ช่างมนตราผ่าโลกเวทมนต์

    บทที่ 50 โชคดีในโชคร้าย

            พื้นดินสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นมาจากด้านล่าง ไอความร้อนซัดออกมาทางปากถ้ำ พร้อมกับแรงระเบิดจากภายใน เนื่องจากรังของแมลงมักอัดแน่นไปด้วยก๊าซชีวภาพ ทำให้บริเวณถ้ำส่วนหนึ่งระเบิดกระจายออกมาเหมือนคนจุดไฟในพื้นที่ปิดที่เต็มไปด้วยแก๊สไวไฟ (การกระทำดังกล่าวก่อให้เกิดอันตรายได้ ผู้อ่านไม่ควรเลียนแบบ) ภาคินและกล้าหาญไม่รอช้า พวกเขาต่างร่ายคาถาเกราะวิเศษขึ้นมาป้องกันด้านหน้าทันที


           คุณประสานที่ประเมินสถานการณ์แล้วรู้สึกว่ายังไม่ปลอดภัย จึงได้กระแทกไม้เท้าลงพื้นหนึ่งครั้ง ดินเบื้องหน้าพวกเขาก็เลื่อนตัวขึ้นมากลายเป็นกำแพงสูงสามเมตร ไอร้อนนั้นได้แผดเผากำแพงดินจนแห้งผากราวกับตากแดดมาหลายเดือน 

           แต่กระนั้นเปลวเพลิงที่ไม่มีแหล่งกำเนิดต่อเนื่องก็ค่อยๆ เบาบางลง เมื่อเห็นว่าปลอดภัยแล้ว เขาจึงเคาะไม้เท้าอีกครั้ง กำแพงดินก็แตกสลายกลายเป็นกองดินก้อนเล็กๆ เผยให้เห็นสภาพด้านหน้าปากถ้ำในรัศมีห้าเมตรที่ไหม้เกรียมเป็นตอตะโก ต้นหูกวางยักษ์ที่อยู่เหนือถ้ำเริ่มมีควันลอยฟุ้งขึ้นมา เนื่องจากรากด้านใต้ของมันถูกแผดเผา


           "เท่านี้ก็เรียบร้อย”


           ภาคินพูดก่อนจะมองดูมือซ้ายของตนที่มีรอยไฟไหม้เล็กน้อยและมีควันลอยกรุ่นจากความร้อนเกินพิกัด แล้วแสยะยิ้มมุมปาก


           “ยังคุมการควบแน่นความร้อนได้ไม่สมบูรณ์สินะ... คงต้องกลับไปปรับปรุงอีกหน่อย”


           "ผมไม่เข้าใจ ทำไมคุณหนูต้องทุ่มเทเพื่อจัดการรังมดระดับสองเล็กๆ นี่ด้วยครับ" คุณประสานมองมือของภาคินอย่างไม่เข้าใจ


           "เพื่อแสดงความสามารถของผมยังไงล่ะครับ ท่านหญิงอาจจะแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นศักยภาพของฉัน... อาจจะแกล้งส่งไอ้กระจอกนั่นมาเทียบรุ่น...”


           แววตาของภาคินลุกโชนด้วยไฟแค้นที่เปลี่ยนเป็นพลังผลักดัน


           “แต่สุดท้าย... ผลลัพธ์จะเป็นคำตอบเองว่าใครคือของจริง กล้า! อัดวิดีโอนั้นไว้แล้วใช่มั้ย เตรียมส่งภาพบันทึกนี้ไปที่ส่วนกลาง... ให้พวกตาแก่ในสภาได้เห็นว่า ‘อาวุธ’ ที่แท้จริงหน้าตาเป็นยังไง”


           “ใช้เวลาร่ายสี่นาที สี่สิบวินาทีครับ นายน้อย!” กล้าหาญบอกความยาวของวิดีโอที่บันทึกด้วยอุปกรณ์เวทมนตร์สีทอง


           “ช้าไป...” ภาคินเปรยเสียงเรียบ “คราวหน้าต้องเร็วกว่านี้"


