เส้นทางอสนีบาต - The Road Lightning

    ตอนที่ 116 สหายร่วมศึก


    หลังจากที่ทุกคนฟื้นขึ้นมาแกรนด์จึงตัดสินใจเล่าทุกอย่างที่เขารู้ การต่อสู้กับภูตที่หุบเขาหมอกพวกเขาสัมผัสมันมาด้วยร่างกายของตนเอง ความเจ็บปวด บาดแผลที่ได้รับเป็นของจริงแน่นอน แต่ตอนนี้สิ่งเหล่านั้นกลับหายไปอย่างน่าประหลาดเหมือนไม่เคยเกิดอะไรขึ้น อีกทั้งตอนนี้พวกเขายังอยู่ที่เมืองเซนทิเนล ไม่ใช่หุบเขาหมอก ซึ่งระยะทางห่างกันถึงสองร้อยกว่ากิโลเมตร! ในความคิดของแกรนด์คาดเดาว่าพวกเขาต้องหลับไปนานพอสมควรแน่ๆถึงมาอยู่ที่นี่ได้ เมื่อหันไปถามเจ้าของบ้านว่าวันนี้วันที่เท่าไหร่ คำตอบที่ได้รับถึงกับทำให้ทุกคนมึนงงเข้าไปอีก การต่อสู้ที่หุบเขาหมอกเกิดขึ้นเมื่อเช้า และตอนนี้เวลาเพิ่งจะเที่ยงหน่อยๆ แสดงว่าเรื่องที่เกิดขึ้นมันยังไม่ทันจะข้ามวันด้วยซ้ำ! แกรนด์เล่าทุกอย่างที่เขารู้มาจากชายลึกลับที่ช่วยชีวิตให้ทุกคนฟังรวมถึงบ็อบด้วย เขารู้จักบ็อบดี การปกปิดเรื่องคอขาดบาดตายย่อมเป็นทางเลือกที่แย่ที่สุด หลังจากฟังสิ่งที่แกรนด์เล่าจนจบ บ็อบมีสีหน้าเรียบเฉย เขามองร่างกายของตนสักครู่ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาพูดด้วยรอยยิ้ม“ไหนๆก็อยู่ได้อีกไม่นานแล้ว ข้าต้องใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ให้คุ้มค่าที่สุด! จะว่าไปตอนนี้ก็รู้สึกหิวขึ้นมาแล้วแฮะ”บ็อบพูดขึ้นด้วยสีหน้าจริงจังก่อนจะก้มลูบท้องที่ร้องโครกคราก“แน่นอนว่าเจ้าต้องใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ให้คุ้มค่า แต่ไม่ใช่ภายในสองเดือนนี้ ต้องอีกเป็นสิบเป็นร้อยปีไปกับพวกเราทุกคน ไม่มีใครปล่อยให้เจ้าตายทั้งนั้น”คำพูดของแกรนด์ก้องกังวานอยู่ในใจบ็อบเนิ่นนาน ทุกคนเผยยิ้มที่มุมปากอย่างไร้ความกังวล แม้จะรู้ว่าสัตว์อสูรที่พวกตนต้องเผชิญหน้าคือสัตว์อสูรระดับสายเลือดเทวะ ผู้ที่เคยสังหารพวกมันลงได้ล้วนเคยถูกจารึกชื่อและกลายเป็นตำนาน แม้จะรู้ว่ายากและเสี่ยงแค่ไหน แต่นั่นมันกลับทำให้ทุกคนรู้สึกว่าเป็นเรื่องง่ายกว่าการที่ต้องทนเห็นพรรคพวกตายต่อหน้า“ไปหาอะไรกินให้อิ่มกันก่อนแล้วค่อยกลับหมู่บ้าน ขอบคุณมากที่ช่วยดูแลเรา”แกรนด์เอ่ยขอบคุณหมอเจ้าของบ้านก่อนจะทยอยเดินออกไป