The SRP (ปราชญ์พิสดาร ผนึกมาร สังหารเทพ)

    เล่มที่ 2 บทที่ 90 คำทำนายจากล้านนา

            มิเนอร์วาจ้องมองไปยังท้องนภาสูง ราตรีกาลยังคงมืดมิดเช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง แต่มีหนึ่งสิ่งที่เปลี่ยนไป แอสคลีเพียสได้บอกให้ชายหนุ่มได้รับรู้ถึงความจริง แท้จริงแล้วเวลาได้ผ่านไปนานมากถึงสามวัน แน่นอนว่ามิเนอร์วานั้นจมอยู่ในภวังค์ไม่รับรู้เรื่องราวภายนอก เวลาสามวันจึงสั้นนักเฉกเช่นเพียงหลับตาแล้วลืมตามอง ปรากฏเป็นลูกไฟลอยหมุนถูกควบคุมให้รวมตัวแล้วพุ่งไป ในระยะที่สมควรก็แตกกระจายออกเป็นสิบสองส่วน หมุนควงเวียนวนจนทั่วด้านก็สลายหายไป



            ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนมองหลุมบ่อจำนวนมาก เมื่อใคร่ครวญดีแล้วก็จากเกาะแห่งนี้ไป มุ่งหน้าขึ้นสู่เรือผีที่ทิ้งสมอรออยู่ คำสั่งกำชับกับเฮนดริกยังคงไว้เช่นดังเดิม มิเนอร์วาสังเกตเห็นอยู่นานแล้ว ว่าอาณาจักรรอบด้านนั้นเจริญก้าวไปไกล ในขณะที่อาณาจักรของตนเองกลับถูกฉุดรั้งไว้ด้วยพวกหลืบไร ดังนั้นจึงต้องรีบพัฒนาอาณาจักรในตอนนี้ให้ตามทันกับสิ่งที่โลกนั้นเป็นไป หากพวกเขาเหล่านั้นเห็นว่าเรานั้นอ่อนแอ รู้ได้แน่ว่าพวกมันจะข่มเหงกันแบบไหน



            ในขณะที่เรือฟลายอิ้งดัตช์แมนกำลังแล่นกลับไปส่งมิเนอร์วา จู่ๆ เตโชกสิณก็สำแดงเดช เปล่งแสงเป็นภาพในห้วงจิต ดังดวงตาแห่งพุทธได้เห็นแจ้งในจักษุญาณ มิเนอร์วาตัวสั่นโดยไม่ทราบสาเหตุ ขนทั่วร่างลุกซู่แจ้งเตือนถึงอันตรายอีกครั้งเช่นคราวก่อน ชายหนุ่มมั่นใจเป็นอย่างมากว่าเจ้าของสายตานั้นกำลังมองมาจากความว่างเปล่าไกลออกไปตรงโพ้นทะเล เตโชกสิณเปล่งฤทธาพาให้มองเห็นเงาร่างหนึ่งจากสถานที่ที่ชายหนุ่มไม่รู้จัก สายตาของทั้งคู่สบประสานกัน มิเนอร์วามองเห็นเพียงดวงแสงคู่หนึ่งที่เดาว่าเป็นดวงเนตรของอีกฝ่าย อีกฝ่ายหลบซ่อนใบหน้าอยู่ภายใต้ความมืดไม่เผยตัวตน



            ผ่านไปเพียงไม่ถึงสามลมหายใจเนตรคู่นั้นก็สว่างวาบขึ้นอีกครา ภาพของตำราโบราณที่มีตัวหนังสือตวัดโค้งไปมาก็ปรากฏขึ้นที่ตรงหน้าของมิเนอร์วา ชายหนุ่มเพ่งมองอย่างตั้งใจอาศัยการท่องจำบันทึกไว้ให้ครบถ้วน อักขระอักษรจำนวนมากสว่างปรากฏขึ้นทีละตัว หากมีผู้ใดผ่านมาเห็นก็คนคิดว่าชายหนุ่มนั้นคิดอะไรเรื่อยเปื่อยจนลืมตัว เขายังคงยืนนิ่งอยู่แบบนั้น มีเพียงสายตาเท่านั้นที่เคลื่อนไหวมองอักษรล่องหนนี้ปรากฏมาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งตัวอักษรตัวสุดท้ายได้สิ้นสุดลง



