“ขอต้อนรับสู่ช่วงสุดท้ายของรายการ นี่เป็นช่วงที่ทุกคนต่างรอคอย การแข่งขันที่ดุเดือด ฟาดฟันกัน ด้านหลังนี้คือจอ LED ขนาดใหญ่ มีคำถามอยู่ทั้งหมด 16 คำถาม จำนวนช่องจึงมีอยู่ 16 ช่อง เราจะเล่นจนกว่าจะมีใครมีคะแนนนำจนเราเห็นว่าต่อให้คนอื่นตอบถูกก็ไม่สามารถพลิกกลับมาตามได้ทัน จึงจะจบการแข่งขัน” จากนั้นพิธีกรก็แนะนำผู้เข้าแข่งขันอีกครั้ง พร้อมกับบอกชื่อผู้สนับสนุนที่มีป้ายติดไว้อยู่แต่ละแท่น
“กติกาเหมือนเดิม ในข้อแรกนั้นผมจะเป็นคนเลือกช่องให้ จากนั้นให้พวกคุณแย่งกันกดตอบ พยายามวางแผนกันให้ดีนะครับ ว่าจะเลือกตอบคำถามในช่องไหน เกมนี้คนที่ตอบได้มากที่สุดอาจจะไม่ใช่คนที่ชนะในท้ายที่สุดก็ได้ ทั้ง 3 คนพร้อมรึยังครับ” พิธีกรถาม
"พร้อม" ไป่ฉีกับผู้เข้าแข่งขันอีก 2 คนพูดพร้อมกัน
พิธีกรเลือกช่องที่ 7 ซึ่งอยู่ตรงกลางเยื้องไปทางขวาของผู้เข้าแข่งขัน แน่นอนว่าหลังจบคำถามไป่ฉีนั้นรีบกดตอบทันที ทำให้เขาได้ช่องที่ 7 นี้ไป
“ไป่ฉีเนื่องจากคุณตอบถูก คุณสามารถเลือกช่องต่อไปได้ แต่สิทธิ์ในการตอบต้องแย่งกดไฟเหมือนเดิมนะครับ” พิธีกรกล่าว
“ผมเลือกช่องที่ 1 ครับ” ไป่ฉีกล่าว
พิธีกรเริ่มอ่านคำถามข้อที่ 1 แต่คราวนี้อ่านไปได้แค่ครึ่งเดียว ไป่ฉีก็กดตอบโดยไม่ปล่อยให้อีก 2 คนได้มีโอกาสตอบ แผนที่ไป่ฉีวางไว้ก็คือการยึดขอบรอบนอกทั้งหมด แล้วเขาก็จะล้มทั้งกระดานได้ ดีกว่าต้องไปสู้ยื้อกันตรงกลาง
แต่ถ้าเป็นแบบนั้นรายการก็จะไม่สนุก ไป่ฉีนั้นสลับเลือกตรงกลางบ้าง และปล่อยให้คนอื่นได้ตอบ เมื่อมีคนเลือกคำถามตรงขอบ ไป่ฉีไม่รอช้าที่จะตอบก่อนที่พิธีกรจะอ่านคำถามจบเสียอีก
การแข่งขันดำเนินไปอย่างสนุกสนาน ดาราชายวัยกลางคนกับเหยียนชิงนั้นแย่งพื้นที่กันอยู่ตรงกลาง ส่วนไป่ฉีนั้นเก็บเฉพาะมุมขอบเท่านั้น ซึ่งตอนนี้เริ่มเห็นการเชื่อมพื้นที่ของไป่ฉีเป็นรูปเป็นร่าง ทำให้ทั้งเหยียนชิงและดาราชายวัยกลางคนเริ่มรู้ตัวแล้ว
“ไป่ฉี ร้ายนะนาย กะให้พวกเรา 2 คนห้ำหั่นกันตรงกลาง ส่วนตัวเองกินรวบทั้งกระดานงั้นเหรอ” เหยียนชิงกล่าว
