(จบแล้ว)ระบบร้านอาหารสามเวลาต่างโลก พระเอกเก่ง+เน้นอาหารไทย

    ตอนที่ 114 หมูกระทะแห่งความสุข

    ตอนที่ 114 หมูกระทะแห่งความสุข



    “หึหึ วิธีดิ้นรนของคนโง่...ทุกคนไม่ต้องเป็นห่วงไปหรอก ในวันพรุ่งนี้ ฉันกระทะทองผู้นี้จะเป็นคนสั่งสอนพวกมันให้รู้สำนึกเอง” สิ้นเสียงคำพูดของ เจ้าของร้านกระทะทอง

    เจ้าของร้านที่มาจับกลุ่ม รวมตัวที่ร้านแห่งนี้ ก็พลัน เฮละโล กันอย่างสนุกสนาน เฉกเช่นเดียวกับ บรรยากาศภายนอกของร้านอาหารสามเวลาที่ตอนนี้กลุ่มลูกค้า ต่างกำลังเพลิดเพลินไปกับรสชาติของหมูกระทะ ที่แสนอร่อย



    “ท่านพ่อ กินเนื้อย่างที่ผมย่างนี้สิครับ อร่อยมากๆ เลย” ลูกชายคนโต ได้คีบเนื้อย่างที่สุกกำลังได้ที่ คีบไปยังจานเปล่าๆ ของไวทเคานต์นิค ผู้เป็นพ่อ

    “ลูกๆ อย่าลืมกินผักกันด้วยนะจ๊ะ”

    ทางด้านฝ่ายภรรยาเอง ก็ได้คีบเอาผักบุ้งและผักต่างๆ ไปยัง จานที่เต็มไปด้วยเนื้อย่าง ของลูกๆ เธอ

    ไวทเคานต์นิคในฐานะคนเป็นพ่อ การได้เห็นภาพเช่นนี้ในครอบครัว ล้วนเป็นอะไรที่เขารู้สึกมีความสุขเป็นอย่างมาก ถึงแม้จะต้องเสียเวลารั้งรอแถวอยู่นานเกือบ 1 ชั่วโมง แต่ทว่า ความสุขที่ได้กลับคืนมา ต่อให้นานกว่านี้ ขุนนางวัยกลางคนก็รู้สึกคุ้มค่ามากเหลือเกิน



    “เมนูหมูกระทะนี้มันสุดยอดจริงๆ เลย” อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากโต๊ะของท่านไวทเคานต์นิคแล้ว



    ในส่วนของลูกค้าคนอื่นๆ ของทางร้าน ที่กำลังปิ้ง ย่าง หมูกระทะ ต่างก็ร่ำร้องและชื่นชมถึงความอร่อยในเมนูหมูกระทะของทางร้านอาหารสามเวลากันจนทั่ว

    แม้ในตอนแรกจะมีข้อครหาว่าเพราะเหตุใด ทางร้านถึงไม่เป็นคนลงมือปิ้งย่างให้กับลูกค้าเหมือนเช่นร้านอื่นๆ แต่เมื่อทุกคนได้ลองมากินและสัมผัสด้วยตัวเอง ข้อกริ่งเกรงในตอนแรกก็พลันมลายหายไปจนหมดสิ้น



    เนื้อ หมู ไก่ พวกนี้หากปรุงสำเร็จมาแล้ว ก็จะขาดความสดใหม่ไป เพราะความอร่อยที่แท้จริง ซึ่งนอกเหนือไปจากรสชาติของเนื้อที่ทางร้านได้หมักจนเข้าเนื้อและมีรสชาติที่ถูกปากแล้ว

    มันยังมีในส่วนของความร้อนจากเตาเล็กๆ พวกนี้ ที่ช่วยทำให้เนื้อพวกนี้สุกและพร้อมรับประทานมาช่วยผลักดัน รสชาติหมูกระทะให้ดียิ่งขึ้นไปอีกนั่นเอง



    หมูสไลด์แผ่นบางๆ ที่ปิ้ง ย่าง จนสุกดีแล้ว...ทันทีที่ยกออกมา ก็นำลงไปจุ่มหรือจิ้มกับ น้ำซอส น้ำจิ้ม ที่ทางร้านเตรียมไว้ให้หลายรสชาติ ซึ่งแล้วแต่ลูกค้า ว่าจะชื่นชอบน้ำจิ้มลักษณะไหน


