บทที่ 4 จุดจบอันน่าเศร้าของทั้งครอบครัว (2)
ในขณะเดียวกัน ที่โรงพยาบาลอันเงียบสงบ
หลินเสี่ยวอวี่ที่นอนอยู่บนเตียง ค่อยๆเปิดเปลือกตาอันหนักหน่วงขึ้นอย่างเชื่องช้า
“โอ๊ะ น้องเสี่ยวอวี่ ฟื้นแล้วเหรอจ๊ะ? หิวน้ำมั้ย เดี๋ยวพี่จะป้อนน้ำให้นะ”
หลินเสี่ยวจือที่เฝ้าอยู่ข้างเตียงไม่ยอมห่าง เป็คนสังเกตเห็นว่าน้องสาวของเธอฟื้นแล้วเป็คนแรก
หลินเสี่ยวอวี่จิบน้ำไปพลาง กวาดสายตาสำรวจมองพี่สาวคนสวยตรงหน้าไปพลาง
ใบหน้ารูปไข่ ผิวพรรณขาวละเอียด ตาสองชั้น และั์ตาสวยใสมีชีวิตชีวาคู่นั้น แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า แม้จะสวมเสื้อและกางเกงสีเทาอมฟ้าที่ผ่านการซักจนสีซีดจาง แต่ก็ไม่อาจบดบังความงดงามของเธอได้เลย
แม้หลินเสี่ยวจือจะเป็เด็กสาวอายุเพียง 12 ปี แต่รูปร่างผอมบางของเธอก็เริ่มฉายแวว เผยให้เห็นสัดส่วนความเป็ผู้หญิงที่โตมากขึ้น
หลินเสี่ยวอวี่อดตะลึงเป็ไม่ได้
【สวยจริงๆ!】
อาจเป็เพราะเธอเพิ่งกลับชาติมาเกิดใหม่ สัญญาณการสื่อสารภายในจิตของหลินเสี่ยวอวี่จึงยังไม่ค่อยเสถียรนัก ในชว่งแรกๆ เสียงภายในใจของเธอจึงมีเพียงจางอวิ๋นม่านเท่านั้นที่ได้ยิน แต่ตอนนี้ เสียงภายในใจของหลินเสี่ยวอวี่ได้เริ่มถูกพี่สาวทั้งสองได้ยินด้วยเช่นกัน
[ไม่น่าแปลกใจเลย ไม่น่าแปลกใจเลยจริงๆ พี่สาวฉันในวัยแค่นี้ก็เริ่มฉายรัศมีความงามชวนตกตะลึงออกมาให้เห็นแล้วสินะ]
ระหว่างที่หลินเสี่ยวจือกำลังป้อนน้ำให้หลินเสี่ยวอวี่ดื่มนั้น เธอกลับรู้สึกประหลาดใจขึ้นมา เมื่อจู่ๆเธอก็ได้ยินเสียงของน้องสาวดังขึ้นในหัว ทั้งที่ริมฝีปากของน้องสาวยังไม่ได้ขยับเลยแม้แต่น้อย
[อุตส่าห์ได้เกิดมาพร้อมความสวยทั้งที ดันต้องเกิดมาอยู่ในครอบครัวแบบนี้ ถือว่าเป็บาปมหันต์จริงๆ ไม่อย่างนั้น พี่เสี่ยวจือในวัยสาวคงไม่ถูกลุงใหญ่บังคับให้ไปแต่งงานกับเ้านายของมัน ที่แก่หงำเหงือกอายุปาเข้าไปตั้ง50ปีแล้วหรอก และหลังจากที่ลุงใหญ่ทำแบบนั้น มันก็ได้เลื่อนตำแหน่งทันทีในเดือนถัดมา หึ ช่างน่าเวทนาจริงๆพี่เสี่ยวจือ]
[แถมตาแก่นั่นยังเป็พวกโรคจิตชอบใช้ความรุนแรงในครอบครัวด้วย พอมีเื่หรือปัญหาอะไรสักอย่าง มันก็มักจะมาระบายกับพี่เสี่ยวจือที่ไม่ต่างอะไรจากกระสอบทรายเลย...]
