เด็กใหม่ ตอน การล้างแค้นของนักมายากล

    ตอนที่ 43 ไวน์แดงและไพ่แคง (1/2)

    ณ คฤหาสน์จุฬาลักษณ์

     

            เมื่อมองด้านนอกผ่านกระจกหน้าต่างบานสูงเข้าไปจะเห็นเพียงผ้าม่านสีขาวบางที่พลิ้วไหวเบาๆบดบังภายในเอาไว้ท่ามกลางความเงียบงันของคฤหาสน์หลังโตนี้

             

            ภายในห้องรับแขกหรูที่เปิดเครื่องปรับอากาศจนเย็นเฉียบแต่ยังมีแสงไฟสีเหลืองนวลจากโคมไฟคริสตัลระย้ายังคงทำหน้าที่สาดทอความอบอุ่นเคลือบผิวเฟอร์นิเจอร์เอาไว้และบนโซฟาทั้งสองฝั่ง ร่างของเด็กหนุ่มริวและประธานสภานักเรียนธันวากำลังนั่งดวลไพ่แคงกันอย่างเมามัน

             

            ทว่าผลลัพธ์กลับไม่ได้เป็นไปตามที่ประธานหนุ่มคาดการณ์ไว้เลยแม้แต่น้อยไม่ว่าจะเป็นตาที่เขาจะเป็นฝ่ายชิงแคงก่อน หรือเลือกที่จะให้อีกฝ่ายเป็นคนแคง เขาก็เป็นคนแพ้เสมอและเป็นการแพ้ติดต่อกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า ส่งผลให้ธันวาต้องยกแก้วจิบไวน์แดงรสหวานละมุนไปคนเดียวจนเหลือก้นขวด

             

            ประกอบกับคุกกี้เนยสดที่เขากินตามลงไปความหวานและน้ำตาลปริมาณมากจากขนมได้เข้าไปเร่งการดูดซึมในร่างกาย ทำให้ฤทธิ์แอลกอฮอล์แล่นพล่านส่งผลให้เขาเกิดอาการเมามายเร็วกว่าปกติเป็นเท่าตัวทรงเข้มของคุณชายสภานักเรียนค่อยๆพังทลายลง

             

            “ดะ... เดี๋ยวก่อน...”

             

            ธันวาพึมพำเสียงเริ่มอ้อแอ้ ใบหน้าคมคายส่ายไปมาก่อนจะวางไพ่เน่าๆทั้งสามใบในมือลงบนโต๊ะอย่างจำนน มือหนาๆข้างหนึ่งยกขึ้นนวดหน้าผากของตัวเองเบาๆเพื่อขับไล่ความมึน

             

            สายตามุมกว้างของริวที่นั่งถือไพ่อยู่ฝั่งตรงข้ามสังเกตเห็นว่าใบหน้าคมๆของรุ่นพี่เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงอ่อนที่ลามไปจนถึงใบหู เขาจึงแสร้งถามทำทีว่าเป็นห่วง

             

            “เป็นอะไรหรือเปล่าครับ...”

             

            “พี่ว่า... มันมีอะไรแปลกๆแล้วล่ะ” ธันวาตอบเสียงเบา

             

            “ผมว่าพี่เมาแล้วนะอาจจะเป็นเพราะน้ำตาลจากคุกกี้ที่กิน... ทำให้เมาเร็วขึ้นก็ได้นะครับ” ริวพูดพลางใช้ปลายนิ้วหยิบคุกกี้เนยสดขึ้นมากัดคำเล็กๆแล้วเคี้ยวตุ้ยๆอย่างสบายอารมณ์

             

            ธันวาก็พยายามปรือตาขึ้นเพื่อหันไปมองรุ่นน้องที่ทำลอยหน้าลอยตาอยู่โซฝาฝั่งตรงข้าม

             

            “เรื่องคุกกี้มันก็น่าจะใช่...แต่ที่แปลกกว่าคือไพ่นี่แหละ ทำไมพี่ถึงได้แพ้อยู่แบบนี้ฝ่ายเดียวล่ะ!”

