“ซานหลาง! เจ้ายัดสิ่งใดใส่หัวของบุตร” หวังซื่อเรียกชื่อรองของสามีที่คนในสกุลฮั่วเรียกกัน คำพูดของบุตรสาวเมื่อสักครู่ราวกับเหล็กร้อนแทงเข้ามากลางใจของนาง
ฮั่วหนานอันสะดุ้งกับน้ำเสียงอันเยือกเย็น สายตาของภรรยาน่ากลัวจนต้องรีบหลบโดยการหันมองไปทางอื่น
“พวกเจ้าอย่าไปฟังคำสอนเหลวไหล ตนเองกระทำความผิดแล้วโยนความผิดให้กับผู้อื่น หาใช่สิ่งที่ผู้มีปัญญาพึงกระทำกัน”
หวังซื่อสั่งสอนบุตรสาวทั้งสองด้วยน้ำเสียงค่อนข้างจริงจัง เพื่อมิให้พวกนางเติบใหญ่ขึ้นมาแล้วกลายเป็นพวกเห็นผิดเป็นชอบ
ระหว่างที่ภรรยาสอนบุตรสาว ฮั่วหนานอันก็นั่งเงียบมาตลอดทาง เอาเถิด ให้นางสั่งสอนไปก่อน ช่วงที่นางเผลอเขาจะแอบสั่งสอนบุตรสาวทั้งสองให้อยู่ในโลกความเป็นจริง การเป็นคนดีและซื่อตรงจนเกินไปจะถูกผู้อื่นเอารัดเอาเปรียบได้ง่าย
มนุษย์ทั่วใต้หล้าล้วนเต็มไปด้วยกิเลสตัณหา ผู้อ่อนแอมักถูกผู้ที่แข็งแกร่งกว่ากำจัด ภรรยาของตนถูกบิดามารดา ไทเฮา และบรรดาพี่ชายประคบประหงม เลี้ยงดูราวกับไข่มุกในฝ่ามือ
เส้นทางที่นางเดินโรยไปด้วยกลีบมวลผกา เพียงแค่ผู้ใดคิดร้ายกับนาง ล้วนถูกผู้ที่รักนางกำจัดออกไปให้พ้นทาง การมีคนอื่นคอยปกป้องมันดีเสมอ แต่หากวันใดวันหนึ่งคนที่ปกป้องจากไป คนที่เคยประจบประแจงจะเปลี่ยนไปคล้ายหน้ามือกับหลังมือ จะมาเสียใจทีหลังก็สายไปเสียแล้ว
หากหวังซื่อรู้ว่าสามีคิดสิ่งใดในใจ นางคงต้องกางเล็บข่วนใบหน้าของเขาเพื่อระบายอารมณ์ เกิดมาในสกุลที่เต็มไปด้วยเกียรติและศักดิ์ศรี เหตุใดเขาถึงได้ผิดแปลกไปจากพี่น้องคนอื่นมากนัก
วัวเทียมเกวียนเดินทางมาจนถึงตัวอำเภอ ความวุ่นวายบนถนนสร้างความสงสัยให้กับคนบ้านฮั่วว่าเกิดอันใดขึ้น
“ท่านป้า ข้างหน้ามีงานอะไรกัน” ฮั่วหนานอันยื่นมือไปสะกิดบ่าของหญิงชรานางหนึ่ง
“พ่อหนุ่ม เป็นบุรุษมาแตะเนื้อต้องตัวสตรี ระวังข้าจะให้เจ้ารับผิดชอบ”
หญิงชราขยิบตาให้กับบุรุษรูปงาม แต่พอหันไปเห็นสตรีรูปโฉมงดงามและเด็กน้อยสองคนที่น่ารักน่าเอ็นดูยืนอยู่ด้านหลัง หญิงชราก็หยุดล้อเล่น
“วันนี้มีนายอำเภอคนใหม่ที่ฝ่าบาทแต่งตั้ง เดินทางมารับตำแหน่งที่อำเภอจางหลิน ผู้คนจึงออกมาต้อนรับและดูว่านายอำเภอมีหน้าตาอย่างไร”
โบกผ้าเช็ดหน้าในมือไปมา บอกลาครอบครัวหน้าตางดงาม แล้วรีบเดินเบียดเสียดเข้าไปในฝูงชน
“นายอำเภอคนใหม่หรือ”
