ท่านอ๋องคนต่อไป ต้องเป็นข้า

    ตอนที่ 52 ชายปริศนา

    การกลับมายังแคว้นเหอฉีอีกครั้งของใต้เท้าตงหยางและอี้เฉินได้ก่อเกิดความวิตกกังวลให้กับเหล่าบรรดาขุนนางทุกคน เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าการถูกเนรเทศไปเมื่อครั้งก่อนนั้น พวกเขาหลายคนล้วนแต่มีส่วนร่วมในการทำให้คนทั้งสองถูกเนรเทศแต่ด้วยสถานะของแคว้นเหอฉีในตอนนี้ไม่ได้มีความมั่นคงดังแต่ก่อนการที่ฮ่องเต้ส่งทั้งสองคนกลับมาย่อมมีความหมายแอบแฝงอยู่อย่างแน่นอนและคนที่จะได้รับผลกระทบย่อมหนีไม่พ้นพวกขุนนางเหล่านี้

                แต่สถานการณ์กลับไม่เป็นไปเช่นนั้นเมื่อใต้เท้าทั้งสองกลับทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น พวกเขายังคงทำหน้าที่อย่างปกติไม่มีความคิดจะรื้อฟื้นเรื่องราวเก่าๆ ขึ้นมาแต่อย่างใด

                เพียงแค่เวลาไม่นานนักหลังจากที่ใต้เท้าทั้งสองกลับมาสถานการณ์ด้านการค้าของแคว้นเหอฉีก็ดีขึ้นเป็นลำดับ ท้องถนนและตลาดกลับมาคึกคักเหมือนเดิมอีกครั้งแต่ปัญหาเดิมๆ ของแคว้นเหอฉียังคงมีอยู่

                ..ขุนนางชั้นผู้ใหญ่หลายคนยังคงไม่เลิกนิสัยประจบสอพลอ..

                ทุกครั้งที่มีการประชุมจะเป็นหวังเล่ยและเฟยฉีที่คอยยุแหย่ให้คุณชายชิงอวิ้นทำโน่นทำนี่โดยมีหลี่ซือคอยสนับสนุนอีกแรง ส่วนเจียวลูก็ยังคงเป็นเช่นเดิมความนิ่งของเขาช่างเดาใจยากเสียใจจริง

                แต่ทั้งหมดก็ไม่ได้อยู่นอกเหนือการคาดหมายของใต้เท้าตงหยางและอี้เฉินเลยพวกเขารับรู้สิ่งที่จะต้องประสบมาก่อนแล้ว ถึงแม้พวกเขาจะมีฮ่องเต้คอยหนุนหลังอยู่ก็ตาม

                แต่คนที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดก็คงจะเป็นคุณชายชิงอวิ้น ที่ดูเหมือนจะเอาอกเอาใจพวกเขาทั้งสองเป็นพิเศษ เหมือนกับว่าคุณชายต้องการจะไถ่โทษที่ทำผิดพลาดไปเมื่อครั้งอดีต

                “ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าการกลับมาครั้งนี้มันจะดีถึงเพียงนี้” ใต้เท้าอี้เฉินกล่าวในขณะนั่งจิบร่วมกับใต้เท้าตงหยาง

                “ใต้เท้าคิดเช่นนั้นจริงๆกระนั้นหรือ” ราชครูตงหยางที่นั่งอยู่ข้างๆ ต้องถามซ้ำอีกครั้งเหมือนไม่แน่ใจในสิ่งที่ได้ยิน

                “ฮ่าๆๆเราสองคนผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมาย เรื่องแค่นี้ จะหลงกลได้ง่ายๆ กระนั้นรึ”

                “นั่นสินะ ข้าเองก็ยังคิดว่าใต้เท้าจะอยู่กับความสำราญจนลืมอะไรบางอย่างไปแล้ว” 