            มิเนอร์วาท่องทวนจนมั่นใจว่าจำได้แม่นก็เลื่อนสายตากลับไปยังเส้นขอบฟ้า ในครานี้ปรากฏเป็นภาพของริมฝีปากที่มองเห็นได้อย่างเด่นชัด ผิวปากแดงกำลังขยับอ้าราวกับท่องคำภาษาที่ไร้เสียง ชายหนุ่มสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าเกิดสิ่งผิดปกติขึ้นกับร่างกาย ภาพการมองเห็นไม่อาจบังคับให้เปลี่ยนกลับคืน ถูกบังคับให้ชมดู มองเห็นเพียงภาพที่เคลื่อนไหวไร้หนทาง มิเนอร์วาพยายามนิ่งเงียบเอาไว้ทั้งๆ ที่ในใจนั้นแตกตื่นไปนานแล้ว อีกทั้งยังกำลังรักษาท่าทีไม่ให้อีกฝ่ายเห็นว่าตนนั้นอ่อนแอ



            หลังจากนั้นไม่นานอีกฝ่ายก็หยุดขยับปาก ยกยิ้มอย่างพึงใจแล้วก็สลายหายไปกับความมืดที่เส้นขอบฟ้า เหตุการณ์นี้ดูเหมือนจะเกิดขึ้นไวนัก แต่แท้จริงแล้วมิเนอร์วายืนนิ่งอยู่นานแล้ว เฮนดริกเองก็ไม่กล้าเข้าไปขัด เหล่าลูกเรือผีเองก็ไม่กล้าส่งเสียงรบกวน ชายหนุ่มสติตกอยู่ในภวังค์จนกระทั่งมองเห็นแสงแรกของวันลอยขึ้นมาจึงได้สติ เหงื่อเย็นเยียบเกาะเต็มแผ่นหลังจนเปียกชุ่ม รู้สึกหวาดผวาเพราะความกลัวเป็นครั้งแรก



            เมื่อสัมผัสวิญญาณที่เคยร้องเตือนถึงอันตรายสงบลง ชายหนุ่มก็รีบตั้งสติใคร่ครวญถึงที่มาของอีกฝ่ายอย่างจริงจัง แม้แต่แอสคลีเพียสและอีฟริทเองก็ยังไม่รู้สึกตัว แพทย์ชราเองก็ชอบนิ่งเงียบเก็บพลัง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงราชันย์มังกรขี้เซาอย่างอีฟริทที่นานๆ ครั้งจึงจะตื่น ทั้งคู่ต่างก็เห็นและรับรู้ได้ว่าเหตุการณ์รอบด้านนั้นปกติไร้อันตราย จู่ๆ ภาพตรงหน้าก็ตัดไปอีกครั้ง ร่างกายรู้สึกวูบดิ่งอย่างฉับพลันไม่ทันตั้งตัว



            รู้ตัวอีกทีก็มาโผล่เอาที่ใต้ทะเลแล้ว แดดยามเช้าล้วนเป็นของแสลงสำหรับเหล่าลูกเรือผี มิเนอร์วาสะบัดหน้าอย่างมึนงงตามเหตุการณ์รอบด้านไม่ทัน ราวกับสมองทำงานช้าไปชั่วครู่หนึ่ง ปวดขมับจนเส้นเลือดเต้นตุบๆ อย่างเห็นได้ชัด ชายหนุ่มรีบหลับตายืนเท้าแขนอยู่ตรงกราบเรือซ้ายครู่หนึ่ง พยายามหายใจเข้าออกอย่างช้าๆ พยายามปรับร่างกายให้กลับเป็นปกติ เมื่อเห็นว่าร่างกายกลับมานิ่งสงบดีแล้วก็ลืมตาขึ้น ทบทวนถึงเหตุการณ์แปลกประหลาดที่ได้พบเจอ



