หลังจากฟันแขนขวาของเกาอี้เฉินขาดกระเด็นไปหนึ่งข้าง เสียงคำรามด้วยความคลั่งแค้นก็ดังขึ้นจากด้านหลังทันที!
"ตายยยย!"
เจี้ยนผิง ชายรูปร่างอ้วนที่เห็นเกาอี้เฉินถูกตัดแขนต่อหน้าต่อตา เกิดความหวาดกลัวขีดสุดขึ้นในใจ แต่เขารู้ดี... หากไม่ลงมือตอนนี้ คนต่อไปที่จะต้องกลายเป็นศพย่อมเป็นตัวเขาเอง!
เขากัดฟันแน่น รวบรวมพลังวิญญาณทั้งหมดเข้าสู่โล่เหล็กในมือ ก่อนฟาดเข้าใส่หลี่ซวนอย่างสุดกำลัง!
หลี่ซวนเพียงเหลือบมองจากหางตา เขาโยนกระบี่ในมือขึ้นไปกลางอากาศ พร้อมกันนั้นก็โคจรพลังวิญญาณเข้าสู่แขนทั้งสองข้าง มือซ้ายยื่นออกไปปัดโล่ให้เบี่ยงออกด้านข้าง พลางเอนตัวหลบอย่างนุ่มนวล
ท่วงท่านั้น... เป็นวิธีเดียวกับที่เขาเคยใช้หลบหมัดของวานรเขี้ยวแดง เพียงแต่การโจมตีของเจี้ยนผิงทั้งช้าและอ่อนแอกว่าอสูรตัวนั้นมากนัก
ฟึ่บ!
เมื่อโล่พลาดเป้า เจี้ยนผิงก็เสียการทรงตัวทันที ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก
ตอนที่ 28 : สังหารครั้งแรก
หลังจากฟันแขนขวาของเกาอี้เฉินขาดกระเด็นไปหนึ่งข้าง เสียงคำรามด้วยความคลั่งแค้นก็ดังขึ้นจากด้านหลังทันที!
"ตายยยย!"
เจี้ยนผิง ชายรูปร่างอ้วนที่เห็นเกาอี้เฉินถูกตัดแขนต่อหน้าต่อตา เกิดความหวาดกลัวขีดสุดขึ้นในใจ แต่เขารู้ดี... หากไม่ลงมือตอนนี้ คนต่อไปที่จะต้องกลายเป็นศพย่อมเป็นตัวเขาเอง!
เขากัดฟันแน่น รวบรวมพลังวิญญาณทั้งหมดเข้าสู่โล่เหล็กในมือ ก่อนฟาดเข้าใส่หลี่ซวนอย่างสุดกำลัง!
หลี่ซวนเพียงเหลือบมองจากหางตา เขาโยนกระบี่ในมือขึ้นไปกลางอากาศ พร้อมกันนั้นก็โคจรพลังวิญญาณเข้าสู่แขนทั้งสองข้าง มือซ้ายยื่นออกไปปัดโล่ให้เบี่ยงออกด้านข้าง พลางเอนตัวหลบอย่างนุ่มนวล
ท่วงท่านั้น... เป็นวิธีเดียวกับที่เขาเคยใช้หลบหมัดของวานรเขี้ยวแดง เพียงแต่การโจมตีของเจี้ยนผิงทั้งช้าและอ่อนแอกว่าอสูรตัวนั้นมากนัก
ฟึ่บ!
เมื่อโล่พลาดเป้า เจี้ยนผิงก็เสียการทรงตัวทันที ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก
"เจ้า!... สหาย ช้าก่อน—"
ทว่ายังไม่ทันจะกล่าวจบ หลี่ซวนที่เพิ่งปัดโล่ออกไปก็หยุดร่างของตนได้อย่างมั่นคง เขากระทืบเท้าลงบนพื้นอย่างรุนแรง
ตูม!
แรงส่งจากพื้นดินส่งให้หมัดขวาของเขาพุ่งเสยเข้าใต้ปลายคางของเจี้ยนผิงเต็มแรง!
ปัง!!
ศีรษะของเจี้ยนผิงสะบัดหงายขึ้นทันที ทว่าก่อนที่ร่างจะล้มลง หลี่ซวนก็กลับมาตั้งหลักยืนอย่างมั่นคง บิดเอวเหวี่ยงหมัดซ้ายเข้าใส่ขมับของอีกฝ่ายอย่างไม่ลังเล!
ปั้ง!!
เสียงกระดูกแตกร้าวดังขึ้นอย่างชัดเจน ร่างของเจี้ยนผิงร่วงลงกองกับพื้นในทันทีโดยไม่มีแม้แต่เสียงร้อง เลือดสดค่อย ๆ ไหลออกจากทวารทั้งเจ็ด ร่างกายกระตุกอยู่เพียงครู่เดียวก่อนจะแน่นิ่งไป
ในเวลาเดียวกัน กระบี่ที่หลี่ซวนโยนขึ้นไปก่อนหน้านี้ก็ร่วงหล่นลงมาจากกลางอากาศ
ฉึก!
