เทพีน้ำค้างเหมันต์ (เทพอัสนีย์ มารพยัคขาว ภาค 2)

    ตอนที่ 39 การสละชีพแห่งศิษย์ผู้ภักดี

    เทพีเอวา vs ภูติเต่า

    ดวงตาของ เทพีเอวา เบิกกว้างเมื่อเห็นเพื่อนของนางพ่ายแพ้ไป แต่ริมฝีปากกลับยกยิ้มขี้เล่น นางหันไปจ้อง ภูติเต่ายักษ์ ที่ร่างกายใหญ่โตหนาดั่งกำแพงภูผา

    ประกายสายฟ้าลุกวาบรอบกาย นางระเบิดพลังอัสนีสร้าง ลูกบอลสายฟ้ารูปสัตว์น้อย แมวสายฟ้า กระรอกสายฟ้า และนกประกายฟ้า พวกมันส่งเสียงแหลมเล็กพร้อมบินวนรอบร่างอสูรอย่างซุกซน

    “แคร่กๆ!” ภูติเต่าพยายามใช้กรงเล็บปัดออก แต่สัตว์สายฟ้าเหล่านั้นกลับเกาะไต่ไปทั่วร่าง มอบแรงช็อตไฟฟ้าเล็กๆ อย่างต่อเนื่อง ทำให้ภูติเต่าสับสนและโกรธเกรี้ยว

    เอวาหัวเราะเบาๆ ก่อนฉวยโอกาส กระโดดเข้าไปใกล้ๆ แล้วใช้พลังฝ่ามือ ที่อาบด้วยสายฟ้า ส่งแรงช็อตไปยังร่างของภูติเต่ายักษ์ เสียง “ปะ! ปะ! ปะ!” ดังขึ้นต่อเนื่องจนเสียสมดุล เซถอยหลังไปไม่หยุด แล้วถลาตกจากเวทีไป เสียงโห่ร้องกึกก้องสนั่นทั่วสนาม

    เอวาชูมือขึ้นอย่างภาคภูมิใจ แต่ทันใดนั้นภูติฉลามที่เพิ่งล้มเซเลน่าลงได้ ก็พลันกระโจนเข้ามาด้วยความเร็วเหนือการคาดเดา เสียงอากาศแตกกระจายดัง ซ่า!….

    “อ๊ะ!?” เอวาเบี่ยงหลบในระยะกระชั้นชิด จนเสียหลักกระเด็นตกเวทีไปอย่างน่าเสียดาย!

    เทพวินเซนต์ vs ภูติโลมาและภูติฉลาม

    บนเวทีประลองอันกว้างใหญ่ ตอนนี้เหลือเพียงเงาร่างของ เทพวินเซนต์ ที่ยังยืนหยัดอยู่ได้เพียงผู้เดียว เบื้องหน้าคือ ภูติโลมา และ ภูติฉลาม ที่กำลังรุกโถมเข้าใส่เขาอย่างไม่ปรานี ความเหน็ดเหนื่อยฉายชัดบนใบหน้าของเขา แต่แววตายังคงแน่วแน่ดุจเพลิงที่ไม่ยอมมอดดับ

    วินเซนต์สูดลมหายใจลึก พลังธาตุน้ำแข็งถูกเรียกขึ้นมาจากก้นบึ้งจิตวิญญาณ เกล็ดน้ำแข็งก่อตัวปกคลุมพื้นเวทีจนกลายเป็นชั้นน้ำแข็งหนา ทำให้ทุกย่างก้าวของทั้งสองภูติลื่นไถลเสียจังหวะ

    “นี่คือพลังของข้า...” วินเซนต์พึมพำ ก่อนสะบัดมือส่งแท่งน้ำแข็งอันแหลมคมพุ่งเข้าใส่ศัตรูอย่างต่อเนื่อง

