นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

ตอนที่ 179 อีกหนึ่งนภา

        ตอนที่ 179 อีกหนึ่งนภา

         

         

        “ซอเด็ต เจ้าจงร่วมมือกับกลุ่มการค้าเชียนเป่าในการสำรวจสุสานของขุนนางพันธุ์ผสม และหากมีโอกาส จงผูกมิตรกับองค์ชาย 2 ของอาณาจักรไฟกัลป์ไว้เสีย” เสียงชราภาพเสียงหนึ่งดังขึ้นจากบัลลังก์เบื้องสูงในห้องโถงอันโอ่อ่า

         

        ผู้พูดคือชายชราที่ท่านพ่อของเธอบอกให้เธอเรียกเขาว่าท่านปู่แทนผู้นำตระกูล ปีก 5คู่เบื้องหลังแสดงถึงอายุขัยที่มากกว่าร้อยปีของชายชราคนนั้น แม้ซอเด็ตจะเรียกขานเขาเป็นท่านปู่แต่ใจจริงแล้วเธอไม่ได้รู้สึกใกล้ชิดกับชายชราคนนี้ถึงเพียงนั้น

         

        เธอเพียงรู้สึกถึงบุญคุณอันล้ำลึกที่ท่านปู่ของเธอช่วยสนับสนุนและดูแลเธอและท่านพ่อของเธอ เธอเคารพชายชราผู้นี้หากก็ไม่อาจพูดได้เต็มปากว่าเธอรู้สึกว่าเขาคือครอบครัว

         

        ก่อนที่ศักยภาพของเธอจะฉายแสง เธอรู้สึกมาตลอดว่าเธอและท่านพ่อของเธอนั้นถูกคนในตระกูลดูถูกแม้จะมีสายเลือดของผู้นำตระกูลโดยตรงก็ตาม เธอในวัยเด็กเติบโตมากับท่านพ่อเพียงคนเดียว ไม่มีพี่น้องอื่นใด ไม่มีแม่หรือแม้แต่แม่เลี้ยง ท่านพ่อของเธอไม่กล่าวถึงท่านแม่ของเธอมากนัก

         

        แม้เธอจะยังเยาว์วัย แต่ด้วยความฉลาดของเธอ เธอจึงเดาได้ไม่ยากว่าท่าทีการดูถูกและเดียดฉันท์ที่เธอและท่านพ่อของเธอได้รับนั้นสมควรเกิดมาจากตัวเธอ ท่านพ่อเป็นถึงอริยะผู้หนึ่งและยังมีสิทธิ์สืบทอดตำแหน่งผู้นำตระกูลเอเทล หากกลับไม่มีเลือดเนื้อเชื้อไขอื่นใดอีกนอกจากเธอ เธอที่ยังมีพรสวรรค์พื้นเพจึงกลายเป็นตัวถ่วงที่ทำให้ท่านพ่อของเธอโดนดูถูก

         

        ตระกูลเอเทลเป็นถึงหนึ่งในมหาตระกูลของเผ่าซือบาสอันเกรียงไกร การเมืองภายในจึงวุ่นวายเป็นอย่างยิ่ง ไม่น่าแปลกใจเลยที่ท่านอาและท่านป้าของเธอจะนำเธอมาใช้เป็นเครื่องมือในการสะกดท่านพ่อของเธอ

         

        คำว่า ‘เด็กน่ารังเกียจ’ และ ‘ลูกนอกคอก’ คือสิ่งที่เธอได้ยินตั้งแต่ยังเยาว์ คงเป็นเพราะท่านแม่ที่เธอไม่เคยพบเจอไม่ได้มีชาติตระกูลสูงส่งกระมัง แต่เพราะไม่เคยมีใครเล่า เธอจึงได้แต่เก็บไว้ในใจ

         

        ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะสีผมของเธอที่ออกสีส้มจนโดดเด่นเป็นสง่าเช่นนี้ด้วย แม้สายเลือดเผ่าซือบาสจะมีผมไปทางสีทองเป็นส่วนใหญ่ แต่ผมสีขาว สีน้ำตาล สีเหลืองก็มีให้เห็นมากมาย มีเพียงสีส้มของเธอนั้นที่ค่อนข้างหายาก แต่ใครจะว่ายังไงก็ช่าง เธอชอบสีผมของเธอที่สุด

