จอมยุทธ์ซุปตาร์

    ตอนที่ 178 ปัญหาใหม่ที่เข้ามาโดยไม่รู้ตัว Re

            “ขอต้อนรับสู่ช่วงสุดท้ายของรายการ  นี่เป็นช่วงที่ทุกคนต่างรอคอย  การแข่งขันที่ดุเดือด  ฟาดฟันกัน  ด้านหลังนี้คือจอ LED ขนาดใหญ่  มีคำถามอยู่ทั้งหมด 16 คำถาม  จำนวนช่องจึงมีอยู่ 16 ช่อง  เราจะเล่นจนกว่าจะมีใครมีคะแนนนำจนเราเห็นว่าต่อให้คนอื่นตอบถูกก็ไม่สามารถพลิกกลับมาตามได้ทัน  จึงจะจบการแข่งขัน” จากนั้นพิธีกรก็แนะนำผู้เข้าแข่งขันอีกครั้ง  พร้อมกับบอกชื่อผู้สนับสนุนที่มีป้ายติดไว้อยู่แต่ละแท่น


            “กติกาเหมือนเดิม  ในข้อแรกนั้นผมจะเป็นคนเลือกช่องให้  จากนั้นให้พวกคุณแย่งกันกดตอบ  พยายามวางแผนกันให้ดีนะครับ  ว่าจะเลือกตอบคำถามในช่องไหน  เกมนี้คนที่ตอบได้มากที่สุดอาจจะไม่ใช่คนที่ชนะในท้ายที่สุดก็ได้  ทั้ง 3 คนพร้อมรึยังครับ” พิธีกรถาม


            "พร้อม" ไป่ฉีกับผู้เข้าแข่งขันอีก 2 คนพูดพร้อมกัน


            พิธีกรเลือกช่องที่ 7  ซึ่งอยู่ตรงกลางเยื้องไปทางขวาของผู้เข้าแข่งขัน  แน่นอนว่าหลังจบคำถามไป่ฉีนั้นรีบกดตอบทันที  ทำให้เขาได้ช่องที่ 7 นี้ไป


            “ไป่ฉีเนื่องจากคุณตอบถูก  คุณสามารถเลือกช่องต่อไปได้  แต่สิทธิ์ในการตอบต้องแย่งกดไฟเหมือนเดิมนะครับ” พิธีกรกล่าว


            “ผมเลือกช่องที่ 1 ครับ” ไป่ฉีกล่าว


            พิธีกรเริ่มอ่านคำถามข้อที่ 1  แต่คราวนี้อ่านไปได้แค่ครึ่งเดียว  ไป่ฉีก็กดตอบโดยไม่ปล่อยให้อีก 2 คนได้มีโอกาสตอบ   แผนที่ไป่ฉีวางไว้ก็คือการยึดขอบรอบนอกทั้งหมด  แล้วเขาก็จะล้มทั้งกระดานได้  ดีกว่าต้องไปสู้ยื้อกันตรงกลาง


            แต่ถ้าเป็นแบบนั้นรายการก็จะไม่สนุก  ไป่ฉีนั้นสลับเลือกตรงกลางบ้าง และปล่อยให้คนอื่นได้ตอบ  เมื่อมีคนเลือกคำถามตรงขอบ  ไป่ฉีไม่รอช้าที่จะตอบก่อนที่พิธีกรจะอ่านคำถามจบเสียอีก


            การแข่งขันดำเนินไปอย่างสนุกสนาน  ดาราชายวัยกลางคนกับเหยียนชิงนั้นแย่งพื้นที่กันอยู่ตรงกลาง  ส่วนไป่ฉีนั้นเก็บเฉพาะมุมขอบเท่านั้น  ซึ่งตอนนี้เริ่มเห็นการเชื่อมพื้นที่ของไป่ฉีเป็นรูปเป็นร่าง  ทำให้ทั้งเหยียนชิงและดาราชายวัยกลางคนเริ่มรู้ตัวแล้ว


