เสนาบดีที่รัก (Yaoi)

    ตอนที่ 26


    第 二十六 章


            

            จื่อหลงควบม้าเหงื่อโลหิตสีดำของตนห้อตะบึงฝ่าความมืดไปยังเหลียนอู่ระยะทางราวร้อยกว่าลี้ใช้เวลาเพียงสองชั่วยามเท่านั้น เขาใช้เวลาอยู่กับท่านราชครูนานเกินไปจึงห่วงว่าคนที่เป็นตัวแทนของเขาจะลำบากเมื่อต้องเจอกับขุนพลฉั่วเข้า กว่าจะมาถึงที่หมายก็ล่วงมาถึงยามอิ๋นเข้าไปแล้วด้านหลังโรงเตี้ยมคือห้องครัวขนาดใหญ่ที่เหล่าพ่อครัวใช้ปรุงอาหารให้กับแขกที่เข้าพักในโรงเตี้ยม เขาแทรกตัวเองเข้าไปด้านในทุกคนทำสีหน้าปรกติเพราะบุคคลเหล่านี้ล้วนแต่เป็นคนของเขาทั้งนั้น ทุกคนถูกเขาสืบประวัติจนขาวสะอาดแล้วและมีวิชาต่อสู้ที่ปู้เฉินสอนเอาไว้ทุกคน

            "นายท่าน"หัวหน้าพ่อครัวเดินหยิบชุดใหม่นำมาให้เขาทันทีที่เห็น เรียกคนช่วยกันยกอ่างน้ำมาให้จื่อหลงชำระกายเพื่อให้กลิ่นเหงื่อและกลิ่นของม้าหายไป

            "ขอบใจมีเรื่องอะไรผิดปรกติหรือไม่"

            "ไม่ขอรับ ตัวแทนของท่านอยู่แต่ในห้องหนังสือเขาตรวจบัญชีของทุกร้านจนเสร็จหมดแล้วด้วยซ้ำ"หัวหน้าพ่อครัวกล่าวปนหัวเราะ เพราะแท้จริงแล้วคนที่เป็นตัวแทนของจื่อหลงคือผู้คุมบัญชีของทุกร้านที่อยู่ในสังกัดของจื่อหลง เมื่อเขาได้ยินถึงกับยิ้มออกมา

            "ดีแล้วพวกเจ้าจะได้รับเงินของเดือนนี้เร็วขึ้นอีกหน่อยไม่ดีหรือ"

            "แน่นอนเป็นเรื่องยินดี เป็นเรื่องยินดี"หัวหน้าพ่อครัวหัวเราะออกมาเมื่อได้ยิน เขารอจนจื่อหลงอาบน้ำเปลี่ยนเครื่องแต่งกายเสร็จก็ส่งจดหมายในมือให้

            "จากผู้ใด"

            "เป็นของร้านจากเมืองหลวงขอรับ"

            "มีเรื่องสำคัญหรือไม่"จื่อหลงหัวคิ้วขมวดเมื่อได้ยิน

            "คาดว่าทางการกำลังตรวจสอบเพื่อเพิ่มภาษีขอรับ"

            "เป็นขุนนางผู้ใด"จื่อหลงถามด้วยน้ำเสียงเหยียดหยาม รู้ดีว่าขุนนางกังฉินเหล่านี้รีดนาทาเร้นกับเหล่าพ่อค้าและประชาชนเพื่อชื่อเสียงและเพิ่มฐานะให้ตนเอง

            "สั่งลงไปว่าพวกมันต้องการเท่าไหร่ก็ให้ไปอย่าให้มันเข้ามายุ่มย่ามกิจการภายในร้านได้"

            "ขอรับ"จื่อหลงเตรียมก้าวเท้าออกจากไปหัวหน้าห้องครัวจึงรีบถาม

            "ให้ข้าจัดเตรียมอาหารและเครื่องดื่มหรือไม่ขอรับ"ด้วยรู้ดีว่าจื่อหลงเร่งเดินทางย่อมไม่มีอะไรตกถึงท้องแน่นอน

            "อืม เอาไปให้ที่ห้องหนังสือของข้าเลย อย่าให้ใครเห็น"

            "ขอรับ"จื่อหลงพลิ้วกายเพียงสองครั้งก็พุ่งเข้าหน้าต่างห้องหนังสือแล้ว ตัวแทนของเขาที่นอนฟุบอยู่ตรงโต๊ะหนังสือสะดุ้งเฮือกเมื่อมีคนมาเคาะโต๊ะ

            "นายท่าน"เสียงเรียกดังขึ้นไม่น้อยจื่อหลงจึงเอามือปิดปาก

            "เจ้าจะให้คนที่ไม่รู้รู้หรือไงว่าข้ากับเจ้าหน้าเหมือนกัน"เสี่ยวถงตาเหลือกเพราะตกใจและลืมตัว เมื่อจื่อหลงปล่อยมือแล้วได้แต่รีบลุกมาประสานมือ