         

        จนถึงวันหนึ่งที่เธออายุได้เพียง 10ขวบ เธอก็ปลุกคำแห่งพลังคำแรกของตนได้สำเร็จ ข่าวลือแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว ทั้งตระกูลราวกับลุกเป็นไฟ เกินครึ่งหนึ่งมองเธอด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป อีกครึ่งหนึ่งมองเธอด้วยสายตาริษยา หากสายตาที่เธอจำได้แม่นที่สุดในเวลานั้นคือสายตาภาคภูมิใจและดีใจเป็นล้นพ้นของท่านพ่อของเธอ

         

        และเพราะสายตานั้นเองที่ทำให้เธอมีกำลังใจและความมุ่งมั่นจะพัฒนาไปในการขีดเขียนชะตา ในวัยเพียง 13ปี เธอสามารถค้นพบคำแห่งพลังคำที่ 2ได้สำเร็จ สยบทุกข้อกล่าวหาเกี่ยวกับโชคของเธอแต่เพียงเท่านั้น

         

        เธอกลายเป็นดาวจรัสฟ้าของตระกูลเอเทล หากตำแหน่งนี้ก็ตามมาด้วยอุปสรรคมากมาย เหล่าญาติพี่น้องที่คอยแทงข้างหลัง คนใช้ในตระกูลที่คอยเก็บข้อมูลเกี่ยวกับตัวเธอ มีเพียงท่านพ่อเท่านั้นที่เธอสามารถปล่อยตัวด้วยได้อย่างแท้จริง

         

        ตอนนั้นเองที่ท่านปู่ เซเรบัน เอเทล ผู้นำตระกูลเอเทลได้มอบความทุ่มเททั้งหมดของตระกูลให้เธอ แต่งตั้งให้เธอเป็นผู้สืบทอดอันดับหนึ่งรวมถึงสยบทุกฝักฝ่ายเบื้องล่าง

         

        เพราะการกระทำของท่านปู่ทำให้คุณภาพชีวิตของเธอและท่านพ่อดีขึ้นอย่างชัดเจน เมื่อเธอค้นพบคำจนถึงทางตัน ทำพิธีสลักคำตอนอายุ 22 และได้รับตำแหน่งปีกแห่งผืนฟ้า ข้อครหาและการปฏิบัติแย่ ๆ ทั้งหมดก็หายไปสิ้น เธอสยบทุกคำว่าร้ายด้วยศักยภาพของเธอ และในเบื้องหลังก็คือชายชราที่เธอเรียกว่าท่านปู่คอยช่วยเหลือ

         

        หลังจากนั้นจึงเป็นการฝึกฝน ทางตระกูลมักส่งเธอไปทำภารกิจต่าง ๆ เพื่อผลประโยชน์ของตระกูลและเผ่าซือบาส เธอไม่ได้รังเกียจภารกิจเหล่านี้แต่อย่างใด การหาประสบการณ์เพิ่มย่อมส่งผลดีต่อการเรียนรู้คำในอนาคต รวมถึงผลตอบแทนที่เธอได้รับก็ทำให้ชีวิตของเธอและท่านพ่อของเธอดีขึ้นตามลำดับ คงมีเพียงท่านพ่อของเธอเท่านั้นที่ดูจะเป็นห่วงเธอเสียเหลือเกิน หากเขาก็ไม่เคยเอ่ยห้ามอะไร เพียงให้เธอได้ใช้ชีวิตตามใจ

         

        ภารกิจขุดค้นครั้งนี้ก็เป็นภารกิจธรรมดา ๆ อีกครั้งหนึ่งที่เธอได้รับมา เธอไม่ได้คิดอะไรกับมันแม้แต่น้อย เธอไม่เคยมีประสบการณ์การขุดค้นสุสาน เธอจึงตอบรับ เรื่องน่าแปลกก็คงมีเพียงเรื่องที่ท่านปู่ของเธอต้องการให้เธอผูกมิตรกับองค์ชายจากอาณาจักรไฟกัลป์

