หลังจากที่จูจื้อโหยวกับหลี่หยางตกลงว่าจะแข่งขันกันทำอาหาร จูจื้อโหยวก็สั่งซื้ออุปกรณ์ทุกอย่างที่หลี่หยางต้องการออกมาจากระบบให้ทันที ไม่นานโรงน้ำชาของหลี่หยางก็เปิดกิจการ มีลูกค้าไปใช้บริการไม่น้อย
ถึงอย่างนั้นลูกค้าที่โรงน้ำชาของจูจื้อโหยวก็ไม่ได้ลดน้อยลง ยังดีที่นางมีเป่าจงช่วยดูแลร้าน จึงทำให้นางมีเวลาอยู่บ้านมากขึ้น เพราะเวลานี้จูจื้อโหยวกำลังยุ่งอยู่กับการบำรุงร่างกายให้สามี ทั้งที่ไม่กี่วันจะถึงวันสอบจิ้นซื่อแล้ว แต่อยู่ดีๆ สามีก็เกิดอาการท้องร่วงขึ้นมาอย่างกะทันหัน
“ท่านหมอหวัง อาการป่วยของท่านพี่เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ” จูจื้อโหยวถามอย่างกังวล
“เป็นอาการของโรคท้องร่วงเท่านั้น แต่อาการของคุณชายรองไม่นับว่ารุนแรง เดี๋ยวข้าเขียนเทียบยาให้สักสามชุด ดื่มหมดนี้อาการก็จะดีขึ้น” หมอหวังยิ้มอย่างใจดี “ไม่ต้องกังวลมากไป โรคนี้ไม่ใช่โรคร้ายแรง เอาล่ะ...ข้าต้องรีบกลับจวนอ๋องก่อน ซื่อจื่อก็มีอาการเช่นเดียวกับสามีเจ้า”
“พี่ใหญ่ก็ท้องร่วงเหมือนกันหรือเจ้าคะ”
“คิดว่าน่าจะเป็นเพราะอาหารที่ทานเข้าไป ไม่ใช่ว่าช่วงนี้พวกเขาไปอ่านตำราที่สำนักศึกษาเพื่อเตรียมตัวสอบจิ้นซื่อหรอกหรือ บางทีพวกเขาคงเห็นว่าตัวเองยังหนุ่มยังแน่น อาหารเย็นชืดเท่าไหร่ก็กินเข้าไปได้หมด คนโบราณถึงเตือนให้เราต้องทานของร้อนหรืออาหารที่อุ่นใหม่ๆ อย่างไรเล่า ไม่เช่นนั้นท้องไส้จะทำงานหนักจนล้มป่วยเอาได้” หมอหวังยังไม่ลืมย้ำ “ช่วงนี้เจ้าอย่าลืมทำอาหารอ่อนๆ ให้เขาทานไปก่อนล่ะ อาหารมันหรืออาหารรสจัดก็ให้เลี่ยงไป”
“เจ้าค่ะ เดี๋ยวข้าเดินไปส่งท่านหมอนะเจ้าคะ” จูจื้อโหยวเดินออกไปส่งหมอหวังที่หน้าจวนด้วยตัวเอง
นั่นก็เพราะหมอหวังเป็นหมอประจำจวนอ๋อง เข้าทำงานที่จวนอ๋องตั้งแต่วัยยังไม่ถึงสามสิบ จนเวลานี้มีอายุห้าสิบปีแล้ว เป็นเพราะหมอหวังทำงานอยู่ที่จวนอ๋องมานาน คนในจวนอ๋องจึงให้ความเคารพเขาเป็นอย่างมาก อีกทั้งหมอหวังก็ยังไม่มีครอบครัว อ๋องฉีจึงให้หมอหวังอาศัยอยู่ในจวน ทั้งกำชับให้บ่าวรับใช้ดูแลหมอหวังให้ดี สร้างความปลาบปลื้มใจให้หมอหวังเป็นอย่างมาก หมอหวังจึงยิ่งทุ่มเทเอาใจใส่เจ้านายในจวนมากขึ้นไปอีก แม้แต่ฟู่ซีซวนและจูจื้อโหยวที่มีสถานะเป็นบุตรบุญธรรมของอ๋องฉี หมอหวังก็ยังให้ความดูแลไม่ต่างจากซื่อจื่อและท่านหญิงเลยแม้แต่น้อย
“เจ้ากลับเข้าไปดูแลคุณชายรองเถอะ จวนอ๋องอยู่แค่รั้วกั้นนี้เอง ข้าเดินกลับไหว หรือเจ้าเห็นว่าข้าแก่ชราจนเดินเหินไม่ไหวแล้วหรืออย่างไรกัน” หมอหวังแสร้งดุ