                อัครมหาเสนาบดีจ้องหน้าเพื่อนสนิทอีกครั้ง ก่อนจะตอบกลับไป“ข้าไม่มีวันลืมสิ่งที่คุณชายทำกับพวกเราหรอก และที่คุณชายทำกับหวังหย่งนั่นมันชัดเจนยิ่งนักว่า คนอย่างนี้ ไม่มีทางที่จะกลับเนื้อกลับตัวได้อีกแล้ว ถึงแม้หวังหย่งจะไม่ได้กำชับให้พวกเราตรวจอาหารทุกสำรับที่ยกมาเสิร์ฟข้าก็จะทำอยู่ดี  แล้วก็ไม่ผิดดังที่คาดคุณชายคงจะหวังให้ใต้เท้ากับข้าค่อยๆ ตายไปอย่างช้าๆ แน่นอน คนแก่อย่างพวกเราอีกไม่กี่วันก็จะตายกันไปแล้ว จะมีใครสักกี่คนกันที่สงสัย หากเราตายไปจริงๆ ไม่อยากจะเชื่อว่าพวกนี้กล้าถึงขนาดใส่ยาพิษที่มาในอาหาร มันช่างชั่วช้ายิ่งนัก”

                “ใต้เท้าคิดเหมือนข้ามั้ย”ราชครูชะโงกหน้าเข้ามาใกล้ๆ เหมือนมีความลับบางอย่างจะบอก“ข้ารู้สึกว่าเรื่องนี้มันมีบางอย่างที่ผิดปกติอยู่”

                “เกี่ยวกับคุณชายชิงอวิ้นใช่หรือไม่” 

                ราชครูพยักหน้าก่อนจะกล่าวต่อไป  “ข้าไม่คิดว่าคุณชายจะโง่ได้ถึงเพียงนี้แผนการเดิมๆ ผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก็ยังจะเอามาใช้ข้าเคยเป็นกังวลตั้งแต่รู้ว่าคุณชายอี้เจ๋อจะมาช่วยคุณชายชิงอวิ้นอีกแรกแต่กลับกลายเป็นว่า ทั้งสองคนพี่น้องกลับทำอะไรโง่ๆ ซ้ำๆ ซากๆ เช่นเดิม ทำไมคนมีฝีมือเช่นท่านอ๋องจึงมีโอรสที่โง่เง่าได้ถึงเพียงนี้”

                “ในตอนนั้นพวกเราก็ติดพันกันอยู่แต่ในสนามรบ  ไม่ได้ติดตามท่านอ๋องอย่างใกล้ชิดจนเมื่อฮ่องเต้รวบรวมแผ่นดินได้แล้ว พวกเราจึงได้มาอยู่ร่วมกันที่นี่ มารู้อีกทีท่านอ๋องก็มีบุตรสามคนไปแล้วคงเพราะหลายๆ ครั้งที่ท่านอ๋องต้องออกจากค่ายไปปฏิบัติภารกิจนอกสนามรบจึงมีทายาทก่อนใครๆ น่าเสียดาย ที่เด็กพวกนี้กลับไม่ได้มีความจงรักภักดีจนก่อความวุ่นวายไม่หยุดหย่อน” มาถึงตรงนี้อัครมหาเสนาบดีได้แต่ส่ายศรีษะไปมาก่อนจะพูดต่อ

                “แต่พวกเขากลับได้รับโอกาสครั้งแล้วครั้งเล่าท่านราชครู ท่านลองหาเหตุผลมาบอกข้าสักข้อสิ ว่าทำไมเด็กพวกนี้จึงสามารถก่อความผิดพลาดได้ครั้งแล้วครั้งเล่า” 

                “เรื่องนี้ข้าเองก็ยังสงสัยแต่บัดนี้ข้ามีเรื่องอื่นให้สงสัยมากยิ่งกว่า”

                “มีอะไรให้ท่านราชครูต้องสงสัยอีก”    

                “ใต้เท้าอี้เฉินท่านไม่เห็นหรอกหรือว่า วันงานของคุณชายอี้เจ๋อพระมเหสีลู่เฟยไม่ได้ไปร่วมงานด้วยแต่แรก แต่นางเข้าไปทีหลังงานปรากฏตัวของนางทำเอาทุกคนต้องแปลกใจ เหมือนกับว่า นางไม่ถูกเชิญให้มาร่วมงานอีกอย่างท่าทีของพวกเขาก็ดูเย็นชากันเหลือเกิน” ราชครูตั้งข้อสังเกต

                “ข้าก็เห็นเช่นนั้น”

                “ข้าสืบรู้มาว่าท่าทีของพวกเขาเปลี่ยนไปนับตั้งแต่ท่านอ๋องจากไปพวกเขาไม่ได้ไปมาหาสู่กันเช่นครอบครัวเดียวกัน ที่สำคัญพระมเหสีลู่เฟยไม่ได้พักอยู่ที่ตำหนักนอกเมืองอย่างที่ทุกคนคิดแต่พระนางไปอาศัยอยู่ในเมืองเหอผิงตั้งนานแล้ว”