            "ขอโทษจริงๆ ขอรับข้าตกใจ"

            "ไม่เป็นไร ขอบใจมากที่ช่วยเหลือเจ้ากลับไปได้แล้ว อ้อ ถอดหน้ากากเจ้าเสียออกด้วย"จื่อหลงเน้นเสียงเมื่อเห็นว่าเสี่ยวถงกำลังจะก้าวออกทั้งใบหน้านั้น เขาชะงักเท้าแล้วหันมาประสานมือรีบแกะหนังที่ครอบใบหน้าออกทันที จื่อหลงถอนหายใจคนผู้นี้ฉลาดในเรื่องตัวเลขกิจการของเขาเงินไม่มีรั่วไหลแม้แต่น้อยแต่ทว่าเรื่องความงกเงิ่นก็ต้องยกให้เขาสุดยอดเช่นกัน เขารอจนเสี่ยวถงออกไปแล้วจึงหันมาจัดการงานในมือไปเรื่อยรอจนคนครัวนำอาหารมาให้ เขาเร่งดื่มกินให้อิ่มหนำปู้เฉินปรากฏตัวอย่างเงียบเชียบ

            "นายท่าน"

            "ทุกอย่างเรียบร้อยดีหรือไม่"

            "เรียบร้อยดีขอรับ ข้าพยายามกันคุณชายฟ่านนับว่ายังโชคดีที่เกิดเรื่องกับคุณชายน้อยเสียก่อนจึงทำให้คุณชายฟ่านไม่มีเวลามาใส่ใจเรื่องของท่าน"ปู้เฉินสรุปเรื่องราวที่เกิดขึ้นรวมทั้งเรื่องของขุนพลฉั่วด้วย

            "เขาสงสัยในตัวจิวฮุ่ยอย่างนั้นหรือ"

            "ขอรับ เด็กทารกที่หายตัวไปกะทันหันประจวบกับเราได้คุณตัวชายน้อยมาปรากฏที่นี่ทำให้เขายิ่งสงสัย เขาไปสืบเสาะกับชาวบ้านในตัวเมืองทุกคนล้วนตอบเป็นเสียงเดียวกันหมด ข้ายังหาตัวแทนเป็นพ่อแม่ของคุณชายน้อยมายืนยันว่าได้ขายให้กับนายท่านขอรับ ค่าจ้างแพงหน่อยแต่ผลตอบรับดีนี่ก็นับเป็นเรื่องดีอรกเรื่อง บุตรของนางพึ่งตายอายุเท่าคุณชายน้อยพอดีขอรับ"

            "อืมจบสิ้นเรื่องประวัติจิวฮุ่ย จริงสิปู้เฉินเจ้าจัดการเรื่องซงซานเรียบร้อยแล้วหรือ"

            "ขอรับข้าส่งคนของเราไปเฝ้าจับตาดูคุณชายรองกับคุณหนูรองแล้ว ส่วนเรื่องของเด็กที่ชื่อไห่เปียวนั่นคนกำลังสืบหาประวัติขอรับ"

            "อืม ดี ขอบใจมาก อ้อจริงสิปู้เฉิน เจ้าอยู่กับข้ามานานแค่ไหนแล้ว"ปู้เฉินคราวนี้สบตากับจื่อหลงแน่วแน่

            "ตั้งแต่ยังเล็กขอรับ ข้าดูแลท่านตั้งแต่เด็ก"

            "ดี ในเมื่อเจ้าเห็นข้าเป็นเหมือนน้องร่วมอุทรเจ้าจะบอกความจริงกับข้าทุกเรื่องหรือไม่"

            "ข้าสาบาน"ปู้เฉินเน้นเสียงหนัก

            "เจ้ารู้เรื่องที่ข้ามิใช่ลูกแท้ๆ ของท่านพ่อหรือไม่"คราวนี้ปู้เฉินส่ายหน้า

            "ไม่ทราบมาก่อนแต่เมื่อข้าเข้าไปในจวนใหม่ๆ ข้ารู้สึกได้ว่านายหญิงใหญ่มีแต่ความอาดูรทุกครั้งเมื่อท่านเจ้าบ้านหันหลังจากไปและท่านเจ้าบ้านมิเคยค้างคืนกับนายหญิงใหญ่เลยสักครั้ง ในทุกสองถึงสามวันจะมีคุณชายท่านหนึ่งมาที่จวนมีคนติดตามสามถึงสี่คน มาครั้งหนึ่งท่านเจ้าบ้านก็มักจะติดภารกิจส่งนายหญิงใหญ่เข้าไปดูแลในเรือนหลังห้ามิให้ผู้ใดเข้าไปกล้ำกรายเด็ดขาดขอรับ ตอนนั้นคุณชายยังเล็กนักถูกแยกออกมาเลี้ยงยังเรือนหน้ากับหมัวมัวขอรับ"จื่อหลงได้ยินก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่