            “ไป่ฉี  ร้ายนะนาย  กะให้พวกเรา 2 คนห้ำหั่นกันตรงกลาง  ส่วนตัวเองกินรวบทั้งกระดานงั้นเหรอ” เหยียนชิงกล่าว


            “ไม่ยอมให้ทำได้หรอก” ดาราชายวัยกลางคนกล่าว


            “ลองดูสิครับ  ถ้าทำได้ล่ะก็นะ” ไป่ฉียกยิ้มขึ้นราวกับผู้มีชัย


            หลังจากนั้นเหยียนชิงและดาราชายวัยกลางคนก็ได้รู้แล้วว่าเกมได้ถูกไป่ฉีคุมตั้งแต่ต้นจนจบ  ทุกครั้งที่เป็นคำถามในช่องริมสุด  ไม่ทันที่พิธีกรจะอ่านคำถามจบ  ไป่ฉีก็ชิงตอบก่อนทุกครั้ง


            “และผู้ชนะของเราวันนี้คือ ไป่ฉี ครับ ยินดีด้วย  ถึงนี่จะเป็นช่วงสุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด  ผู้ชนะจะได้รับเงินรางวัลมากน้อยขนาดไหนขึ้นอยู่กับแผ่นป้ายที่อยู่ด้านข้างนี้ทั้งหมด 20 แผ่น  เราจะให้คุณเลือกมาแค่ 6 แผ่นเท่านั้น  โดยด้านหลังป้ายรางวัลจะเป็นตัวเลข 0-9  ในส่วนเลขเก้าถึงเลข 6 นั้นมีเพียงแค่อย่างละ 1 แผ่นป้ายเท่านั้น  ส่วน 0-5 มีมากน้อยลดหลั่นกันไป และเลข 0 จะมีจำนวนมากสุด”พิธีกรกล่าว


            ไป่ฉีทำการเลือกแผ่นป้ายมา 6 แผ่นป้าย และจัดเรียงให้เลข 9 ไปอยู่ในหลักแสนที่เหลือก็แค่สลับไปมั่ว ๆ เท่านั้น  ผู้ชมหลายคนต่างพูดคุยกันว่าไป่ฉีจะทำเงินรางวัลสูงสุดได้รึเปล่า (มีแค่ไป่ฉีที่เห็นว่าหลังป้ายเป็นเลขอะไร)  เพราะรายการที่ไป่ฉีเคยไปออกนั้น  เขาได้เงินรางวัลสูงสุดเท่าที่รายการเคยออกอากาศมาทุกครั้ง  ครั้งนี้ทุกคนก็ลุ้นว่าดวงของไป่ฉีจะยังคงดีอยู่รึเปล่า


            พิธีกรทำการเปิดแผ่นป้ายที่ไป่ฉีเลือกมาตั้งแต่หลักหน่วย  หลักสิบ  ตัวเลขมีแต่ตัวเลขน้อย ๆ ทั้งนั้น  หลักหน่วยออกเป็นเลข 5  หลักสิบออกเป็นเลข 1  หลักร้อยออกเป็นเลข 4  หลักพันออกเป็นเลข 3  และหลักหมื่นนั้นออกเป็นเลข 2  นั่นทำให้พิธีกรชักสังหรณ์ไม่ดี  เพราะหลักน้อย ๆ ก็มีแต่ตัวเลขน้อย ๆ เกาะกลุ่มกัน  เขากลัวว่าหลักแสนจะออกตัวเลขสูงกว่า 6 ออกมา  ถ้าเป็นแบบนั้นรายการจะต้องจ่ายเงินก้อนโตแน่


            'คงไม่ซวยขนาดนั้นมั้ง' พิธีกรคิด


            “เรามาเปิดป้ายหลักแสนกันดีกว่า  ป้ายหลักแสนออกมาเป็น.....” พิธีกรพลิกเปิดแผ่นป้ายออกมา


            พิธีกรอึ้ง  PD รายการช็อก  ผู้กำกับและทีมงานอ้าปากค้าง  ผู้ชมตกอยู่ในความเงียบ  ก่อนที่ผู้ชมจะโห่ร้องแสดงความดีใจให้กับไป่ฉี  เสียงของผู้ชมทำให้พิธีกรได้สติ