“ไม่ยอมให้ทำได้หรอก” ดาราชายวัยกลางคนกล่าว
“ลองดูสิครับ ถ้าทำได้ล่ะก็นะ” ไป่ฉียกยิ้มขึ้นราวกับผู้มีชัย
หลังจากนั้นเหยียนชิงและดาราชายวัยกลางคนก็ได้รู้แล้วว่าเกมได้ถูกไป่ฉีคุมตั้งแต่ต้นจนจบ ทุกครั้งที่เป็นคำถามในช่องริมสุด ไม่ทันที่พิธีกรจะอ่านคำถามจบ ไป่ฉีก็ชิงตอบก่อนทุกครั้ง
“และผู้ชนะของเราวันนี้คือ ไป่ฉี ครับ ยินดีด้วย ถึงนี่จะเป็นช่วงสุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด ผู้ชนะจะได้รับเงินรางวัลมากน้อยขนาดไหนขึ้นอยู่กับแผ่นป้ายที่อยู่ด้านข้างนี้ทั้งหมด 20 แผ่น เราจะให้คุณเลือกมาแค่ 6 แผ่นเท่านั้น โดยด้านหลังป้ายรางวัลจะเป็นตัวเลข 0-9 ในส่วนเลขเก้าถึงเลข 6 นั้นมีเพียงแค่อย่างละ 1 แผ่นป้ายเท่านั้น ส่วน 0-5 มีมากน้อยลดหลั่นกันไป และเลข 0 จะมีจำนวนมากสุด”พิธีกรกล่าว
ไป่ฉีทำการเลือกแผ่นป้ายมา 6 แผ่นป้าย และจัดเรียงให้เลข 9 ไปอยู่ในหลักแสนที่เหลือก็แค่สลับไปมั่ว ๆ เท่านั้น ผู้ชมหลายคนต่างพูดคุยกันว่าไป่ฉีจะทำเงินรางวัลสูงสุดได้รึเปล่า (มีแค่ไป่ฉีที่เห็นว่าหลังป้ายเป็นเลขอะไร) เพราะรายการที่ไป่ฉีเคยไปออกนั้น เขาได้เงินรางวัลสูงสุดเท่าที่รายการเคยออกอากาศมาทุกครั้ง ครั้งนี้ทุกคนก็ลุ้นว่าดวงของไป่ฉีจะยังคงดีอยู่รึเปล่า
พิธีกรทำการเปิดแผ่นป้ายที่ไป่ฉีเลือกมาตั้งแต่หลักหน่วย หลักสิบ ตัวเลขมีแต่ตัวเลขน้อย ๆ ทั้งนั้น หลักหน่วยออกเป็นเลข 5 หลักสิบออกเป็นเลข 1 หลักร้อยออกเป็นเลข 4 หลักพันออกเป็นเลข 3 และหลักหมื่นนั้นออกเป็นเลข 2 นั่นทำให้พิธีกรชักสังหรณ์ไม่ดี เพราะหลักน้อย ๆ ก็มีแต่ตัวเลขน้อย ๆ เกาะกลุ่มกัน เขากลัวว่าหลักแสนจะออกตัวเลขสูงกว่า 6 ออกมา ถ้าเป็นแบบนั้นรายการจะต้องจ่ายเงินก้อนโตแน่
'คงไม่ซวยขนาดนั้นมั้ง' พิธีกรคิด
“เรามาเปิดป้ายหลักแสนกันดีกว่า ป้ายหลักแสนออกมาเป็น.....” พิธีกรพลิกเปิดแผ่นป้ายออกมา
พิธีกรอึ้ง PD รายการช็อก ผู้กำกับและทีมงานอ้าปากค้าง ผู้ชมตกอยู่ในความเงียบ ก่อนที่ผู้ชมจะโห่ร้องแสดงความดีใจให้กับไป่ฉี เสียงของผู้ชมทำให้พิธีกรได้สติ