             

            เมื่อโดนจับได้ ใบหน้าใต้กรอบผมปัดข้างก็ปรากฏรอยยิ้มบางๆออกมาเป็นรอยยิ้มละมุนที่ดูซื่อๆแท้ที่จริงแล้วมันเป็นรอยยิ้มของเสือซ่อนเล็บที่ใช้บดบังความคิดและกลโกงไพ่เมื่อครู่ไว้จนมิด

             

            ริวจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาสีน้ำตาลอ่อนๆของรุ่นพี่ที่นั่งหน้าแดงก่ำอยู่ฝั่งตรงข้ามพร้อมกับจงใจเผยรอยยิ้มบางๆที่แฝงไปด้วยความเจ้าเล่ห์นั้นออกมา แล้วตอบสั้นๆ

             

            “กว่าจะรู้ตัวก็สายไปแล้วนะครับ”

             

            ประโยคนั้น ทำให้ทุกอย่างกระจ่างขึ้นในทันทีธันวาที่ได้ยินถึงกับอึ้งไปครู่ใหญ่ก่อนจะหลุดหัวเราะเบาๆออกมา แม้จะเห็นว่าดูจากการสับไพ่ก่อนที่เกมจะเริ่มเขาก็รู้แล้วว่าริวเก่งเรื่องไพ่แค่ไหน แต่เขาก็ไม่คิดเลยว่าจากที่ตั้งใจจะมอมรุ่นน้องกลับกลายเป็นว่าตัวเองนั่นแหละที่ต้องมาตกหลุมพรางของอีกฝ่ายเข้าเต็มเป้า

             

            ธันวาอมยิ้มบางๆนัยน์ตาฉ่ำปรือด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์จดจ้องเด็กหนุ่มตรงหน้า

             

            “ชิ... เหมือนรู้ทันพี่ไปหมดเลยนะเรา”

             

            ริวพยักหน้ารับนิ่งๆมุมปากหยักลึกขึ้นเป็นรอยยิ้ม “อืม... ผมก็รู้ตั้งแต่แรกแล้วล่ะ”

             

            “หึ...ถ้าอย่างนั้นแผนของพี่ก็พังไม่เป็นท่าตั้งแต่ยังไม่ทันแจกไพ่ใบแรกเลยน่ะสิ”

             

            สิ้นสุดประโยคนั้น เสียงหัวเราะเบาๆของสองคนก็ดังประสานขึ้นบรรยากาศรอบตัวที่เคยตึงเครียดจากการเล่นไพ่เมื่อครู่ก็ค่อยๆคลายลง

             

            ทว่าเพียงไม่นานความเงียบงันอันแสนสงบก็กลับเข้าปกคลุมห้องทั้งห้องอีกครั้งมีเพียงไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศที่ยังคงทำหน้าที่ของมันอย่างเงียบเชียบ

             

            ธันวาขยับเปลี่ยนท่านั่งนัยน์ตาคมทอดมองรุ่นน้องด้วยความฉงนปนทึ่ง ก่อนจะเป็นฝ่ายพูดขึ้นทำลายความเงียบนั้นก่อน

             

            “ว่าแต่น้อง...ไปรู้กลโกงไพ่พวกนี้มาจากไหนเหรอ หน้าตาซื่อๆนิ่งๆแบบเราเนี่ย ดูยังไงก็ไม่น่าจะรู้กลโกงไพ่อะไรพวกนี้ได้เลยนะ”

             

            “สำหรับผม นี่ไม่ได้เรียกว่าโกงหรอกครับ...”ริวสบตาตอบพลางอธิบายด้วยท่าทีราบเรียบ “ผมก็แค่จำตำแหน่งไพ่ทุกใบได้ตั้งแต่ตอนสับแล้วสับให้ไพ่เหล่านั้นไปอยู่ในตำแหน่งตามลำดับที่จะแจก... ก็เท่านั้นเองครับ”

             

            “หึๆ นั่นแหละที่เขาเรียกโกงเลยล่ะ”

             

            “ผมถึงถามพี่ไง ว่าจะให้ผมแจกไพ่จริงๆน่ะเหรอครับ”