            ร่างกายราวกับรู้สึกว่าถูกไฟช็อตอีกครั้ง หัวใจก็กลับมากระตุกรัวเร็วไร้สาเหตุ ส่วนลึกของความทรงจำที่ได้ถูกขุดคุ้ยก็นึกออก ตัวหนังสือเหล่านั้นเป็นของอาณาจักรล้านนาโบราณอย่างแน่นอน ชายหนุ่มรีบหันตัวกลับก้าวขาไปอยู่ในห้อง กำชับเฮนดริกให้เรียกด้วยเมื่อไปถึงยังที่หมายในยามราตรี ตำราโบราณเล่มหนึ่งที่ถูกเหล่าหอกแห่งความลับบันทึกคัดลอกมา ได้ถูกนำมากางออกวางไว้บนโต๊ะ ดินสอถ่านเองก็ถูกจับขีดเขียนบนกระดาษขาว หลับตานึกไปตัวหนึ่ง ก็เปรียบเทียบกับอีกตัวหนึ่ง พยายามคัดลอกให้เหมือนที่สุดผุดเป็นอักขระอักษรจำนวนมากหลายแผ่น



            จนกระทั่งขีดสุดท้ายของดินสอถ่านได้ตวัดลง มิเนอร์วาก็ขมวดคิ้วมุ่นอย่างสงสัยคาดเดาอะไรได้ไม่มาก เรื่องการร่ำเรียนล้วนไม่ยากเกินความสามารถของชายหนุ่ม จึงเริ่มอ่านเรียนตั้งแต่พยัญชนะตัวอักษร กะ ขะ คะ ฆะ งะ ไล่ลามเป็นวรรคออกเสียงขยับลิ้นไปจนถึงริมฝีปาก จนกระทั่งถึงอังอันเป็นตัวสุดท้าย เมื่อจำได้ดีแล้วก็เปลี่ยนไปจำสระอะที่ละรูป ไม้กัก กะ ไม้กิ กี จึงมีมากไม้หลายสิบตัว เรื่องการเล่าเรียนมิเนอร์วาเองก็มั่นใจว่าตนนั้นเป็นหนึ่งไม่มีสอง เพียงไม่นานก็เริ่มเรียนไปจนถึงการผสมคำอันยากหลาย มีลดรูปลดสระ ผันเสียงเปลี่ยนความหมาย



            มิเนอร์วาลองเทียบตัวหนังสือแล้วออกเสียงอ่าน แม้จะดูแปลกแปร่งโบราณไปบ้าง แต่ก็เริ่มจับใจความได้บ้างแล้ว กระดาษอีกชุดหนึ่งจึงปรากฏขึ้นเพื่อจดบันทึกในคำแปล แต่เมื่อแปลทั้งหมดออกมาแล้วกลับมีคำมากมายที่ไม่มีความหมาย จึงเกิดเป็นความสับสนไปพักใหญ่ จนกระทั่งชายหนุ่มคิดได้ถึงทางออก จึงหลับตาลง ลองขยับปากพูดในห้วงจิต เอ่ยตามเลียนแบบอีกฝ่ายในวันนั้น เมื่อเห็นว่ามาถูกทางแล้วจึงเผลอตัวพูดออกมาตามที่เข้าใจ สั่นสะเทือนเกิดเป็นเสียงทุ้มต่ำ ที่พร่ำบอกลอยออกไปตามอากาศใต้ท้องทะเล ลอยผ่านกระแสน้ำอันเย็นเยียบออกไปไกล