[ทุกครั้งที่พี่ใหญ่วิ่งกลับมาขอความช่วยเหลือจากไอ้พ่อสารเลวไร้ความรับผิดชอบนั่น ก็มักถูกญาติพี่น้องของมันหัวเราะเยาะซ้ำเติมจิตใจ แถมยังคอยพูดเกลี้ยกล่อมให้พี่ใหญ่กลับไปหาไอ้เฒ่าโรคจิตนั่นอีก"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลินเสี่ยวจือที่กำลังถือแก้วน้ำในมือ ก็ถึงกับต้องกำแน่นจนมือไม้สั่นไม่หยุด ััได้ถึงความโกรธและความเ็ปที่ถาโถมเข้ามา จนเธอไม่สามารถรักษาความสงบของร่างกายไว้ได้อีกต่อไป…
[พี่ใหญ่ของหนูเคยตั้งท้องถึงสามครั้ง แต่ทุกครั้งก็ถูกบังคับให้ทำแท้งเอาเด็กออก ท้ายที่สุด พี่ใหญ่ทนอยู่ในสภาพแบบนี้ไม่ไหวอีกต่อไป ก็เลยคิดสั้นะโแม่น้ำฆ่าตัวตาย]
เสียง "เพล้ง" ดังขึ้นเมื่อแก้วน้ำในมือของหลินเสี่ยวจือหลุดร่วงลงกระแทกกับพื้น เธอยืนตัวแข็งทื่อ ใบหน้าซีดขาวราวกับไร้ชีวิต ร่างกายเริ่มโอนเอนไปมาคล้ายคนจะเป็ลม
สายตาเต็มไปด้วยความรู้สึกไม่อยากจะเชื่อ จ้องจับไปทางน้องสาวคนเล็กของเธอแน่นิ่ง เสมือน้าเค้นหาคำตอบอะไรบางอย่างในใจ!
ทำไมถึงเป็แบบนี้ล่ะ? ทำไมถึงเป็แบบนี้ไปได้!
ทั้งที่คุณลุงใหญ่...ออกจะเป็คุณลุงที่ใจดีมาตลอดนี่นา!
แล้วไหนจะคุณพ่อที่ทั้งรักทั้งเอาใจใส่เธอเป็อย่างดีอีกล่ะ!
"น้องเล็ก ตื่นแล้วเหรอจ๊ะ? ว่าแต่...ทำไมน้ำถึงได้หกเลอะเทอะแบบนี้ล่ะ เกิดอะไรขึ้นงั้นเหรอ?"
หลินเสี่ยวเย่ที่เพิ่งเดินเข้ามาพร้อมกับกล่องข้าวในมือ เธอหันไปมองใบหน้าซีดขาวของพี่สาวคนโต ที่ดูเหมือนกำลังตกอยู่ในห้วงภวังค์ความสิ้นหวังก็ไม่ปาน ก่อนจะตัดผ่านสลับมองไปทางน้องสาวคนเล็กที่ยังนอนอยู่บนเตียง สีหน้าของเธอฉายแววงุนงงสงสัยอย่างมาก
[ใช่แล้ว ยังมีพี่รองอีกคน พี่รองนับเป็คนที่มีสติปัญญาเฉียบแหลมและฉลาดที่สุดในตระกูลหลิน]
[ตอนเรียนหนังสือ พี่รองมีผลการเรียนโดดเด่นเป็อันดับต้นๆเลยทีเดียว หลังจากสอบเข้าเรียนในระดับมัธยมต้นได้ พี่ก็กลายเป็ที่้าของโรงเรียนมัธยมชื่อดังหลายๆแห่ง พี่เปรียบเสมือนคนดังในเมืองของเราเลยก็ว่าได้]
หลินเสี่ยวเย่เบิกตากว้าง จ้องมองหลินเสี่ยวอวี่ที่อยู่ตรงหน้าด้วยความตกตะลึง ทำไมเธอถึงได้ยินเสียงพูดของน้องสาวจากริมฝีปากที่กำลังปิดสนิทอยู่ล่ะ?
์! หรือฉันมีพลังวิเศษงั้นเหรอ?
หลินเสี่ยวเย่นึกคิดกับตัวเองด้วยความตื่นเต้น ภายในใจเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขเหลือล้น ที่แท้ตัวฉันต่อไปในอนาคตจะเก่งขนาดนี้เชียว!
แต่ทันใดนั้น เสียงนึกคิดของหลินเสี่ยวอวี่ถัดจากนี้ ก็ได้ดับฝันของเธอจนหมดสิ้น
【พี่รองสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในประเทศได้ แต่กลับถูกคนในครอบครัวร่วมมือกัน บีบบังคับให้พี่ต้องยอมสละสิทธิ์ และให้อาเล็กสวมชื่อไปเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยแทน】
【และเพื่อป้องกันไม่ให้พี่รองแอบหนีออกไปเปิดเผยความจริงที่ไหน พวกเขาถึงกับทุบตีขาของพี่รองจนพิการข้างหนึ่ง มิหนำซ้ำยังบังคับให้แต่งงานกับคนสติสตางค์ไม่สมประกอบในหมู่บ้านอีกด้วย】
เมื่อได้ยินเช่นนั้น มือทั้งสองของหลินเสี่ยวเย่ก็เริ่มสั่นไม่หยุด กล่องข้าวในมือเกือบหล่นลงพื้น
“สวมชื่อไปเรียนงั้นเหรอ?”
“ทุบตีจนขาพิการ?”
“แต่งงานกับคนสติไม่สมประกอบ?”