         

        การผูกมิตรกับอาณาจักรไฟกัลป์เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ ผู้ปกครองสูงสุดคือสตรีแห่งไฟผู้ที่แม้แต่ราชาแห่งเผ่าซือบาสยังให้การยอมรับ แต่การที่ท่านปู่ระบุตัวองค์ชายเช่นนั้นต่างหากที่ทำให้เธอประหลาดใจ

         

        องค์ชายจันทรกานต์ อัคนี ไฟกัลป์ เธอเคยได้ยินชื่อขององค์ชายผู้นี้มาบ้าง เป็นอัจฉริยะแห่งราชวงศ์ไฟกัลป์ บรรลุอริยะตั้งแต่อายุเพียง 45ปี เป็นผลงานและความเร็วที่ยอดเยี่ยมอย่างแท้จริง

         

        ความประทับใจแรกที่เธอมีต่อองค์ชายผู้นี้คือความไม่ไว้วางใจ ราวกับว่าองค์ชายผู้นี้เก็บงำความชั่วร้ายเอาไว้มากมายในใบหน้าหล่อเหลานั้น เธอไม่ได้แปลกใจแต่อย่างใด สำหรับบุคคลที่เกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมที่ถูกกดดันจากรอบด้านและแบกรับความคาดหวัง การที่นิสัยจะบิดเบี้ยวไปก็เป็นเรื่องปกติ

         

        ในสายตาของเธอแล้วองค์ชายผู้นี้ถือว่าค่อนข้างดีเสียด้วยซ้ำ เขาวางตัวดีและเว้นระยะห่าง ไม่เหมือนคนอื่นที่มักเข้าหาเธอและพยายามจีบอย่างชัดเจน เธอเป็นคนสวย เธอนั้นรู้ตัวเองดี หลายปีมานี้เธอจึงมักรำคาญเหล่าคนที่เข้าหาเป็นอย่างมาก

         

        เธอไม่ได้พูดคุยกับองค์ชายผู้นี้มากนัก เพียงรู้ว่าขณะนี้ภายในไฟกัลป์กำลังมีสงครามการเมืองระหว่างฝักฝ่ายของผู้มีสิทธิ์ประคองบัลลังก์ ในเมื่อฝักฝ่ายขององค์ชายผู้นี้ถึงขั้นสามารถทำให้ท่านปู่ของเธอส่งตัวเธอมาและยังมีกลุ่มการค้าเชียนเป่าอันทรงอำนาจสนับสนุนอีก องค์ชายผู้นี้สมควรเป็นผู้กำชัยในท้ายที่สุดได้ไม่ยากเลย

         

        เธอคิดว่าเพราะเหตุผลนี้ท่านปู่ของเธอจึงต้องการให้เธอกับเขารู้จักกันเอาไว้ เขาสมควรเป็นคนผู้หนึ่งที่จะผงาดขึ้นในอนาคต เธอไม่ปฏิเสธการสร้างสัมพันธ์ระหว่างเผ่าพันธุ์ เธอและองค์ชายจันทรกานต์นั้นเป็นมิตรที่ดีต่อกัน

         

        ชั่วชีวิตนี้เธอได้พบกับอัจฉริยะมามาก แต่ไม่มีคนใดเลยที่ทำให้เธอหวาดหวั่นได้ เธอมีมิตรสหายผิวเผินกับอัจฉริยะมากมายทั่วมหาทวีป เวนทัส มาลาไคผู้ใฝ่สูง แม่มดทัพอสูร สตรีเก็บเกี่ยวจากเผ่าใต้บาดาล องค์ชายจันทรกานต์เพียงพิเศษขึ้นมาหน่อยเพราะท่าทีของเขาทำให้เธอต้องระแวงเท่านั้น

         

        ผู้แข็งแกร่งนั้นไม่น่ากลัวเท่าผู้แข็งแกร่งที่มีปัญญา

         

        แม้จะเป็นเช่นนั้นแต่เธอก็มีทิฐิของอัจฉริยะในตัว เธอไม่เคยพบคนรุ่นเดียวกันที่สามารถเทียบเคียงเธอได้ แม้แต่คมเขี้ยวแห่งผืนดินหรือจอมราชันเมื่อวัยเท่าเธอก็ไม่อาจเสมอเธอได้