คมกระบี่ปักทะลุขาของเจี้ยนผิง ตรึงร่างไร้วิญญาณของเขาไว้กับพื้นดิน!
ภาพทั้งหมดเกิดขึ้นในเวลาเพียงไม่กี่ลมหายใจ รวดเร็วจนแทบไม่มีผู้ใดตั้งตัวทัน...
...
เกาอี้เฉินที่เพิ่งเสียแขนไปถึงกับตัวสั่นงันงก เขามองร่างไร้วิญญาณของเจี้ยนผิง ก่อนจะหันไปมองเทียนหมิงที่นอนหมดสติอยู่ไกลออกไปโดยไม่รู้เป็นหรือตาย สหายทั้งสองของเขา... หมดสภาพลงในเวลาเพียงไม่กี่ลมหายใจเท่านั้น!
หัวใจของเขาพลันถูกกัดกินด้วยความหวาดกลัวอย่างถึงที่สุด
'ลมปราณแรกเริ่มขั้นปลาย... ต้องเป็นเช่นนั้นแน่! ไม่มีทาง... ไม่มีทางที่ผู้บำเพ็ญระดับลมปราณแรกเริ่มขั้นกลางสูงสุดจะทำได้ถึงเพียงนี้!'
เกาอี้เฉินกัดฟันแน่น แม้เลือดจากบาดแผลที่หัวไหล่จะไหลทะลักไม่หยุด แต่เขากลับไม่คิดจะต่อสู้อีกต่อไปแล้ว ภายในใจของเขาในยามนี้เหลือเพียงความคิดเดียว... หนี!
ขอเพียงหนีรอดไปได้... เขาจะไม่มีวันกลับมาเผชิญหน้ากับปีศาจตนนี้อีกตลอดชีวิต!
เมื่อเห็นเกาอี้เฉินหันหลังเตรียมหลบหนี หลี่ซวนก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
"สายไปแล้ว..."
แม้นี่จะเป็นครั้งแรกที่เขาต้องสังหารมนุษย์ ทว่าภายในใจกลับไม่ได้มีความลังเลเลยแม้แต่น้อย เพราะเขารู้ดี... หากวันนี้เขาไม่สังหารอีกฝ่าย ผู้ที่ต้องตายในวันหน้าอาจเป็นตัวเขาเอง
ตั้งแต่วินาทีที่คนทั้งสามเลือกลงมือหมายเอาชีวิตเขา พวกมันก็ไม่ต่างอันใดจากสัตว์อสูรที่เขาเคยสังหารมาตลอดหนึ่งปี ความเมตตาที่มอบให้ศัตรู มีแต่จะย้อนกลับมาคร่าชีวิตตนเองในภายหลัง
หลี่ซวนก้าวไปยังร่างของเจี้ยนผิง จับด้ามกระบี่ไว้แน่นก่อนจะดึงมันออกจากร่างอย่างช้า ๆ เลือดสีแดงสดไหลอาบตามคมกระบี่ เขาสะบัดเบา ๆ ให้หยดเลือดกระเด็นตกลงบนพื้น จากนั้นก็โคจรพลังวิญญาณทั้งหมดที่ยังเหลืออยู่เข้าสู่ตัวกระบี่
ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา แม้เขาจะไม่เคยฝึกวิชากระบี่ แต่เขาเคยทดลองอัดพลังวิญญาณเข้าไปในกิ่งไม้ ก้อนหิน และอาวุธหลายครั้ง ในช่วงแรก เขาพยายามควบคุมให้สิ่งของเหล่านั้นลอยขึ้นจากพื้น แม้จะทำได้เพียงชั่วครู่ทั้งยังสิ้นเปลืองพลังวิญญาณเป็นอย่างมาก แต่หลังจากทดลองซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาก็ค้นพบว่า หากเพียงควบคุมให้มันพุ่งตรงไปยังเป้าหมาย กลับทำได้ง่ายกว่าการบังคับให้ลอยอยู่กลางอากาศหลายเท่าตัว แม้จะยังคงใช้พลังวิญญาณจำนวนมาก แต่ก็เพียงพอสำหรับใช้เป็นกระบวนท่าสังหารสุดท้าย!
หลี่ซวนสูดหายใจเข้าลึก ดวงตาสีครามเข้มจับจ้องไปยังแผ่นหลังของเกาอี้เฉิน ก่อนจะสะบัดแขนออกสุดแรง!
ฟึ่บ!
กระบี่ในมือพุ่งออกไปดุจสายฟ้า ฉีกแหวกอากาศตรงเข้าหาเกาอี้เฉิน!
เกาอี้เฉินสัมผัสได้ถึงอันตรายอันใหญ่หลวงจากด้านหลัง เมื่อหันกลับมาเห็นกระบี่ที่พุ่งมาด้วยความเร็วเหนือจินตนาการ ใบหน้าของเขาก็ซีดเผือดลงทันที
"วิ... วิชาควบคุมอาวุธวิญญาณ! เจ้าอยู่ระดับลมปราณแรกเริ่มขั้นปลาย! ไม่... เจ้าฆ่าข้าไม่ได้! ไม่เช่นนั้นอาจารย์ของข้าจะต้องตามล่าเจ้าจนสุดหล้าฟ้าเขียวแน่—"
ฉึก!
