หลังจากที่ขบวนเดินทางได้เข้าพักผ่อนในสถานีพักม้าอี้จ้านจนหายเหนื่อยล้าแล้ว ขบวนเดินทางของเซี่ยหยางจึงเริ่มออกเดินทางอีกครั้งยามรุ่งอรุณ ดวงตะวันคล้อยต่ำลงสู่ทิวเขาเื้ั ทิ้งไว้เพียงแสงสีส้มแดงอาบฉาบท้องฟ้าเป็สัญญาณแห่งราตรีกาลที่กำลังจะมาเยือน ขบวนเดินทางแล่นมาถึงเมืองหัวอิน พวกเขาเข้าพักในโรงเตี๊ยมขนาดใหญ่ มีเครื่องอำนวยความสะดวกครบครัน
เมืองหัวอินในยามนี้กลับไม่ได้เงียบเหงาลงเลยแม้แต่น้อย แต่กลับมีชีวิตชีวาขึ้นมาด้วยแสงสีของตลาดยามค่ำคืน
ซูเหวินจื่อผู้เปี่ยมด้วยพลังงานเหลือล้น หลังจากทนอุดอู้อยู่ในโรงเตี๊ยมได้ไม่นาน ก็รีบมาชักชวนสหายรักออกไปเดินเที่ยวชมตลาดจนได้ เซี่ยหยางผู้ซึ่งในใจจริงก็ปรารถนาจะได้ซึมซับวิถีชีวิตแบบโบราณนี้อย่างเต็มที่อยู่แล้ว จึงตอบตกลงอย่างง่ายดาย
ตลาดยามค่ำคืนของเมืองหัวอินนั้นคึกคัก และงดงามยิ่งนัก โคมไฟสีแดงสดถูกจุดขึ้นสว่างไสวไปทั่วทั้งถนน กลิ่นหอมของเนื้อย่าง, บะหมี่ในน้ำซุปกระดูกหมู และขนมหวานนานาชนิดลอยคละคลุ้งปะปนกันไปในอากาศจนชวนให้น้ำลายสอ เสียงะโเรียกลูกค้าของเหล่าพ่อค้าแม่ขาย เสียงบรรเลงพิณคลอเสียงขลุ่ยจากโรงน้ำชา และเสียงพูดคุยจอแจของผู้คนที่เดินกันขวักไขว่...ทั้งหมดนี้รวมกันเป็บทเพลงแห่งชีวิตที่เสิ่นอี้ไม่ได้ััมาเนิ่นนานเหลือเกิน
นางเดินไปตามทางเดินที่เนืองแน่นไปด้วยผู้คน โดยมีซูเหวินจื่อคอยชี้ชวนให้ดูของน่าสนใจอยู่ไม่ห่าง ส่วนอู๋อิ่งนั้นกลายเป็ดั่งเงาที่เคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบอยู่เื้ั สายตาคมกริบคอยสอดส่องระวังภัยให้ผู้เป็นายอยู่ทุกฝีก้าว
“เสี่ยวหยาง! ดูนั่นสิ! หน้ากากงิ้วลายนั้นงดงามยิ่งนัก!” ซูเหวินจื่อร้องอย่างตื่นเต้น
เสิ่นอี้มองตามพลางยิ้มบางๆ ในใจรู้สึกถึงความแตกต่างอย่างน่าประหลาด...ในโลกเก่าของนาง ตลาดกลางคืนเต็มไปด้วยแสงไฟนีออนและเสียงเพลงอิเล็กทรอนิกส์ แต่ที่นี่...กลับมีเพียงแสงประทีป และแสงเทียนอันอบอุ่น เสียงดนตรีจากเครื่องสาย...มันช่างเรียบง่ายแต่งดงามจับใจเหลือเกิน
ขณะที่กำลังเดินเพลินอยู่นั้นเอง เซี่ยหยางก็แสร้งทำเป็สนใจร้านขายปิ่นปักผมที่ทำจากไม้สลักลายอย่างวิจิตร “ต้าซู ท่านรอข้าอยู่ตรงนี้สักครู่ได้หรือไม่? ข้าอยากจะเข้าไปดูของในร้านนั้นเสียหน่อย”
“ได้สิ! ตามสบายเลย” ซูเหวินจื่อตอบรับอย่างง่ายดาย ก่อนจะหันไปสนใจแผงขายของเล่นที่อยู่ใกล้ๆ แทน
เมื่อสบโอกาส เสิ่นอี้จึงรีบปลีกตัวออกจากถนนสายหลักที่สว่างไสว เลี้ยวเข้าสู่ตรอกเล็กๆ ที่มืดและเงียบสงบกว่า นางไม่ได้้าจะซื้อปิ่นปักผมอันใด...แต่้าจะหลีกหนีจากความวุ่นวายและมองดู “ชีวิต” ในอีกมุมหนึ่งต่างหาก
ทันทีที่ก้าวเข้ามาในตรอก...โลกทั้งใบก็พลันเปลี่ยนไป
