ในเวลาเดียวกันณ ความสูงหลายหมื่นจั้ง เหนือสถานที่จัดสอบระดับชาติ
“เป็นยังไงบ้าง จัดการเรียบร้อยแล้วใช่ไหม?”
หลินรั่วเยวียนมองไปยังอู่เหมิงเอินที่อยู่ข้างกายพร้อมเอ่ยถาม
“เรียบร้อยแล้วครับ”
อู่เหมิงเอินพยักหน้าพลางตอบด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ“ทันทีที่หวังเทียนอีเข้าไปในเขตมอนสเตอร์ระดับบอสผมจะดำเนินการจัดเตรียมบอสมอนสเตอร์ที่มีพลังต่อสู้รุนแรงน้อยที่สุดให้เขาทันที”
เมื่อพูดถึงตรงนี้เขาก็เสริมอีกว่า “ด้วยวิธีนี้หลังจากที่เขาสังหารบอสมอนสเตอร์ได้สำเร็จเขาก็จะมีเวลาเหลือเฟือไปจัดการกับมอนสเตอร์ระดับอื่นต่อ หากไม่มีอะไรผิดพลาดเขาควรจะคว้าคะแนนสูงสุดในรอบนี้ไปครองครับ”
“ดี ทำได้ไม่เลว”
หลินรั่วเยวียนได้ยินดังนั้นจึงพยักหน้าอย่างพึงพอใจก่อนจะเหลือบมองหน้าจอโปร่งแสงตรงหน้าแล้วเอ่ยอย่างลำพองใจว่า“ขอแค่หวังเทียนอีคว้าที่หนึ่งมาได้เขาก็จะชดเชยความสูญเสียจากรอบที่แล้วได้ทั้งหมดและกลับมายืนอยู่บนจุดเริ่มเดียวกับสี่ผู้ใช้อาชีพระดับสูงสุดคนอื่นๆ อีกครั้ง”
“ท่านคณบดีช่างปราดเปรื่อง...”
อู่เหมิงเอินเห็นเช่นนั้นก็เตรียมจะประจบประแจงเนียนๆสักหน่อย
แต่ทว่าในตอนนั้นเอง
“หือ?”
หลินรั่วเยวียนขมวดคิ้วมุ่นราวกับได้พบเจอเรื่องที่น่าเหลือเชื่ออย่างยิ่งใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ
“ท่านคณบดี เป็นอะไรไปครับ?”
เมื่อเห็นปฏิกิริยาของหลินรั่วเยวียนอู่เหมิงเอินก็รีบถามขึ้นทันที
“หวังเทียนอีคนนี้... ทำไมเขาไม่ไปเข้ารับการทดสอบแต่กลับซ่อนตัวอยู่ตรงทางเข้าล่ะ?”
หลินรั่วเยวียนชี้ไปยังหน้าจอโปร่งแสงพลางถามด้วยความมึนงง
“อะไรนะ? ซ่อนตัวอยู่ตรงทางเข้า?”
อู่เหมิงเอินได้ยินดังนั้นก็มองไปที่หน้าจอตามสัญชาตญาณและพบว่าหลังจากที่หวังเทียนอีเข้าไปในดินแดนลับรกร้างแล้วเขากลับจงใจเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้ที่หนาทึบโดยไม่ได้รีบไปสังหารมอนสเตอร์เพื่อเก็บคะแนนเหมือนกับผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆ เลย
“ไอ้เด็กนี่ มันคิดจะทำอะไรของมันกันแน่?”
เมื่อเห็นภาพอันน่าประหลาดใจเช่นนี้อู่เหมิงเอินถึงกับอึ้งไปเหมือนกัน
ในเวลาเดียวกันณ อีกฟากหนึ่งของมิติว่างเปล่าซึ่งอยู่ไม่ไกลจากคณบดีทั้สองนัก
“ท่านคณบดีครับ เจ้าหนุ่มลู่เซิ่งคนนี้ ดูเหมือนจะมีอะไรแปลกๆ นะครับ”
ลั่วฉางเกอมองหน้าจอโปร่งแสงตรงหน้าพลางพึมพำออกมา
“แปลก?”
ฟางเทียนสิงได้ยินดังนั้นจึงถามกลับ“แปลกยังไง?”
“เรื่องนี้... ผมเองก็บอกไม่ถูกเหมือนกัน”
ลั่วฉางเกอส่ายหัวพร้อมรอยยิ้มขื่นพลางขมวดคิ้วเอ่ยว่า“แต่ผมรู้สึกเสมอว่าลู่เซิ่งคนนี้...ดูเหมือนจะไม่ใช่พาลาดินทั่วไปนะครับ”
“จะหมายความว่า ไอ้เด็กนี่ตั้งใจแกล้งเป็นหมูหลอกกินเสืออย่างนั้นเหรอ?”