    ดั่งเช่นหัวหน้าหน่วยที่พอจะกินเผ็ดได้บ้าง ก็เลือกเอาน้ำจิ้มที่มีชื่อว่าน้ำจิ้มแจ่วมารับประทาน



    ส่วนลูกค้าที่ยังไม่คุ้นชินกับรสชาติเผ็ดร้อน ไลท์ก็ได้แนะนำน้ำจิ้มที่มีชื่อว่า น้ำจิ้มบาร์บีคิว ที่เขาได้ทำมาจาก ซอสถั่วเหลืองผสมเข้ากับน้ำซุป โดยสีของมันออกไปทางสีน้ำตาลอ่อน ซึ่งไลท์ได้คัดลอกน้ำจิ้มสูตรนี้มาจาก ร้านปิ้งย่างในโลกก่อนที่มี มังกรตัวสีเขียวเป็นสัญลักษณ์นั่นเอง

    โดยน้ำจิ้มบาร์บีคิว สามารถที่จะใส่ส่วนผสมเพิ่มเติมเข้าไปได้ ไม่ว่าจะเป็นกระเทียมซอยละเอียด มะนาว หรือแม้แต่พริก ที่ลูกค้าเลือกเองได้ว่าจะอยากให้เผ็ดในระดับไหน



    ซึ่งโต๊ะสำหรับน้ำจิ้มที่ไลท์ได้ทำไว้หลายรสชาติ ไลท์ก็ได้มอบหมายให้คาห์น เป็นคนช่วยกำกับและบอกถึงรสชาติให้กับลูกค้า ยืนประจำการดูแลอยู่ตรงนั้น


    แน่นอนว่า คาห์นที่ชอบการบอกเล่าถึงร้านอาหารสามเวลา ย่อมถูกใจกับหน้าที่ตรงนี้เป็นอย่างมาก



    คาห์นได้จัดแจงสอนลูกค้า หน้าใหม่ อย่างไม่มีเหน็ดเหนื่อย แม้จะต้องพูดประโยคเดิมๆ ซ้ำไปมา แต่เมื่อได้เห็นเหล่าลูกค้า แสดงออกผ่านทางสีหน้าที่ได้ชิม น้ำจิ้มรสชาติต่างๆ ทั้งจากน้ำจิ้มที่ไลท์ได้เตรียมไว้สำเร็จแล้ว หรือ น้ำจิ้มที่ลูกค้าลงมือปรุงแต่งตามความชอบของตัวเอง...ทางด้านคาห์นก็ดูจะชอบอกชอบใจอยู่ไม่น้อย



    “น้ำจิ้มถ้วยนี้ของท่าน มีรสชาติที่ไม่เลวเลย หวานและเปรี้ยว ตัดกันได้อย่างลงตัว...แถมยังมีความเผ็ดเจืออยู่เล็กน้อยอีกด้วย”

    คาห์นที่คอยกำกับดูแลกลุ่มลูกค้าในส่วนของน้ำจิ้ม มักจะถูกกลุ่มลูกค้า ที่ปรุงแต่งน้ำจิ้มตามความชอบของตัวเอง มาช่วยขอให้คาห์นชิมอยู่เสมอๆ

    เสมือนว่า คำแนะนำของคาห์นที่ได้ชิม น้ำจิ้มของพวกเขา จะเป็นมาตรฐานวัด ว่าน้ำจิ้มถ้วยนี้จะผ่านหรือไม่ผ่าน



    “จริงเหรอครับ น้ำจิ้มของผมถูกปากแล้วใช่ไหมครับ” เหล่าลูกค้าที่มาขอให้คาห์นชิม ต่างแสดงออกถึงความพออกพอใจกับน้ำจิ้มของตัวเอง

    ทั้งนี้ทั้งนั้น น้ำจิ้มทุกถ้วยถึงจะมีรสชาติที่แปลกประหลาดและแตกต่างกันไปบ้าง หากแต่โดยพื้นฐานเดิม ก็คือน้ำจิ้มบาร์บีคิวที่ไลท์เป็นคนทำด้วยกันทั้งนั้น ดังนั้นรสชาติทุกถ้วยจึงล้วนแล้วแต่ถูกปากคาห์นไปเสียทั้งหมด