             

            ธันวาส่ายหัวขำๆ “แต่…พี่รู้แล้วล่ะว่าน้องต้องเก่งมากแน่ๆ”

             

            เมื่อได้รับคำชมจากคนตรงหน้าริวที่มักจะเก็บซ่อนอารมณ์อยู่เสมอกลับรู้สึกหน้าร้อนผ่าวเด็กหนุ่มยกมือขึ้นเกาหลังศีรษะตัวเองเบาๆพลางหลบสายตาแก้เขิน

             

            “แฮะๆ... ก็ประมาณนั้นแหละครับ”

             

            “แล้วน้องหัดเล่นไพ่พวกนี้มาตั้งแต่เมื่อไหร่ล่ะ” ธันวาถามต่อด้วยความสนใจในตัวตนของรุ่นน้องที่เริ่มเผยเสน่ห์ออกมาเรื่อยๆ

             

            “ผมเล่นมาตั้งแต่ยังเด็กเลยครับ”

             

            “ที่ผมเล่นเป็นเพราะว่า ทั้งพ่อและแม่ของผมท่านเป็นนักมายากล ตอนเด็กๆพวกท่านชอบเล่นมายากลไพ่ให้ผมดู และผมก็ชอบมันมากเลยครับ”

             

            “นักมายากลเหรอ ตอนเป็นเด็กพี่เคยดูอยู่ครั้งนึงเห็นว่าพวกเขาทั้งเสกไพ่ เสกดอกไม้ เสกนกพิราบให้บินออกมา…”

             

            “น้องไม่ลองทำอะไรแปลกๆอย่างเช่นเสกเงินดูบ้างล่ะขอแบบรวย รวย รวยไม่ไหวแล้ว!”

             

            “ฮะฮ่าๆ แบบนั้นผมทำไม่เป็นหรอกครับ แต่พ่อผมน่าจะทำได้”

             

            เสียงหัวเราะของเด็กหนุ่มดูมีความสุขจนนัยน์จนตาพลันเปล่งประกายระยิบระยับขึ้นมาเมื่อนึกถึงอดีตมุมปากของเด็กหนุ่มคลี่รอยยิ้มกว้างอย่างมีความสุข

             

            ทว่า...ประกายสดใสในดวงตาคู่นั้นกลับดับวูบลงในวินาทีต่อมาราวกับเปลวเทียนที่ถูกสายลมกระโชกพัด

             

            “แต่...พ่อกับแม่ของผมเสียชีวิตไปตั้งนานแล้วครับ ผมก็… ไม่ค่อยอยากพูดถึงมันเท่าไหร่”

             

            น้ำเสียงของริวแผ่วเบาลงในประโยคท้ายจนแทบจะกลายเป็นเสียงกระซิบพร้อมกับม่านความโศกเศร้าแสดงออกมาอย่างเห็นได้ชัด แผ่นหลังที่เคยตั้งตรงก็งอลงเล็กน้อย

             

            ภาพความอบอุ่นในอดีตที่ไม่มีวันหวนคืนย้อนกลับมาทับซ้อนจนหัวใจดวงเล็กๆบีบรัดแน่นจนธันวาที่นั่งฟังอยู่ฝั่งตรงข้าม รอยยิ้มสรวลบนใบหน้าพลันแข็งค้างเขารับรู้ได้ถึงกระแสความเจ็บปวดที่แผ่ออกมาจากตัวรุ่นน้อง

             

            ธันวานั่งนิ่งงันมือหนาข้างหนึ่งที่วางอยู่บนตักขยำกำเข้าหากันแน่นขึ้น จากความรู้สึกผิดแล่นเข้ามาในอก

             

            “พี่... พี่เสียใจด้วยนะและพี่ก็ต้องขอโทษด้วยจริงๆ ที่ถามจี้ใจดำแบบนั้น”

             

            “ไม่เป็นไรครับ...”ริวตอบเสียงแผ่ว ราวกับจมลงไปในภวังค์ความทรงจำ

             