            “เมื่อเทวะบุตรอุตตโรโพธิสัตว์เจ้านั้นรับนิมนต์จากองค์อินทร์พระสุเรนทร์ผู้เมตตา จึงได้จุติลงมาจากชั้นฟ้าดุสิตา เมื่อเติบใหญ่จึงออกบวชเดินตามเส้นทางธรรม นำไปสู่การบำเพ็ญสมณธรรมปลีกวิเวกในป่าใหญ่ ในขณะที่ภิกษุทั้งหลายต่างก็หนีออกจากพนาพากันหลบอยู่ในเมือง เกิดเป็นเรื่องมุสาออกอุบาย บอกให้ผู้ศรัทธาหลงเชื่อในตัวบุญ ว่าได้เกิดขึ้นที่ตรงนั้นที ตรงนี้ที โกหกหลอกให้คนหมู่มากสร้างทานกระทำบุญจนแตกตื่นกันไปทั่ว”



            “เมื่อยามนั้นได้มาถึงแดดก็ร้อนนัก ลูกเห็บก็จะตกลงมาทำลาย ถูกกล้ำกรายด้วยไฟที่ไหม้เรือน เสมือนถูกชักจูงพากันหลงใหลไปให้ทาน พาลให้เข้าใจไปเองว่าตัวบุญนั้นลงมาเกิด แต่ตัวบุญที่ว่านั้นแท้จริงแล้วก็ไม่มี ดั่งถูกคนบ้าและเสแสร้งแกล้งหลอกออกอุบาย มีเกิดเป็นเหตุการณ์อย่างนี้ เมฆฝนที่สมควรจะตกก็ไม่ตก เมฆมืดครึ้มทำทีท่าว่าจะตกก็สลายหายไป มีเส้นทางแต่ผู้คนไม่กล้าไต่เดิน มีแต่รอยงูไขว้กันพาดทางน้อยขวางทางหลวง มีข้าวแต่ตำไม่เป็น มีนาก็ไม่มีความรู้ในเรื่องการไถ และหว่านกล้า”



            “มีหูกก็ไม่รู้จักวิธีทอ มีผ้าต้อยพ้อยก็ไม่นุ่ง มีธรรมแต่ก็ดูและเผยแพร่ไม่เป็น มีหนังสือรวมไปถึงอักขระโบราณจากชนรุ่นก่อน ก็ไม่มีความสามารถที่จะเล่าและเขียน มีแต่เล่าเขียนขึ้นเอาใหม่เรื่อยๆ ไม่ว่าจะภิกขุหรือสามเณรก็จะพากันร้องไห้อยู่ในอบายดังนี้แล เอาจารีตเมืองเพื่อนมาเป็นเมืองตัว เปรียบเหมือนการทิ้งเมียไปคว้าเอาทางชู้ ก็จะวอดวายฉิบหาย ในชั่วเวลาอันใกล้ที่จะมาถึง”



            “ยามนั้นแมงมุมหลวงก็จะสานผ่านใยไปทั่วเมือง ภิกขุจะเบื่อวินัยธรรม นำกระดาษมาจ่ายเป็นเงินคำ ซื้อขายกินกันทั่วทุกที่ ผีหัวหลวงบินบนหนอากาศจะพุ่งระเบิดแสง ทั้งกลางวันและกลางคืนให้คนทั้งหลายได้มองเห็น เพราะเจ้าขุนไม่ชอบในคำโบราณ ชอบเสี้ยมงาช้างล่อชนกินกันด้วยสงคราม ก็จะมีกาละยามเช่นนั้นแล ข้าวก็จะแล้ง แห้งแดดตาย จับพลิกดูก็จะพบเป็นเพลี้ยด้วง แมงบุ้งหนอนที่กัดกิน”