           ภาคินเทน้ำยารักษาบาดแผลราดลงไปที่มือโดยไม่แสดงสีหน้าเจ็บปวดใดๆ ก่อนจะนำผ้าพันแผลคุณภาพดีมาพันที่ฝ่ามือ แล้วเตรียมจะเดินเข้าไปในปากถ้ำเพื่อทำภารกิจให้สำเร็จ


           "เดี๋ยวก่อนครับ" คุณประสานทักขึ้น ทำให้ภาคินต้องหยุดเท้า


           ท่ามกลางไฟและควันที่ลอยคละคลุ้งออกมาจากถ้ำ ปรากฏเงาของสิ่งหนึ่งกำลังคืบคลานออกมา มันคือมดขนาดใหญ่ราวสองเมตร ทว่าร่างกายของมันกลับสยดสยองและไม่สมประกอบ เปลือกหุ้มถูกเผาไหม้ไปหลายส่วน ปีกด้านหลังขาดวิ่นไม่เหลือชิ้นดี ที่สำคัญคือกระเปาะหางสำหรับให้กำเนิดมดงานฉีกขาดจนหายไปเกือบครึ่ง มันมองมาทางพวกเขาก่อนจะกรีดร้องเสียงแหลม


           "กรี๊ซซซซซ!!"


           แต่แทนที่จะพุ่งเข้าใส่ มันกลับจ้องมองไปที่คุณประสานด้วยสัญชาตญาณ ก่อนจะถอยหลังและวิ่งหนีหายเข้าไปในป่าลึกด้านหลัง ภาคินเห็นคุณประสานยืนนิ่งไม่ทำอะไรจึงเอ่ยถามขึ้น


           "คุณประสาน ไม่ตามไปจัดการมันเหรอครับ"


           "หน้าที่ของผมมีเพียงปกป้องคุณหนูครับ มดนั่นแม้จะเจ็บหนักแต่ระดับของมันอย่างน้อยก็ระดับสามขั้นกลาง ถ้ามันตั้งใจจะหนี ผมคงหยุดมันไม่ได้หรอกครับ"


           "งั้นเหรอ" ภาคินไม่ซักไซ้ต่อ เขาหยิบลูกบอลสีเมทัลลิกขึ้นมากดปุ่ม มันสร้างโดมแสงสีฟ้าป้องกันไอร้อนและอากาศพิษรอบรอบตัวเขา ก่อนที่เขาจะเดินหายลับเข้าไปในถ้ำ


           ใช้เวลาเพียงไม่นาน เขาก็เดินออกมาพร้อมกับไข่ทองคำขนาดเท่าลูกรักบี้ในอ้อมแขน เปลือกของมันส่องประกายแวววาวสะท้อนแสงไฟที่กำลังลุกไหม้


           กล้าหาญรีบก้าวเข้าไปรับไข่ใบนั้นมาถือไว้อย่างระมัดระวัง “ยอดเยี่ยมมากครับนายน้อย! สภาพสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ ตาเฒ่าพวกนั้นต้องตะลึงแน่ๆ”


           ภาคินเพียงแค่ปรายตามองไข่ใบนั้น แล้วส่งมันให้ลูกน้อง


           “เก็บซะ” เขาออกคำสั่งสั้นๆ โดยไม่สนใจจะมองมันต่อแม้แต่นิดเดียว


           ระหว่างนั้น คุณประสานเงยหน้ามองขึ้นไปบนต้นหูกวางยักษ์ที่บัดนี้กลายเป็นเสาเพลิงขนาดใหญ่ ควันดำทะมึนพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าจึงกำลังจะร่ายคาถาเพื่อดับไฟที่กำลังรุนแรงจากพลังเวทมนตร์ในเนื้อไม้นั่น


           “ไม่ต้อง” ภาคินขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่เด็ดขาด ดวงตาสีขี้เถ้าทอดมองควันไฟที่ลอยทะยานขึ้นฟ้า


           “ปล่อยมันไว้แบบนั้น” เขาหมุนตัวกลับ แล้วเดินนำออกจากพื้นที่อย่างสง่างานก่อนจะพึมพำกับตัวเอง