            “เป็นเลข 9 ครับ  ไป่ฉีสร้างสถิติใหม่ให้กับรายการของเรา  ด้วยการคว้าเงินรางวัลในช่วงท้ายของรายการไปด้วยจำนวนเงิน 923,415 หยวนครับ  สำหรับวันนี้รายการของเราก็สิ้นสุดลงแต่เพียงเท่านี้แล้วพบกันใหม่ครั้งหน้าครับ” พิธีกรรีบแสดงความยินดีและกล่าวปิดรายการทันที  แต่ขณะที่เขาเริ่มก้าวเท้าจะเดินไปหาไป่ฉี  จอ LED ที่ใช้เล่นกันในรอบ 3 ก็ส่งเสียงแปลก ๆ


            “รีบออกมา   จอ LED กำลังร่วงลงมา” PD กับผู้กำกับรายการตะโกน  พิธีกรตัวแข็งค้างทันที   เขาหันไปมองข้างหลังก็เห็นจอ LED อยู่ตรงหน้าเขาแล้ว


            โครม


            เสียงกรีดร้องดังขึ้นอีกครั้ง  ทำให้สตูดิโอวุ่นวายกันหมด  ผู้กำกับรีบสั่งคัทแล้วให้ทีมงานรีบเข้าไปช่วยพิธีกรที่โดนจอ LED ขนาดใหญ่หล่นทับ  แต่ยังไม่ทันที่ทีมงานจะเข้าถึงตัว  แผงไฟทีอยู่ด้านบนก็ร่วงลงมาใส่จอ LED ที่ทับพิธีกรอยู่อีก  ทำให้เกิดเสียงกรีดร้องขึ้นด้วยความตื่นตระหนกอีกครั้ง  พร้อมกับทีมงานที่จะเข้าไปช่วยพิธีกรต่างวิ่งหนีตายกันออกมา


            ทางทีมงานช่วยกันอพยพผู้ชมและดาราผู้เข้าแข่งขันออกจากสตูดิโอ  เพราะเกรงว่าแรงสะเทือนเมื่อครู่อาจส่งผลต่อโครงสร้างของสตูดิโอได้   จากนั้นไม่นาน  รถพยาบาลที่ถูกเรียกมาก็มาถึง  พร้อมกับหน่วยกู้ภัย  พวกเขาตัดกระแสไฟฟ้าก่อนจพช่วยกันนำตัวพิธีกรออกมาได้ และรีบนำเขาส่งโรงพยาบาลทันที


            ใช้เวลาสักพักกว่าทุกอย่างจะสงบ   PD ของรายการได้มอบเช็คเงินรางวัลและเช็คค่าจ้างให้กับไป่ฉี  ซึ่งไป่ฉีก็ส่งให้เมิ่งชิงชิงเก็บเอาไว้อีกทีหนึ่ง


            “PD สีหน้าคุณดูไม่ดีเลยนะครับ” ไป่ฉีกล่าวด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง


            “เฮ้อ วันนี้มันวันอะไรกันน้า  มีแต่เรื่องวุ่น ๆ  ถ้าฉันอายุเยอะกว่านี้คงได้เป็นลมแน่  ฉากพังพินาศอลังการขนาดนี้   พิธีกรก็บาดเจ็บสาหัสอีก” PD รายการ นวดขมับตัวเอง


            “เดี๋ยวผมต้องไปงานต่อ ฝากบอกเขาด้วยนะครับว่าขอให้หายเร็ว ๆ” ไป่ฉีกล่าว


            'หึหึ  คราวนี้บิดาออมมือให้  หากมีคราวหน้า  บิดาผู้นี้จะส่งเจ้าไปพบท่านจงขุยที่ประตูยมโลกเลยทีเดียว' ไป่ฉีคิด