            “ผู้คนในยามนั้น อายุเขาก็สั้นนัก เพราะว่าปีสั้น เดือนสั้น พลันค่ำพลันสว่าง พวกเขาจะมีเดชะฤทธาที่มากหลาย เฉกเช่นพรายที่ดำดินบินบนโยนขึ้นไปในอากาศ ก็จะเกิดขึ้นได้ตามใจชอบของพวกเขา เมื่อเป็นไปดังนี้แล้ว ชาวเจ้าภิกขุทั้งหลายก็จะลาสิกขาบทวินัยเดิม กุมผ้าเกี้ยวแขนเหมือนงวงช้าง เอาถุงย่ามห้อยศอกออกเที่ยวจร เดินไปเทศนาธรรมตามบ้านน้อยเมืองใหญ่ทั่วทุกที่ ตัวอักขระ พยัญชนะแลอรรถบาลีก็จะแต่งแปลงเอาให้เป็นของใหม่ คำยาวก็ทำเป็นคำสั้น คำสั้นก็ทำให้เป็นคำยาว ก็จะเกิดเป็นบาปกรรมแน่นหนาแก่เขามากนักแล”



            “น้ำธรรมคำสอนก็จะเอาขว้างทิ้งเสีย แล้วสร้างขึ้นมาใหม่ หาว่าธรรมเก่านั้นไม่ถูก ไม่ใช่คำสอนของบรมครู ก็คิดจะประพันธ์ขึ้นมาเสียใหม่ ร่ำเรียนเอากับชาวต่างภาษา พุทธรูปเจดีย์ พระบาทพระธาตุที่ไหนมีก็จะพากันไปขุด ผ่าเอาหัวใจขุดสถูปให้ชำรุด เพื่อข่มเหงศาสนาแห่งพระองค์ ครั้นตายไปก็จะไปร้องไห้อยู่ก้นหม้อ อยู่ลึกสุดที่อเวจีมหานรก”



            “เมื่อผ่านฝนพ้นไปแล้ว 2,500 ฤดูครั้ง ไปจนถึง 3,000 ฤดูหน ก็จะเป็นกาลที่พระยามหากษัตริย์ เสนาอำมาตย์ ปุถุชน ภิกขุสงฆ์ทั้งหลายปกครองรักษาอาชญาของบ้านเมือง ตัดถ้อยตัดความก็จะเปลี่ยนแปลงเอาเสียใหม่ มอมหมิ่นไก่ล่อให้ชนกินพนัน ค่าจ้างฝ่ายใดเยอะก็เป็นฝั่งนั้นที่ชนะ มีแต่โลภะตัณหา กินไม่อิ่มไม่เบื่อ แม้ว่าตัวเอาเมียก็จะได้เสียค่าส่วยไรที่แพงนัก”



            “หากสร้างวัดวาอารามทำกุฏิต่อวิหาร สร้างพระธาตุ โบสถ์ แลเคหะหอเรือน อีกทั้งไร่นา แลแม่วัวตัวควาย ซื้อขายก็จะมาเก็บเอาภาษี ทุกสิ่งอย่างนั่งที่ไหนก็ร้องไห้ที่นั่น จะเก็บเอาเด็กน้อยทั้งหลายไปรวมกันไว้ ก็ทุกข์ยากอดอยาก กลายเป็นโจรขโมยขึ้นยื้อแย่งกินกันทั่วทุกที่ ข้าวก็แพงมากนัก ผู้ชายมากหลายก็ขายลูกและเมียของตัวเอง เพื่อปากท้องของอินทรีย์ เหล่าอิสตรีมากหลายก็จะขายตัว เพราะว่าทุกข์ยากอดอยากด้วยหิวโหย”



            “ไปทางเหนือก็จะประคองกันคืนมา ไปทางใต้ก็จะได้ร้องไห้คืนมา ไปทางตะวันตกก็จะได้วิ่งคืนมา ไปทางตะวันออกก็จะได้กลับคืนมา แม้นว่าตายไปก็จะลอกคราบไว้ห้อยฝาเรือน ต่อให้พระอาทิตย์ตกลับดอยไปแล้ว ท้าวพญาทั้งหลายก็จะสร้างแสงอาทิตย์มาเลียนแบบ สว่างแจ้งดีงามเหมือนตอนที่พระอาทิตย์ยังไม่ตก บางคนที่อยู่ในเมืองห่างกันไกลก็จะสามารถพูดคุยกันได้อย่างชัดแจ้ง เสมือนหนึ่งผู้พูดนั้นอยู่ข้างใบหู”