“ข้ายังไม่ได้พูดอะไรสักคำ ท่านหมอจะแก่ได้อย่างไร นี่ถ้าไม่บอกก็ไม่มีใครรู้นะเจ้าคะว่าท่านหมออายุห้าสิบแล้ว ข้ายังนึกว่าท่านหมออายุน้อยกว่าพ่อบุญธรรมเสียอีก” จูจื้อโหยวตอบพร้อมทำหน้าทะเล้น
หมอหวังได้แต่ยิ้มส่ายหน้า ความจริงแล้วหมอหวังชอบสนทนากับจูจื้อโหยวมาก เพราะนางเป็นคนช่างพูดและดูเข้าถึงง่าย ชายชราเช่นเขาล้วนชอบลูกหลานที่น่ารักสดใสเช่นนี้
“ระวังเถอะ มีใครมาได้ยินแล้วไปฟ้องท่านอ๋อง ข้าจะคอยดูว่าเจ้าจะแก้ตัวกับท่านอ๋องยังไง”
“ข้าพูดกับท่านแค่สองคน ถ้าพ่อบุญธรรมจะรู้ก็ต้องรู้มาจากท่านสิเจ้าคะ แต่ข้าคิดว่าคนใจดีมีเมตตาเช่นท่านคงไม่ใจร้ายนำเรื่องนี้ไปบอกพ่อบุญธรรมกระมัง”
“บังเอิญจริง เพราะข้าก็ได้ยินที่พี่สะใภ้พูดเหมือนกัน ข้าเอาเรื่องนี้ไปบอกท่านพ่อดีไหมนะ” ซ่งจินเยว่ยืนยิ้มอยู่หน้าประตู
“พวกเจ้าไปตกลงกันเอง” หมอหวังยิ้มแล้วก็เดินกลับจวนอ๋องฉีไป
จูจื้อโหยวเห็นหมอหวังเดินออกไปไกลแล้วจึงพาซ่งจินเยว่เดินกลับเข้าจวน “พี่ใหญ่ป่วยอยู่ไม่ใช่หรือ เจ้ามาที่นี่แล้วใครดูแลพี่ใหญ่”
“พี่ใหญ่ทานยาเข้าไปก็อาการดีขึ้นมากแล้วเจ้าค่ะ ท่านพ่อจึงให้ข้ามาถามว่าพี่รองอาการดีขึ้นแล้วหรือยัง”
“ดีขึ้นมากแล้ว แต่ตอนนี้ยังนอนหลับอยู่”
“พี่สะใภ้ ท่านคิดว่าอาการป่วยของพี่ใหญ่กับพี่รองดูแปลกไปไหมเจ้าคะ”
“แปลกยังไง” จูจื้อโหยวยังไม่เข้าใจ
“พวกเขามีอาการท้องร่วงขึ้นมาพร้อมกัน ท่านไม่คิดว่ามันบังเอิญไปหน่อยหรือเจ้าคะ”
“ช่วงนี้ข้าไม่มีเวลาทำอาหารไปส่งให้พวกเขา เป็นไปได้ไหมว่าอาหารที่สำนักศึกษาจะมีปัญหา”
“ท่านพ่อส่งคนไปตรวจสอบเรื่องนี้แล้วเจ้าค่ะ บัณฑิตท่านอื่นที่ทานข้าวที่โรงอาหารของสำนักศึกษาไม่มีใครมีอาการท้องร่วงเลยสักคน มีเพียงพี่ใหญ่กับพี่รองเท่านั้นที่มีอาการ แต่น่าเสียดายที่คนของท่านพ่อสืบไม่พบว่าเป็นฝีมือของใคร”
“หรือว่ามันจะเกี่ยวกับการสอบจิ้นซื่อครั้งนี้ บางทีอาจจะมีคนอยากขัดขวางไม่ให้พี่ใหญ่กับท่านพี่ของข้าเข้าร่วมการสอบ หรือไม่เช่นนั้นก็มีคนกลัวว่าพวกเขาจะสอบได้เป็นอันดับหนึ่งก็เลยตั้งใจให้พวกเขาล้มป่วย” จูจื้อโหยวได้แต่เก็บความสงสัยไว้
“บ่อนการพนันแห่งนี้กิจการดีไม่เลว” ฉินซีหลางนั่งอยู่ในห้องรับรองพลางดูสมุดบัญชีอย่างพอใจ
“ไม่น่าเชื่อว่าตาแก่หลี่ซุยจะกลัวคุณชายจนยกบ่อนการพนันที่รายได้งามเช่นนี้ให้ท่านมาเปล่าๆ คุณชายใช้วิธีไหนไปต่อรองกับเขาหรือขอรับ” หนานซานพูดประจบเอาใจ