            ไป่ฉีกับเมิ่งชิงชิงกล่าวลา PD แล้วไปขึ้นรถ  เพื่อไปยังสตูดิโอของนิตยสารแฟชั่นที่รับงานเอาไว้  พอทั้ง 2 คนขึ้นมาก็นอนหลับกันทันที  ไป่ฉีนั้นรีบนอนเพราะเขาใช้พลังจิตวิญญาณไปเยอะในการสั่งสอนพิธีกรรายการเมื่อครู่  จึงต้องนอนพักผ่อนเพื่อฟื้นฟูพลัง


            ไป่ฉีรู้สึกตัวอีกครั้งตอนที่รถชะลอ  เขารีบปลุกเมิ่งชิงชิงทันที  พอเห็นว่าเธอเริ่มรู้สึกตัวเขาก็เอาผ้าเย็นมาแตะที่หน้า  ทำให้เธอสะดุ้งตัวขึ้น  จ้องไป่ฉีตาเขม็ง


            “ผมไม่ได้แกล้งนะครับ  แค่อยากให้พี่ตื่นเต็มตาก่อน  ค่อยเข้าไปที่สตูดิโอของนิตยสารน่ะ” ไป่ฉีกล่าว  พร้อมกับเอาผ้าเย็นยื่นให้


            “อือ” เมิ่งชิงชิงรับผ้าเย็นมาเช็ดหน้าหน้าเล็กน้อย


            เมื่อเธอพร้อมแล้ว  เธอกับไป่ฉีก็ลงจากรถและเดินเข้าไปที่สตูดิโอของนิตยสารทันที  ทีมงานที่รอไป่ฉีอยู่โบกไม้โบกมือเพื่อให้ทั้งคู่เห็นเธอและตามเธอไปยังสตูดิโอถ่ายภาพ


            “สวัสดีครับทุกคน  ผมซื้อขนมมาฝาก  มาเอาไปทานได้นะครับ” ไป่ฉีกล่าว


            “น้องไป่ฉีตามพี่มาทางนี้เลยค่ะ” ทีมงานรีบนำทางไป่ฉีไปยังห้องแต่งตัว  หลังไป่ฉีวางขนมลงที่โต๊ะ


            “เอ่อ...คุณเมิ่ง ที่เป็นผู้จัดการของคุณไป่ฉีใช่ไหมครับ” ชายอายุราว 30 กว่าคนหนึ่งเข้ามาทักทายเมิ่งชิงชิง


            เมื่อเมิ่งชิงชิงหันไปมองก็พบว่าชายคนนี้จัดว่าหน้าตาดีทีเดียว  เธอจำได้ว่าเขาเป็นช่างกล้องที่มีชื่อเสียงระดับหนึ่ง


            “ใช่ค่ะ คุณหวังจิน” เมิ่งชิงชิงตอบ


            “เอ๋ คุณรู้จักผมด้วยเหรอครับ” ชายวัย 32 หวังจินถาม


            “ฉันเคยเห็นคุณในนิตยสารแฟชั่นน่ะค่ะ  เป็นการสัมภาษณ์เรื่องมุมมองงานถ่ายภาพในวงการแฟชั่นภายในประเทศมังกรทอง” เมิ่งชิงชิงกล่าว


            “ดีใจจริง ๆ ครับ  ที่คุณจำผมได้ด้วย  ที่จริงผมแค่พอมีชื่อเสียงน่ะครับ  ไม่ถึงกับโด่งดังอะไร” หวังจินถ่อมตัว


            “ว่าแต่มีธุระอะไรจะคุยกับฉันรึเปล่าคะ” เมิ่งชิงชิงถาม


            “คุณเมิ่งสนใจมาเป็นแบบให้ผมถ่ายไหมครับ” หวังจินกล่าว


            “ไม่ไหวหรอกค่ะ  ฉันไม่มีความสามารถด้านนี้เลย” เมิ่งชิงชิงปฏิเสธ


            “ไม่เป็นไรครับ  เดี๋ยวผมช่วยจัดท่าทางกับแสงให้  รับรองว่าภาพออกมาดีแน่นอน” หวังจินยังคงรบเร้า  ตาเขาจ้องเมิ่งชิงชิงไม่วางตา