    ภูติฉลามคำรามเสียงสะท้าน พุ่งเข้าประชิดแล้วซัดด้วยฝ่ามือที่มีความเร็วราวสายฟ้า แต่วินเซนต์หลบหลีกได้อย่างฉิวเฉียด พร้อมตอบโต้ด้วยการตรึงน้ำแข็งเข้าที่ขาทั้งสองของศัตรู เกล็ดน้ำแข็งแผ่ลามโอบรัด ทำให้ร่างยักษ์ทั้งคู่เคลื่อนไหวเชื่องช้าลงในทันใด

    เสียงฮือฮาเงียบกริบ ก่อนที่สิ่งไม่คาดฝันจะเกิดขึ้น…

    ภูติโลมากับภูติฉลามสบตากันเพียงเสี้ยววินาที ราวกับเข้าใจกันโดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ย พลังของพวกมันปะทุรวมเข้าหากัน ร่างทั้งสองเริ่มหลอมรวมเป็นก้อนหินมหึมา แสงสีแดงฉานลุกวาบปะทุออกมาไม่หยุดยั้ง กลายเป็น ยักษ์หินเพลิง สูงตระหง่านจนบดบังท้องฟ้า เปลวเพลิงลุกโหมท่วมร่าง เสียงคำรามของมันกึกก้องประหนึ่งฟ้าผ่า

    “มนุษย์น้อย เจ้าคิดหรือว่าพลังอันน้อยนิดของเจ้าจะหยุดข้าได้!” เสียงหัวเราะคำรามสะเทือนฟ้า เจ้ายักษ์ยกแขนปล่อยกระสุนหินเพลิงมหึมาตรงเข้าใส่คู่ต่อสู้ของมันอย่างรุนแรง

    วินเซนต์กระโจนหลบได้หวุดหวิด แต่แรงระเบิดกลับกวาดเศษเพลิงและหินกระเด็นใส่จนร่างเขาถูกซัดกระเด็น เลือดทะลักเอ่อริมฝีปาก ทว่าดวงตาไม่เคยดับประกาย

    เสียงหัวเราะเย้ยหยันของยักษ์หินเพลิงดังลั่นทั่วสนาม

    “แค่นี้เองหรือ ศิษย์ของสำนักเทพอัสนีย์!”

    ขณะนั้นเอง ใบหน้าของ เทพีน้ำค้างเหมันต์ ผู้เป็นอาจารย์ลอยขึ้นมาในห้วงสติของวินเซนต์ ภาพรอยยิ้มอันอบอุ่น คำสอนที่เปี่ยมด้วยความเมตตา และความรักความศรัทธาที่เขามีต่ออาจารย์ประหนึ่งดวงใจ

    “อาจารย์… ข้าจะไม่ยอมให้พวกมันดูหมิ่นท่านและสำนักของเราเด็ดขาด” วินเซนต์เอ่ยเสียงแผ่ว ก่อนจะตัดสินใจใช้พลังสุดท้าย

    เขาดึงพลังปราณทั้งหมดที่มี เผาผลาญแก่นวิญญาณ เปลวเพลิงสีฟ้าขาวที่เย็นยะเยือกปะปนกับพลังอัสนีและเหมันต์ปะทุขึ้นรอบกาย คล้ายพายุเพลิงที่ไม่มีผู้ใดต้านทานได้

    เทพีน้ำค้างเหมันต์ที่อยู่ข้างเวทีเบิกตากว้าง น้ำเสียงสั่นเครือ “นี่เจ้า… แอบอ่านตำราต้องห้ามของข้าอย่างนั้นหรือ!”