    กระนั้นเอง ถึงคาห์นจะรู้ถึงความอร่อยในน้ำจิ้มนี้ดีอยู่แล้ว แต่เพื่อเสริมความมั่นใจให้กับลูกค้า เขานั้นยินดีที่ได้ทำหน้าที่อันเป็นปราการตรวจสอบน้ำจิ้มให้กับทุกคนด้วยความเต็มใจ



    “โต๊ะ B3 อีก 15 นาที จะหมดเวลาแล้วนะครับ...หากยังไม่อิ่มก็ต้องเร่งมือกันหน่อยแล้วนะครับ” เป็นเสียงของแมทที่เดินเข้าไปบอกกับโต๊ะของลูกค้า ที่ดูเหมือนว่าใกล้จะถึงเวลาที่ทางร้านได้กำหนดเอาไว้ที่เวลา 1 ชั่วโมง

    “ใกล้ครบ 1 ชั่วโมงแล้วเหรอเนี่ย...เวลาช่างผ่านไปเร็วจริงๆ” ลูกค้าในโต๊ะหมายเลข B3 เมื่อได้ยินว่า เวลาของพวกเขาใกล้จะหมดแล้ว พวกเขาก็ร่ำร้องออกมาด้วยความร้อนรน


    หากแต่ในความร้อนรนของพวกเขา ไม่ได้มีความรู้สึกโกรธหรือโมโห ที่ถูกแมทเข้ามารีบเร่งให้พวกเขาเร่งมือ เจือปนอยู่ในนั้นเลย

    ลูกค้าในวันนี้ แทบทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นลูกค้าขาประจำของทางร้านอาหารสามเวลา กันแทบทั้งนั้น พวกเขานั้นต่างก็นับถือและให้ความเคารพในตัว ไลท์ ที่เป็นพ่อครัวกันเป็นอย่างมาก



    จนไม่มีใครยอมที่จะมีเรื่องผิดใจกับ ไลท์ ที่ได้กำหนดให้แต่ละโต๊ะมีเวลาในการกินอยู่ที่ 1 ชั่วโมง กันเลยสักคนเดียว หรือรวมไปถึงเรื่องสำคัญที่สุดของเมนูหมูกระทะ คือ ห้ามเหลืออาหารอย่างเด็ดขาดอีกด้วย

    ร้านอาหารที่เปิดให้กินได้ไม่อั้น กินได้ตามใจ ตราบใดที่ตักมาแล้ว กินให้หมด นี้จึงถือเป็นเรื่อง แปลกใหม่สำหรับคนในโลก The Gloria อยู่มากทีเดียว


    โดยกลุ่มลูกค้าต่างก็พูดกันเป็นเสียงเดียวกันว่า ร้านอาหารสามเวลา นั้นช่างมีเมตตากับพวกเขามากจริงๆ

    ไฉนเลยที่พวกเขาจะกล้าทำลายความเมตตาของทางร้าน ที่มอบให้กับพวกเขา...แล้วเหลืออาหารทิ้งขว้างกันแบบนั้นไปได้



    กลุ่มลูกค้าโต๊ะ B3 เมื่อได้รับการแจ้งเตือนถึงเวลาที่ใกล้จะหมด พวกเขาก็ต่างรีบมองหาเนื้อหรืออาหารอื่นๆ ที่ได้ตักมาแล้วยังไม่ได้กินหรือกินไม่หมด

    พลางรีบนำไปปิ้งย่าง ก่อนจะกินพวกมันไปจนหมด โดยที่ยังเหลือเวลาอีก 5 นาที

    พร้อมกับเรียกหา จิม ที่วันนี้องครักษ์หนุ่มผู้นี้ ได้รับหน้าที่จากไลท์ ให้ช่วยคิดเงินและปรับเงินตามกฎหากมีอาหารเหลือ



    แน่นอนว่าตามปกติแล้ว สองตายาย จะเป็นคนรับหน้าที่ในการเก็บเงิน เพียงแต่สำหรับเมนูหมูกระทะไลท์นั้นต้องเปลี่ยนให้เป็น จิม เป็นคนรับหน้าที่นี่แทนเป็นกรณีพิเศษ