ทิ้งให้เขายืนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงคนเดียว เมื่ออิ่มหนำสำราญกันดีแล้ว ทีมมังกรสายฟ้าก็เริ่มออกหาและรวบรวมวัตถุดิบตามข้อมูลที่ได้รับจากชายชราที่อยู่ทางแยกแห่งการล่อลวงให้มา พวกเขาได้สินค้าและวัตถุดิบที่จำเป็นมากมายจนต้องหาแหวนมิติมาเพิ่มนับร้อยเพื่อขนกลับ เงินที่ใช้ในการซื้อครั้งนี้นับว่ามากกว่าที่เคยใช้จ่ายทุกรอบ ได้ของจนพอใจแล้วจึงเดินทางกลับด้วยเรือเหาะ เมื่อมาถึงหมู่บ้านแกรนด์บอกกับทุกคนว่าจะออกเดินทางในอีกสองวัน ทุกคนจึงแยกย้ายไปทำหน้าที่ของตนและเตรียมร่างกายให้พร้อมที่สุด แกรนด์นำวัตถุดิบที่ได้มาไปใส่ไว้ในคลังของหมู่บ้าน จากนั้นก็ตรงไปที่ห้องสมุดเพื่อหาข้อมูลเกาะคลีนตัสต่อ มันเป็นเกาะแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่แถบตะวันตกเฉียงใต้ของทะเลไอโอเนียน ว่ากันตามตรงแกรนด์เองก็เคยอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับเกาะแห่งนี้พอผ่านๆตาอยู่เช่นกัน ในอดีตเกาะคลีนตัสเคยเป็นจุดหมายที่มีชาวประมงและนักล่าสัตว์อสูรทะเลเดินทางมากันอย่างคึกคัก เนื่องจากที่แห่งนี้เป็นแหล่งที่มีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ ใต้ร่องทะเลลึกในแถบนี้ก็มีพลังงานธาตุน้ำเข้มข้นกว่าบริเวณใกล้เคียง เพราะเหตุนี้จึงมีเหล่าสัตว์ทะเลอาศัยอยู่อย่างชุกชุม เนื่องจากมีผู้แวะเวียนสับเปลี่ยนกันเข้ามาไม่ขาด สถานที่แห่งนี้จึงมีความเจริญไม่ต่างจากเมืองที่ตั้งบนแผ่นดินใหญ่ แต่ยี่สิบปีก่อนเกาะคลีนตัสถูกพายุลูกใหญ่ถล่มจนพินาศ ประชากรกว่าเจ็ดในสิบตายในเหตุการณ์ครั้งนั้น สิ่งก่อสร้างทุกอย่างพังจนไม่อาจฟื้นคืนได้ ผู้ที่เหลือรอดส่วนใหญ่ถ้าไม่อดตายก็ต้องขึ้นเรือเพื่อไปตายเอาดาบหน้า แม้กระนั้นยังมีคนบางกลุ่มที่ลุกขึ้นมาต่อสู้กับโชคชะตาโดยสร้างทุกสิ่งอย่างขึ้นมาใหม่ แต่น่าเสียดายที่ความอุดมสมบูรณ์ทางทะเลในอดีตได้หายไปพร้อมกับพายุลูกนั้นแล้ว นี่คือเรื่องราวที่อ่านจากบันทึกที่พอจะหาได้ในห้องสมุด ซึ่งเนื้อหาของมันถูกเขียนโดยนักเดินทางที่ไปที่นั่นเมื่อ 6 ปีที่แล้ว น่าแปลกคือไม่มีบรรทัดไหนเขียนบอกว่าที่เกาะคลีนตัสมีสัตว์อสูรสายเลือดเทวะอยู่เลย หรือ 6 