ณ ใจกลางเมืองในวันต่อมา ลั่วอู่หลินบัดนี้ได้ปรากฏตัวขึ้นเหมือนกับผู้ฝึกตนคนอื่นๆเพื่อวัดคุณสมบัติตน แต่เนื่องจากพลังที่เขามีมันโดดเด่นเกินไปชายหนุ่มจึงได้กดพลังเอาไว้ก่อนที่จะผนึกมันที่ระดับจักรพรรดิขั้นหนึ่งซึ่งเป็นมารตราฐานของรุ่นเยาว์ส่วนใหญ่ทั่วไปที่นี่
"น้องชายต่อให้เจ้าพยายามเท่าไรก็ไร้ประโยชน์ คนทั่วไปบรรลุระดับจักรพรรดิได้ก็อายุเจ็ดสิบถึงหนึ่งร้อยปีเข้าไปแล้วบางคนมากกว่านั้นด้วยซ้ำ ต่อให้เจ้าตรวจสอบระดับพลังได้ตามเกณฑ์ที่พอใจแต่อายุกระดูกมันหลอกกันไม่ได้หรอกนะ ถึงอย่างไรเจ้าก็โดดเด่นอยู่ดี"ไฉ่เยว่เอ่อร์กล่าว ลั่วอู่หลินถึงกับหน้ามุ้ยหากนี่ไม่ใช่มาตราฐานของการรับศัษย์เขาก็อยากจะลดให้เหลือสักระดับจอมพลด้วยซ้ำ
"โอ้ พี่สาวการวัดคุณสมบัติกำลังจะเริ่มแล้ว"ลั่วอู่หลินกล่าวและชี้ไปที่เวทีประลองที่ตอนนี้มีชายหญิงสี่คนทะยานร่างลงมาใจกลางสนาม พวกเขาเมื่อมาถึงก็พลันดึงแท่นวัดพลังออกมาตั้งไว้ก่อนที่จะพุ่งทะยานขึ้นไปนั่งบนที่นั่งคล้ายกับบัลลังก์ซึ่งเป็นชั้นพิเศษที่จะมีเพียงเจ้าเมืองและผู้ทดสอบสี่สำนักเท่านั้นที่จะนั่งได้ ส่วนพวกตระกูลใหญ่ในเมืองก็จะก็จะนั่งในชั้นรองลงมา
"ในเมื่อถึงเวลาแล้ว ก็วัดคุณสมบัติเริ่มได้"เจ้าเมืองนามหยางจื่อกล่าวเปิดงาน ทันใดนั้นชายคนหนึ่งจากด้านหลังที่นั่งผู้ตรวจสอบของตำหนักเปลวเพลิงโชติช่วงก็กระโดดขึ้นมา พร้อมด้วยประกาศเกณฑ์ในการประเมิณคุณสมบัติเบื้องต้นอีกครั้ง
"เกณฑ์การวัดคุณสมบัติในปีนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย ด้วยผู้ตรวจสอบทั้งสามคนเมตตาปีนี้เราจึงรับศิษย์ระดับกษัตริย์ขั้นที่ห้าขึ้นไปและอายุไม่เกินหนึ่งร้อยปี"ทุกคนในที่นี้เกิดเสียงฮือฮากันยกใหญ่ เกณฑ์นี้นับว่าง่ายดายมากสำหรับทุกคนที่เข้ามาสมัครบอกได้เลยว่าแทบจะไม่มีใครตกรอบอย่างแน่นอน เพราะทุกคนในที่นี้ต่างเตรียมความพร้อมกับมาที่ระดับจักรพรรดิกันทั้งนั้น จะมีแค่คนที่ไม่กี่คนที่ไม่รู้เกณฑ์การประลองและสมัครเข้ามาสุ่มสี่สุ่มห้าเท่านั้นที่ต้องก้มหน้าออกไป
ทางด้านลั่วอู่หลินได้ยินเช่นนั้นก็พลันลดระดับพลังของตัวเองลงไปอีกให้มาอยู่ที่ระดับราชันขั้นที่ห้าแล้วผนึกมันอีกครั้ง แม้อาจจะดูโดดเด่นอยู่บ้างแต่ก็ถือว่ายังดีกว่าระดับจักรพรรรดิมากโข
