หลังจากที่ฉินฟงเดินกลับออกมาจากป่ามันก็ได้พบกับเหล่าเจ้าสำนักมากมายที่ได้ประมือก่อนหน้านี้ ทุกคนคนล้วนมีสีหน้าตกใจเป็นอย่างยิ่ง ปรมาจารย์หลู่อี้ถังไปไหนเสียแล้ว? เหตุใดเจ้าเด็กหนุ่มผู้นี้จึงออกมาเพียงลำพัง รึว่า…..
พวกมันคิดในใจด้วยคำถามคล้าย ๆ กัน ก่อนที่ฉินฟงจะเอ่ยออกมา
"หากพวกเจ้ามองหา หลู่อี้ถังละก็…อย่าเสียเวลาอีกเลย ปานนี้มันคงไปอยู่ปรโลกกับบุตรชายของมันเรียบร้อยแล้ว" พอทุกคนได้ยินสิ่งที่ฉินฟง บอกใบหน้าของพวกมันก็พลันเปลี่ยนเป็นหวาดกลัวในทันใด เป็นไปได้หรือนี่ ขนาดยอดฝีมือระดับปรมาจารย์กระบี่ก็ยังพ่ายแพ้ให้กับเด็กหนุ่มผู้นี้ แล้วคนอย่างพวกมันคง….
ฉินฟงจ้องมองพวกมันเขม็งด้วยสายตาเย็นชาก่อนจะกล่าวอีกครั้ง "พวกเจ้าจงไสหัวไปเสีย..วันนี้ข้าจะเมตตาไว้ชีวิตเพราะเห็นแก่หน้าอาจารย์ข้า แต่จงอย่าได้ก่อกรรมทำชั่วหรือไปสมคบคิดกับพรรคมารอีกมิเช่นนั้น ชะตาของพวกเจ้าจะไม่ต่างจากหลู่อี้ถัง.." หลังจากที่พวกเจ้าสำนักน้อยใหญ่ได้ยินสิ่งที่ฉินฟง กล่าวออกมา ความรู้สึกในใจพวกมันคล้ายกับยกภูเขาออกจากอก ทุกคนต่างทิ้งอาวุธก่อนค้อมศีรษะขอบคุณฉินฟง (แม้ว่าอายุพวกมันจะแก่กว่าฉินฟงเกือบห้าสิบหกสิบปีก็ตาม) ก่อนที่จะแยกย้ายหนีหายกันไปจนหมด
จะเหลือก็แต่สวะชั้นปลายแถวของพรรคมารที่ถืออาวุธยืนอยู่ ตัวกับขาสั่นพั่บ ๆ เพราะหวาดกลัวฉินฟง ในบรรดาคนเหล่านี้มีคนที่ฉินฟงเคยรู้จักตอนยังอยู่ในร่างเดิมด้วย บางคนเคยกินนอน สู้ศึกมาด้วยกัน บางคนก็เคยรังแกมัน พวกมันล้วนคุ้นชื่อ ฉินฟง แต่ใบหน้านั้นหาใช่คนที่พวกมันเคยรู้จักไม่ ฉินฟงนิ่งคิดเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยปากออกมาเสียงดัง
"ข้าจะให้ทางเลือกกับพวกเจ้าสองทาง หนึ่งทิ้งอาวุธแล้วรีบไปซะ อย่าได้ข้องแวะกับพรรคมารอีก หรือ สอง เลือกที่จะรับใช้พวกมันต่อ แล้วตายไร้ที่ฝั่งด้วยน้ำมือของข้าจนกลายเป็นผีเร่ร่อน…"
คำกล่าวของฉินฟงทำเอาพวกมันถึงกับตกตะลึง ถึงสวะชั้นต่ำเหล่านี้จะด้อยฝีมือ แต่ก็หาได้โง่ไม่ ใครจะเอาชีวิตตนมาทิ้งเพื่อพรรคมารสาขานี้กันเล่า รักษาชีวิตแล้วไปเริ่มใหม่ย่อมดีกว่า สุดท้ายพวกมันก็ทิ้งอาวุธก่อนจะพากันวิ่งเตลิดกระจัดกระจายกันไปหมด มิมีผู้ใดคิดจะสู้เพื่อพรรคมาร หรือ หมิง เจียงจูเลยแม้แต่คนเดียว..