แววตาของฟางเทียนสิงประกายขึ้นมา
“เป็นไปได้สูงมากครับ”
ลั่วฉางเกอพยักหน้าอย่างหนักแน่นก่อนจะเสริมว่า“แน่นอนว่านี่เป็นเพียงการคาดเดาจากมุมมองของผมฝ่ายเดียวเท่านั้นส่วนจะเป็นเรื่องจริงไหม ผมเองก็ไม่กล้ารับประกันครับ”
“งั้นก็รอดูผลงานของเขาหลังจากนี้ไปก่อน”
ฟางเทียนสิงตัดสินใจทันควัน
“ครับ”
ลั่วฉางเกอพยักหน้ารับ
...
นครจิงตูลานกว้างยอดเขา
วูบ...
พร้อมกับความรู้สึกสูญเสียการทรงตัวอย่างรุนแรง
ลู่เซิ่งรู้สึกว่าดวงตาพร่ามัวไปชั่วขณะและเมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้งเขาก็มาปรากฏตัวอยู่ในสภาพแวดล้อมที่แปลกตาไปโดยสิ้นเชิง
ที่นี่คือป่าเขาที่มีพรรณไม้หนาทึบมองไปทางไหนก็เห็นแต่ความเขียวขจีสุดลูกหูลูกตา
และภายในป่าเขาแห่งนี้ยังมีเสียงคำรามโหยหวนของสัตว์ร้ายที่ไม่รู้จักดังมาเป็นระยะๆยิ่งเพิ่มความลึกลับให้กับแดนลับที่ยังไม่ถูกสำรวจแห่งนี้ขึ้นไปอีกหลายส่วน
“นี่ก็คือดินแดนลับรกร้างอย่างนั้นเหรอ?”
ลู่เซิ่งพึมพำพลางมองสำรวจภูมิประเทศที่ซับซ้อนรอบๆตัว
[ติ๊ง!]
[คำแจ้งเตือน: ท่านได้เข้าสู่ “ดินแดนลับรกร้าง”เริ่มการนับคะแนน โปรดเร่งดำเนินการสังหารมอนสเตอร์
คะแนนปัจจุบัน:0
เวลาที่เหลือ:59นาที 59 วินาที]
ในขณะเดียวกันบนแผงแจ้งเตือนของเขาก็มีข้อความพิเศษปรากฏขึ้นมา
“หือ? มีระบบแจ้งเตือนด้วยเหรอ?” ลู่เซิ่งตาเป็นประกายเมื่อเห็นดังนั้น
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เข้ามาในแดนลับ
แม้จะไม่รู้ว่าดินแดนลับรกร้างแห่งนี้มีความเป็นมาอย่างไร
แต่จากการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมในช่วงที่ผ่านมาลู่เซิ่งก็พอจะทราบว่าสิ่งที่เรียกว่าแดนลับนี้โดยพื้นฐานแล้วคือโลกอีกใบที่แยกตัวออกมา และไม่ยุ่งเกี่ยวกับโลกภายนอก
บนดาวสีน้ำเงินในปัจจุบันเมื่อกฎแห่งสวรรค์และปฐพีเปลี่ยนแปลงไปมักจะมีแดนลับที่แปลกประหลาดปรากฏขึ้นตามพื้นที่ป่าเขาอยู่เสมอ
ซึ่งจะแตกต่างจากเหวลึกฃที่เป็นสถานที่อันตรายแบบตายตัว
จุดเด่นของแดนลับก็คือความสุ่ม
แม้ว่าแดนลับส่วนใหญ่จะมีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ไม่ว่าจะเป็นค่าประสบการณ์หรือสมบัติล้ำค่าซึ่งสามารถมอบผลประโยชน์มหาศาลที่เหนือจินตนาการให้กับผู้ใช้อาชีพได้
ทว่ามีโอกาสมากเพียงใดความเสี่ยงก็ย่อมมากเท่านั้น
แดนลับไม่ใช่สถานที่ที่สงบสุขเสมอไป
ในทางตรงกันข้ามแดนลับบางแห่งกลับน่าสยดสยองอย่างยิ่งโดยมีระดับความเป็นภัยใกล้เคียงกับเหวลึกระดับฝันร้ายเลยทีเดียว