            บรรยากาศภายในห้องรับแขกพลันมัวหมองและหม่นเศร้าลงทันตาแสงไฟจากโคมไฟคริสตัลระย้าดูเหมือนจะลดทอนความอบอุ่นลงเหลือเพียงความเศร้าที่ผุดขึ้นในใจ

             

            ธันวาลดแก้วไวน์ในมือลงวางบนโต๊ะกระจกตรงหน้าเสียงแก้วกระทบลงบนโต๊ะกระจกดัง กิ๊ง... เบาๆพลางเอนหลังพิงพนักโซฟา นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนมองรุ่นน้องที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามแววตาของเขาแฝงไปด้วยความโดดเดี่ยว ซึ่งก็ไม่ได้ต่างไปจากแววตาของริวเลยแม้แต่น้อย

             

            “พูดถึงเรื่องพ่อกับแม่นะ พี่เองก็...คิดถึงพ่อกับแม่เหมือนกัน”

             

            ริวที่จมอยู่กับความเศร้าค่อยๆสลัดความฟุ้งซ่านพลางเงยหน้าขึ้นมองรุ่นพี่ตรงหน้าแล้วถามเสียงเบาด้วยความสงสัย

             

            “ทำไมเหรอครับ พี่ไม่ได้อยู่กับคุณพ่อคุณแม่หรอกเหรอ”

             

            ธันวาส่ายหน้าพลางคลี่ยิ้มบางๆทว่ารอยยิ้มบนใบหน้าคมคายในยามนี้กลับแห้งแล้งและปราศจากความสุขสิ้นดีมันดูเหมือนรอยยิ้มของคนที่ยอมจำนนและแบกรับชะตากรรมที่เลือกไม่ได้มาเนิ่นนานก่อนที่เขาจะเปิดปากพูด

             

            “พ่อกับแม่ของพี่...พวกท่านอยู่ที่ประเทศอังกฤษน่ะ พี่ไม่ได้เจอหน้าพวกขามา... น่าจะสิบปีได้แล้วมั้ง”

             

            นัยน์ตาของริวเบิกกว้างด้วยความช็อกอย่างปิดไม่มิดร่างกายขยับพิงเข้าหาโต๊ะเล็กน้อยด้วยความตกใจ

             

            “สะ... สิบปีเลยเหรอครับ! ทำไมพี่ถึงไม่ได้ติดต่อกันยาวนานขนาดนั้นล่ะครับ”

             

            ธันวายกมือขึ้นก่ายหน้าผาก “...ก็เพราะตาแก่นั่นไม่ยอมรับแม่ของพี่น่ะสิ”

             

            น้ำเสียงที่เคยนุ่มนวลของประธานหนุ่มพลันแปรเปลี่ยนเป็นทุ้มต่ำและเยือกเย็นขึ้นมาทันทีนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนที่เคยฉ่ำปรือด้วยฤทธิ์ไวน์นั้น เต็มปด้วยประกายความโศกเศร้าที่ถูกซุกซ่อนไว้ลึกที่สุดของจิตใจ

             

            “ฝั่งญาติของแม่พี่เป็นพวกต่อต้านระบบชายเป็นใหญ่ยึดมั่นในความเท่าเทียม... ซึ่งมันดันไปขัดกับสันดานบ้าอำนาจของปู่พี่เข้าอย่างจังเลยน่ะสิ”

             

            ริวที่นั่งฟังอยู่ถึงกับลืมหายใจไปชั่วขณะลำคอแห้งผากก่อนจะเค้นเสียงถามออกมาอย่างสั่นเครือ

             

            “ปู่ของพี่ มะ...หมายถึงท่าน ผอ. นั่นเหรอครับ”

             

            “ใช่... ตาแก่นั่นแหละ ต่อหน้าคนอื่น ทำตัวเป็นคนดีจะตาย”

             

            ธันวาแค่นยิ้มหยันทว่าแววตากลับดุดันน่ากลัวจนห้องรับแขกที่เย็นเฉียบดูเหมือนจะติดลบลงไปอีก

             

            “ตาแก่นั่นน่ะ ชอบใช้ความรุนแรงในครอบครัวคนที่โดนหนักที่สุดในตอนนั้นคือพ่อกับย่าของพี่พ่อโดนทุบตีและกดขี่จนแทบไม่เหลือความเป็นคน”

             

            “นั่นคือเหตุผลที่พ่อพยายามทำทุกอย่างเพื่อหาเรื่องหนีไปจากบ้านหลังนี้ไงล่ะ”

             

            “ไม่สิ… ที่นี่ไม่ใช่บ้านแต่เป็นมันนรกชัดๆ!”