พอฉินฟงเห็นว่าไร้ผู้ใดหลงเหลือแล้วมันจึงเข้าไปด้านในเพื่อคิดบัญชีเลือดกับหมิงเจียวจู และฉีฟู่ แต่ทว่า…ฉินตื่นเต้นหาเท่าไหร่ก็หาพวกมันทั้งสองไม่พบ มันเดาได้ไม่ยากเลยว่าเจ้าจิ้งจอกชั่วสองตัวหนีเอาตัวรอดไปเรียบร้อย ซึ่งฉินฟงรู้สึกเจ็บใจมาก แต่ก็พอจะเดาได้ว่า ฉีฟู่จะต้องพาหมิรวมไปถึงเจียวจูกลับที่พรรคมารสาขาหลักเป็นแน่ แม้นางจะมีความผิด และทำให้พรรคมารสาขานี่ล่มสลาย แต่หมิงเจียงจูก็มีความฉลาดเจ้าเล่ห์พอที่จะทำประโยชน์ให้พวกมันได้อีกมากมายนัก ฉินฟงแย้มยิ้มออกมาและพึมพำบอกตัวเองว่า
"เช่นนั้นก็ดี เมื่อเจ้าหลบไปหมุดหัวอยู่ที่นั่น ข้าก็จะได้ตามไปถอนรากถอนโคนพรรคมารทั้งหมดให้สิ้นเสียทีเดียวเลย…" จากนั้นฉินฟงก็ลองเดินสำรวจรอบ ๆ พรรคมารต่อ เนื่องจากมันเคยอยู่ที่นี่มาก่อน จึงรู้จักทุกซอกทุกมุมดี โดยเฉพาะคุกใต้ดิน ฉินฟงลงมาข้างล่างก่อนที่จะทำการปลดปล่อยเหล่าชาวยุทธ์คุณธรรมทุกคนที่โดนจับมา รวมไปถึง สองพ่อลูกสกุลจาง กับคนของสำนักเก้ามังกรที่เหลือ ทุกคนต่างประหลาดใจมากก่อนที่จะได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดจาก ฉินฟง
เมื่อเขาบอกเล่าเรื่องราวจบ เสียงแห่งความปลาบปลื้มปีติยินดี และเสียงโห่ร้องก็ดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ พรรคมารสาขาย่อยที่กดขี่ข่มเหงคนในดินแดนทางใต้ บัดนี้ ไม่หลงเหลืออีกต่อไปแล้ว ความสุขความสงบจะได้กลับคืนมาเสียที ฉินฟงเองก็ดีใจ แต่ทว่า…มันเองก็รู้ดีว่าเรื่องราวยังไม่จบ ที่ถูกทำลายลงไปก็เป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวอัน้อยนิดของพรรคมาร ยังมีสาขาของพวกมันอยู่ในภาคกลาง และภาคเหนือของอาณาจักรหยกสวรรค์แห่งนี้ แล้วไหนจะกระจายอยู่ในอีก 8 อาณาจักร แถมยังมีสาขาใหญ่ของมันในดินแดนทมิฬอีก..
ทั้งหมดในวันนี้เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น ฉินฟงเคยสาบานกับปรมาจารย์ไท่หยวนอี้ไว้ว่า เขาจะต้องกวาดล้างพวกพรรคมาให้หมดสิ้นไปให้ได้ ดังนั้นมันจึงคิดที่จะออกเดินทางต่อในทันที แต่ก่อนไปฉินฟงได้เขียนจดหมายฉบับหนึ่งขึ้นมา แล้วมอบให้ จางซุ่นเจี่ย เมื่อปรมาจารย์อาวุโสเปิดอ่านก็ตกใจมาก เพราะในกระดาษเป็นลายมือของ ไท่หยวนอี้ เนื้อความมีเขียนไว้ว่า ให้จางซุ่นเจี่ยเป็นเจ้าสำนักคนต่อไปของสำนักเก้ามังกรพิทักษ์ธรรม โดยมีจางเทียนจื่อบุตรชายเป็นรองเจ้าสำนัก
ฉินฟงไม่ได้บอกจางซุนเจี่ยว่า เขาได้จดหมายนี้มาได้อย่างไร แต่ปรมาจารย์อาวุโสฝ่ายลมปราณมองปราดเดียวก็รู้แล้วเกิดอะไร ในบรรดา ผู้อาวุโสทั้งที่สี่ที่ก่อตั้งสำนัก จางซุนเจี่ย กับไท่หยวนอี้สนิทกันมากที่สุด เพราะมีอะไรคล้ายกันหลายอย่าง แถมจางซุนเจี่ยยังรู้เรื่องวิชาแปลก ๆ ที่ไท่หยวนอี้ฝึกฝนด้วย