            “เพราะว่าผีปีศาจร้ายมายุยงหัวใจของเหล่าบุรุษ และสตรีทั้งหลายให้อาเพศ จึงพากันแต่งตัวเหมือนกับผี นุ่งเสื้อผ้าก็ไม่กลัดกระดุม นุ่งกางเกงขาสั้นบ้าง ขาขาดบ้าง ตัดผมแลงอผม ย้อมริมปากแลเล็บบนแขนขาให้แดง ดั่งซากศพผีตายก็จะสรรเสริญว่าดี เอาฆ้องกลองมาแห่ประดับตกแต่งให้งามตา อวดอ้างว่าเป็นของดี เอาสุราเหล้ามารินสู่กันกิน เล่นไพ่ แลไปจนถึงฆ่าวัวควาย ฆ่าสัตว์ตัวน้อยใหญ่มาแบ่งกัน บุรุษและสตรีทั้งหลายก็จะพากันตัดผมแลนุ่งเตี่ยว”



            “เมื่อมองจากที่ไกลดูคล้ายทั้งสองเพศ แลไม่รู้จะทักว่าหญิงก็กลัวจะไม่ใช่ จะบอกว่าชายก็เกรงว่าจะไม่ใช่อีกเช่นกัน ละทิ้งจารีตเก่ารอยหลัง นุ่งกระโปรงและกางเกงรัดเอวเหมือนกับแมงไบ้ นุ่งเสื้อก็แหวกข้างหลังดั่งหามขอนผีไปชุมเผายังป่าช้า คนทั้งหลายที่กำเนิดเกิดมาในยามนั้นจะมีฤทธาเดชะมากนัก ดำดินบินบนเหาะไปในอากาศก็ได้ เส้นทางที่ต้องเดินไกล 8 ถึง 9 เดือน เขาจะเหาะไปเพียงครึ่งวันก็ถึงแล้ว พวกเขาช่างเร็วนักดั่งฟ้าแลบ ทั้งหลายก็จะมีในกาลยามนี้ เขามีศาสตร์สาธยาย มีพละกำลังแรงยิ่งกว่าช้างพลายสารหมื่นตัว แสนตัว”



            “เทพแห่งการช่าง และเทพีแห่งธรณีเอ๋ย เขาพูดกันไม่ว่าใกล้หรือไกล ก็จะได้ยินเสียงจนชัดเจนเหมือนกันหมด แม้ว่าจะดับจิตไปแล้ว ก็ระบายเสียงปากมาพูดคุยกันได้ อัดสร้างปั้นรูปคนตายนั้นเอาไว้ ให้ยกย่างย้ายไปมา พูดด้วยปากและหัวเราะอย่างชอบใจ ก้าวเดินเทียวไปมาเหมือนดั่งยามที่ยังไม่วายชีวา แม่น้ำมหาสมุทรลึกยิ่งกว่าลึก ก็จะดำลงไปเทียวในน้ำมหาสมุทร ปราบชนะเลือกเอางาของปลาฝา จระเข้และมังกรงูก็ไม่กล้ากระทำร้ายแก่พวกเขาทั้งฝูงนั้น”