“เป็นเลข 9 ครับ ไป่ฉีสร้างสถิติใหม่ให้กับรายการของเรา ด้วยการคว้าเงินรางวัลในช่วงท้ายของรายการไปด้วยจำนวนเงิน 923,415 หยวนครับ สำหรับวันนี้รายการของเราก็สิ้นสุดลงแต่เพียงเท่านี้แล้วพบกันใหม่ครั้งหน้าครับ” พิธีกรรีบแสดงความยินดีและกล่าวปิดรายการทันที แต่ขณะที่เขาเริ่มก้าวเท้าจะเดินไปหาไป่ฉี จอ LED ที่ใช้เล่นกันในรอบ 3 ก็ส่งเสียงแปลก ๆ
“รีบออกมา จอ LED กำลังร่วงลงมา” PD กับผู้กำกับรายการตะโกน พิธีกรตัวแข็งค้างทันที เขาหันไปมองข้างหลังก็เห็นจอ LED อยู่ตรงหน้าเขาแล้ว
โครม
เสียงกรีดร้องดังขึ้นอีกครั้ง ทำให้สตูดิโอวุ่นวายกันหมด ผู้กำกับรีบสั่งคัทแล้วให้ทีมงานรีบเข้าไปช่วยพิธีกรที่โดนจอ LED ขนาดใหญ่หล่นทับ แต่ยังไม่ทันที่ทีมงานจะเข้าถึงตัว แผงไฟทีอยู่ด้านบนก็ร่วงลงมาใส่จอ LED ที่ทับพิธีกรอยู่อีก ทำให้เกิดเสียงกรีดร้องขึ้นด้วยความตื่นตระหนกอีกครั้ง พร้อมกับทีมงานที่จะเข้าไปช่วยพิธีกรต่างวิ่งหนีตายกันออกมา
ทางทีมงานช่วยกันอพยพผู้ชมและดาราผู้เข้าแข่งขันออกจากสตูดิโอ เพราะเกรงว่าแรงสะเทือนเมื่อครู่อาจส่งผลต่อโครงสร้างของสตูดิโอได้ จากนั้นไม่นาน รถพยาบาลที่ถูกเรียกมาก็มาถึง พร้อมกับหน่วยกู้ภัย พวกเขาตัดกระแสไฟฟ้าก่อนจพช่วยกันนำตัวพิธีกรออกมาได้ และรีบนำเขาส่งโรงพยาบาลทันที
ใช้เวลาสักพักกว่าทุกอย่างจะสงบ PD ของรายการได้มอบเช็คเงินรางวัลและเช็คค่าจ้างให้กับไป่ฉี ซึ่งไป่ฉีก็ส่งให้เมิ่งชิงชิงเก็บเอาไว้อีกทีหนึ่ง
“PD สีหน้าคุณดูไม่ดีเลยนะครับ” ไป่ฉีกล่าวด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง
“เฮ้อ วันนี้มันวันอะไรกันน้า มีแต่เรื่องวุ่น ๆ ถ้าฉันอายุเยอะกว่านี้คงได้เป็นลมแน่ ฉากพังพินาศอลังการขนาดนี้ พิธีกรก็บาดเจ็บสาหัสอีก” PD รายการ นวดขมับตัวเอง
“เดี๋ยวผมต้องไปงานต่อ ฝากบอกเขาด้วยนะครับว่าขอให้หายเร็ว ๆ” ไป่ฉีกล่าว
'หึหึ คราวนี้บิดาออมมือให้ หากมีคราวหน้า บิดาผู้นี้จะส่งเจ้าไปพบท่านจงขุยที่ประตูยมโลกเลยทีเดียว' ไป่ฉีคิด