หลินเสี่ยวเย่ถึงกับะเิร้องไห้ออกมาเสียงดัง “ฮือออ!” น้ำตาไหลพรากอาบสองข้างแก้ม เธอกอดกล่องข้าวไว้แน่นก่อนจะวิ่งออกจากห้องไปในทันที
“ชีวิตของฉันในอนาคตมันโหดร้ายได้ขนาดนี้เชียวเหรอ!!”
“ฮือๆๆ ต่อจากนี้ไปฉันจะไม่อ่านหนังสืออีกแล้ว!”
หลินเสี่ยวจือมองตามร่างของน้องสาวคนรองที่จู่ๆก็วิ่งร้องห่มร้องไห้ออกไปจากห้อง เธอไม่เข้าใจจริงๆว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
“น้องเล็กจ๊ะ พี่รองน่าจะโดนกล่องอาหารร้อนๆนั่นลวกเอา เดี๋ยวพี่จะออกไปดูเธอหน่อยนะ”
หลินเสี่ยวจือที่ได้ยินเสียงสะอึกสะอื้นของน้องสาวคนรองเช่นกัน ด้วยความเป็ห่วง จึงได้หาข้ออ้างส่งเดชเพื่อตามออกไปดู
หลินเสี่ยวจือเห็นน้องสาวคนรองไปนั่งอยู่ที่มุมบันไดมุมหนึ่งของโรงพยาบาล เธอนั่งกอดเข่าร้องไห้สะอึกสะอื้นด้วยความเ็ปเสียใจ เมื่อนึกถึงอนาคตที่แสนโหดร้ายของตัวเอง หลินเสี่ยวจือก็อดไม่ได้ที่จะโอบกอดน้องสาวคนรองไว้ และปล่อยให้น้ำตาของตัวเองไหลออกมาเงียบๆด้วยเช่นกัน
“เสี่ยวเย่จ๊ะ เธอเองก็...ได้ยินเหมือนกันใช่มั้ย?”
หลินเสี่ยวเย่เงยหน้าขึ้นมองด้วยความตกตะลึง ใบหน้าเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำมูกและน้ำตา
“นี่หมายความว่า? พี่ใหญ่ พี่เองก็ได้ยินเสียงในใจของน้องเล็กด้วยเหมือนกันเหรอ?”
หลินเสี่ยวจือพยักหน้าอย่างเงียบงัน ใบหน้าเต็มไปด้วยความโกรธแค้นจนต้องกัดฟันพูดออกมาว่า “คนสารเลวพวกนั้นมันชั่วช้ายิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉานซะอีก เสือมันยังไม่กินลูกตัวเองเลย แต่ในสายตาของพวกมัน กลับเห็นพวกเราเป็แค่สิ่งของไร้จิตใจ ประโยชน์เพียงอย่างเดียวที่มีก็เพื่อนำไปแลกเปลี่ยนกับอนาคตอันรุ่งเรืองของตระกูลหลินเท่านั้น”
“ฉันไม่รู้ว่าทำไมเราสองคนถึงได้ยินเสียงในใจของน้องเล็ก แล้วก็ไม่รู้ว่าทำไมน้องเล็กถึงได้รู้เื่ราวในอนาคตแบบนั้นได้ แต่สิ่งที่ฉันมั่นใจก็คือ นี่อาจเป็โอกาสที่์ประทานให้เรามา ในเมื่อ์ยังเมตตามอบโอกาสให้เราได้ล่วงรู้อนาคตล่วงหน้าแบบนี้ ในเมื่อเป็แบบนี้ พวกเราจะไม่มีวันปล่อยให้อนาคตต้องซ้ำรอยเดิมเด็ดขาด!”
“ส่วนเื่น้องเล็ก ในเมื่อเ้าตัวไม่เอ่ยปากบอก เราทำเป็ไม่รู้ก็แล้วกัน การที่ไม่ยอมบอกกันตรงๆแบบนี้ บางทีเธอคงมีเหตุผลจำเป็อะไรบางอย่างแน่ๆ”
“เรายังมีโอกาสอยู่นะน้องรอง” หลินเสี่ยวจือจ้องหน้าน้องสาวคนรองด้วยแววตามุ่งมั่นในขณะเอ่ยบอก
ส่วนหลินเสี่ยวเย่ที่ได้รับความเข้มแข็งที่ผู้เป็พี่ส่งต่อให้ อารมณ์ของเธอจึงค่อยสงบลง
แม้ว่าหลินเสี่ยวเย่จะอายุยังน้อย แต่เธอก็ไม่ได้โง่ หลังจากได้รับรู้อนาคตของตัวเอง เธอก็ใจนตั้งตัวไม่ทัน แต่ไม่นาน เธอก็เข้าใจว่าสิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คืออะไร
ใช่แล้ว เื่ในอนาคตยังไม่เกิดขึ้นเลย สุดท้ายแล้วใครแพ้ใครชนะก็ยังไม่แน่!