และก่อนจะก้าวเท้าเข้าสู่แดนลับก็ไม่มีใครรู้ได้เลยว่าภายในนั้นซ่อนเร้นสิ่งใดไว้
ดังนั้นบนดาวสีน้ำเงินในปัจจุบันแดนลับจึงเป็นคำนิยามของคำว่าโอกาสและความไม่แน่นอน
สำหรับดินแดนลับรกร้างแห่งนี้เห็นได้ชัดว่าเป็นแดนลับที่ผ่านการบุกเบิกมาก่อนจนหมดสิ้นและหลงเหลือไว้เพียงซากทรัพยากรภายในแทบไม่เหลืออะไรแล้วมีเพียงมอนสเตอร์จำนวนหนึ่งไว้ให้เหล่าผู้เข้าสอบใช้เก็บคะแนนเท่านั้น
หลังจากมองสำรวจสภาพแวดล้อมรอบตัวอีกครั้งลู่เซิ่งก็ระบุตำแหน่งของตัวเองได้อย่างรวดเร็ว
ทว่าในจังหวะสำคัญที่เขากำลังจะออกเดินทางไปสังหารมอนสเตอร์ตามคำชี้แนะในแผนที่แดนลับฉบับก่อนหน้านี้นั่นเอง
“ตายซะ”
“เฉือนมิติ”
เคร้งเคร้ง
ทันใดนั้นคมมีดมิติสีดำสนิทสองเล่มก็พุ่งลงมาจากท้องฟ้าอย่างไร้สัญญาณเตือนเล็งเป้าหมายมาที่ศีรษะของเขาโดยตรง
เมื่อเห็นภาพนี้ลู่เซิ่งก็ใจหายวาบ เขายังไม่ทันได้ตั้งตัวตอบโต้
“นายท่านระวัง”
โชคดีออสการ์ที่เป็นเผ่ามังกรมีปฏิกิริยาตอบโต้รวดเร็วกว่าลู่เซิ่งหลายเท่าตัว ไม่ต้องรอให้ลู่เซิ่งเตือนมันก็พุ่งตัวไปข้างหน้าทันที ทำให้หลบการลอบโจมตีของ‘เฉือนมิติ’ ทั้งสองเล่มนั้นได้อย่างหวุดหวิด
ฉัวะฉัวะ
วินาทีต่อมาพร้อมกับเสียงฉีกขาดที่ดังชัดเจน ต้นไม้ใหญ่สองต้นก็ถูกสกิล‘เฉือนมิติ’ ฟันทะลุผ่านจนขาดสะบั้นออกเป็นสี่ท่อนในทันที
“หือ? หลบได้งั้นเหรอ?”
เมื่อเห็นภาพนั้นเสียงอุทานที่เก็บงำความประหลาดใจไว้ไม่มิดก็ดังมาจากพุ่มไม้ที่อยู่ไม่ไกล
“ใครกัน? บังอาจลอบโจมตีจากข้างหลัง?”
ลู่เซิ่งรู้สึกหดหู่ขึ้นมาทันทีเขาถามพลางรีบมองไปยังต้นเสียง
ส่วนคนที่แอบอยู่ในพุ่มไม้ก่อนหน้านี้เมื่อเห็นดังนั้นก็ไม่คิดจะซ่อนตัวอีกต่อไป เขาเดินออกมาอย่างองอาจเปิดเผยซึ่งคนนั้นก็คือ ‘จอมเวทมิติ’ หวังเทียนอี นั่นเอง
“เป็นนายนี่เอง?”
เมื่อเห็นว่าเป็นหวังเทียนอีลู่เซิ่งก็เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
“หึๆ นึกไม่ถึงล่ะสิ”
หวังเทียนอีแค่นยิ้มเย็นชาก่อนจะจ้องมองลู่เซิ่งแล้วแผดเสียงคำรามว่า “ไอ้พวกสวะชั้นต่ำเมื่อกี้แกยังอวดดีอยู่เลยไม่ใช่เหรอ? แล้วตอนนี้ล่ะ?ฉันมายืนอยู่ตรงหน้าแกแล้วแกแน่จริงก็ลองทำตัวกร่างใส่ฉันอีกสักรอบดูสิ”
“แกคิดจะฆ่าฉันงั้นเหรอ?”
เมื่อสัมผัสได้ถึงจิตสังหารที่เย็นเยียบและเปิดเผยออกมาอย่างชัดเจนจากอีกฝ่ายลู่เซิ่งก็รู้สึกหนักใจขึ้นมา
“ฮ่าฮ่า ดูเหมือนว่าไอ้ขยะอย่างแกจะยังพอมีสมองอยู่บ้าง”
หวังเทียนอีเบะปากและไม่ได้ปิดบังเจตนาแม้แต่น้อยเขาเอ่ยออกมาตรงๆ ว่า “ใช่แล้วฉันมาที่นี่เพื่อฆ่าแกยังไงล่ะ”