            'สายตาที่จ้องน่ากลัวมาก  ไป่ฉีรีบมาเร็ว ๆ เลย  ฉันไม่ถนัดรับมือคนแบบนี้  วิชาป้องกันตัวสักนิดก็ไม่มี' เมิ่งชิงชิงคิด  ขณะที่เธอปั้นหน้ายิ้มให้หวังจิน


            “มีอะไรรึเปล่าครับ” เสียงไป่ฉีดังขึ้นข้างหลังเมิ่งชิงชิง  ราวกับเสียงระฆังจากสวรรค์สำหรับเธอเลยทีเดียว


            “คุณไป่  คือ  ผมอยากชวนคุณเมิ่งมาเป็นแบบให้ผมน่ะครับ  ผมเห็นเธอแล้วรู้สึกมีแรงบันดาลใจ” หวังจินกล่าว


            “งั้นเหรอครับ  งั้นผมจะทำให้คุณดูเองว่าการสร้างแรงบันดาลใจให้ช่างภาพก็เป็นหน้าที่ของนายแบบนางแบบเหมือนกัน” ไป่ฉีกล่าว


            “ยังไงเหรอครับ” หวังจินสงสัย


            “เดี๋ยวเอ็ง เอ๊ย  คุณจะได้รู้ครับว่าแรงบันดาลใจเป็นยังไง  เริ่มกันเลยดีไหมครับ  ถ้าถ่ายภาพเสร็จเร็วผมจะได้มีเวลาพักสักหน่อย” ไป่ฉีกล่าว  พร้อมกับเดินไปประจำที่  แสงไฟที่ส่องมาหาเขา  ทำให้ผิวของไป่ฉีดูเปล่งประกายราวกับหยกล้ำค่าไร้ที่ติ  จนหวังจินมองตาค้างแทบไม่อยากเชื่อสายตาเลยว่ามันเป็นผิวของคนจริง ๆ หรือเปล่า  เพราะต่อให้ดูแลดียังไงก็ไม่น่าจะดูเปล่งประกายไร้ตำหนิขนาดนี้  ตั้งแต่เขาถ่ายภาพให้กับนายแบบนางแบบหลายคน  ยังไม่เคยเจอใครที่ผิวดีขนาดนี้มาก่อน  ตอนไป่ฉีมาถึงก็ใส่เสื้อแขนยาวเลยทำให้เขาไม่เห็นผิวของอีกฝ่ายชัดนัก


            ‘ธีมคือเสน่ห์  เสื้อผ้าเน้นใส่แล้วชวนให้อยากมองร่างกายที่อยู่ภายใต้เสื้อผ้า  ดีล่ะ’ ไป่ฉีคิดได้ดังนั้นก็เริ่มโพสท่าทันที  โดยไม่ลืมแสดงให้เห็นถึงความโดดเด่นของเสื้อผ้า  ไป่ฉีนั้นเน้นท่าโพสให้เสื้อเปิดออกให้เห็นรูปร่างของเขาเล็กน้อยให้ชวนมองว่าภายใต้เสื้อที่เขาใส่นั้นจะเป็นอย่างไร  แต่สายตาที่ไป่ฉีส่งไปที่กล้อง  ทำให้ใจของหวังจินคันยุบยิบ  คอของเขาแห้งผากขึ้นมา  จนต้องกลืนน้ำลายหลายอึกทีเดียว


            ‘เฮ้ย  นี่เราเป็นอะไรไป  คนตรงหน้าเราเป็นผู้ชายนะโว๊ย  ทำไมถึงได้ดูน่าหลงไหลขนาดนี้  อา  ท่านั้นน่าจะเปิดให้เห็นกระดูกไหปลาร้าอีกสักหน่อย  ต้นขาเขาดูดีมากจริง ๆ  สายตาที่มองมาราวกับเชื้อเชิญนั่นมันอะไรกัน’ หวังจินตอนนี้มีหน้าแดงระเรื่อไปจนถึงใบหู  ลมหายใจหอบถี่  หัวใจเต้นรัว  เม็ดเหงื่อผุดขึ้นบนใบหน้าของเขา  เขาไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน  ตอนนี้เขาได้ถูกไป่ฉีเหยียบให้สงบอยู่ใต้ฝ่าเท้าเป็นที่เรียบร้อย