เดิมทีหนานซานเป็นเพียงพ่อบ้านรองของจวนสกุลฉิน เมื่ออัครเสนาบดีฉินเสียชีวิต หัวหน้าพ่อบ้านและผู้ติดตาม แม้นไม่ได้รับโทษไปกับเจ้านาย แต่พวกเขาก็ไม่มีใจที่จะทำงานที่จวนฉินต่อแล้ว ทั้งหมดจึงขอลาออกเพื่อกลับไปใช้ชีวิตที่บ้านเกิด
คราวนั้นคุณชายฉินโกรธมาก เพราะถึงแม้บิดาไม่อยู่แล้ว แต่ตัวเขาก็ยังเป็นเจ้านายของจวนไม่ใช่หรือ เหตุใดบ่าวพวกนั้นถึงกล้าที่จะไม่รับใช้เขา แต่เพราะคนเหล่านั้นไม่มีสัญญาขายตัว ฉินซีหลางจึงได้แต่ปล่อยให้คนกลุ่มนั้นลาออกไป ด้วยความโกรธ คุณชายฉินจึงต้องหาที่ระบายด้วยการขายบ่าวรับใช้ในเรือนไปกว่าครึ่ง
หนานซานที่เป็นพ่อบ้านรอง แม้นไม่ได้ทำงานดีเด่นจนเจ้านายต้องจดจำ แต่เพราะเป็นคนช่างพูดและชอบประจบเอาใจ ก่อนที่ฉินซีหลางจะขายเขาทิ้ง หนานซานได้ให้สัญญาว่าจะจงรักภักดีต่อฉินซีหลางจนกว่าชีวิตจะหาไม่ ทั้งยังยกยอปอปั้นเรื่องอื่นขึ้นมาอีกมากมาย แม้แต่ชีวิตวัยเยาว์ของฉินซีหลางยังถูกหนานซานยกย่องจนฉินซีหลางคิดว่าตนเองเป็นลูกเซียนไปแล้ว
ประกอบกับความเสียใจที่บิดาเสียชีวิต คนรับใช้เก่าแก่ไม่ภักดี ทั้งหลี่หยาง หลี่ซุย และฟู่วั่งเสียนยังตัดขาดไม่ยอมรับใช้เขาต่อ เมื่อถูกหนานซานยกย่องมากเข้า ฉินซีหลางจึงเขยิบสถานะหนานซานจากพ่อบ้านรองให้ขึ้นเป็นมือขวาของเขาไปแล้ว
หนานซานอยากสร้างผลงานให้เจ้านายพอใจและเชื่อมั่นในตัวเขามากขึ้น หนานซานจึงเสนอให้เจ้านายฮุบบ่อนการพนันของหลี่ซุย เพราะเขาเชื่อว่ากิจการบ่อนการพนันนั้นคงมีจุดอ่อนให้คนจับผิดได้ไม่ยาก เมื่อถูกหนานซานชี้ช่องทาง ฉินซีหลางที่มีหลักฐานเรื่องการปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยสูงที่หลี่ซุยลักลอบดำเนินการอยู่ในมือพอดี
ฉินซีหลางจึงใช้หลักฐานชิ้นนี้ไปยึดบ่อนการพนันจากหลี่ซุย เมื่อหลี่ซุยเห็นหลักฐานก็เกิดกลัวขึ้นมา โทษของการลักลอบปล่อยเงินกู้นั้นมีสิทธิ์ถูกประหารทั้งตระกูล แต่บ่อนการพนันก็เป็นกิจการที่สร้างรายได้ให้ครอบครัวอย่างงาม หลี่ซุยเครียดจนล้มป่วยไปหลายวัน
หลี่หยางที่เห็นบิดาบุญธรรมอยู่ดีๆ ก็เกิดล้มป่วยและดูหวาดกลัว เขาจึงสอบถามสาเหตุ หลี่ซุยจึงตัดสินใจเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้บุตรชายบุญธรรมฟัง หลี่หยางจึงขออาสาออกไปจัดการเรื่องนี้เอง เพียงแต่บ่อนการพนันคงรักษาไว้ไม่ได้