แสงสว่าง และเสียงจอแจจากภายนอกเลือนหายไปในทันที ที่นี่มีเพียงความมืดสลัวจากแสงจันทร์ที่ส่องลอดลงมาได้เพียงน้อยนิด กลิ่นอับชื้นและกลิ่นเหม็นเปรี้ยวของกองขยะลอยมาปะทะจมูกอย่างจัง และที่มุมหนึ่งของตรอก...ภายใต้เงาของชายคาบ้านหลังหนึ่ง...นางก็ได้เห็นภาพที่ทำให้หัวใจต้องกระตุกวูบ
ร่างเล็กๆ ผอมโซของเด็กขอทานสี่ห้าคนกำลังนั่งกอดเข่าซุกตัวเข้าหากันเพื่อมอบไออุ่นให้แก่กันและกัน เสื้อผ้าที่สวมใส่นั้นขาดวิ่นและเก่าซอมซ่อจนแทบดูไม่ออกว่าเป็สีอะไร ใบหน้าเนื้อตัวมอมแมมเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบดินโคลน...ทว่า...ท่ามกลางความสกปรกมอมแมมนั้น...ดวงตาทุกคู่ที่จ้องมองมายังนางกลับยังคงมีประกายของชีวิตฉายชัดอยู่...เป็ประกายที่ทั้งหวาดระแวงและโหยหาในเวลาเดียวกัน
ภาพนั้น...กระแทกเข้ากลางใจของเสิ่นอี้อย่างรุนแรง
นางผู้เคยใช้ชีวิตอย่างหรูหราฟุ่มเฟือยมาทั้งชีวิต...ผู้ซึ่งความทุกข์ที่ใหญ่หลวงที่สุดคือการถูกคนรักหักหลัง...ไม่เคยได้ัักับความยากจนข้นแค้นที่แท้จริงถึงเพียงนี้มาก่อน หัวใจของความเป็สตรี...ความเป็มนุษย์...ของนางร่ำร้องขึ้นมาอย่างเ็ป
โดยไม่รู้ตัว...นางก้าวเดินตามร่างเล็กๆ เ่าั้ไปอย่างเงียบเชียบ อู๋อิ่งปรากฏตัวขึ้นข้างกายนางราวกับเงาไร้เสียง เขาไม่ได้เอ่ยถามสิ่งใด ทำเพียงแค่เดินตามผู้เป็นายไปอย่างเงียบงัน
เด็กๆ เ่าั้เดินลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอยที่มืดมิดและซับซ้อนราวกับคุ้นเคยเป็อย่างดี จนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่หน้าลานเล็กๆ แห่งหนึ่ง ที่นั่น...มีเรือนไม้เก่าซอมซ่อหลังหนึ่งตั้งอยู่อย่างเดียวดาย บนแผ่นป้ายไม้ที่ผุพังจนแทบจะอ่านไม่ออกนั้น...มีตัวอักษรสลักไว้ว่า “เรือนต้นอ่อน”
ทันใดนั้นเอง.! กลุ่มชายฉกรรจ์ร่างกำยำสี่ห้าคนในอาภรณ์หยาบกร้านก็เดินเข้ามาขวางทางเด็กๆ เ่าั้ไว้! ใบหน้าของพวกมันเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราดและหยาบคาย
“ส่งเงินมาให้หมด! วันนี้พวกแกหามาได้เท่าไหร่!” ชายผู้เป็หัวหน้าตวาดลั่น
“พวกข้า...พวกข้ายังหาไม่ได้เลยขอรับนายท่าน...” เด็กที่ดูโตที่สุดตอบเสียงสั่น
“หาไม่ได้รึ!” ชายผู้นั้นถ่มน้ำลายลงพื้น “แล้วนังแก่นั่นมันจะเอาเงินที่ไหนมาจ่ายหนี้ให้พวกข้า! บอกให้มันออกมาเดี๋ยวนี้!”
สิ้นเสียงนั้น ประตูเรือนที่ใกล้จะพังมิพังแหล่ก็ถูกเปิดออก เผยให้เห็นร่างของสตรีวัยกลางคนผู้หนึ่ง นางดูเหนื่อยล้าและซูบผอม แต่แววตากลับยังคงเด็ดเดี่ยวไม่ยอมแพ้ “พวกท่านมีเื่อันใด โปรดมาพูดกับข้าดีๆ เถิด อย่าได้ทำร้ายเด็กๆ เลย”
“พูดดีๆ รึ นังเหมย..!” หัวหน้ากลุ่มชายฉกรรจ์หัวเราะเยาะ “หนี้สินที่เ้าติดค้างพ่อค้าไว้มันพอกพูนขึ้นทุกวัน! หากวันนี้ยังไม่มีเงินมาจ่าย...ข้าคงต้องให้ลูกน้องเข้าไป “รื้อ” ของในเรือนของเ้ามาขัดดอกเสียแล้ว! หรือไม่ก็นำเด็กเหล่านี้มาให้ข้านำไปขายเป็ทาสสักคนสองคนก็ดี ”
“บังอาจ..!”
