกมาอย่างฉับพลันก็หายไปเช่นกัน
“แปลกจัง”
เซี่ยฮุยแหงนหน้ามองพระจันทร์ที่อยู่ด้านบนอีกครั้ง
“ตั๋วตั่ว เธอสามารถส่งฉันขึ้นไปด้านบนได้ไหม?”
เซี่ยฮุยแอบคิดว่าถ้าหากเขากำจัดพระจันทร์ดวงนั้นได้สำเร็จ เขาจะสามารถทำลายโลกมายานี้ได้หรือเปล่านะ
ใช่แล้ว...ตอนนี้เขาต้องวางภารกิจที่อยู่ในมือไว้ข้าง ๆ ก่อน และหันมาทำบางสิ่งบางอย่าง!
เขาไม่อยากเสียเวลาเล่นเกมทายใจที่มีอยู่อย่างต่อเนื่องโดยไม่มีตรรกะใด ๆ เหล่านี้แล้ว สิ่งที่เขาต้องการก็คือทำลายโลกมายาแห่งนี้
ตั๋วตั่วพยักหน้า ขอเพียงแค่มีพลังงานที่เพียงพอ เถาวัลย์ของเธอก็สามารถส่งขึ้นไปด้านบนได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่มีขีดจำกัด
ตอนนี้ไม่มีพลังงานความเย็นที่ส่งออกมารบกวนพวกเขาแล้ว อีกทั้งยังมีความช่วยเหลือจากป๋ายเสียวเสี่ยว ดังนั้นจึงไม่ใช่ปัญหาที่จะส่งเซี่ยฮุยขึ้นไปด้านบนตามที่เขาต้องการ
“พี่ฮุย...ที่จริงฉันยังมีวิธีอื่นที่สะดวกกว่านั้นนะ”
ตอนที่พวกเขาทั้งสองคนเตรียมพร้อมที่เริ่มภารกิจ จู่ ๆ เฉียนตัวตัวก็พูดโพล่งขึ้นมา
พูดจบ เฉียนตัวตัวก็เข้าสู่โหมดร่างมังกรอีกครั้ง
“จะไม่เป็นไรจริง ๆ เหรอ?”
“ไม่ต้องคิดมาก”
เฉียนตัวตัวไม่ได้ใส่ใจ และวิธีของเขาก็ดูเหมือนว่าจะสะดวกสบายกว่ามากจริง ๆ
เซี่ยฮุยกระโดดขึ้นไปด้านบนหลังของอีกฝ่ายอย่างไม่ลังเล ตอนที่ร่างของเขากระโดดขึ้นมานั่งบนหลังเฉียนตัวตัว พวกเขาทั้งสองก็โผทะยานขึ้นสู่พระจันทร์ที่อยู่เบื้องบนทันที
พระจันทร์ที่อยู่ด้านบนดูเหมือนจะอยู่ห่างไกลจากพวกเขา แต่เอาเข้าจริงพวกเขากลับใช้เวลาบินเพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น
เพียงไม่นานพวกเขาทั้งสองก็เข้ามาใกล้พระจันทร์สีแดงดวงนี้
“ของปลอมจริง ๆ ด้วยสินะ”
ดวงตากลมโตของมังกรยักษ์จ้องมองไปที่พระจันทร์ที่อยู่ตรงหน้า เฉียนตัวตัวพูดขึ้นมาด้วยความประหลาดใจ “พอเข้ามาใกล้ ๆ มันใหญ่กว่าที่คิดอีกนะเนี่ย”
“พี่ฮุยระวังตัวด้วยนะ ดูเหมือนว่ามันจะมีชีวิตด้วย”
“อื้อ”
ตอนที่เข้ามาอยู่ใกล้ ๆ ดวงจันทร์ มันก็เริ่มขยับขึ้นลงเป็นจังหวะการเต้นของหัวใจ
“รำมวย!”
วินาทีต่อมา เซี่ยฮุยก็ปล่อยหมัดออกไปสุดกำลัง เงาหมัดจำนวนนับไม่ถ้วนปะทะเข้าใส่บนดวงจันทร์
“ตูม!”
เสียงดังขึ้นพร้อมกับพระจันทร์ที่ระเบิดกระจุยกระจายออกจากกัน หลังจากนั้นโลกใบนี้ก็กลับเข้าสู่ความมืดครึ้มอย่างฉับพลัน
“แจ้งเตือน! แจ้งเตือน!”
“สนามทดสอบกลางถูกทำลายลงแล้ว ดันเจี้ยนกำลังหายไป”
“ผู้ทดสอบทุกท่านที่อยู่ในดันเจี้ยน จะถูกส่งออกจากสถานที่แห่งนี้ โปรดเตรียมตัวให้พร้อม!”
“10、9、8……”
ยังไม่ทันที่เซี่ยฮุยจะได้อ่านเนื้อหารายละเอียดบนสายรัดข้อมือ วินาทีต่อมาความรู้สึกคุ้นเคยแผ่ซ่านไปทั่วร่างกายของเขา
“เห้ย?”