                “ช่างแปลกยิ่งนัก”  อัครมหาเสนาบดีพยายามใช้ความคิดอย่างหนักแต่ก็หาคำตอบไม่ได้

                “เราทั้งสองอยู่ที่นี่มาหลายสิบปีแต่กลับมีอีกหลายอย่างที่เป็นปริศนาคาใจที่ข้าเองก็สงสัยมานาน บางทีนี่อาจจะถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องสืบหาความจริงให้จงได้”

                “หากท่านราชครูกำลังสงสัยเช่นเดียวกับข้าเช่นนั้น ข้าก็ยินดีจะร่วมมือกับใต้เท้าอย่างเต็มที่” อัครมหาเสนาบดียกน้ำชาขึ้นซดจนหมดจอกก่อนจะวางจอกลงกระแทกโต๊ะเสียงดัง พร้อมกับหันไปพยักหน้ากับราชครูที่แสดงสีหน้าพอใจที่มีคนร่วมมือด้วยอีกคน

    ................................................................

                หลังจากการแอบออกมาจากตำหนักในครั้งแรกหลังจากนั้นเป็นต้นมาคุณชายอี้เจ๋อและซูเหม่ยได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันมากขึ้นทั้งสองมีเวลาได้พูดคุยทำความรู้จักกัน และสนิทสนมกันมากขึ้น ที่สำคัญ ทั้งสองมีโอกาสออกมาเที่ยวเตร็ดเตร่นอกตำหนักบ่อยขึ้นเช่นเดียวกัน

                แม้จะแต่งงานมาอยู่ในแคว้นเหอผิงเป็นเวลานานแล้วแต่คุณชายอี้เจ๋อยังไม่มีโอกาสได้พบกับใต้เท้าหลิวเลยเขาไม่เคยได้พบกับขุนนางชั้นผู้ใหญ่ของเมืองนี้แม้แต่คนเดียวดูเหมือนว่าสิ่งที่เคยคาดคิดวัน มันจะยิ่งยากขึ้น เวลาที่ผ่านไปในแต่ละวันเขาทำได้เพียงสำรวจพื้นที่และเขียนแผนที่คร่าวๆ ชองเมืองนี้แม้จะพยายามเก็บรายละเอียดให้ได้มากที่สุด แต่ยังไม่เพียงพอที่จะคิดทำการใดได้เพราะสิ่งสำคัญคือกำลังคน ที่ตอนนี้ คุณชายอี้เจ๋อยังไม่มีโอกาสหาแนวร่วมได้เลย

                ซูเหม่ยดูเหมือนจะเข้าใจความรู้สึกของคุณชายอี้เจ๋อดีแต่นางก็ไม่สามารถทำอะไรได้มากไปกว่า พาคุณชายออกไปหาความสำราญข้างนอกเท่านั้น

                “เจ้าไม่เคยได้ยินอะไรจากพ่อของเจ้าบ้างเลยหรือ”  คุณชายอี้เจ๋อพยายามสอบถามซูเหม่ยถึงเรื่องราวในเมืองนี้

                “ไม่รู้สิ ท่านพ่อไม่เคยพูดอะไรกับหม่อมฉันหรอกเมื่อกลับบ้าน ท่านพ่อจะไม่เอาเรื่องหน้าที่การงานเข้ามายุ่งเกี่ยว  ยิ่งคนที่คุณชายถามหาแล้วนั้น เท่าที่รู้ในเมืองนี้ไม่มีใครคิดจะต่อต้านท่านพ่อเลยแม้แต่คนเดียวทุกคนที่นี่รักสามัคคีกันดี จะมีก็แต่พวกนักเลงหัวไม้ไม่กี่คนที่ทำตัวเกะกะระราน แต่คนพวกนั้นก็ไม่กล้าคิดจะต่อต้านท่านพ่อหรอก” ซูเหม่ยพยายามอธิบายให้คุณชายอี้เจ๋อฟัง

                “แม้แต่คนที่มีความคิดไม่ลงรอยกับท่านพ่อก็ไม่มีเลยหรือ”

                “ทำไมคุณชายถึงถามเช่นนั้น คุณชายต้องการอะไรกันแน่”