ราชสำนักรีบแต่งตั้งนายอำเภอคนใหม่เร็วเสียจริง ฮั่วหนานอันหาได้สนใจว่าผู้ใดจะเป็นนายอำเภอ เขาพาภรรยาและบุตรเดินไปยังโรงรับจำนำ
ฮั่วหมิงจูหันหน้าไปมองรถม้าของนายอำเภอคนใหม่ หากจำไม่ผิด นายอำเภอผู้นี้ก็คือขุนนางที่รับใช้สกุลหลี่ แม้ว่าจะไม่มีความเกี่ยวข้องกับสกุลหลี่ทางสายเลือด แต่พวกเขาคือหมากที่สกุลหลี่วางเอาไว้ในเมืองท่าเรืออย่างจางหลิน
หลังจากเดินทางมาเกือบสองชั่วยาม ฮั่วหนานอันหาโรงเตี๊ยมให้กับภรรยาและบุตรสาวพักผ่อน ส่วนเขาเดินทางไปยังโรงรับจำนำ
เถ้าแก่โรงรับจำนำจ้องหยกแขวนในมืออยู่นาน ก่อนจะเงยหน้ามองผู้ที่นำมันมาขายให้กับโรงรับจำนำ
“นายท่านจะขายจริงหรือ”
“ข้าจำเป็นต้องใช้เงิน จึงตัดใจขายของรักของหวงที่เป็นตัวแทนของบิดา หวังว่าเถ้าแก่จะให้ราคายุติธรรมกับข้า”
ฮั่วหนานอันก้มหน้ามองพื้น ยกมือขึ้นปาดน้ำตาที่ไม่ไหลออกมาสักหยด หลังจากเก็บได้เขาสำรวจจนแน่ชัดแล้วว่าไม่มีตัวอักษรบ่งบอกความเป็นเจ้าของสลักอยู่ในหยกแขวน มีเพียงตัวอักษรมงคลสลักอยู่เท่านั้น
อยู่ในมือผู้ใดหยกแขวนชิ้นนี้ก็เป็นของคนผู้นั้น ฮั่วหนานอันโกหกได้อย่างลื่นปาก ในบรรดาพี่น้องสี่คน ความเจ้าเล่ห์ปลิ้นปล้อนมากองอยู่ในบุตรชายคนที่สามของเหลียงอ๋องเพียงคนเดียว
เถ้าแก่โรงรับจำนำเข้าใจว่าบิดาของคนตรงหน้าคงลาลับจากภพนี้ไปแล้ว และหยกแขวนชิ้นนี้คือของที่เป็นตัวแทนไว้ดูต่างหน้า หากไม่เดือดร้อนจริงๆ คงไม่มีผู้ใดนำหยกเนื้อดีออกมาขาย
“ข้ารับซื้อสองร้อยตำลึง”
ราคาที่เถ้าแก่เสนอราวกับฟ้าผ่าลงมากลางใจของฮั่วหนานอัน
“เถ้าแก่เห็นข้าน่าสมเพชปานนี้เชียวหรือ หยกแขวนชิ้นนี้แม้มันจะชิ้นเล็ก กลับเป็นหยกมันแพะชั้นดี ท่านดูลวดลายที่แกะสลัก ผู้ที่จะแกะสลักลวดลายงดงามต้องใช้ความประณีตเพียงใด หากมิใช่ปรมาจารย์ที่อยู่ในแวดวงหยกมีหรือจะสร้างสรรค์ผลงานออกมาได้งดงามขนาดนี้”
ฮั่วหนานอันดึงหยกคืนจากมือของเถ้าแก่ “ท่านพอจะแนะนำโรงรับจำนำที่อื่นในอำเภอจางหลินให้กับข้าได้หรือไม่”
เถ้าแก่หนวดกระตุก มาถามหาโรงรับจำนำอื่นกับตน ช่างกล้าหาญและหน้าด้านยิ่งกว่ากีบเท้าหมู
“ในอำเภอจางหลินมีโรงรับจำนำสองแห่ง ที่นั่นกดราคายิ่งกว่าข้าเสียอีก คุณชายต้องการไปขายที่นั่นข้าก็มิขัด แต่ถ้าคุณชายหวนกลับมาหาข้าอีกรอบ จากสองร้อยตำลึงจะเหลือเพียงหนึ่งร้อยห้าสิบตำลึงเท่านั้น”