             

            ธันวายกแก้วไวน์ขึ้นกระดกรวดเดียวจนหมดก่อนจะวางกระแทกลงบนโต๊ะกระจกเสียงดัง เคร้ง!สายตาของเขาเหม่อมองออกไปอย่างไร้จุดหมายยามที่เล่าความหลัง

             

            “พ่อของพี่ที่โอกาสหนีไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยในอังกฤษแล้วที่นั่น... พ่อก็ได้เจอกับแม่ พ่อตัดสินใจทำเรื่องที่บ้าที่สุด ด้วยการทำแม่ท้องพี่… ในตอนที่พวกเขายังเรียนไม่จบด้วยซ้ำ”

             

            ธันวาหันมองรุ่นน้อง แววตานั้นเต็มไปด้วยความปลื้มปีติ“แต่นั่นไม่ใช่ความผิดพลาดหรอกนะ... แต่มันคือแผนการมัดมือชกปู่เพื่อที่พ่อจะได้ใช้ชีวิตคู่และแต่งงานอยู่กินกับแม่ที่อังกฤษหลังเรียนจบโดยที่ปู่ไม่มีสิทธิ์คัดค้านยังไงล่ะ”

             

            เขากลืนน้ำลายลงคอภาพความทรงจำในวัยเยาว์ไหลย้อนกลับเข้ามา “ตอนพี่เป็นเด็ก... พี่เคยถามแม่นะว่าแม่ไม่อายเพื่อนที่มหาวิทยาลัยเหรอที่ต้องอุ้มท้องไปนั่งเรียนหนังสือด้วย”

             

            “น้องรู้ไหมว่าแม่ตอบพี่ว่ายังไง…”

             

            ริวไม่ตอบ เขานั่งนิ่งงัน กระพริบตาปริบๆมองรุ่นพี่ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามด้วยความรู้สึกสะเทือนใจก่อนที่รุ่นพี่จะพูดต่อ

             

            “แม่หันมายิ้มให้พี่ และแม่ก็ตอบว่าไม่เคยอายเลยสักนิดถ้าสิ่งที่ทำทำให้คนรักที่สุดหลุดพ้นได้”

             

            ธันวาเงียบไปอึดใจหนึ่งขอบตาของเขาเริ่มร้อนผ่าวและขึ้นสีแดงระเรื่อ ไม่ใช่แค่เพราะฤทธิ์ไวน์แต่เป็นเพราะความอัดอั้นที่ท่วมท้นออกมา

             

            “ถึงอย่างนั้น พ่อกับแม่จะเรียนจบและสร้างครอบครัวที่นู่น...ปู่นั่นก็ยังตามรังควานไม่เลิก เพราะพ่อเป็นลูกชายคนเดียวธุรกิจและภาระงานทุกอย่างเลยตกมาอยู่ที่เขาทั้งหมด”

             

            “ส่วนย่าก็… เป็นนางทาสเหมือนเคยนั่นแหละแต่ก็อาจจะถูกทุบมากขึ้น เพราะปู่ไม่มีคนอื่นให้ระบายใส่ แต่แกก็ทนได้เพราะเงินนั่นแหละ”

             

            “ทางเดียวที่ตาแก่นั่นจะยอมปล่อยมือจากพวกเขาคือพ่อต้องยอมกลับมาอยู่กับปู่ในบ้านหลังนี้”

             

