ตอนที่ 7 ถอยเพื่อรุก (1)
ลี่ว์จูแยกแยะเื่หนักเบาเร่งด่วนได้ นางลุกขึ้นลงมาจากเตียงปาปู้ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ใส่รองเท้าจะเดินออกไปด้านนอก
สวี่เฉิงอวี๋ที่อยู่ด้านหลังเรียกนางเอาไว้ “หาคนอีกสองคนไปเฝ้าที่นอกเรือนท่านแม่ อาหญิงสามเรียกตัวข้าไปไม่สำเร็จ ข้ากลัวว่าจะให้คนไปหาท่านแม่ หากว่าพวกนางจะไปรบกวน หนึ่งให้รีบขวางคนของบ้านสามเอาไว้ สองให้รีบกลับมารายงานข้าทันที อย่าเพิ่งให้ท่านแม่ข้ารู้เื่”
ลี่ว์จูออกปากรับทั้งหมด เห็นสวี่เฉิงอวี๋ยกมือขึ้นนวดคลึงที่ระหว่างคิ้วก็ทำท่าคล้ายอยากจะพูดอะไร แต่หยุดเอาไว้และรีบร้อนออกจากประตูไป
นายหญิงของบ้านสามตระกูลสวี่แซ่เหลียงเป็บุตรสาวสายตรงของตระกูลเหลียงซึ่งเป็ตระกูลพ่อค้าของเมืองหูโจว ตอนที่ผู้เฒ่าตระกูลสวี่ยังมีชีวิตอยู่ เล็งเห็นความสำคัญของตระกูลเหลียงว่าทำกิจการใหญ่โต บุตรหลานที่สั่งสอนอบรมมาแต่ละคนต่างก็เป็ผู้มีความสามารถ พอส่งคนไปสืบข่าวถึงได้ถูกใจเหลียงซื่อเข้า
แต่ความจริงแล้วสวี่เฉิงอวี๋ไม่ได้มีความรู้สึกดีๆ อะไรกับเหลียงซื่อเลยสักนิด
สวี่เฉิงอวี๋รู้สึกมาตลอดว่าตอนนั้นที่ในบ้านวุ่นวายไม่สงบ บ้านที่ออกอาการมากที่สุดคือพวกเขาบ้านสาม และที่ภายในบ้านไม่สงบทั้งหมดเป็เพราะอาหญิงสามของนางคอยยุแยงทั้งนั้น
ต่อให้วันนี้แยกบ้านกันแล้วบ้านสามก็ยังไม่ยอมหยุด
นางยังจำได้ว่า ชาติก่อนบ้านสามยังคิดตลอดว่า้าแยกตระกูล
กระทั่งนางแต่งงานเข้าตระกูลจ่างไป ก็ยังได้ข่าวเื่ในบ้านอยู่พอประมาณ
ตระกูลสวี่มีกิจการใหญ่โต แต่ต่อให้จะมีูเาทองก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับบ้านอื่นๆ อย่างพวกเขามากนัก
ตอนนี้แยกบ้านแล้ว กิจการแบ่งไปให้แต่ละครอบครัว ทุกปีกำไรมากกำไรน้อยต่างก็เป็ของแต่ละบ้านเอง ส่วนร้านค้า หมู่บ้านที่เป็ของกองกลางนั้นห้ามแตะต้อง รวมถึงสูตรลับที่บรรพบุรุษทิ้งเอาไว้ให้ต่างก็อยู่ในมือของพวกบ้านใหญ่
อนาคตหากท่านย่าสิ้นไปแล้วคำพูดท่านพ่อนางถือเป็คำขาดของตระกูล ทุกอย่างที่เป็ของกองกลาง ย่อมต้องอยู่ในมือของพวกบ้านใหญ่
มีแต่การแยกตระกูลเท่านั้นที่จะสามารถแบ่งของทุกอย่างในตระกูลอย่างเท่าเทียมกันได้
ดังนั้นบ้านสามจึงไม่ยอมอยู่เฉย โดยเฉพาะเหลียงซื่อที่ไม่ยอมอยู่สงบๆ
ทั้งปกป้องคนใกล้ชิด ทั้งยังชอบหาเื่ นี่คืออาหญิงสามในความทรงจำของนาง