ไป่ฉีกับเมิ่งชิงชิงกล่าวลา PD แล้วไปขึ้นรถ เพื่อไปยังสตูดิโอของนิตยสารแฟชั่นที่รับงานเอาไว้ พอทั้ง 2 คนขึ้นมาก็นอนหลับกันทันที ไป่ฉีนั้นรีบนอนเพราะเขาใช้พลังจิตวิญญาณไปเยอะในการสั่งสอนพิธีกรรายการเมื่อครู่ จึงต้องนอนพักผ่อนเพื่อฟื้นฟูพลัง
ไป่ฉีรู้สึกตัวอีกครั้งตอนที่รถชะลอ เขารีบปลุกเมิ่งชิงชิงทันที พอเห็นว่าเธอเริ่มรู้สึกตัวเขาก็เอาผ้าเย็นมาแตะที่หน้า ทำให้เธอสะดุ้งตัวขึ้น จ้องไป่ฉีตาเขม็ง
“ผมไม่ได้แกล้งนะครับ แค่อยากให้พี่ตื่นเต็มตาก่อน ค่อยเข้าไปที่สตูดิโอของนิตยสารน่ะ” ไป่ฉีกล่าว พร้อมกับเอาผ้าเย็นยื่นให้
“อือ” เมิ่งชิงชิงรับผ้าเย็นมาเช็ดหน้าหน้าเล็กน้อย
เมื่อเธอพร้อมแล้ว เธอกับไป่ฉีก็ลงจากรถและเดินเข้าไปที่สตูดิโอของนิตยสารทันที ทีมงานที่รอไป่ฉีอยู่โบกไม้โบกมือเพื่อให้ทั้งคู่เห็นเธอและตามเธอไปยังสตูดิโอถ่ายภาพ
“สวัสดีครับทุกคน ผมซื้อขนมมาฝาก มาเอาไปทานได้นะครับ” ไป่ฉีกล่าว
“น้องไป่ฉีตามพี่มาทางนี้เลยค่ะ” ทีมงานรีบนำทางไป่ฉีไปยังห้องแต่งตัว หลังไป่ฉีวางขนมลงที่โต๊ะ
“เอ่อ...คุณเมิ่ง ที่เป็นผู้จัดการของคุณไป่ฉีใช่ไหมครับ” ชายอายุราว 30 กว่าคนหนึ่งเข้ามาทักทายเมิ่งชิงชิง
เมื่อเมิ่งชิงชิงหันไปมองก็พบว่าชายคนนี้จัดว่าหน้าตาดีทีเดียว เธอจำได้ว่าเขาเป็นช่างกล้องที่มีชื่อเสียงระดับหนึ่ง
“ใช่ค่ะ คุณหวังจิน” เมิ่งชิงชิงตอบ
“เอ๋ คุณรู้จักผมด้วยเหรอครับ” ชายวัย 32 หวังจินถาม
“ฉันเคยเห็นคุณในนิตยสารแฟชั่นน่ะค่ะ เป็นการสัมภาษณ์เรื่องมุมมองงานถ่ายภาพในวงการแฟชั่นภายในประเทศมังกรทอง” เมิ่งชิงชิงกล่าว
“ดีใจจริง ๆ ครับ ที่คุณจำผมได้ด้วย ที่จริงผมแค่พอมีชื่อเสียงน่ะครับ ไม่ถึงกับโด่งดังอะไร” หวังจินถ่อมตัว
“ว่าแต่มีธุระอะไรจะคุยกับฉันรึเปล่าคะ” เมิ่งชิงชิงถาม
“คุณเมิ่งสนใจมาเป็นแบบให้ผมถ่ายไหมครับ” หวังจินกล่าว
“ไม่ไหวหรอกค่ะ ฉันไม่มีความสามารถด้านนี้เลย” เมิ่งชิงชิงปฏิเสธ
“ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผมช่วยจัดท่าทางกับแสงให้ รับรองว่าภาพออกมาดีแน่นอน” หวังจินยังคงรบเร้า ตาเขาจ้องเมิ่งชิงชิงไม่วางตา