            ‘หึหึ เป็นไงล่ะไอ้เด็กน้อย  นี่แหละที่เขาเรียกว่าแรงบันดาลใจ  รัวชัตเตอร์จนนิ้วจะเป็นตะคริวขนาดนั้น  นับว่าปฏิกิริยาเป็นไปตามที่เราต้องการเลย  ทีนี้รู้แล้วสินะว่าแรงบันดาลใจคืออะไร’ ไป่ฉีคิด  โดยเขาไม่รู้เลยว่าได้นำพาคนเข้ามายุ่งยากในชีวิตเพิ่มขึ้นอีกคนหนึ่ง


            หลังถ่ายภาพเสร็จ  ไป่ฉีเดินไปเปลี่ยนชุดในห้องแต่งตัว  พอเขาเปิดประตูออกมาจากห้องแต่งตัวก็พบกับหวังจินที่หน้าแดงคล้ายคนเมา  จ้องมาที่เขา


            “คุณหวังจินมีอะไรรึเปล่าครับ” ไป่ฉีถาม


            “นายช่วยมาเป็นแบบให้ฉันได้ไหม” หวังจินกล่าว  เสียงของเขาแหบพร่า  ลมหายใจหอบถี่


            “ขอโทษด้วยนะครับ  ผมมีงานต้องไปต่ออีก  ไว้โอกาสหน้าแล้วกันครับ  นี่เป็นเบอร์โทรของผม” ไป่ฉียื่นนามบัตรของเขาให้หวังจิน  เพราะเขาไม่วางใจให้หวังจินคุยกับพี่ชิงชิงแน่


            “ขอบคุณครับ  ผมจะโทรไปแน่นอน  คุณทำให้ผมได้ตาสว่างจริง ๆ ว่าอะไรคือแรงบันดาลใจ” หวังจินดวงตาเปล่งประกาย


            “ไม่เป็นไรครับ  ผมไปก่อน” ไป่ฉีกล่าวลาและเดินไปหาเมิ่งชิงชิงอย่างรีบร้อน  เพราะกลัวจะไปงานต่อไปสาย


            หวังจินมองหลังของไป่ฉีไม่วางตา  เมื่อครู่ตอนอยู่ใกล้ไป่ฉี  เขาได้กลิ่นหอมเย็น  มันทำเขาใจเต้นแรง และคิดว่าตนเองน่าจะหลงรักไป่ฉีเข้าซะแล้ว  แต่เขาตัดสินจะว่าจะสร้างความสนิทสนมไปก่อน  เพราะมองยังไงไป่ฉีน่าจะไม่ใช่คนที่ชอบไม้ป่าเดียวกัน  ส่วนตัวหวังจินเองก็คิดว่าตัวเขาเองคงเป็นพวกที่ผู้หญิงหรือผู้ชายก็ได้ล่ะมั้ง


            ‘แต่ทำไมเราถึงรู้สึกใจเต้นกับไป่ฉีล่ะ  น้องชายแซ่ไป่ นี่อาจเป็นชะตาฟ้าลิขิตระหว่างเราก็ได้’ หวังจินคิด


            ความคิดของหวังจินนั้นไป่ฉีไม่ได้ล่วงรู้เลย  เพราะเขาไม่ได้สนใจในตัวหวังจิน  จึงไม่ได้อ่านความคิดหรือความทรงจำของหวังจิน  หากเขารู้ว่าหวังจินคิดอะไรกับเขา  รับรองว่าเขาต้องซ้อมหวังจินจนจำไม่ได้ว่าคิดอะไรไม่ดีกับเขาเอาไว้

    _________________________________

    +ฝากเพจนิยายด้วยครับ+


    คล้ายกับเรื่องจอมยุทธ์ซุปตาร์ ที่คุณอ่าน