ยังไม่ทันสิ้นเสียงกระโหมกระหน่ำ คมกระบี่ก็พุ่งทะลุขั้วหัวใจของเกาอี้เฉินอย่างแม่นยำ!
แรงมหาศาลซัดร่างของเขาให้ถอยหลังไปหลายก้าว ก่อนจะทรุดลงคุกเข่า เลือดสดทะลักออกจากมุมปาก ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัว ความไม่ยินยอม และยากจะเชื่อ...
ไม่นานนัก ร่างทั้งร่างก็ล้มลงตึงกับพื้นไร้ซึ่งเรี่ยวแรง ผู้นำของกลุ่มทั้งสาม... สิ้นลมหายใจลงในที่สุด
...
หลี่ซวนยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางผืนป่าอันเงียบสงบ สายลมพัดผ่านเบา ๆ หอบเอาไอวิญญาณรอบข้างผสมกลิ่นคาวเลือดลอยคลุ้งอยู่ในอากาศ
นี่เป็นครั้งแรก... ที่เขาสังหารมนุษย์ด้วยมือตนเอง ทว่าภายในใจกลับไม่ได้รู้สึกยินดีหรือเสียใจ มีเพียงความสงบนิ่งผุดขึ้นมา
เขาค่อย ๆ เดินไปดึงกระบี่กลับคืนมา ก่อนจะกวาดสายตามองร่องรอยการต่อสู้ที่เกิดขึ้นรอบด้าน
"ลมปราณแรกเริ่มขั้นปลายงั้นหรือ..." เขาพึมพำเบา ๆ "เหตุใดพวกมันจึงคิดว่าข้าอยู่ขั้นนั้น"
ทั้งที่ตัวเขารู้ดีที่สุดว่าตนเองยังอยู่เพียงระดับลมปราณแรกเริ่มขั้นกลางสูงสุดเท่านั้น หรือว่า... พลังการต่อสู้ของเขาจะสามารถเทียบเท่าผู้บำเพ็ญระดับลมปราณแรกเริ่มขั้นปลายได้แล้ว?
แล้วยังมี... วิชาควบคุมอาวุธวิญญาณ?
เขาเพียงทดลองใช้พลังวิญญาณซัดบังคับกระบี่ออกไปเท่านั้น เหตุใดเกาอี้เฉินจึงตกใจถึงเพียงนั้น หรือว่าวิธีที่เขาใช้นี้... จะเป็นวิชาของผู้บำเพ็ญที่แท้จริง?
หลี่ซวนส่ายหน้าเบา ๆ "ช่างเถอะ เรื่องพวกนี้ ค่อยหาคำตอบภายหลังก็ยังไม่สาย"
แม้การต่อสู้เมื่อครู่จะใช้พลังวิญญาณไปมาก แต่เขากลับรู้สึกว่า หากเทียบกับวานรเขี้ยวแดงแล้ว ผู้บำเพ็ญทั้งสามคนนี้ยังอ่อนแอกว่ามากนัก สิ่งเดียวที่ทำให้เขาเกือบเสียเปรียบ คือกลอุบาย อาวุธ และค่ายกลแปลกประหลาดที่เขาไม่เคยพบมาก่อน
หลี่ซวนกำหมัดแน่น ก่อนกล่าวกับตนเองเบา ๆ
"อันตรายเสียจริง... ดูเหมือนข้าจะต้องหาประสบการณ์การต่อสู้กับผู้บำเพ็ญให้มากกว่านี้ ไม่เช่นนั้น... วันหนึ่งผู้ที่ต้องตาย อาจกลายเป็นข้าเอง"
หลี่ซวนหยุดคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะหันสายตาไปยังเทียนหมิงที่ยังคงสลบไสลอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่
"ส่วนเรื่องอาจารย์ที่เจ้านั่นพูดถึง... คงต้องเค้นถามจากคนผู้นั้นเสียแล้ว"
กล่าวจบ เขาก็หันหลัง เดินตรงไปยังจุดที่ชายรูปร่างผอมอย่างเทียนหมิงกระเด็นไปก่อนหน้านี้ เขามั่นใจว่าตอนที่เตะอีกฝ่ายไปนั้น ได้ออมแรงไว้พอสมควร ดังนั้นเทียนหมิงไม่น่าจะเสียชีวิต
ไม่นานนัก เขาก็มาถึงโคนต้นไม้ใหญ่ เทียนหมิงยังคงนอนสลบอยู่ ลมหายใจยังคงแผ่วเบา แสดงว่าอีกฝ่ายยังมีชีวิตอยู่จริง ๆ
หลี่ซวนก้มมองชายหนุ่มเบื้องหน้า สายตาแฝงความครุ่นคิด ราวกับกำลังตัดสินใจว่า... จะจัดการกับคนผู้นี้อย่างไรต่อไป