                “อ้อ ไม่มีอะไรหรอก ข้าเพียงแต่สงสัยบางทีคนพวกนั้นอาจจะมีความเห็นที่ไม่ลงรอยกันข้าอาจจะช่วยเกลี้ยกล่อมพวกเขาให้ได้ไง เจ้าไม่รู้หรือว่า ข้าเก่งเรื่องเจรจานะข้าอยู่ที่นี่มานานแล้ว แค่อยากจะช่วยเหลืองานท่านพ่อบ้างก็เท่านั้น” 

                “นั่นสินะ คุณชายมาอยู่ที่นี่ก็นานแล้วแต่ไม่เคยได้เข้าร่วมปรึกษาหารือราชการร่วมกับขุนนางเลย”ซูเหม่ยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันมาชวนคุณชายอี้เจ๋อ  “พรุ่งนี้เราไปหาท่านพ่อกันดีมั้ย” 

                “เจ้าพาข้าไปได้จริงๆ หรือ”  คุณชายอี้เจ๋อดีใจจนเห็นได้ชัด   

                “ทำไมจะไม่ได้ละ”

     

                การออกเดินทางในครั้งนี้ของซูเหม่ยและคุณชายอี้เจ๋อไม่ต้องหลบซ่อนอีกต่อไป เมื่อรถม้าเข้ามาเทียบ ทั้งสองก้าวขึ้นไปพร้อมกับรถม้าออกเดินทางไปในทันที

                คุณชายดูสงบนิ่งเป็นพิเศษโอกาสแบบนี้ไม่ได้มีเข้ามาทุกวัน หากเขาปล่อยให้หลุดมือไปแน่นอนแผนการที่ได้วางไว้ก็มลายหายไปด้วย

                ทันทีที่มาถึงซูเหม่ยรีบลงจากรถม้าด้วยความกระตือรือร้น หันมองไปรอบๆ ด้วยความภูมิใจก่อนจะหันไปหาทหารยามรักษาการ

                “พวกเจ้ารีบนำข้าไปหาท่านเจ้าเมืองเดี๋ยวนี้” 

                ไม่มีคำตอบใดกลับมา

                “นี่พวกเจ้าไม่เห็นเหรอว่าพวกเราเป็นใครทำไมยังนิ่งเฉยอยู่ได้” คุณชายอี้เจ๋อทนดูความนิ่งเฉยของทหารยามไม่ได้จึงโวยวายออกไปแต่กลับไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ออกจากมาจากทหารยามเลย

                “ใครมาเอะอะโวยวายเสียงดังกันแต่เช้าเช่นนี้ละเนี่ย”  มีเสียงดังมาจากประตู

            “ท่านเจ้าเมือง”  ทหารยามหันไปทำความเคารพพร้อมๆกับคุณชายอี้เจ๋อกับซูเหม่ย  “ท่านพ่อ” 

            “อ้าววว..พวกเจ้ากลับมาแล้วเหรอ แหม.. ไม่ส่งข่าวมาบอกล่วงหน้า ข้าจะได้สั่งให้คนคอยต้อนรับมาๆๆๆๆ เข้ามาๆ  อย่าไปดุด่าทหารพวกนี้เลยข้าสั่งไว้เองแหละว่าไม่ให้ใครเข้าไปรบกวน ไปไงมาไงหล่ะถึงได้กลับมาในยามนี้”  ใต้เท้าหลิวพาคนทั้งสองเข้าไปในตำหนัก

                “ลำบากพวกเจ้าสองคนจริงๆหวังว่าตำหนักที่ข้าให้ไปอยู่ จะถูกใจพวกเจ้าทั้งสองคนนะ” 

                “ไม่ได้ลำบากเลยคะท่านพ่อ ดีเสียอีกที่นั่นสงบเงียบ ข้าชอบมากๆ เลย” ซูเหม่ยตอบกลับไป

                “ดีแล้ว ข้าก็คิดเช่นนั้น”ใต้เท้าหลิวหันไปพูดกับคุณชายอี้เจ๋อ “เมืองนี้มันไม่ได้เจริญเช่นเดียวกับเมืองของพวกเจ้าหรอกที่มีกันอยู่มันก็แค่ทหารเดนตายจากสงครามเด็กทุกคนที่เกิดมาก็จำเป็นต้องใช้ชีวิตเยี่ยงทหาร หาความสวยงามไม่ได้หรอกเจ้าลองมองดูสิ นอกจากป่าและบ้านพักเก่าๆ พวกนั้นแล้ว เมืองนี้ก็ไม่ได้มีอะไรเจริญหูเจริญตาเลยทำไมพวกเจ้าจึงอยากจะครอบครองมันนัก”