           “ถ้าไอ้เด็กนั่นยังไม่ตาย... ควันนี่คงอธิบาย ‘จุดยืน’ ของมันได้ดีกว่าคำพูด”


           ต้นหูกวางยักษ์นับร้อยปียังคงถูกเผาผลาญจนมอดไหม้ ไฟนรกสีแดงลุกโชนกินพื้นที่อย่างบ้าคลั่ง ทิ้งร่องรอยความพินาศไว้เบื้องหลัง ราวกับเป็นอนุสาวรีย์แห่งความเด็ดขาดของผู้ที่เพิ่งเดินจากไป


           “เจ็บ...”


           ภัทรครางออกมาเบาๆ เมื่อได้หลังหมดสติไป จากร่วงลงมาจากความสูงระดับตึกสองชั้นโชคดีเหลือเกินที่วันนั้น... ไม่รู้อะไรดลใจให้เขาขอให้ลุงประดิษฐ์สลีกรูนอักขระ ‘ลอยตัว’ (Levitate) เอาไว้ที่พื้นรองเท้าของชุดเกราะ อาจเพราะประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมาทำให้เขาตกจากที่สูงบ่อยจนเกิดอาการวิตกกังวล


           แม้จะเป็นรูนระดับสองแต่เขานั่นไม่มีพลังเวทเพียงพอจะใช้มัน ดังนั้นจึงไม่สามารถรับน้ำหนักตัวเขารวมกับชุดเกราะโลหะที่หนักอึ้งให้ลอยค้างฟ้าได้ แต่มันก็ช่วย ‘ชะลอ’ ความเร็วในการตกได้มากพอที่จะเปลี่ยนจาก ‘ร่างเละ’ ให้กลายเป็นแค่ ‘จุก’ เท่านั้น


           เมื่อทรงตัวลุกขึ้นนั่งได้ รอบกายของเขามืดสนิท มองไม่เห็นมือตัวเองด้วยซ้ำ


           กลิ่นเหม็นรุนแรงปะทะเข้าจมูกทันที แม้จะใส่หน้ากากอยู่แต่กลิ่นก็ยังซึมเข้ามาจนแสบจมูก มันคือกลิ่นของซากศพหมักหมมที่อบอวลภัทร ควานมือไปในกระเป๋า หยิบ ‘ไฟแช็ก’ คู่บุญออกมาเพื่อสร้างแสงสว่าง


    แชะ แชะ... 


           “เดี๋ยว...”


           มือของเขาชะงักกึกกลางอากาศ สมองประมวลผลกลิ่นที่ได้กลิ่นเมื่อครู่


           “ที่นี่มีแต่ก๊าซมีเทนกับก๊าซไข่เน่าอัดแน่นอยู่นี่นา... ขืนเผลอจุดไฟ...”


           ภาพตัวเองกลายเป็นอาหารเช้าในโฆษณาหลังการ์ตูนก่อนไปโรงเรียน แวบเข้ามาในหัว ภัทรหน้าซีดเผือด รีบเก็บไฟแช็กยัดใส่กระเป๋าลึกสุดทันที แล้วเปลี่ยนไปหยิบ เปลือกไข่มดเรืองแสง สีฟ้าอ่อนออกมาแทน


           เมื่อแสงนวลตาจากเปลือกไข่ส่องสว่างขึ้น เขาก็ถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก


           “เฮ้อ... เกือบได้ฌาปนกิจตัวเองแล้วไหมล่ะ”


           แต่เคราะห์ซ้ำกรรมซัด เมื่อเขาลองสำรวจตัวเองก็พบว่า ‘หมวกกันแก๊สทรงถังน้ำ’ ที่เขาภาคภูมิใจ มีรอยแตกร้าวขนาดใหญ่พาดผ่านกระจกหน้า ทำให้ระบบกรองอากาศเสียหายโดยสิ้นเชิง


           “ตายล่ะ... ชุดพังเหรอเนี่ย”


           ภัทรรีบถอดมันโยนทิ้งอย่างไม่ไยดี ก่อนจะควานหา ‘เครื่องฟอกอากาศฉุกเฉิน’ ที่ลุงประดิษฐ์ยัดใส่มือมาให้