ยังไม่ทันที่ชายผู้นั้นจะได้ก้าวเท้าเข้าไป...เสียงตวาดอันทรงพลังของซูเหวินจื่อที่ตามมาทันพอดีก็ดังขึ้น..! เขายืนขวางอยู่หน้าเรือนพร้อมกับชักกระบี่ออกมาจากฝัก แววตาเต็มไปด้วยโทสะ
ทว่า...เสิ่นอี้กลับยกมือขึ้นห้ามสหายรักของตนไว้
นางค่อยๆ ก้าวออกจากเงามืด...มายืนอยู่ภายใต้แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมาอย่างสง่างาม โดยมีอู๋อิ่งองครักษ์เงาผู้เ็าเดินตามประกบไม่ห่าง รัศมีของคุณชายผู้สูงศักดิ์ที่แผ่ออกมาจากร่างระหงนั้น ทำให้กลุ่มชายฉกรรจ์ที่กำลังกร่างอยู่ถึงกับต้องชะงักงันไปในทันที
“มีเื่อันใดกัน...เหตุใดจึงมาส่งเสียงดังรบกวนความสงบในยามวิกาล” น้ำเสียงของนางราบเรียบ...แต่กลับเยือกเย็นจนทำให้ผู้ฟังรู้สึกหนาวไปถึงกระดูก
“ชะ...ใช่เื่ของเ้าไม่...คุณชาย” หัวหน้ากลุ่มพยายามจะทำใจกล้า แต่เมื่อสบเข้ากับดวงตาอันนิ่งสงบแต่ไร้ก้นบึ้งของเซี่ยหยาง...เขาก็พลันเสียงอ่อนลงโดยไม่รู้ตัว
“หนี้สินของพวกนาง...เป็จำนวนเท่าใด?” เซี่ยหยางเอ่ยถามโดยไม่สนใจคำพูดของอีกฝ่าย
“หะ...ห้าสิบตำลึงเงินขอรับ!”
ซูเหวินจื่อถึงกับเบิกตากว้าง “เ้าบ้าไปแล้วรึ! หนี้สินบ้าอะไรจะมากถึงเพียงนี้!”
แต่เสิ่นอี้กลับไม่แสดงอาการใแม้แต่น้อย นางล้วงหยิบถุงเงินปักลายเมฆาที่หนักอึ้งออกมาจากแขนเสื้อ...ก่อนจะโยนมันลงบนพื้นเบื้องหน้าของชายผู้นั้น!
แคร๊ง..!
เสียงโลหะกระทบพื้นหินดังขึ้นอย่างชัดเจนในความเงียบ
“ในนี้มีหนึ่งร้อยตำลึงเงิน...ส่วนที่เกินถือว่าเป็ค่าทำขวัญให้แก่เด็กๆ เหล่านี้”
นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเ็า “หนี้สินทั้งหมดถือว่าชำระแล้ว...และจงจำไว้...นับั้แ่วินาทีนี้เป็ต้นไป ‘เรือนต้นอ่อน’ แห่งนี้...อยู่ในความคุ้มครองของข้า...หากพวกเ้ายังกล้ากลับมาระรานอีกแม้แต่ปลายเล็บ...ครั้งต่อไป...คงมิได้จบลงเพียงแค่เงินถุงนี้เป็แน่”
สิ้นคำประกาศิตนั้น กลุ่มชายฉกรรจ์ต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ก่อนจะรีบก้มลงเก็บถุงเงินแล้ววิ่งหนีหายไปในความมืดอย่างรวดเร็ว
บรรยากาศกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง นางเหมยยืนนิ่งอึ้งด้วยความตกตะลึง ซูเหวินจื่อมองสหายรักด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความทึ่งและชื่นชม ส่วนอู๋อิ่งนั้น...แม้ใบหน้าจะยังคงเรียบเฉย...แต่ในดวงตากลับฉายแววเคารพออกมาเป็ครั้งแรก
เซี่ยหยางหันไปมองเหล่า “ต้นอ่อน” ที่กำลังแอบดูอยู่หลังประตูด้วยสายตาที่อ่อนโยนที่สุด...ในใจของเขานั้น...ได้ค้นพบภารกิจใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่าการเดินทางครั้งนี้เสียแล้ว...