ปีที่แล้วจะยังไม่มีเจ้าตัวนี้มาอาศัยอยู่? หากจะอัพเดตเหตุการณ์ล่าสุดคงต้องไปดูด้วยตาของตัวเองเท่านั้น ที่นั่นคือเบาะแสเดียวที่แกรนด์มี การเว้นช่วงก่อนเดินทางถึงสองวันก็เพื่อที่จะให้ทุกคนได้เตรียมตัวให้พร้อมที่สุด ไปปราบสัตว์อสูรสายเลือดเทวะ หากพูดให้ใครฟังร้อยทั้งร้อยก็ต้องบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าเอาชีวิตไปทิ้งเสียเปล่าๆ แม้แต่ในวังหลวงเองชิ้นส่วนสัตว์อสูรสายเลือดเทวะนับเป็นสมบัติล้ำค่าประจำราชวงศ์ การจะได้มันมาแต่ละชิ้นยิ่งยากแสนยาก“พอได้รึเปล่า?”“เชื่อมือข้าได้เลย แต่สองวันที่ท่านขอมาชุดทั้งตัวคงจะเสร็จไม่ทัน”“ไม่เป็นไร แค่นี้ก็ดีมากแล้ว”แกรนด์นำหนังของเสือเขี้ยวดาบลายครามไปให้ลินเช่สร้างเครื่องป้องกันจากมัน การสร้างอย่างเร่งด่วนภายในสองวันทำได้เพียงปลอกแขน คนที่สวมมันได้มีแค่แกรนด์ บ็อบ เวนไฮร์ ครีท ส่วนเอเลน่ากับไคลน์หากสวมเข้าไปธาตุจะต่อต้านกันจนศักยภาพของตนลดลง ชุดทั้งตัวที่ทำจากหนังเสือเขี้ยวดาบลายครามเวนไฮร์เป็นผู้รับไป เพราะมีความเข้ากันได้เรื่องธาตุมากที่สุด และเขาก็น่าจะเป็นคนที่ดึงศักยภาพของมันออกมาใช้ได้สูงสุดด้วย แต่ลินเช่บอกว่าชุดทั้งตัวน่าจะเสร็จไม่ทันสองวันนี้ ชิ้นส่วนอื่นอย่างหัวของเจ้าเสือร้ายแกรนด์ตัดมาติดข้างฝาเรียบร้อยแล้ว ใครต่อใครเข้ามาเห็นมันก็เป็นต้องตกตะลึงกันทุกราย แม้จะมีไว้แค่ประดับแต่ผู้ที่มีพลังต่ำหน่อยจะรู้สึกกดดันจนเหงื่อไหลเมื่อจ้องมองมันตรงๆ คราแรกแกรนด์จะเอาเขี้ยวของมันไปให้ช่างแมลเลนด์ทำอาวุธ แต่คิดไปคิดมาทำเสร็จจะเอาไปให้ใครใช้? เวนไฮร์ก็มีอาวุธประจำตัวที่เหมาะมืออยู่แล้ว ทั้งยังตีบวกเพิ่มความสามารถซะสุดลิ่ม ครีทเองก็ไม่เชี่ยวชาญอาวุธระยะประชิด เอาไว้ให้ก็คงไม่ใช้ คิดได้ดังนั้นแกรนด์จึงติดหัวเสือเขี้ยวดาบลายครามไว้ที่ผนังทั้งเขี้ยวของมันเลย เพิ่มความน่าเกรงขามให้แก่ผู้พบเห็นยิ่งขึ้นไปอีก ด้านการเจาะอุโมงค์ตอนนี้มีผู้เชี่ยวชาญการขุดเหมือง ที่เวสก้าส่งมาเพิ่มจากเอโดราสสี่ร้อยกว่าชีวิต การขุดเจาะจึงรุดหน้าควบคู่กับการพัฒนาด้านอื่น“หืม? ไหงเจ้าตัวเล็กมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะเนี่ย?”