            “ดอยหินผาใหญ่แลสูงนัก กว่าจะข้ามต้องเดินขึ้นถึงสองวัน เดินลงเป็นสามวันจึงจะพ้น เขาก็สร้างเป็นอาวุธ ยิงดอยลูกนั้นทีเดียวก็แตกย่อยเป็นจุณไปเสียหมด เลี่ยนเกลี้ยงเหมือนหน้ากลองใหญ่ที่แบนราบ เขาจะสร้างลูกยางใหญ่เพื่อตั้งค่าย ฝังป้องกันบ้านเมืองไว้อย่างแยบคาย ครั้นว่าเกิดข้าศึกศัตรูบุกจะมารบแลกระทำร้าย หมายแย่งเอาบ้านเมืองไป หากว่ามาย่ำใส่ข่ายที่เขาฝังไว้นั้น ลูกสีนาดก็จะแตกใส่ข้าศึกทั้งหลายฝูงนั้น ตายตั้งล้านตั้งโกฏิ ไม่เหลือสักคนเดียว เขาจะแข่งฤทธาสร้างเดือนดาวพุ่งไปในทิศท้องอากาศยาวเป็นหาง เป็นควันโขมงให้คนทั้งหลายทั่วทุกที่ได้แลเห็น”



            “ในกาลยามนั้น ยักษ์ทั้งหลายนอกขอบฟ้าจักรวาล ก็จะพากันมาขออนุญาตกับเจ้าพญาแห่งยักษา ต้องการลงมาสู่โลกกึ่งกลางจับกินซึ่งคนบาปหนาอธรรมหลาย ท้าวพญาจ้าวยักษ์ก็จะห้ามปรามไม่อนุญาต เพราะมนุษย์โลกทั้งหลายมีเดชะมากฤทธา เมื่อเห็นว่ายังมีมากที่ไม่ยอมละความพยายาม มหายักษ์ก็ถามกลับว่าพวกเจ้าทั้งหลายจะกระทำในสิ่งใดได้ ยักษ์บางตนก็พูดว่าจะสร้างไฟให้มอดไหม้ บ้างก็บอกว่าจะสร้างพายุโหมพัดเข้ามาทำลาย บ้างก็เอ่ยว่าจะเนรมิตร่างแปลงกายเป็นเสือมาจับกิน บ้างก็คิดว่าจะเนรมิตเป็นคลื่นสูงสาดจนน้ำท่วม”



            “พญายักษาจึงบอกให้สหายร่วมเผ่าทั้งหลายฟัง ว่าครั้นไม่เชื่อฟังคำข้านี้ หากว่าลงไปยังโลกกึ่งกลาง ก็จะไปวินาศตายฉิบหายให้กับคนมนุษย์ทั้งหลายฝูงนั้น พวกมันจะฆ่าแลยิงกายาสูงด้วยสีนาดอันใหญ่ พวกเจ้าทั้งหลายก็จะมรณาตายไม่เหลือสักตน แม้นว่าหินผา ดอยหิน เขายังยิงจนแตกสลายหายไปในคำเดียว ย่อยยับไปทั่วทุกเป้าหมาย แม่น้ำมหาสมุทรก็จะสร้างเครื่องดึงดูดเอามาตกเป็นฝนใส่ไร่นาแลเรือกสวน ฝนที่ตกเมืองอื่น เขาก็สร้างเครื่องดึงดูดฝนมาตกใส่เมืองเขาได้”



            “ท่านบอกว่าจะสร้างเป็นน้ำท่วมแลคลื่นใหญ่ เขาก็จะสร้างลมพัดน้ำนั้นให้แห้งไปในคำเดียว ครั้นจะสร้างไฟไหม้ เขาก็จะสร้างเครื่องดึงดูดเอาน้ำมารดให้ดับไป ท่านจะเนรมิตพายุลมเข้าตบตี เขาก็จะสร้างเครื่องดึงดูดบังลมไว้ จากนั้นจึงกำจัดให้ลมร้ายทั้งหลายมลายสูญ แตกเป็นทะลักทลายไปทั่วทิศ สิ่งมีชีวิตจากโลกกึ่งกลางกลุ่มนั้นจะผสมเฝ่ายายิงพวกเจ้า ให้เหม็นตายไปหมดไม่เหลือสักตนเดียว เพราะเหตุนั้นยักษ์ทั้งหลายจึงไม่กล้าลงมากินคนที่โลกกึ่งกลางนี้”