"หึหึ เท่านี้ข้าก็ลดความโดดเด่นได้อีกระดับ"
เมื่อการวัดประเมินคุณสมบัติได้เริ่มขึ้นเหล่าผู้คนที่โดนเรียกขานชื่อก็ขึ้นไปเเตะยังแทนวัดพลังก่อนที่จะมีอายุกระดูกและพลังบ่มเพาะปรากฏขึ้นมา แน่นอนทุกคนที่อยู่ ณ ที่นี้ไม่มีใครที่จะไม่ผ่านด่านนี้
"หลี่อิง" เมื่อได้ยินนามนี้ เหล่าผู้คนพากันฮือฮายกใหญ่ ชายหล่อเหลาแต่ก็งดงามในเวลาเดียวกันสพายกระบี่สีแดงลวดลายงดงามด้านหลังเดินขึ้นไป เมื่อเขาแตะลงยังแท่นวัด ทันใดนั้นระดับรวมถึงอายุก็ปรากฏขึ้นจนทำให้เกิดเสียงฮือฮากันในหมู่ผู้ฝึกตน
"กระดูกอายุเจ็ดสิบปี จักรพรรดิขั้นที่ห้า"
"บ้าน่า นี่มันอัจฉริยะชัดๆสมแล้วที่เป็นกระบี่เพลิง หลี่อิง"
"ข้าได้ข่าวมาว่าพลังของเขาตอนนี้เทียบชั้นได้กับจักรพรรดิขั้นที่เจ็ดแล้ว"
"เมื่อเลือกเขาไปตำหนักใดตำหนักหนึ่งอนาคตย่อมรุ่งโรจน์อย่างไม่ต้องสงสัย"
เสียงจากทั่วทุกสารทิศกล่าวสรรค์เสริญ กระบี่เพลิงหลี่อิง กันยกใหญ่ แม้แต่ผู้ตรวจสอบทั้งสี่ก็ยกยิ้มอย่างพึงพอใจเช่นเดียวกัน ผิดกับลั่วอู่หลินที่นั่งลงมองอย่างอึ้งงัน เจ็ดสิบปีจักรพรรดิขั้นห้านี่ถือเป็นอัจฉริยะแล้วหรือ หากเป็นเช่นนั้นท่านตาของเขาเมื่อก่อนที่บรรลุระดับจักรพรรดิขั้นเก้าด้วยอายุเจ็ดสิบปีเช่นกันไม่เป็นยอดอัจฉริยะอย่างนั้นหรือ แล้วเหตุใดตาแก่ตระกูลหลินถึงไม่สนับสนุนความสัมพันธ์กับท่านตากับท่านยายกันละ เรื่องนี้ช่างน่าสงสัยยิ่งนัก
"เจียงเทียนหลง"
ถัดจากกระบี่เพลิงหลี่อิงก็เป็นชายหนุ่มอาภรณ์สีทองลวดลายมังกรดูสูงส่งที่ขึ้นไปซึ่งก็เรียกเสียงฮือฮาไม่ต่างอะไรจากหลี่อิงมากนัก มือเมือของเขาประทับลงที่แท่นวัดพลังทันทีโดยไม่รั้งรอ
"กระดูกอายุแปดสิบปี จักรพรรดิขั้นที่เจ็ด"
พรสวรรค์ของเจียงเทียนหลงไม่ต่างกับหลี่อิงเลยแม้แต่น้อย ยังไม่หมดเพียงเท่านั้นต่อจากชายคนนี้ยังมีชายร่างกำยำที่นามว่าเสียวถงที่อายุกระดูกเจ็ดหกมีระดับจักพรรรดิขั้นห้า
และหญิงสาวอีกหนึ่งคนที่มีนามว่าเจี่ยลี่ อายุกระดูกหกแปดปีระดับจักรพรรดิขั้นที่สี่ คนเหล่านี้ทำให้ทุกคนในงานอดไม่ได้ที่จะตกตะลึงจนตาค้างและกลืนน้ำลายสายตาเต็มไปด้วยความหลากหลายแต่ส่วนใหญ่จะมีแววอิจฉาอยู่ด้านในนั้น พรสวรรค์เหล่านี้ทุกคนต่างอยากที่จะครอบครองมันแต่น่าเสียดายนักที่ไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคน
"หยางเหมยกุ้ย" สิ้นเสียงเรียก หญิงงามผมสีแดงจากด้านหลังของด้านหลังของเจ้าเมืองก็ทะยานร่างลงมา ตัวนางนั้นงดงามหยาดเยิ้มประดุจร่างจำแลงของเทพธิดาอย่างไรอย่างนั้น ทั้งทรวดทรงเองก็นับได้เป็นหนึ่งในใต้หล้าอย่างแท้จริง หากจะให้เปรียบเทียบตามตรงเรื่องความงามและเย้ายวนเกรงว่าทั้งซีอวิ้นและไฉ่เยว่เอ่อร์จะเป็นรองนางอยู่หนึ่งขั้น
หญิงสาวที่งดงามปานนี้เมื่อปรากฏตัวขึ้นมาก็สะกดสายตาของทุกผู้คนได้ในทันที หากไม่ใช่ว่านางเป็นบุตรสาวของเจ้าเมืองแล้วละก็เกรงว่าคงถูกชายด้านล่างเหล่านี้พุ่งเข้าใส่ไปแล้ว เมื่อนางแตะไปยังแท่นวัดประเมินคุณสมบัติ ทุกเสียงฮือฮาพลันนิ่งเงียบ เหล่าผู้ตรวจสอบทั้งสี่ตำหนักพากันลุกขึ้นพรวดพราดในทันที
"กระดุกอายุหกสิบปี จักรพรรดิขั้นเก้า"นี่คือสิ่งที่ปรากฏขึ้นมาแล้วจะไม่ให้พวกเขาตกตะลึงได้อย่างไร อีกทั้งในที่นี้ผู้ตรวจการหญิงของตำหนักเปลวเพลิงโชติช่วงเหมือนจะมีโอกาศที่จะได้ตัวนางมาเข้าร่วมนิกายมากที่สุดอีกด้วย เพราะใครๆต่างก็รู้กันดีว่าตระกูลหยางบ่มเพาะพลังสายเปลวเพลิง
"โอ้ พรสวรรค์มากกว่าท่านปู่ของข้าเสียอีก นางช่างเป็นหญิงสาวที่ยอดเยี่ยมจริงๆ"ลั่วอู่หลินอดชื่นชมไม่ได้ สายตาของชายหนุ่มที่มองไปยังหยางเหมยกุ้ยเต็มไปด้วยความหลงไหลเหมือนคนทั่วไปอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกลับมาเป็นปกติ
"เอาอีกแล้วหรือน้องชาย นับวันความเจ้าชู้ของเจ้าชักจะกำเริบใหญ่แล้ว"ไฉ่เยว่เอ่อร์อดกุมขมับไม่ได้ แต่ทว่ายังไม่ทันที่ลั่วอู่หลินจะกล่าวตอบอะไรเสียงเรียกขานชื่อของเขาก็ดังขึ้นมา
"อู่หลิน"
"อ๊า ตาข้าแล้ว"ลั่วอู่หลินเพียงแค่เดินขึ้นไปธรรมดาๆมิได้ใช้ท่าร่างหรือทักษะอภินิหาริย์ใดๆ เมื่อมือแตะเข้าไปยังแท่นประเมิน สิ่งแรกที่ปรากฏขึ้นมาคือพลังของเขาที่อยู่ในระดับกษัตริย์ขั้นห้าและด้วยที่ลำดับของชายหนุ่มที่ต่อจากยอดอัจฉริยะทั้งห้ามันจึงทำให้ทุกคนมองเขาเหมือนเป็นตัวโง่งมอย่างไรอย่างนั้น แต่ทว่าหลังจากที่อายุกระดูกปรากฏพวกเขาก็พากันพูดไม่ออกเลยทีเดียว
"อายุกระดูกสิบแปดปี ระดับกษัตริย์ขั้นห้า"