            "เป็นเช่นนี้จริงๆ สุดท้ายแล้วเขาก็ต้องยอมรับความเป็นจริงว่าเขามิใช่บุตรที่แท้จริงของบิดาไม่

            "เอาเถอะไม่มีอะไรแล้วเจ้าไปพักผ่อนก่อนอีกไม่นานก็เช้าแล้วข้าจะไปหาเสี่ยวเสวียน"

            "ขอรับ อ้ออีกเรื่องหนึ่งระวังขุนพลฉั่วให้ดีขอรับตอนนี้เขาจับตาพวกเราใกล้ชิด"

            "อืม"จื่อหลงโบกมือแล้วเอามือไพล่หลังเดินออกไปยังห้องนอนของตนเอง ปู้เฉินมองตามได้แต่ถอนหายใจ

            "รู้เรื่องแล้วสิขอรับ"ปู้เฉินเอ่ยออกมาเบาๆ

            "ใครอยู่ข้างนอก"ฟ่านเสวียนถามเสียงดังเมื่อเห็นเงาดำอยู่หน้าประตู ทุกครั้งที่มีคนเดินผ่านเขาจะระแวงทุกครั้งถึงจะรู้ดีว่าขุนพลฉั่วกลับมาแล้วและสั่งทหารเดินเวรทั่วโรงเตี้ยม

            "ข้าเอง"ฟ่านเสวียนถอนหายใจโล่งอก มือบางตกลงบนอกเล็กๆ ที่ที่ดิ้นเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงกวนใจยามหลับ สิ้นคำจื่อหลงก็เปิดประตูเข้าไปด้านใน

            "เจ้าหายไปทั้งวันทั้งคืน"ฟ่านเสวียนสีหน้าบึ้งตึงโดยไม่รู้ตัว จื่อหลงชะงักมือที่กำลังเอื้อมไปเปิดผ้าห่มผืนเล็กออกเพื่อจะดูจิวฮุ่ยให้เต็มตา

            "เป็นห่วงข้าหรือ"น้ำเสียงที่ถามทั้งอ่อนโยนทั้งอ่อนหวาน

            "เหลวไหลแล้ว ใครห่วงเจ้ากัน ข้าเพียงแต่สงสัย"

            "หึหึ ข้าต้องรีบจัดการบัญชีของร้านที่ข้ามีกิจการที่นี่ เจ้าก็รู้ว่าถึงอย่างไรข้าก็มิอาจจะทิ้งให้ภรรยาข้าเดินทางเข้าเมืองหลวงตามลำพังพร้อมกับลูกชายข้า"

            "คะ ใครเป็นภรรยาเจ้า"ฟ่านเสวียนหน้าแดง

            "เอาเถอะใช่ไม่ใช่ใจเจ้าเองย่อมรู้ดี ลูกเป็นอย่างไรงอแงรบกวนเจ้าหรือไม่ อาการเป็นอย่างไรบ้าง"จื่อหลงเลี่ยงไปถามเรื่องจิวฮุ่ยแทน

            "เขาสบายดี น่าแปลกใครจงใจวางยาจิวฮุ่ยกันแน่"

            "อาจจะเป็นเป็นศัตรูของพ่อแม่จิวฮุ่ย ข้าไปแจ้งกับทางการแล้วพวกเขาสืบหาคนร้ายไม่ได้ ช่างมันเถอะยังไงจิวฮุ่ยก็ปลอดภัยแล้วเจ้าอย่าได้วิตกไปเลย"

            "อืม นั่นสินะ"

            "เจ้าได้นอนบ้างหรือยัง"จื่อหลงถามคนที่นั่งอยู่บนเตียงดวงหน้าหม่นเพราะอดนอนขอบตาดำคล้ำ

            "ได้นอนแล้วบ้าง"

            "ถ้าเช่นนั้นรอข้าประเดี๋ยว"จื่อหลงบอกแล้วเดินไปเปิดบานประตู

            "ใครดูบ้างเข้ามาหน่อย"

            "ขอรับ"เสียงเสี่ยวเอ้อที่เดินผ่านมาตอบรับ เขารู้ว่าอีกฝ่ายจงใจเดินผ่านเพราะได้ยินเสียงเรียก

            "เจ้าไปเชิญหมัวมัวแลัแม่นมมาให้ข้า"

            "ขอรับ"เสียงตอบรับเดินหายไปแล้วจื่อหลงจึงกลับเข้ามาด้านในอุ้มจิวฮุ่ยเอาไว้ในอ้อมแขน