"เป็น…เช่นนี้เอง…สินะ…ไท่หยวนอี้เจ้าช่างมองการณ์ไกล และเลือกคนไม่ผิดจริง ๆ เอาเถอะข้ารับปากอาจารย์ของเจ้า ว่าจะสร้างสำนักขึ้นมาใหม่อีกครั้ง และมันจะต้องดียิ่งกว่าเดิม ไม่ให้เหลวแหลกเหมือนสมัยก่อน เจ้าวางไว้ใจได้ พ่อหนุ่ม" จางซุนเจี่ยกล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้ม รอยยิ้มของเขาที่เปี่ยมไปด้วยความใจดี และมีเมตตาช่างเหมือนกับของไท่หยวนอี้จริง ๆ
"ขอรับผู้อาวุโสข้าเชื่อว่าท่านต้องทำได้ ส่วนเรื่อง…..ตามหาตัวแม่นางเสี้ยวอี้หลานขอท่านจางเทียนจื้ออย่าได้เป็นกังวลไป ข้าเชื่อว่านางต้องยังมีชีวิตอยู่แน่นอน ระหว่างการเดินทาง ข้าจะช่วยให้หาให้อีกแรง" ยามนั้นจางเทียนจื้อ รู้สึกขอบใจ และประหลาดใจในเวลาเดียวกัน ฉินฟงผู้นี้รู้จักบุตรสาวบุญธรรมของมันด้วยเช่นนั้นรึ และดูราวกับว่าสนิทสนมกันมาก่อน แต่ยังมิทันที่ จางเทียนจื้อจะเอ่ยถามค่อ จางซุนเจี่ยก็ได้กล่าวแทรกขึ้นมาเสียก่อน
"เทียนจื้อเอ๊ย..ไม่ต้องสงสัยอันใดให้มากไปหรอกลูกพ่อ แค่พ่อหนุ่มผู้นี้รับปากว่าจะช่วยตามหาอี้หลานให้มันก็มากพอแล้วมิใช่หรือ…" พอจางเทียนจื้อได้ฟังมันนิ่งเงียบไปก่อนค้อมศีรษะขอบคุณน้ำใจของฉินฟง เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว ฉินฟงเลือกที่จะพักอยู่ที่สำนักเก้ามังกรต่ออีกวันสองวันก่อนที่จะเริ่มออกเดินทางต่อ
โลกใบนี้ช่างกว้างใหญ่ไพศาลนัก แถมยังมีพวกพรรคมารอยู่อีกมากมาย ฉินฟงหยุดยืนอยู่บนหน้าผาและกวาดตามองออกไปแสนไกล เพียงเท่านี้ความรู้สึกตื่นเต้นมันก็แทบจะปะทุออกมาทั่วร่าง มันคิดย้อนกลับไปในอดีต จากสวะชั้นปลายแถวของพรรคมาร กลายเป็นจอมยุทธ์หนุ่มผู้มีฝีมือสูงส่ง ทั้งหมดนี้ราวกับความฝัน บางทีอาจจะเป็นโชคชะตา หรือสิ่งที่สวรรค์กำหนดมาแล้วก็เป็นได้
"เอาละนะ…ชีวิตใหม่ของข้า กำลังจะเริ่มต้นนับตั้งแต่วันนี้แล้ว มันจะเป็นเช่นไรต่อ ข้าเองก็อยากรู้เหมือนกัน…"
-จบบริบูรณ์-
ก็จบกันไปแล้วนะครับ สำหรับนิยายกำลังภายในเรื่องแรกในชีวิตที่ผมลองแต่งขึ้นมา อาจจะดูไม่สนุกสักเท่าไหร่ พระเอกก็โง่บรมโง่.. ไม่มีระบบบ่มเพาะ ระบบบำเพ็ญ แบบที่นิยายกำลังภายในสมัยใหม่ชอบเขียนกัน แต่เรื่องหน้าจะต้องดี และสนุกกว่านี้แน่นอน…
ขอคารวะผู้ที่ติดตามอดทนอ่านกันมาถึงตอนนี้ หวังว่าจะได้พบกับเหล่ามิตรสหายนักอ่านทุกท่านอีกครั้ง ณ ดินแดนใหม่ ๆ ที่ไหนสักแห่งบนหน้ากระดาษ…
แล้วเจอกันครับ…