ฮั่วหนานอันยักไหล่ เบ้ริมฝีปากออกมาเพราะไม่สนใจคำขู่ “ถ้าในอำเภอจางหลินให้ตามที่ข้าต้องการไม่ได้ เดินทางไปขายเมืองที่ใหญ่กว่าคงไม่เหลือบ่ากว่าแรง”
เถ้าแก่โรงรับจำนำมองตามหลังฮั่วหนานอัน พอเห็นว่าลูกค้าตัดสินใจไปยังโรงรับจำนำอีกแห่ง ก็รีบบอกให้พนักงานวิ่งไปตามกลับมา
“นายท่านหยุดก่อนขอรับ!” คนงานของโรงรับจำนำวิ่งมาขวางหน้าฮั่วหนานอัน
“มีอันใด”
“เถ้าแก่เชิญนายท่านกลับไปเจรจากันอีกครั้ง”
“เถ้าแก่เจ้าให้ราคาตามที่ข้าต้องการไม่ได้ ข้าต้องการไปโรงรับจำนำอีกแห่ง”
“เรื่องราคา นายท่านกับเถ้าแก่สามารถเจรจาต่อรองกันได้ เชิญนายท่านกลับไปยังโรงรับจำนำของพวกเราขอรับ”
ฮั่วหนานอันปรายสายตามองคนงานร่างกำยำที่มาเชิญตนกลับไป
“เอาล่ะ ถ้าครั้งนี้ตกลงราคากันไม่ได้ ข้าคงต้องไปโรงรับจำนำที่อื่น”
เดินกลับไปหาเถ้าแก่คนเดิม เจรจาอยู่สักพัก ฮั่วหนานอันก็เดินตัวปลิวออกมาจากโรงรับจำนำ มุ่งหน้าเดินกลับไปยังโรงเตี๊ยมที่ภรรยาและบุตรสาวพักอยู่
ระหว่างเดินทางกลับโรงเตี๊ยม ต้องผ่านภัตตาคารฟู่หยวน เสี่ยวเอ้อของภัตตาคารจำนวนหนึ่ง ยืนเรียงรายอยู่ด้านหน้าเหมือนกำลังรอต้อนรับใครสักคน คนที่ออกคำสั่งกับพวกเขาคงมิแคล้วเป็นหลงจู๊ของภัตตาคาร
ภัตตาคารฟู่หยวน ชื่อนี้คุ้นหูฮั่วหนานอันอย่างแน่นอน เนื่องจากในเมืองหลวงก็มีภัตตาคารฟู่หยวนตั้งอยู่ ยืนแอบฟังคนของภัตตาคารสนทนากันอยู่สักพัก
“เจ้าบอกว่าคุณชายสามจะมาเยือนภัตตาคารฟู่หยวน สาขาจางหลิน?”
หลงจู๊หรี่สายตามองผู้ที่เดินเข้ามาถามตน เกี่ยวกับเรื่องคุณชายสาม ความระแวดระวังเริ่มทำงาน ไม่รู้ว่าบุรุษผู้นี้หวังดีหรือประสงค์ร้าย
“มิทราบว่าคุณชายท่านนี้ถามหาคุณชายสามเพราะเหตุใดขอรับ”
“ข้ารู้จักคุณชายสามสกุลเฉิน ไม่คิดว่าเขาจะเดินทางจากเมืองหลวงมายังอำเภอจางหลิน”
สกุลเฉินคือสกุลคหบดีอันมั่งคั่งแห่งเมืองหลวง คุณชายสามสกุลเฉินคือหนึ่งในสหายของตน ฮั่วหนานยกนิ้วขึ้นลูบริมฝีปาก
“คุณชายสามของเจ้าจะมาเมื่อไหร่”
หลงจู๊เห็นว่าคุณชายท่านนี้รู้จักกับคุณชายของพวกตน ก็มีท่าทีนอบน้อมยิ่งกว่าเดิม
“ใกล้ถึงแล้วขอรับ อีกไม่เกินสองเค่อเรือคงเทียบท่า”
“ขอบคุณเจ้ามาก”
ฮั่วหนานอันตบบ่าของหลงจู๊ภัตตาคารฟู่หยวน เดินผิวปากกลับไปยังโรงเตี๊ยม สวรรค์ช่างไม่ทอดทิ้งคนดีอย่างเขาเสียจริง ขนาดอยู่ในชนบทห่างไกลจากเมืองหลวงนับพันลี้ ยังส่งคนรู้จักให้มาพบเจอหน้า