            ธันวาหัวเราะในลำคอเบาๆ “หึๆ ตอนนั้นพี่พอจะรู้ความแล้วพี่เห็นเหมือนจะพ่อร้องไห้ต่อหน้าแม่ พี่รู้ว่าที่ผ่านมาพ่อโดนมาเยอะขนาดไหน”

             

            “แล้วพี่ก็เลย… เสนอตัวมาแทนงั้นเหรอครับ” ริวพูดแทรกขึ้นเสียงเบาราวกับอ่านใจรุ่นพี่ออก

             

            “ใช่ พี่บอกพ่อว่า...พี่จะกลับมาอยู่กับปู่ที่ไทยเอง ให้พ่อไปใช้ชีวิตที่มีความสุขกับแม่ที่นู่นเถอะส่วนภาระบ้าๆนี่... พี่จะรับช่วงต่อเอง”

             

            เมื่อมาถึงจุดนี้สีหน้าและน้ำเสียงของธันวาเปลี่ยนไปเป็นดุดันและก้าวร้าวมือหนาทั้งสองข้างกำเข้าหากันแน่นจนเส้นเลือดปูดโปนขึ้นมาราวกับกำลังระบายความเก็บกดที่ถูกกดทับไว้ในใจออกมาจนหมดเปลือก

     

            ธันวาพยักหน้าเบาๆ “พอกลับมา...พี่ก็โดนไม่ต่างจากที่พ่อ แต่แกอาจจะยั้งมือลงบ้าง เพราะพี่เป็นหลานไม่ใช่ลูก”

             

            “แต่คิดว่าพี่จะยอมก้มหัวให้แกเหมือนคนอื่นเหรอไม่มีทาง! พี่เถียงสู้ แกตีมาพี่ทน ทนมือทนตีนตาแก่นั่นมาได้จนโตขนาดนี้แหละ”

     

            ธันวาหัวเราะเยาะหยันให้แก่วาสนาของตัวเองดวงตาที่แดงก่ำและสั่นระริกคู่นั้นจ้องมองลงที่พื้นอย่างไร้จุดหมายก่อนที่น้ำเสียงที่เคยดุดันจะแปรเปลี่ยนเป็นสั่นเครือและแผ่วเบาลงเพราะความสมเพชตัวเอง

             

            “บางที... พี่ก็แอบคิดนะริวว่าพี่มันโง่หรือเปล่าวะ ที่เสนอตัวมาลงนรกขุมนี้”

             

            “แม้จะผ่านไปแล้วเป็นสิบปี แต่พี่ถามตัวเองตลอดเลยว่าส่งตัวเองมาทำเรื่องโง่ๆแบบนี้ไปได้ยังไง...”

             

            คำว่า โง่ที่หลุดออกมาจากปากของประธานนักเรียนผู้สูงส่ง ทำเอาริวที่กำลังนั่งซึมอยู่ๆก็ชะงักไปในทันที...

             

            เด็กหนุ่มเคยคิดว่าชีวิตการเป็นเด็กที่สูญเสียครอบครัวของตัวเองมันโหดร้ายมากพอแล้วแต่พอมาเทียบกับภูมิหลังของธันวาและสิ่งที่เขาต้องเผชิญ เรื่องของริวดูเหมือนจะไม่ถึงครึ่งหนึ่งของรุ่นพี่เลยด้วยซ้ำ

             

            ริวกวาดสายตามองไปรอบๆ เห็นความสวยหรูของคฤหาสน์แห่งนี้แท้ที่จริงแล้วมันเป็นนรกของคนที่อยู่ และตอกย้ำให้รุ่นพี่ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามคิดว่าตัวเองไร้ค่ามาตลอดสิบปี

     

            ริวหันมองรุ่นพี่ที่ยามนี้สภาพจิตใจย่ำแย่ทั้งฤทธิ์ไวน์ที่ค่อยๆกัดกร่อน เขาจึงตัดสินใจขยับตัวเข้าไปใกล้เล็กน้อยแววตาที่เคยนิ่งเฉยกลับเต็มไปด้วยความอ่อนโยนและความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง

             

            “พี่ครับ พอเถอะ...เลิกคิดถึงเรื่องแย่ๆพวกนั้นได้แล้ว มันทำให้พี่อารมณ์ไม่ดี และตอนนี้พี่ไม่ได้อยู่ต่อหน้าผอ. แล้วนะครับ”

             

            ริวพูดแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลราวกับสายน้ำเย็นที่รดลงบนกองเพลิง เขาค่อยๆขยับตัวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิดก่อนจะเรียกชื่อรุ่นพี่เบาๆเพื่อดึงสติของอีกฝ่ายให้กลับคืนมา

             

            “พี่ครับ...”