หลังจากตรวจงานเสร็จแกรนด์ก็กลับมาที่บ้านพัก เมื่อเข้ามาอยู่ในระยะของเขตสัมผัส แกรนด์พบพลังสัตว์อสูรจุดหนึ่งอยู่บนระเบียงกับเอเลน่า มันคือลูกไวเวิร์นไข่มุกหิมะที่มาวันนั้น แล้วเจ้าตัวเล็กมาอยู่นี่ได้ยังไง แม่มันมาด้วยรึเปล่า? เมื่อขยายเขตตรวจจับออกไปหลายร้อยเมตรแกรนด์ไม่พบพลังของไวเวิร์นไข่มุกหิมะตัวอื่นเลย“เอ้านี่ สบายตัวล่ะสิ”“แคร่ก! แคร่ก!”เอเลน่าปล่อยไอเย็นเป็นกลุ่มหมอกแผ่ปกคลุมระเบียง เจ้าไวเวิร์นน้อยก็พลันวิ่งแหวกหมอกนั้นไปมาอย่างชอบใจ จากนั้นมันก็กระพือปีกออกและพ่นไอเย็นของตนใส่เอเลน่าเหมือนกำลังชวนเธอเล่นด้วย แต่เมื่อแกรนด์เดินขึ้นมาบนระเบียง เจ้าไวเวิร์นน้อยกลับวิ่งเข้าไปคลอเคลียเอเลน่าแทน“ตัวอื่นอยู่ไหน?”แกรนด์เอ่ยถามเอเลน่าพลางมองขึ้นไปบนท้องฟ้า“ไม่มานะ วินเทอร์ลงมาตัวเดียว”“วินเทอร์? เจ้าตั้งชื่อให้มันแล้วเหรอ?”“ใช่ มันตั้งใจลงมาเล่นกับข้า”“แสบน่าดู ตัวแค่นี้ก็รู้จักหนีแม่ลงมาเที่ยวเล่นแล้ว”“แคร่ก! แคร่ก!”เจ้าไวเวิร์นน้อยเหมือนจะเถียงบางอย่างกับแกรนด์ จากนั้นก็คลอเคลียเอเลน่าต่อ“มันคงติดใจน้ำแข็งแห่งเทพแหงๆ แต่สุดยอดไปเลยนะ ตัวแค่นี้ก็บินขึ้นลงผาไหมพิษได้แล้ว”แกรนด์อดที่จะชมเจ้าตัวเล็กนี่ไม่ได้ แม้จะเป็นแค่ลูกไวเวิร์นหากกลับแข็งแรงอย่างน่าเหลือเชื่อ แล้วจู่ๆแกรนด์ก็เหมือนจะคิดอะไรบางอย่างออก เขาเอาเนื้อก้อนหนึ่งออกมาจากแหวนมิติส่งให้เอเลน่า มันคือเนื้อของเสือเขี้ยวดาบลายครามที่แกรนด์กับบ็อบช่วยกันชำแหละ ได้รับการคอนเฟิร์มจากบ็อบแล้วว่ารสชาติของมันห่วยแตกสุดๆ ถึงจะกินไม่ได้ แต่เนื้อของสัตว์อสูรพวกนี้ยังมีประโยชน์อย่างอื่น“กินนี่รึเปล่า?”“แคร่ก!”ไวเวิร์นน้อยตอบรับเอเลน่าอย่างว่าง่าย หากดูเผินๆคงคิดว่ามันเป็นสัตว์เลี้ยงของเธอไปแล้ว เอเลน่าโยนชิ้นเนื้อไป เจ้าตัวเล็กก็กระโดดงับพร้อมกับเคี้ยวมันอย่างเอร็ดอร่อย ชิ้นต่อไปเจ้าตัวเล็กยังกินได้เรื่อยๆเหมือนไปอดอาหารมาจากไหน ไม่นานนักหลังจากอิ่มมันก็บินจากไป“ไดน์ ไวน์ พวกเจ้าก็ลองด้วยสิ”แกรนด์หันไปโยนชิ้นเนื้อให้งูน้ำเกล็ดเงินทั้งสองกินเช่นกัน นับตั้งแต่เลี้ยงพวกมันมาก็เกือบสองปีแล้ว พวกมันโตเร็วมากเพราะได้กินแต่เนื้อกับเครื่องในของสัตว์อสูรชั้นสูง หรืออย่างน้อยๆก็ต้องเป็นเนื้อของสัตว์อสูรชั้นกลาง เมื่อล่าสัตว์อสูรมาได้ หากเนื้อตัวไหนรสชาติไม่ถูกปากหรือกินไม่ได้ ของเหล่านั้นจะกลายเป็นอาหารของเจ้าสองตัวนี้ทันที การเติบโตและความแข็งแกร่งของสัตว์อสูร ปัจจัยหลักจะขึ้นอยู่กับอาหาร ประเภทกินเนื้อยิ่งกินซากของสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งมากเท่าไหร่ มันจะยิ่งโตเร็วและแข็งแกร่งมากขึ้นเท่านั้น ส่วนประเภทกินพืชความแข็งแกร่งจะเกิดจากการกินพืชมีค่าสะสมเข้าไปในร่างกาย งูน้ำเกล็ดเงินทั้งสองตัวมีท่าทางเชื่อฟังเมสันกับมอเรน คู่แฝดที่ตอนนี้สังกัดหน่วยพยัคฆ์ แกรนด์จึงอนุญาตให้นำงูทั้งสองไปใช้ได้ แม้จะบอกแบบนั้น แต่เมื่อทั้งสองฝึกเสร็จพวกเขาก็จะนำมันกลับมาส่งที่บ้านพักหัวหน้าทุกครั้ง
    ...สองวันผ่านไป...ทีมมังกรสายฟ้าทุกคนเตรียมตัวพร้อมสำหรับการเดินทางแล้ว ของที่จำเป็นทุกอย่างถูกเก็บไว้ในแหวนมิติอย่างครบครัน ครีทรีบวิ่งมาโม้ต่อหน้าทุกคนว่าได้ปรับปรุงความแรงของระเบิดเพิ่มแล้ว เตรียมหาอะไรมาอุดหูได้เลย ส่วนไอริสตอนนี้เธอกำลังสนุกที่ได้เที่ยวเล่นพูดคุยกับต่อไหมเพชฌฆาตตามรังต่างๆ แกรนด์ไม่บอกตรงๆว่ากำลังจะไปไหนเพราะเกรงว่าเธอจะอยากไปด้วย จริงอยู่ว่าไอริสมีพลังแฝงที่แข็งแกร่ง แต่ยังไม่พอที่จะเอาชีวิตไปเสี่ยงกับสัตว์อสูรสายเลือดเทวะ งานนี้ต้องการทีมเวิร์คมากกว่า ในขณะที่กำลังจะออกเดินทางก็ได้รับแจ้งว่าชาวบ้านบัลโลเดินทางมาถึงแล้ว ชาวบ้านทุกคนละวางงานที่ทำอยู่แล้วมาต้อนรับสมาชิกกลุ่มใหม่อย่างอบอุ่น ตอนนี้ประชากรของหมู่บ้านนักล่าเทียบได้กับเมืองขนาดย่อมแล้ว
    “มองเห็นเกาะแล้ว!”บ็อบอุทานขึ้นเมื่อมองเห็นชายฝั่งที่อยู่ไกลลิบออกไป ที่นี่อยู่ห่างจากหมู่บ้านนักล่าประมาณพันกิโลเมตรนิดๆ แม้จะนั่งเรือเหาะมาก็ยังรู้สึกว่านาน ใจของทุกคนตอนนี้จดจ่ออยู่แต่กับสัตว์อสูรที่ต้องปราบ จนถึงตอนนี้พวกเขายังไม่มีวิธีล้มมันได้อย่างเด็ดขาดเหมือนเสือเขี้ยวดาบลายคราม ข้อมูลเกี่ยวกับสัตว์อสูรเผ่านาคาก็ยิ่งมีน้อยเพราะถิ่นกำเนิดมันอยู่ทวีปอื่น ไม่นานนักเรือเหาะก็ร่อนลงจอดที่เกาะคลีนตัสอย่างนิ่มนวล สภาพโดยรวมของเกาะดูดีกว่าที่คิดไว้ในตอนแรกมาก มันแทบจะดูไม่ต่างจากหมู่บ้านที่ฝั่งแผ่นดินใหญ่ แต่ยังคงมีเศษซากร่องรอยของความรุ่งเรืองในอดีตหลงเหลือให้ผู้คนระลึกถึงอยู่ ชาวบ้านที่เดินผ่านไปผ่านมาต่างจับจ้องผู้มาเยือนด้วยความประหลาดใจ สิ่งแรกเมื่อมาถึงเกาะคลีนตัสคือการหาที่พัก ซึ่งแกรนด์ไปเหมาบ้านหลังหนึ่งไว้ล่วงหน้าถึงสองเดือน ที่ทำเช่นนั้นก็เพราะหูของพวกเขาได้ยินสิ่งที่ชาวบ้านที่มามุงซุบซิบกัน ในบทสนทนานั้นมีการพูดถึงนาคาไว้อย่างชัดเจน มันอยู่ที่นี่จริงๆ พวกเขามาไม่เสียเที่ยวแล้ว“พวกท่านมาที่นี่เพราะนาคาเกล็ดมรกตงั้นรึ?”เจ้าของบาร์เอ่ยขึ้นอย่างเรียบเฉยเหมือนเรื่องปกติของที่นี่ บาร์นี้เป็นสถานบันเทิงเพียงแห่งเดียวบนเกาะ โครงสร้างของมันดูมั่นคงแข็งแรง ข้างในร้านกว้างขวาง มีโต๊ะเก้าอีกที่พอจะรองรับคนถึงห้าสิบที่นั่ง แต่สภาพโดยรวมมันดูซอมซ่อยังไงชอบกล แถมผนังยังมีรอยปะซ่อมเต็มไปหมด รึโดยปกติร้านนี้จะมีคนเมาตีกันแล้วพังร้านอยู่บ่อยๆ?“ใช่ นั่นเป็นเหตุผลที่พวกข้ามาที่นี่ ท่านพอจะรึเปล่าว่ารังของมันอยู่ที่ไหน”“เรื่องตำแหน่งรังของสัตว์อสูรข้ารู้แน่นอนอยู่แล้ว แต่มีเรื่องบางอย่างที่พวกเจ้าต้องรู้ไว้ก่อน สี่ปีที่แล้วจู่ๆเจ้านั่นก็ปรากฏตัวขึ้นที่ใกล้ๆเกาะคลีนตัส หลังจากการมาถึงของมันมาก็ทำให้เกิดน้ำวนเชี่ยวกรากหลายจุด สภาพอากาศแปรปรวนคาดเดาไม่ได้ ทุกอย่างที่เข้าใกล้รังของมันจะถูกโจมตี แหล่งหากินหลักของพวกเราถูกมันยึดไป ทำให้ต้องแล่นเรือออกทะเลไกลขึ้น และอันตรายมากขึ้น ชาวเกาะคลีนตัสต้องตกอยู่ในสภาพหวาดกลัว ไม่สามารถทำอะไรมันได้มากว่าสี่ปีแล้ว ด้วยพลังอันยิ่งใหญ่ที่ควบคุมได้กระทั่งสภาพอากาศทำให้มนุษย์อ่อนแออย่างเราอับจนปัญญา อีกทั้งไม่มีเงินพอที่จะจ้างคนมาช่วยไล่มันไปให้พ้นๆได้ พวกเราจึงตั้งกฎร่วมกันขึ้นมาว่า หากมีผู้ใดสังหารหรือไล่นาคาเกล็ดมรกตให้พ้นจากเกาะคลีนตัสได้ คนผู้นั้นจะได้ทุกสิ่งทุกอย่างบนเกาะแห่งนี้ พวกเราจะยกเกาะให้และยอมอยู่ภายใต้การปกครองของคนผู้นั้น ตลอดเวลาสี่ปีมานี้พวกท่านเข้ามาเป็นกลุ่มที่สอง แล้วตอนนี้กลุ่มแรกที่มาก็กำลังล่านาคาเกล็ดมรกตอยู่เลย”“กำลังล่ามันอยู่? แสดงว่าพวกข้ามาช้ากว่ากลุ่มนั้นแค่ก้าวเดียวสินะ?”