    เนื่องจาก ไลท์ รวมไปถึงสองตายายนั้นก็รู้ตัวดีว่า ตนเองนั้นเป็นคนขี้ใจอ่อนและหัวอ่อนจนเกินไป


    หากว่าลูกค้าเหลืออาหารและต้องถูกปรับตามกฎ กลัวว่าสองตายายจะไม่กล้าปรับอย่างจริงจังนั่นเอง


    ดังนั้น คุณตาเกลและคุณยายเฮลีย์ในวันนี้ จึงขอปรับเปลี่ยนหน้าที่มาเป็น คนเสิร์ฟเครื่องดื่มให้กับลูกค้าแทนนั่นเอง

    ในส่วนของเครื่องดื่ม หากเป็นน้ำเปล่าทั่วๆ ไป ทางร้านอาหารสามเวลาก็มีน้ำฟรีให้ดื่มตามปกติอยู่แล้ว

    แต่ถ้าหากต้องการที่จะกินน้ำสูตรพิเศษ หรือน้ำมะนาวโซดาเย็นๆ ที่กินได้ไม่จำกัด หรือ เติมได้เรื่อยๆ ก็แค่เพิ่มอีก 6 เหรียญทองมณี สริรวมแล้วก็แค่ 35 เหรียญทองมณีเท่านั้น



    ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่นั้นต่างก็เลือก เพิ่มเงินอีก 6 เหรียญทองมณี เพื่อที่จะได้กินเครื่องดื่มเย็นๆ ที่สุดแสนวิเศษนี้ด้วยกันทั้งนั้น

    พวกเขาไม่เสียดายเลยกับเงินที่ต้องจ่ายเพิ่ม เพราะขืนให้พวกเขากินแต่น้ำเปล่าทั่วๆ ไป แม้จะช่วยดับกระหายได้บ้าง

    แต่มันจะดีกว่าไหม? ถ้าได้น้ำดื่มเย็นๆ ที่เมื่อกินคู่กับ หมูกระทะร้อนๆ ความกระหายจะได้รับการเติมเต็มมากกว่า



    อย่างไรก็ตาม เมื่อพูดถึงน้ำแข็ง แน่นอนว่าคนในโลกนี้ต่างก็มีพลังเวทที่สามารถสร้างน้ำแข็งหรือเวทต่างๆ ได้ตามต้องการ แต่ทว่า...ด้วยกฏของทางร้านที่ไม่อนุญาตให้พวกเขาใช้เวทมนตร์กันภายในร้าน

    จึงไม่มีใครที่จะฉกฉวยโอกาส ใช้พลังเวทสร้างน้ำแข็งขึ้นมาเองกันอยู่แล้ว

    และจากที่ไลท์ได้วางหน้าที่ ตามที่แต่ละคนถนัด ดังนั้นด้วยนิสัยของคุณตาและคุณยายที่ค่อนข้างเป็นคนจิตใจดี หากทั้งสองจะเสิร์ฟเครื่องดื่มหรือแถม ไลท์ก็ไม่ได้ติดขัดอะไร เพราะราคาของเครื่องดื่มนั้นได้รวมไปกับค่าอาหารหมดแล้วนั่นเอง



    “ผมได้ตรวจสอบจนครบถ้วนแล้ว ลูกค้าโต๊ะ B3 ไม่มีอาหารหลงเหลือ ฉะนั้นราคาอาหารต่อคนอยู่ที่ 35 เหรียญทองมณีครับ”

    ในฐานะที่จิมนั้นเป็นองครักษ์ที่ต้องคอยดูแลโทมัสผู้เป็นเจ้าชายอยู่ตลอดเวลา


    ทำให้นิสัยของจิม นั้นค่อนข้างที่จะสุขุมและมีความรอบคอบ ตรงไปตรงมา



    จิมได้ตรวจสอบโต๊ะของลูกค้าที่มาชำระเงินอย่างละเอียด ตามคำแนะนำของไลท์ที่ได้บอกเล่าถึง กลเม็ดที่ลูกค้าอาจจะซ่อนอาหารที่เหลือไว้ตามซอกหลืบต่างๆ อาทิเช่น ซ่อนอยู่ภายในเตา หรือ หมกไว้ตามซอกของจานในแต่ละชั้น


    เรียกได้ว่า กลเม็ดที่คนในโลกก่อนของไลท์ เคยใช้วิธีกันแบบไหน ไลท์ก็ถ่ายทอดให้จิมจนครบถ้วน


    ถึงแม้ว่าเล่ห์เหลี่ยมและกลเม็ดของคนในโลกนี้ จะยังไม่เชี่ยวชาญและชำนาญได้เทียบเท่ากับคนไทยในโลกก่อนของไลท์ ที่แต่ละคนต่างก็มีกลเม็ดในการหลบเลี่ยงสายตาของพนักงานอยู่มากมายเต็มไปหมดก็ตามที

    แต่เรื่องนี้ สู้สอนเอาไว้ก่อน ป้องกันเอาไว้ก่อน ตั้งแต่เนิ่นๆ เมื่อลูกค้าเห็นถึงวิธีการตรวจสอบอันเข้มงวดจากจิม จะได้ไม่มีใครกล้า ที่จะลองดี นั่นเอง



    “โชคดีจังที่ไม่ต้องเสียค่าปรับ ตอนแรกพวกเราก็นึกว่า น้ำซุปและเครื่องดื่มที่เหลืออยู่พวกนี้จะถูกปรับไปแล้วเสียอีก โชคดีจริงๆ เลยเนอะ” ลูกค้าโต๊ะ B3 เป่าปากออกมาด้วยความโล่งใจ


    พลางหยิบยื่นเงินตามราคาต่อหัว ส่งให้กับจิม


    “ท่านไลท์ไม่ได้เข้มงวดอะไรขนาดนั้นหรอกครับ หากเหลือแค่น้ำซุปหรือเครื่องดื่ม หรือแม้แต่เศษเนื้อหรือผักเล็กน้อยๆ ก็พอจะอะลุ่มอะลวยกันได้บ้างครับ” จิมรับเงิน ก่อนจะอธิบายถึงเรื่องของค่าปรับ ที่ตลอดการขายหมูกระทะในวันนี้ ไม่มีโต๊ะใดเลยที่กินเหลือจนต้องถูกปรับ


    “ท่านไลท์ทั้งเก่งและก็ใจดีมากจริงๆ นะครับ ตอนแรกผมกะว่าจะพาครอบครัวมาลองกินสุกี้ของท่านไลท์ พอรู้ว่าวันนี้ท่านไลท์ไม่ได้ขายสุกี้ แต่เปลี่ยนมาขายเมนูใหม่ที่ชื่อว่าหมูกระทะแทน ก็เกือบจะผิดหวังกันไปเสียแล้ว...แต่ไม่คิดเลยว่าเมนูหมูกระทะจะอร่อยไม่แพ้กับสุกี้ แถมยังช่วยเติมเต็มกิจกรรมภายในครอบครัวของผมที่ห่างหายกันไปนาน ยังไงผมขอฝากคำขอบคุณไปถึงท่านไลท์ด้วยนะครับ” พูดจบลูกค้าโต๊ะ B3 ก็ลุกจากไป



    และในพริบตาเดียว เจ้าโปริ่ง เอลล่าและแอล ที่วันนี้รับหน้าที่ช่วยกันเก็บโต๊ะ จะเข้ามาเคลียร์โต๊ะและรีบทำความสะอาด เพื่อเตรียมรับลูกค้ากลุ่มถัดไปอย่างรวดเร็ว


    โดยการที่มีเจ้าโปริ่ง นี้ก็ช่วยให้ทุกอย่างรวดเร็วและง่ายดายมากยิ่งขึ้น


    เพราะเจ้าโปริ่งเล่นดูดกลืนของทุกอย่างบนโต๊ะ ลงไปในท้องของมันจนหมด เหลือทิ้งไว้ก็แต่เตาอั้งโล่เปล่าๆ นั่นเอง



    ...โปรดติดตามตอนต่อไป...

    ตารางการลงนิยายเวลา 18.00 หยุดทุกวันพุธครับ

    เข้าไปร่วมพูดคุยกับไรท์หรือสมาชิกนักอ่านคนอื่นๆ ได้ที่แฟนเพจตามลิงค์ด้านล่างเลยนะครับ

    www.facebook.com/writelazy




    คล้ายกับเรื่อง(จบแล้ว)ระบบร้านอาหารสามเวลาต่างโลก พระเอกเก่ง+เน้นอาหารไทย ที่คุณอ่าน