'สายตาที่จ้องน่ากลัวมาก ไป่ฉีรีบมาเร็ว ๆ เลย ฉันไม่ถนัดรับมือคนแบบนี้ วิชาป้องกันตัวสักนิดก็ไม่มี' เมิ่งชิงชิงคิด ขณะที่เธอปั้นหน้ายิ้มให้หวังจิน
“มีอะไรรึเปล่าครับ” เสียงไป่ฉีดังขึ้นข้างหลังเมิ่งชิงชิง ราวกับเสียงระฆังจากสวรรค์สำหรับเธอเลยทีเดียว
“คุณไป่ คือ ผมอยากชวนคุณเมิ่งมาเป็นแบบให้ผมน่ะครับ ผมเห็นเธอแล้วรู้สึกมีแรงบันดาลใจ” หวังจินกล่าว
“งั้นเหรอครับ งั้นผมจะทำให้คุณดูเองว่าการสร้างแรงบันดาลใจให้ช่างภาพก็เป็นหน้าที่ของนายแบบนางแบบเหมือนกัน” ไป่ฉีกล่าว
“ยังไงเหรอครับ” หวังจินสงสัย
“เดี๋ยวเอ็ง เอ๊ย คุณจะได้รู้ครับว่าแรงบันดาลใจเป็นยังไง เริ่มกันเลยดีไหมครับ ถ้าถ่ายภาพเสร็จเร็วผมจะได้มีเวลาพักสักหน่อย” ไป่ฉีกล่าว พร้อมกับเดินไปประจำที่ แสงไฟที่ส่องมาหาเขา ทำให้ผิวของไป่ฉีดูเปล่งประกายราวกับหยกล้ำค่าไร้ที่ติ จนหวังจินมองตาค้างแทบไม่อยากเชื่อสายตาเลยว่ามันเป็นผิวของคนจริง ๆ หรือเปล่า เพราะต่อให้ดูแลดียังไงก็ไม่น่าจะดูเปล่งประกายไร้ตำหนิขนาดนี้ ตั้งแต่เขาถ่ายภาพให้กับนายแบบนางแบบหลายคน ยังไม่เคยเจอใครที่ผิวดีขนาดนี้มาก่อน ตอนไป่ฉีมาถึงก็ใส่เสื้อแขนยาวเลยทำให้เขาไม่เห็นผิวของอีกฝ่ายชัดนัก
‘ธีมคือเสน่ห์ เสื้อผ้าเน้นใส่แล้วชวนให้อยากมองร่างกายที่อยู่ภายใต้เสื้อผ้า ดีล่ะ’ ไป่ฉีคิดได้ดังนั้นก็เริ่มโพสท่าทันที โดยไม่ลืมแสดงให้เห็นถึงความโดดเด่นของเสื้อผ้า ไป่ฉีนั้นเน้นท่าโพสให้เสื้อเปิดออกให้เห็นรูปร่างของเขาเล็กน้อยให้ชวนมองว่าภายใต้เสื้อที่เขาใส่นั้นจะเป็นอย่างไร แต่สายตาที่ไป่ฉีส่งไปที่กล้อง ทำให้ใจของหวังจินคันยุบยิบ คอของเขาแห้งผากขึ้นมา จนต้องกลืนน้ำลายหลายอึกทีเดียว
‘เฮ้ย นี่เราเป็นอะไรไป คนตรงหน้าเราเป็นผู้ชายนะโว๊ย ทำไมถึงได้ดูน่าหลงไหลขนาดนี้ อา ท่านั้นน่าจะเปิดให้เห็นกระดูกไหปลาร้าอีกสักหน่อย ต้นขาเขาดูดีมากจริง ๆ สายตาที่มองมาราวกับเชื้อเชิญนั่นมันอะไรกัน’ หวังจินตอนนี้มีหน้าแดงระเรื่อไปจนถึงใบหู ลมหายใจหอบถี่ หัวใจเต้นรัว เม็ดเหงื่อผุดขึ้นบนใบหน้าของเขา เขาไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน ตอนนี้เขาได้ถูกไป่ฉีเหยียบให้สงบอยู่ใต้ฝ่าเท้าเป็นที่เรียบร้อย