หลี่หยางให้เหตุผลว่าเดิมบ่อนการพนันก็เป็นที่ต้องตาของผู้มีอิทธิพลทั้งหลายอยู่แล้ว สละบ่อนการพนันทิ้งไปย่อมเป็นเรื่องดี เมื่อคิดว่าบ่อนการพนันแค่แห่งเดียว แต่สามารถปกป้องชีวิตของทุกคนในครอบครัวได้ ทั้งยังใช้เป็นเครื่องมือกำจัดหลักฐานการลักลอบปล่อยเงินกู้ได้อีก ต่อไปสกุลหลี่ก็ไม่จำเป็นต้องทำงานผิดกฎหมายเช่นนี้อีกแล้ว หลี่ซุยฟังคำของบุตรชายก็คิดได้ เขาจึงให้บุตรชายไปดำเนินการเจรจาเอาหลักฐานการปล่อยกู้คืนมาจากฉินซีหลางให้ได้
ซึ่งหลี่หยางก็ทำงานได้ดีมาก เพราะไม่รู้เขาไปเจรจากับฉินซีหลางด้วยวิธีใด หลักฐานการปล่อยเงินกู้ทั้งหมดจึงถูกเขานำกลับมาทำลายด้วยตัวเอง ทำให้เวลานี้ตระกูลหลี่คงเหลือเพียงกิจการโรงรับจำนำและโรงสุราเท่านั้น ยังดีที่กิจการโรงน้ำชาที่หลี่หยางเปิดดำเนินการได้รับความนิยม หลี่ซุยจึงลดความเสียดายบ่อนการพนันแห่งนั้นไปได้บ้าง
“ใช้วิธีการใดเจ้าไม่จำเป็นต้องรู้ รู้แค่ว่าเวลานี้บ่อนการพนันแห่งนี้เป็นของเราแล้วก็พอ แล้วเรื่องที่ข้าให้ไปจัดการเป็นอย่างไร”
“ข้าให้คนไปสืบมาแล้วขอรับ พบว่าฉีอ๋องซื่อจื่อกับคุณชายรองมีอาการท้องร่วงอย่างหนัก ผ่านไปสองวันแล้ว แต่ทั้งคู่ยังลุกจากเตียงไม่ได้ มิหนำซ้ำฮูหยินของคุณชายรองได้ย้ายสามีเข้าไปรักษาตัวที่จวนอ๋องฉีเรียบร้อยแล้วขอรับ แต่ดูเหมือนว่าพวกเขาต้องการปิดข่าวอาการป่วย เพราะไม่อยากให้มีผลกระทบต่อสภาพจิตใจของฉีอ๋องซื่อจื่อและคุณชายรอง”
“ยาพิษนั้นคงไม่เป็นอันตรายถึงชีวิตกระมัง หากเป็นเช่นนั้นอ๋องฉีต้องสืบหาสาเหตุไม่หยุดแน่ จากเรื่องน่ายินดีจะกลายเป็นทำให้เราต้องเดือดร้อนเสียเอง” ฉินซีหลางขมวดคิ้วถาม
“ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิตแน่นอนขอรับ เป็นยาพิษที่ทำให้ระบบขับถ่ายทำงานผิดปกติเท่านั้น เพียงแต่ครั้งนี้คนของข้าอาจจะใช้ยาปริมาณมากเกินไป ทำให้ทั้งสองคนล้มป่วยไปหลายวัน”
“ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิตก็พอ อีกอย่างให้พวกมันป่วยไปหลายวันหน่อยก็ดี เพราะอีกสองวันก็จะถึงวันสอบแล้ว ให้พวกมันเอาร่างกายอิดโรยนี้เข้าสนามสอบไป ข้าก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าคราวนี้พวกมันยังจะรักษาอันดับหนึ่งของการสอบฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ไว้ได้หรือเปล่า” ฉินซีหลางยิ้มกว้าง “ในเมื่อพวกมันอยากปิดข่าว เช่นนั้นเราส่งคนไปท้าพนันที่จวนอ๋องฉีสักหน่อยว่าหากซ่งอี้เซวียนกับฟู่ซีซวนสอบได้อันดับหนึ่งในการสอบคราวนี้ ข้า...ฉินซีหลางจะจ่ายเงินให้พวกเขาหนึ่งแสนตำลึง หากพวกเขาทำไม่ได้ พวกเขาก็ต้องจ่ายเรามาหนึ่งแสนตำลึงเช่นกัน เจ้าอย่าลืมเปิดรับพนันที่บ่อนของเราด้วย”