            “เอ่ยเป็นปุจฉาว่าเขานั้นคือเจ้าใช่หรือไม่ พวกเจ้าจะกลายเป็นพวกเขาในยามใด เหตุสุดท้ายที่ข้าได้ผ่านไปเห็นอาจจะเป็นสิ่งสุดท้ายที่เจ้านั้นขาดหาย สรรพาวุธแห่งธรรมไร้ที่สถิต จิตจึงว่างเปล่าตามหาร่างให้สิงสู่ ผู้รู้แจ้งจึงมีสิทธิ์มองเห็นในสิ่งที่เป็นไป ใครก็ตามที่ได้ดูจะเห็นรูที่เปิดออก บอกเล่าเป็นเหตุวิสัชนาพาให้ปลอดภัย… อย่าได้หลงทางจนมัวเมาถอนไม่ขึ้น เตโชกสิณแม้มากฤทธิ์ แต่ก็ติดเป็นห่วงยากแยกออก จงฝึกเอาอีกสักหน่อยเถิด เมื่อเนตรแห่งพุทธของเจ้าได้เปิดออกอย่างเต็มที่ อนาคตังสญาณนั้นจะรอเจ้าอยู่ไม่ไกลแล้ว”



            ราวกับคำพูดเหล่านี้คือเหตุการณ์ทำนายบอกเล่าของบางสิ่ง เป็นบางอย่างที่บุคคลนี้ต้องการจะสื่อสารด้วย ภาพทั้งหมดในห้วงจิตแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ มิเนอร์วาที่ได้สติรีบจดบันทึกข้อความทั้งหมดลงกระดาษ จะเข้าใจก็ดี ไม่เข้าใจก็ช่าง ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ชายหนุ่มรู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายนั้นเป็นตัวอันตราย แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายนั้นมาดี เพียงแต่ติดต่อมาด้วยวิธีการที่ค่อนข้างจะชวนให้ผู้คนนั้นเข้าใจผิด



            หลังจากจัดแจงเตรียมการทุกอย่างเสร็จ รู้ตัวอีกทีเฮนดริกก็ส่งเสียงเอ่ยเรียกว่าถึงที่หมายแล้ว เหตุการณ์แปลกๆ ทั้งหมดที่ชายหนุ่มได้พบเจอนั้น ได้ถูกเก็บเป็นความลับจากทุกคน ยกเว้นแอสคลีเพียสและอีฟริทที่อยู่กับลูกศิษย์ตลอดเวลา แม้จะไม่เห็นว่าเกิดสิ่งใดขึ้นบ้าง แต่ก็ได้รับรู้เอาจากคำบอกเล่าของผู้เป็นศิษย์ บุคคลปริศนาผู้นี้เป็นที่แน่นอนแล้วว่าน่าจะมาจากอาณาจักรล้านนาโบราณที่เคยปรากฏขึ้นในทวีปใต้ อีกทั้งยังไม่แน่ว่าอีกฝ่ายอาจจะเป็นผู้คนที่สืบทอดมรดกจากอารยธรรมแห่งพุทธที่หลงเหลืออยู่ ความแน่นอนคือสิ่งที่เป็นไปของโลกนี้ เหตุการณ์เกินกว่าที่จะจินตนาการสามารถปรากฏได้ทุกเมื่อ มิเนอร์วาเอ่ยกำชับสั่งงานอีกครั้ง ก่อนจะร่ำลาเหล่าลูกเรือผีทั้งหลายแล้วจากไป โบยบินหายไปพร้อมกับลิเบอร์ตี้ อินทรีเกล็ดศิลาอันเป็นสัตว์พาหนะคู่ใจในการเดินทาง……


    คล้ายกับเรื่องThe SRP (ปราชญ์พิสดาร ผนึกมาร สังหารเทพ) ที่คุณอ่าน