                คุณชายอี้เจ๋อไม่ทันตั้งตัวว่าจะเจอคำถามเช่นนี้แต่ด้วยไหวพริบที่มี จึงได้ตอบกลับไป “ที่ผ่านมาพวกเราล้วนกระทำผิดต่อเมืองนี้ข้าสัญญาว่า ต่อไปข้ายินดีจะช่วยท่านพ่อดูแลเมืองนี้ให้เจริญทัดเทียมเมืองอื่นๆ ให้จงได้”

                “เห้ออออ”ใต้เท้าหลิวถอนหายใจเสียงดัง “เจ้าคงคิดว่าการแต่งงานกับบุตรสาวข้าแล้วเจ้าจะควบคุมคนพวกได้สินะ”

                “หามิได้ขอรับข้าแค่อยากจะช่วยแบ่งเบาภาระงานของท่านพ่อแค่นั้นเอง”

                “นี่เจ้ายังไม่เข้าใจอีกหรือ  ที่ข้าให้พวกเจ้าสองคนไปอยู่ไกลจากที่นี่เพราะไม่อยากให้พวกเจ้าต้องมาเจอกับอะไรเช่นข้า เจ้าคงเห็นว่าที่นี่สงบเรียบร้อยดีจึงคิดว่า คนที่นี่จะปกครองง่ายสินะ ข้าขอบอกเจ้าเลยว่า กว่าที่ข้าจะมีวันนี้ได้ต้องผ่านอะไรมาเยอะแยะมากมาย ลำพังพวกเจ้าอยู่ที่เหอฉีมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเจ้ายังทำผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ขืนเข้ามาวุ่นวายในเมืองนี้ ข้าเกรงว่าเจ้าจะพาตัวของเจ้าไม่รอด ซึ่งข้าไม่อยากให้เจอกับอะไรเช่นนั้น มันคงจะดีกว่าถ้าเจ้าสองคนหลีกหนีไปอยู่ให้ไกล เก็บเกี่ยวความสุขของวัยหนุ่มสาวให้มากๆเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ข้าจะค่อยพาเจ้าไปทำความรู้จักกับเมืองนี้อีกครั้ง”

                “ขอรับท่านพ่อ”คุณชายอี้เจ๋อไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากแต่ก้มหน้ายอมรับ

                เมื่อบทสนทนาจบลงอย่างรวดเร็วเช่นนี้คนทั้งสองก็ไม่มีสาเหตุอันใดที่จะอยู่ต่อ คุณชายอี้เจ๋อและซูเหม่ยเอ่ยลาใต้เท้าหลิวพร้อมกับออกจากตำหนักมาด้วยความผิดหวัง

                รถม้าที่รออยู่พาคนทั้งสองกลับตำหนักไปในทันทีบัดนี้คุณชายอี้เจ๋อไม่มีอารมณ์ที่เดินเที่ยวเล่นชมเมืองอีกแล้วดูเหมือนแผนการที่วางไว้มันอาจจะต้องใช้เวลานานกว่าที่คิด แต่ถึงกระนั้น เขาก็พร้อมที่จะอดทนรอ

                ระหว่างที่นั่งคิดอะไรเพลินๆ อยู่ดีๆรถม้าก็หยุดลงอย่างกะทันหัน เพราะมีนายทหารคนหนึ่งเข้ามาขวางเอาไว้

                คุณชายอี้เจ๋อเปิดประตูรถม้าออกไปเขารู้สึกได้ในทันทีว่านายทหารผู้นี้ไม่ได้หมายปองจะทำร้ายสีหน้าที่นิ่งเฉยราบเรียบไร้ความรู้สึก แต่สัมผัสได้ถึงความเป็นมิตรที่มีอยู่ในแววตา คุณชายจึงตัดสินใจกระโดดลงจากรถม้าไปหานายทหารผู้นั้น ไม่มีคำทักทายจากคนทั้งสองมีเพียงเสียงกระซิบเบาๆ ออกมาจากปากของนายทหารผู้นั้น

                “ท่านคงเป็นคุณชายอี้เจ๋อเรามีเรื่องจะต้องคุยกันสักหน่อย บางทีข้าอาจจะช่วยให้คุณชายทำตามแผนได้เร็วกว่าที่คิด”