‘หึหึ เป็นไงล่ะไอ้เด็กน้อย นี่แหละที่เขาเรียกว่าแรงบันดาลใจ รัวชัตเตอร์จนนิ้วจะเป็นตะคริวขนาดนั้น นับว่าปฏิกิริยาเป็นไปตามที่เราต้องการเลย ทีนี้รู้แล้วสินะว่าแรงบันดาลใจคืออะไร’ ไป่ฉีคิด โดยเขาไม่รู้เลยว่าได้นำพาคนเข้ามายุ่งยากในชีวิตเพิ่มขึ้นอีกคนหนึ่ง
หลังถ่ายภาพเสร็จ ไป่ฉีเดินไปเปลี่ยนชุดในห้องแต่งตัว พอเขาเปิดประตูออกมาจากห้องแต่งตัวก็พบกับหวังจินที่หน้าแดงคล้ายคนเมา จ้องมาที่เขา
“คุณหวังจินมีอะไรรึเปล่าครับ” ไป่ฉีถาม
“นายช่วยมาเป็นแบบให้ฉันได้ไหม” หวังจินกล่าว เสียงของเขาแหบพร่า ลมหายใจหอบถี่
“ขอโทษด้วยนะครับ ผมมีงานต้องไปต่ออีก ไว้โอกาสหน้าแล้วกันครับ นี่เป็นเบอร์โทรของผม” ไป่ฉียื่นนามบัตรของเขาให้หวังจิน เพราะเขาไม่วางใจให้หวังจินคุยกับพี่ชิงชิงแน่
“ขอบคุณครับ ผมจะโทรไปแน่นอน คุณทำให้ผมได้ตาสว่างจริง ๆ ว่าอะไรคือแรงบันดาลใจ” หวังจินดวงตาเปล่งประกาย
“ไม่เป็นไรครับ ผมไปก่อน” ไป่ฉีกล่าวลาและเดินไปหาเมิ่งชิงชิงอย่างรีบร้อน เพราะกลัวจะไปงานต่อไปสาย
หวังจินมองหลังของไป่ฉีไม่วางตา เมื่อครู่ตอนอยู่ใกล้ไป่ฉี เขาได้กลิ่นหอมเย็น มันทำเขาใจเต้นแรง และคิดว่าตนเองน่าจะหลงรักไป่ฉีเข้าซะแล้ว แต่เขาตัดสินจะว่าจะสร้างความสนิทสนมไปก่อน เพราะมองยังไงไป่ฉีน่าจะไม่ใช่คนที่ชอบไม้ป่าเดียวกัน ส่วนตัวหวังจินเองก็คิดว่าตัวเขาเองคงเป็นพวกที่ผู้หญิงหรือผู้ชายก็ได้ล่ะมั้ง
‘แต่ทำไมเราถึงรู้สึกใจเต้นกับไป่ฉีล่ะ น้องชายแซ่ไป่ นี่อาจเป็นชะตาฟ้าลิขิตระหว่างเราก็ได้’ หวังจินคิด
ความคิดของหวังจินนั้นไป่ฉีไม่ได้ล่วงรู้เลย เพราะเขาไม่ได้สนใจในตัวหวังจิน จึงไม่ได้อ่านความคิดหรือความทรงจำของหวังจิน หากเขารู้ว่าหวังจินคิดอะไรกับเขา รับรองว่าเขาต้องซ้อมหวังจินจนจำไม่ได้ว่าคิดอะไรไม่ดีกับเขาเอาไว้
_________________________________
+ฝากเพจนิยายด้วยครับ+