สวี่เฉิงอวี๋ไม่ได้มีเจตนาจะแตกหักกับคนในบ้านเลย
พอได้ผ่านเื่ราวของชาติก่อนมานางรู้สึกว่าอย่างไรเสียสายเืก็ใกล้ชิดกันที่สุด เป็ความสนิทสนมที่สุดในโลกที่แยกจากกันไม่ขาด ไม่ว่าจะเป็เมื่อใดคนในครอบครัวก็คือคนในครอบครัว ต่อให้มีวันหนึ่งอาชายสามและอาหญิงสามของนางสร้างเื่ใหญ่โต ยกเื่การแยกตระกูลขึ้นมาพูดกันอย่างชัดเจน พวกนางไม่ไปมาหาสู่กันได้ แต่ไม่จำเป็ต้องแตกหักกันอย่างเด็ดขาดและหันกลับมาเหยียบย่ำกันเอง
นางเหม่อลอยอยู่นาน เห็นอวิ๋นจูที่ออกไปและกลับมาแล้วมีสีหน้าท่าทางลำบากใจ และเข้ามาใกล้ข้างเตียงปาปู้ของนางอย่างอิดออด
สวี่เฉิงอวี๋จึงนวดคลึงระหว่างคิ้วครั้งหนึ่ง “บ้านสามส่งคนมาอีกหรือ”
อวิ๋นจูชะงักฝีเท้า พยักหน้าแล้วพูดว่า “นายหญิงสามให้พี่หญิงไต้เม่ามาเ้าค่ะ...”
นั่นเป็สาวใช้ที่แต่งเข้ามาในจวนพร้อมกับเหลียงซื่อ เป็คนที่มีหน้ามีตาที่สุดในเรือนของนาง
ไม่ยอมตัดใจจริงๆ สินะ
นางไม่ได้คิดจะให้สวี่เฉิงอิงต้องแบกรับคำติฉินเพราะเื่นี้ ทั้งไม่ได้คิดจะให้ท่านพ่อกับพี่ชายใหญ่ไปตำหนิสวี่เฉิงอิงด้วย เดิมทีเื่นี้ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับสวี่เฉิงอิงเลย เพียงแต่เหลียงซื่อเอาแต่กัดไม่ปล่อยเช่นนี้เริ่มทำให้นางรู้สึกรำคาญใจขึ้นมาบ้างแล้ว
สวี่เฉิงอวี๋ลดมือกลับไปข้างกาย “บอกไต้เม่าไปตามคำเดิมแล้วใช่หรือไม่”
อวิ๋นจูพยักหน้าอีกครั้ง “แต่ว่าพี่หญิงไต้เม่าพูดว่า นายหญิงสามให้นางรอพวกเราอยู่ที่นี่...เมื่อครู่นี้คุณหนูให้ปิดประตู ไม่พบหน้าใคร แต่พี่หญิงไต้เม่ามา พวกเราแสร้งทำเป็ไม่ได้ยินจะไม่ดี ข้าไปเปิดประตูนางก็ไม่ได้เข้ามา แต่พูดว่าจะยืนรอที่ประตูวงพระจันทร์ หากคุณหนูตื่นเมื่อใด นางจะค่อยมาพูดกับคุณหนูเมื่อนั้น...”
นี่มันจงใจแล้ว
เหลียงซื่อฉลาด ไม่ต้องคิดก็รู้ว่านางจงใจหลบไม่ยอมไป ดังนั้นถึงได้ส่งให้ไต้เม่ามาแต่ไม่ยอมเข้ามาด้านใน ให้รออยู่ด้านนอกเรือนจ้านลู่ คิดจะตบหน้านางหรือ
สาวใช้ที่มีหน้ามีตาอันดับหนึ่งข้างกายผู้ใหญ่มา แต่นางไม่แม้แต่จะเรียกเข้ามาหลังประตู แพร่งพรายออกไปเท่ากับนางไม่เห็นผู้อื่นในสายตา ซึ่งก็หมายถึงนางไม่มีมารยาทเช่นกัน
สวี่เฉิงอวี๋ยิ้มเย็น เสียงนั้นเยือกเย็นเข้าไปถึงกระดูก
ตอนนี้เห็นชัดว่าเป็่เวลาที่ท้องฟ้าแจ่มใสของเดือนสาม แต่อวิ๋นจูกลับพลันตัวสั่น เงยหน้าขึ้นมองอย่างขลาดกลัว “คุณหนู ข้าไม่มีทางอื่นจริงๆ...”