    วินเซนต์หันมายิ้มอ่อนๆ “ขอโทษด้วย อาจารย์ ข้าเพียงอยากปกป้องท่าน... และสำนัก… วันนี้ ข้าได้ทำหน้าที่ของข้าแล้ว”

    เขาคลายผ้าเช็ดหน้าที่เคยเก็บไว้แนบอก โยนกลับไปหาอาจารย์ด้วยรอยยิ้มสงบ

    “ลาก่อน… อาจารย์”

    ร่างของเขาถูกโอบล้อมด้วยพายุเพลิงเหมันต์ เปลวเพลิงเย็นยะเยือกผสานกับพลังอัสนีหมุนวนกลายเป็นมหาพายุ พุ่งเข้ากลืนร่างยักษ์หินเพลิงจนเสียงคำรามสิ้นสุดในเพียงพริบตา ร่างยักษ์แตกสลายกลายเป็นผงธุลี

    และแล้ว… เวทีประลองก็กลับคืนสู่ความเงียบสงัด รอยยิ้มอันอ่อนโยนผุดขึ้นบนใบหน้าที่เต็มไปด้วยบาดแผลของเทพวินเซนต์ ก่อนที่ร่างของเขาจะสลายกลายเป็นแสงนับพันสาย พุ่งสู่ท้องฟ้าสีครามในยามเช้า

    ไม่มีเสียงกรีดร้อง ไม่มีความหวาดหวั่น มีเพียงความสง่างามแห่งการเสียสละ ที่ตราตรึงอยู่ในสายตาของทุกผู้ที่ได้เห็น

    เทพีน้ำค้างเหมันต์ทรุดลงกับพื้น หยาดน้ำตาเอ่อล้น ดวงใจของนางเจ็บปวดเกินคำบรรยายใดๆ แต่ในน้ำตานั้นก็เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ “วินเซนต์… เจ้าคือศิษย์ผู้เปี่ยมด้วยความรักและความศรัทธาทั้งต่ออาจารย์อย่างข้า และสำนักเทพอัสนีย์ นับว่าเป็นเกียรติสูงสุดในชีวิตของอาจารย์เช่นข้าแล้ว… ที่ได้เจ้ามาเป็นศิษย์”

    เสียงสะอื้นเบาบางดังก้องไปท่ามกลางความเงียบสงัด ไม่มีสิ่งใดเหลืออยู่บนเวทีประลอง นอกจากความทรงจำอันเป็นนิรันดร์ ต่อการเสียสละอันยิ่งใหญ่ของเทพวินเซนต์

    ความเงียบงันปกคลุมทั่วลานประลอง บรรดาศิษย์ของสำนักเทพอัสนีย์ต่างนิ่งงันและหดหู่ใจกับการสูญเสียในครั้งนี้

    เจ้าสมุทรยืนหรี่ตามองเวทีที่ไม่มีผู้ใดยืนหยัดอยู่ได้ จึงยังไม่อาจตัดสินได้ว่าฝ่ายใดเป็นผู้ชนะ เจ้าสมุทรโบกมือสั่งด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ “ข้าจะไม่ยอมให้การประลองจบเพียงแค่นี้ พวกเจ้า…กลับขึ้นเวทีและประลองกันต่อไป”

    คำสั่งนั้นทำให้เทพีเอวาและเทพีเซเลน่าได้แต่มองหน้ากันไม่อาจขัดคำสั่งได้ พวกนางจึงเดินกลับขึ้นสู่เวทีเพื่อเผชิญหน้าภูติเต่าอีกครั้ง ภูติเต่าก้าวขึ้นเวทีเดินไปสามสี่ก้าวแล้วก็หยุดยืนเปล่งพลัง รอบกายปรากฏหมอกควันสีดำจนไม่สามารถมองเห็นร่างของเขาได้ ในขณะนั้นเองข้างกายภูติเต่าก็ปรากฏร่างเงาขององค์ชายใหญ่ที่กำลังยื่นสิ่งหนึ่งในมือส่งให้พลางกระซิบเบาๆ “นี่คือ ”เข็มสลายภูผา” จงซัดมันใส่ร่างพวกนาง เจ้าจะสามารถกำจัดศัตรูได้ 1 คนในทันที” ภูติเต่ารับเข็มสลายภูผามาเก็บไว้พลันร่างเงานั้นก็หายวับไป

    คล้ายกับเรื่องเทพีน้ำค้างเหมันต์ (เทพอัสนีย์ มารพยัคขาว ภาค 2) ที่คุณอ่าน