“เปล่า คนพวกนั้นมาปักหลักสู้กับนาคาเกล็ดมรกตประมาณหกเดือนแล้ว นานจนชาวเกาะคลีนตัสคุ้นเคยดี พวกเขาเป็นกลุ่มที่ยืนหยัดต่อสู้กับนาคาเกล็ดมรกตอย่างไม่ยอมถอย แม้จะยังไม่สำเร็จ แต่ความพยายามของพวกเขาก็ได้ชนะใจชาวเกาะคลีนตัสไปแล้ว ไม่แปลกที่อีกไม่นานทั้งเกาะจะอยู่ภายใต้การปกครองของคนกลุ่มนั้น”“เดี๋ยวๆ แล้วพวกข้าล่ะ?”“ได้เวลาพอดี ปกติพวกนั้นก็กลับมาเวลานี้”เจ้าของบาร์เอ่ยขึ้นอย่างอารมณ์ดี แกรนด์เอะใจสิ่งที่เจ้าของบาร์พูด เขาจึงใช้เขตตรวจจับขยายขอบเขตการรับรู้ออกไป ห่างออกไปสามร้อยเมตรจุดพลังกลุ่มหนึ่งปรากฏขึ้นมาในสัมผัสของเขา พวกมันกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้ แต่ทั้งกลุ่มมีพลังเพียงจุดเดียวที่แกรนด์ให้ความสนใจ เขาแน่ใจว่ารู้จักมันจึงบอกให้ทุกคนระวังตัว และเตรียมพร้อมสำหรับการปะทะที่กำลังจะเกิดขึ้น ไม่รู้ว่าพวกมันเป็นมิตรหรือศัตรู แต่เพื่อบ็อบที่เวลาชีวิตนับถอยหลังไปเรื่อยๆ แกรนด์พร้อมจะกำจัดทุกคนที่ขวางทางเขาโครมมมมม!!!ผนังข้างร้านที่สร้างขึ้นจากไม้ถูกถีบจากด้านนอกพังเข้ามา เศษไม้ปลิวกระเด็นเกลื่อนร้าน กลุ่มชายฉกรรจ์พร้อมอาวุธครบมือเดินเข้ามาในร้านด้วยท่าทีที่พร้อมจะมีเรื่องกับทุกคนได้ตลอดเวลา“แบรนเดอร์! คอแห้งว่ะ ขอเหล้าแรงๆมาหน่อย อ่อนๆแบบเมื่อวานไม่ต้องเอามาแล้วนะ!”เสียงชายคนหนึ่งแหกปากสั่งเจ้าของบาร์ทันทีที่พังร้านเข้ามา“เมื่อไหร่พวกเจ้าจะเข้าทางประตูเหมือนคนปกติเขาทำกันสักที? เมื่อวานพังเข้ามามุมนั้น วันนี้พังเข้ามามุมนี้ แต่ทางประตูไม่ยักจะเคยเข้ามาให้ข้าชื่นใจสักครั้ง”“แล้วทำไมเจ้าไม่ทำประตูให้หมดทุกทางซะล่ะ?”“คนบ้าอะไรจะทำประตูร้านทุกทาง ข้าว่าถ้าทำจริงพวกเจ้าคงได้พังหลังคาร้านเข้ามาแล้วมั้ง”“บ่นมากน่า เจ้าจะขายรึเปล่า? โอ๊ะ! วันนี้ร้านเจ้ามีนักท่องเที่ยวเข้ามาด้วยเรอะ หืม?”ชายหนุ่มหันมามองที่โต๊ะคนที่เขาเรียกว่านักท่องเที่ยวอย่างสนใจ ทันใดนั้นเองเขาพลันรู้สึกเหมือนมีแรงดึงดูดประหลาดจากโต๊ะนั้น“นึกไม่ถึงจริงๆว่าจะเป็นเจ้า”แกรนด์เอ่ยขึ้นก่อนที่จะกระดกเบียร์เข้าปากไป“เหอะๆ นึกว่านักท่องเที่ยวที่ไหน ที่แท้ก็คนกันเองนี่หว่า”ชายหนุ่มเดินเข้ามาพร้อมกับจับดาบเล่มใหญ่ของเขาปักลงพื้น แกรนด์เองก็ลุกขึ้นจากโต๊ะแล้วเดินเข้าไปหาอีกฝ่ายอย่างไม่เกรงกลัว จนทั้งสองยืนอยู่ห่างกันไม่ถึงสามก้าว ดวงตาของทั้งคู่สบประสานก่อเกิดเป็นแรงกดดันแผ่ไปทั่วบริเวณ ภายในร้านไม่มีใครกล้าเอ่ยคำใดออกมา ทั้งสองไม่เคยพบเจอกันมาก่อน แต่จะเรียกว่าไม่รู้จักก็คงไม่ได้ เพราะเมื่ออยู่ใกล้กันพวกเขาจะรู้ว่าต่างฝ่ายเป็นใครทันที แกรนด์รู้จักชายคนนี้จากพลังที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวเขา ‘ร่างสถิตไฮดร้า’ เพราะแกรนด์ข้ามขีดจำกัดมาคนแรกจึงไม่รู้ความเป็นไปของร่างสถิตคนอื่นมากนัก เซร่าเคยเล่าให้ฟังว่ามีถึงห้าคนที่ก้าวข้ามไปก่อนเธอ เรียงลำดับตามก่อนหลังได้ว่า มังกร ไฮดร้า อสูรทมิฬ อาชาสวรรค์ พยัคฆ์เหล็ก วิหกเพลิง นี่คือคนที่ข้ามขีดจำกัดเวลาไล่เลี่ยกับเขา? ดูจากลักษณะท่าทางเจ้าหมอนี่คงเป็นโจรสลัด ผิดคาดจากภาพที่แกรนด์นึกไว้ว่าคงเป็นคนจากตระกูลสูงส่งเหมือนเซย์ร่าไม่ก็กาเซล ส่วนแจ๊คเองก็ย่อมรู้จักแกรนด์เช่นกัน ร่างสถิตที่ก้าวข้ามขีดจำกัดลำดับต่อๆมามักหมายหัวแกรนด์เอาไว้ทุกคน“ได้ยินว่าพวกเจ้ากำลังล่านาคาเกล็ดมรกตกันอยู่”“แน่นอน รึเจ้าสนใจเหยื่อของข้าด้วย?”“ถ้าบอกว่าใช่ล่ะ?”“ข้าสู้กับมันมาหกเดือนเต็ม! ทำให้มันบาดเจ็บอ่อนกำลังลงไม่น้อย ใครที่คิดจะมาชุบมือเปิบ ข้าจะกุดหัวมันก่อน!”แจ๊คเอ่ยขึ้นพลางเอื้อมมือไปจับดาบขึ้นมา“ข้าต้องการแค่ต่อมพิษของมัน เราร่วมมือกันได้”“อ้าว! แล้วไม่บอกแต่แรกวะ! นึกว่าแม่งจะมาแย่งกระดูกสันหลังนาคากับข้า ยินดีต้อนรับๆ เฮ้ย! แบรนเดอร์ เอาเหล้ามาเลี้ยงเพื่อนใหม่ข้าหน่อย! วันนี้ข้าเลี้ยง! เหมาร้านอีกแล้วโว้ย! ฮ่าๆๆๆ”แจ๊คปักดาบลงแล้วจับมือแกรนด์เขย่าอย่างยินดี จากนั้นก็กอดคออย่างเป็นกันเองเหมือนเคยรู้จักกันมานมนาน “เดี๋ยวๆ ทำไมเป็นแบบนี้ได้ เมื่อครู่พวกเจ้ากำลังจะฆ่ากันไม่ใช่เรอะ?”ครีทเอ่ยขึ้นอย่างแปลกใจ แกรนด์ยิ้มออกมาแห้งๆอย่างมึนงงเช่นกัน “เอาน่า อย่าไปสนใจเรื่องหยุมหยิมแบบนั้นเลย มาฉลองให้มิตรภาพของเราดีกว่า เอ้าชน!”นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน? หยิบดาบกำลังจะฆ่ากันอยู่แล้วคือเรื่องหยุมหยิม? แรงกดดันเมื่อครู่หายไปทันทีที่บอกว่าเขาต้องการแค่ต่อมพิษนาคา สถานการณ์เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือจนทีมมังกรสายฟ้าแทบจะปรับอารมณ์ไม่ทัน

    คล้ายกับเรื่องเส้นทางอสนีบาต - The Road Lightning ที่คุณอ่าน