         

        กลุ่มขุดค้นครั้งนี้มีสมาชิกจากทั้งอาณาจักรไฟกัลป์และกลุ่มการค้าเชียนเป่า น่ารำคาญก็ตรงที่ผู้ชายน่ารำคาญคนหนึ่งจากกลุ่มการค้าเชียนเป่านั้นพยายามเอาใจเธออยู่นั่น เธอเพียงรีบอยากให้ภารกิจนี้เสร็จเร็ว ๆ

         

        เธอไม่เคยสนใจเสียด้วยซ้ำยามได้ยินว่ากลุ่มขุดค้นคู่แข่งที่กลุ่มการค้าอิสึกะจัดเตรียมมามีอัจฉริยะปีศาจผู้หนึ่ง ในสายตาเธออย่างมากก็คงเป็นเพียงนักสลักเอกจากผู้เรียนรู้ 4คำอันแสนหายากดั่งเช่นคมเขี้ยวแห่งผืนดินก็เท่านั้น

         

        จนกระทั่งยามเธอสบกับนัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มดั่งห้วงสมุทรที่สุดเขตแสงอาทิตย์จะส่องถึงคู่นั้น

         

        จนกระทั่งพลังของเขาพวยพุ่งออกมาจนขึ้นมาเสมอกับจุดสูงสุดที่เธอไปถึง

         

        จนกระทั่งเธอได้รับรู้ว่ามีสัตว์อสูรที่เทียบเปรียบได้กับเธออยู่เคียงข้างเขา

         

        เป็นผู้ฝึกสัตว์ที่มีพลังเทียบเคียงกับเธอได้อย่างแท้จริง

         

        เธอจดจำได้แม่นยำถึงวินาทีนั้น วินาทีที่ความงุนงงของเธอกลายเป็นความสงสัย แล้วจึงกลายเป็นสัญญาณเตือนที่ร้องถึงอันตราย นี่เป็นครั้งแรกที่เธอรู้สึกว่าคนในวัยใกล้กันสามารถคุกคามชีวิตเธอได้

         

        แรงกดดันที่รู้สึกราวกับโดนสัตว์นักล่าจับจ้องนั้นทำให้ทิฐิของเธอพุ่งสูง เธอปลดปล่อยพลังของตนออกไปโดยไม่รู้ตัว พลังระดับที่สามารถต่อกรกับอริยะขั้นต้นได้ทีเดียวสองคน นอกเหนือจากยามฝึกฝีมือกับอริยะในตระกูลแล้ว เธอไม่เคยใช้พลังมากเพียงนี้มาก่อน ไม่ต้องพูดถึงด้วยว่าใช้กับคนที่อายุใกล้กับเธอ

         

        ระหว่างที่เธอและชายหนุ่มกับสุนัขกำลังจับจ้องและอวดเบ่งพลังแห่งตน พวกเธอก็ถูกยับยั้งด้วยผู้แสวงวิถี เธอจำพลังระดับนั้นได้ดี อาวุโสในตระกูลของเธอก็เป็นระดับนั้นกันหลายคน ต่อหน้าผู้แสวงวิถี อัจฉริยะเช่นเธอนั้นไม่อาจต่อต้านอะไรได้

         

        หลังจากเรื่องคลี่คลายลงแล้ว เธอกับเขาเพียงพูดกับไม่กี่คำเท่านั้น แต่เธอจำได้แม่นเพราะเขานั้นทักเธอด้วยชื่อของเธอ เป็นชื่อแปลกประหลาดที่ไม่มีคนอื่นใช้ ยิ่งเป็นการเรียกชื่อเดี่ยว ๆ โดยไม่มีตระกูลตามหลังด้วยแล้วยิ่งทำให้เธอรู้สึกว่าเขาเพียงสนใจนามของเธอเท่านั้น ไม่ใช่มหาตระกูลอันยิ่งใหญ่

         

        นอกเหนือจากนั้นยังเดาถูกเรื่องที่มาของชื่อและพูดชมผมสีส้มอัสดงที่เธอภูมิใจอีกด้วย