           รูปร่างของมันคล้ายหน้ากากออกซิเจนในโรงพยาบาล แต่เมื่อสวมครอบจมูกและปาก มันกลับกลายเป็น ‘ฟองอากาศเวทมนตร์’ ใสๆ พร้อมกับมีสายท่อสีขาวเชื่อมต่อไปยังเครื่องกรองขนาดพกพาที่เอว


           ภัทรหยิบ หินเวทมนตร์ระดับต่ำ หยอดลงไปในช่องพลังงานสามก้อน เครื่องเริ่มส่งเสียงทำงานเบาๆ พร้อมผลิตอากาศบริสุทธิ์ออกมา


            “สามก้อน อยู่ได้หนึ่งชั่วโมง... ฉันมีติดตัวมาแค่ยี่สิบสี่ก้อน...”


           เขานับนิ้วคำนวณต้นทุนอย่างเคร่งเครียด


           “ก้อนละสองเหรียญเงิน... ยี่สิบแปดก้อนก็... สี่สิบแปดเหรียญเงิน! แพงระยับเลย! กลับไปต้องทำเรื่องเบิกงบให้ได้ ไม่งั้นเดือนหน้าคงต้องบากหน้าไปยืมเงินพี่ชีตาห์อีกแหงๆ”


            หลังจากบ่นเรื่องเงินจนพอใจ ภัทรก็เริ่มมองสำรวจรอบกายด้วยสายตาของ ‘นักล่าสมบัติ’


           “เมื่อกี้มันเกิดอะไรขึ้นกันนะ แผ่นดินไหว? สัตว์วิเศษระดับสี่อาละวาด? หรือจะเป็นภาคิน… ไม่หรอกมั้งหมอนั่นยังไม่ระดับสองเลยจะทำแบบนั้นได้ยังไง…” คิดไปคิดมาเขาก็ขนลุกแปลกๆ ก่อนหันไปมองรอบตัว


           “ว่าแต่... ที่กองขยะระดับบอสแบบนี้ จะมีของดีอะไรหลงเหลืออยู่บ้างไหมนะ?”


           แสงไฟฉายส่องไปกระทบกับขนสีเหลืองทองที่คุ้นตา


           “เสร็จโจร! ลิงดารานอนตายอยู่นั่น!” ภัทรไม่รอช้า พุ่งเข้าไปจัดการใช้มีดพกถลกหนัง ตัดอุ้งมือ และเลาะเอาเขี้ยวออกมาอย่างคล่องแคล่ว


           “อืม... ไม่มีแก่นเวทมนตร์แฮะ สงสัยโดนมดกินไปแล้ว”


           เขาบ่นอุบอิบ แต่ก็ยังไม่หยุดมือ ภัทรขยับไปที่ซากสัตว์ตัวถัดไป สัตว์วิเศษหนังหนา ที่ดูเหมือนแรดผสมเต่า


           ด้วยทักษะการใช้มีดที่สั่งสมมาจากสมัยทำงานพาร์ตไทม์ที่ ‘ร้านอาหารอีสาน’ ในโลกสามัญ ช่วงที่ร้านยุ่งๆ เขาต้องช่วยเจ๊เจ้าของร้านแล่เนื้อวัวเนื้อหมูจนชำนาญ ทำให้การชำแหละซากสัตว์วิเศษไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเขาเลย


           “ตรงนี้เนื้อสันใน... ตรงนี้เอ็นแก้ว... เสียดายที่เน่าแล้ว เก็บได้แต่หนังกับกระดูก”


           ภัทรเพลิดเพลินกับการเก็บเกี่ยวทรัพยากรตรงหน้าอย่างเมามัน เขาขุดคุ้ย ตัด เลาะ และงัดแงะของมีค่าจากกองภูเขาขยะด้วยความสุข จนลืมดูเวลา...


    รู้ตัวอีกที...


    ติ๊ด... ติ๊ด...

    คล้ายกับเรื่องช่างมนตราผ่าโลกเวทมนต์ ที่คุณอ่าน