เมื่อได้ยินเช่นนี้คนที่เผยแววตาดูแคลนเมื่อครู่พลันแข็งค้างในทันที ต้องบอกก่อนว่าแม้แต่หยางเหมยกุ้ยในวัยเดียวกันยังทำไม่ได้ แล้วจะไม่ให้พวกเขาตกตะลึงได้อย่างไร ในเวลานี้ทุกตำหนักที่มาต่างจับจ้องมาที่ลั่วอู่หลินตาเป็นมัน สำหรับตำหนักหรือนิกายพวกนี้นั้นถือว่าชายหนุ่มเป็นเมล็ดพันธุ์ชั้นดีเลยก็ว่าได้ แม้ลั่วอู่หลินจะไม่ผ่านการทดสอบต่อๆไป พวกเขาก็พร้อมที่จะยื่นข้อเสนอให้ชายหนุ่มได้มาเข้าร่วมกับตน
"เด็กคนนั้น!"เมื่อลั่วอู่หลินเดินออกไปหยางเหม่ยกุ้ยพลันหันมองด้วยความสนใจโดยพลัน ต้องบอกก่อนว่านางค่อนข้างมั่นใจในฝีมือตัวเองที่ฝึกฝนมาอย่างหนัก ดังนั้นจึงอดไม่ได้ที่จะสนใจคนที่มีพรสวรรค์มากกว่าตนเอง
ส่วนผู้ตรวจการทั้งสี่ตำหนักได้ปรึกษากันแล้วในกรณีที่หากลั่วอู่หลินไม่ผ่านการทดสอบพวกเขาจะทำอย่างไร ซึ่งผลก็ออกมาว่าทุกตำหนักจะยื่นข้อเสนอและผลประโยชน์ให้และให้เขาได้เลือกเอง นี่ถือได้ว่าให้เกียรติชายหนุ่มอย่างยิ่ง
เมื่อเวลาผ่านไปการทดสอบวัดประเมินคุณภาพก็เสร็จสิ้น ลั่วอู่หลินไม่ได้รั้งอยู่แต่กลับเข้าไปยังหอคอยมหาสมบัติชั้นที่สี่อันเป็นพื้นที่สำหรับปิดด่านของบรรดาภรรยาในเวลานี้ยังไม่มีวี่แววว่าพวกนางจะออกมาแต่อย่างใด เขาจึงได้ลงไปยังหอคอยชั้นที่สามเเทนเพื่อหาทักษะประเภทหยาง และศึกษาทักษะพื้นฐานการปรุงโอสถ เพื่อศึกษาเอาไว้เป็นแนวทางเผื่อได้เข้าไปยังตำหนักเปลวเพลิงโชติช่วงจริงๆเขาจะได้มีความรู้พื้นฐานเอาไว้บ้าง ส่วนเรื่องสมุนไพรนั้นลั่วอู่หลินได้ศึกษาจากไฉ่เยว่เอ่อร์มามากแล้วตั้งแต่ตอนที่ยังเป็นเด็กแล้ว
"ทักษะระฆังทองคุ้มกาย ทักษาหมัดเทพราชัน ทักษะแสงเทพสวรรค์จู่โจม แต่ละทักษะของธาตุแสงทำไมชื่อมันถึงอหังการยิ่งนัก"ลั่วอู่หลินถึงกับอุทานออกมาอย่างช่วยไม่ได้ และไม่ใช่เพียงชื่อเท่านั้นที่อหังการ แต่ตัวทักษะเองก็ร้ายกาจสมชื่อมันอีกด้วย
ลั่วอู่หลินนั่งศึกษามันอยู่ครู่ใหญ่ด้วยความสนใจเมื่อเวลาล่วงเลยไปนานมากเข้า เขาก็เดินลงไปยังชั้นแรกของหอคอยซึ่งตอนนี้ซีอวิ้นกำลังนั่งบ่มเพาะพลังและดูเหมือนว่าจะอยู่ในช่วงสำคัญของการเลื่อนระดับอีกด้วยเขาจึงไม่อยากที่จะไปขัดขวางนาง
"เห้อ เดิมทีคิดจะลงมาแกล้งนางก่อนออกไปเสียหน่อย ช่วยไม่ได้ละนะ"กล่าวจบชายหนุ่มก็เปิดมิติเดินออกไปในทันที