            "เจ้าจะพาเขาไปที่ใด"

            "เจ้าควรพักผ่อนได้แล้วข้าเดาว่าไม่พรุ่งนี้ก็อีกวันขุนพลฉั่วจะเดินทางกลับเมืองหลวง"เสียงเคาะประตูดังขึ้นขัดบทสนทนา จื่อหลงหันไปมองแล้วเอ่ยปากให้เข้ามาได้

            "หมัวมัว"

            "นายท่าน"เขาส่งจิวฮุ่ยสู่อกหมัวมัวทันที

            "หมัวมัว ข้ากับเสี่ยวเสวียนจะพักผ่อนเสียหน่อย ฝากท่านไปบอกปู้เฉินให้ดูแลท่านขุนพลเต็มที่ได้หรือไม่"

            "แน่นอนเจ้าค่ะ นายท่านพักผ่อนให้เต็มที่เรื่องอื่นมิต้องกังวลคุณชายน้อยข้าจะดูแลเองนะเจ้าคะ"หมัวมัวชะเง้อมองฟ่านเสวียนที่ยังนั่งอยู่บนตั่งนอนแล้วยิ้มกว้าง

            "ข้าจจะเตรียมโสมบำรุงไตให้นะเจ้าคะ"หมัวมัวเอียงหน้ากระซิบเบาๆ กับจื่อหลง เขาอดยิ้มไม่ได้

            "ขอบคุณท่านมาก"จื่อหลงรอส่งหมัวมัวและแม่นมของจิวฮุ่ยจนคล้อยหลังแล้วจึงปิดประตูเดินกลับมายังตั่งมองสีหน้าระแวดระวังของฟ่านเสวียนด้วยความขบขัน

            "กลัวข้าหรือ"น้ำเสียงที่ถามอ่อนโยนยิ่ง

            "ข้าไม่ได้กลัว"ฟ่านเสวียนเสียงแข็ง

            "ถ้าไม่กลัวก็ขยับเข้าไปด้านใน ข้าง่วงแล้ว"จื่อหลงถอดเสื้อคลุมด้านนอกและเสื้อตัวกลางออกพาดกับฉากแขวนจากนั้นหันกลับมาทรุดตัวลงนั่งบนตั่ง ฟ่านเสวียนทำตัวดุจสาวน้อยรีบยกผ้าห่มขึ้นมาบังอกตัวเองเอาไว้

            "นั่งยั่วยวนข้าหรือเสี่ยวเสวียน"จื่อหลงหยอกเย้า

            "จะ..เจ้าจะบ้าหรือ ข้าไม่ได้ยั่วเจ้านะ ห้องนอนเจ้าก็มีทำไมต้องมานั่งที่นี่ด้วย"

            "เจ้าลืมแล้วหรือนี่ห้องนอนของข้า"

            ไงั้นข้าจะไปนอนที่อื่น"

            "เลิกเหลวไหลเสี่ยวเสวียน นี่มันยามไหนแล้ว ทั้งเจ้าทั้งข้าไม่ได้พักผ่อน ข้าสัญญาว่าจะไม่ทำอะไรถ้าเจ้าไม่เต็มใจ มาเถอะมานอนกับข้าได้แล้ว"จื่อหลงเสียงเข้มขึ้นเล็กน้อยพร้อมกับให้สัญญา ฟ่านเสวียนเองทั้งเหนื่อยทั้งเพลียเช่นกันเขาเหลือบมองหมอนด้วยสายตาปรอยปรือ จื่อหลงเห็นสายตาจึงอ่อนโยนลง

            "มาเถอะมานอนกับข้า"เขาย้ำอีกครั้งพร้อมกับรั้งคนที่นั่งอยู่เข้าสู่อ้อมกอดเอนตัวลงนอน ครั้งนี้ฟ่านเสวียนพยายามขัดขืนแต่สู้แรงแขนไม่ไหวจึงได้แต่จำยอมนอนหนุนอกกว้างฟังเสียงหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะจนหลับไปไม่รู้ตัว ต่างกับจื่อหลงที่นอนตาไม่หลับเฝ้าครุ่นคิดถึงเรื่องที่รับรู้มาใหม่มือสากลูบต้นแขนเรียวไปมาด้วยความอ่อนโยน

            "เสี่ยวเสวียน"เขาลองเรียกแต่เจ้าตัวไม่ขานตอบเขาจึงหลุบตาลงมองเมื่อเห็นใบหน้างามหลับใหลสบายอารมณ์เขาขยับให้อีกฝ่ายนอนในท่าทางสบายมากขึ้นก่อนจะหลับตาตามด้วยความคิดสับสนวุ่นวายในใจ