         

        นิทานและคีตา วงจันทรา เธอพึมพำชื่อของทั้งสองที่เธอรีบให้คนของเธอไปสืบมา ประวัติของเขาทำให้เธอแตกตื่นยิ่งขึ้นไปอีก เขาเป็นอัจฉริยะที่ค้นพบคำแห่งพลังได้เร็วกว่าเธอเสียอีก เสียเพียงว่าเหตุผลที่นามของเขาไม่กระฉ่อนไปทั่วมหาทวีปนั้นเป็นเพราะคนคนนี้ทำพิธีสลักคำไปตั้งแต่อายุ 19ปี ถึงกับเร็วกว่าเธอ 3ปี แต่ทำเพราะเหตุจำเป็น ไม่ใช่เพราะพบจุดสิ้นสุดเช่นเธอ

         

        ตามปกติแล้วคนเช่นนี้สมควรเป็นคนล้มเหลวที่ทำลายอนาคตตัวเองจนสิ้น อัจฉริยะที่เสียเวลาเรียนรู้คำและศักยภาพในการค้นพบคำเพิ่มไปตั้งแต่อายุ 19ปีเช่นนี้ใครเล่าจะกล้าสนับสนุน แถมยังเป็นเพียงเด็กกำพร้าไร้กำพืดอีก

         

        หากเกิดเรื่องบังเอิญขึ้น เขาสามารถค้นพบคำแห่งพลังคำที่ 4 เพิ่ม การสนับสนุนก็คงไม่อาจมาถึงอยู่ดี มหานทีแห้งขอดตั้งแต่เยาว์วัยเช่นนั้นโอกาสที่จะเรียนรู้คำอย่างถ่องแท้นั้นน้อยถึงปานไหน ไม่มีใครกล้าเสี่ยงใช้สมบัติล้ำค่ากับคนที่พังแล้ว เขาเป็นอัจฉริยะที่ถูกจัดให้อยู่ในหมวดหมู่ ‘ของที่พังแล้ว’ อย่างแท้จริง

         

        ข้อมูลระบุไว้แบบนั้นอย่างชัดเจน หากตอนนี้ชายคนนั้นกลับยืนอยู่ตรงหน้าเธอกับสัตว์คู่หูของเขา ประจันหน้ากับยอดอัจฉริยะระดับทวีปเช่นเธอได้อย่างสูสี พลังของเขาเหนือล้ำกว่าลูกหลานตระกูลสูงศักดิ์ไม่รู้เท่าใด

         

        ซอเด็ตหลังจากนั้นถึงกับครุ่นคิดอยู่นานว่าเขาสามารถแข็งแกร่งได้ถึงเพียงนี้ได้อย่างไรทั้ง ๆ ที่ทำลายอนาคตของตนไปแล้ว ราวกับเขาไต่ขึ้นมาจากดินแดนของทีรานด้วยสองมือของตน

         

        ซอเด็ตอดไม่ได้ที่จะต้องถามตัวเองว่าหากเป็นเธอ เธอจะทำเช่นเดียวกันกับเขาได้หรือไม่ และคำตอบแรกที่ผุดขึ้นในใจทำให้เธอยกชายหนุ่มคนนั้นขึ้นมาเป็นคนที่เสมอตนทันที

         

        ก่อนจะออกจากเต็นท์ของกลุ่มการค้าเชียนเป่าที่กำลังวุ่นวายเพราะการปรากฏตัวของอัจฉริยะผู้นั้น เธอสัมผัสได้ถึงพลังของเขาที่อีกฟากของฐานบัญชาการอีกครั้ง เป็นระดับพลังที่ทำให้เธอรู้สึกถึงอันตรายได้อย่างแท้จริง

         

        เธอผุดรอยยิ้มน้อย ๆ ดูเหมือนว่าภารกิจคราวนี้ได้เตือนตัวเธอว่ามหาทวีปแห่งนี้กว้างใหญ่เพียงใดและเธอไม่ใช่นภาที่สูงที่สุดแต่อย่างใด ยามนี้เธอได้พบอีกนภาหนึ่งที่เคียงข้างเธอแล้ว