             

            ดวงตาคมกริบของธันวาที่เคยดุดันพลันสั่นไหวขึ้นเมื่อได้ยินเสียงเรียกเขาค่อยๆหันมาสบกับรุ่นน้องอย่างเผลอตัว ทว่า… ริวเองก็ไม่ยอมละสายตาหนีเช่นกัน

             

            “เรื่องครอบครัวของผม... จริงๆ เกิดจากเหตุการณ์ไฟไหม้โรงละครตอนที่ผมยังเป็นเด็กพ่อกับแม่ท่านสละชีวิตตัวเองเพื่อให้ผมออกมาจากกองเพลิงครับ”

             

            “ในตอนนั้น... ผมทำอะไรไม่ได้เลยสักอย่างได้แต่ยืนดูพวกท่านถูกไฟคลอกตายไปต่อหน้าต่อตาเพื่อให้ผมได้มีชีวิตอยู่ต่อ”

             

            ริวฝืนยิ้มรอยยิ้มนั้นเต็มไปด้วยความขมขื่นใจ “แต่มันต่างจากพี่นะครับพี่เป็นคนยอมเสียสละตัวเองเพื่อมาแบกรับความทุกข์ทั้งหมดไว้เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ได้ไปใช้ชีวิตอย่างมีความสุขที่ต่างประเทศ...”

             

            “สิ่งที่พี่ทำน่ะ มันมีประโยชน์กว่าสิ่งที่ผมทำเยอะเลยครับ!”

             

            ริวมองลึกเข้าไปในตาลึกเข้าไปในของรุ่นพี่พร้อมกับรอยยิ้มบางๆประดับบนใบหน้าด้วยความเข้าใจ

             

            “ผมก็ขอให้สักวันนึง พี่ได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับคุณพ่อคุณแม่และได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับครอบครัวอีกครั้งนะครับ พี่ธันวา”

             

            คำพูดอวยพรนั้นไม่ได้เป็นคำที่สวยหรูอะไรทว่ากลับกลั่นออกมาจากใจจริงและความรู้สึกของคนที่โดดเดี่ยวไม่ต่างกัน...

             

            วินาทีนั้น ฤทธิ์ไวน์บวกกับคำพูดและแววตาของริวทำให้กำแพงในใจของประธานหนุ่มลงจนหมดสิ้น จากเขาที่เคยคิดว่าบนโลกใบนี้ ไม่มีใครมีชีวิตที่แย่ไปกว่าเขาอีกแล้ว

             

            แต่ก็ไม่นึกไม่ฝันเลยว่า จะยังมีใครอีกคนที่เข้าใจความรู้สึกทนทุกข์และโดดเดี่ยวอย่างเขาอยู่และคนคนนั้นก็นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเขาตรงนี้นี่เอง

             

            แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆที่พวกเขาได้รู้จักกันแต่สำหรับธันวา ช่วงเวลาสั้นนี้มีค่ามากพอที่จะเปลี่ยนความรู้สึกข้างในใจของเขาที่พังทลายลงและสร้างขึ้นใหม่จากเดิม ที่เคยมองริวเป็นเพียงรุ่นน้องในโรงเรียน กลายเป็นดั่ง ครอบครัวอย่างที่เขาไม่เคยยอมมองใครแบบนี้มาก่อน

    คล้ายกับเรื่องเด็กใหม่ ตอน การล้างแค้นของนักมายากล ที่คุณอ่าน

    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    นิยาย รัก
    615K 1801
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    169K 382
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    355K 505
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    นิยาย รัก
    149K 452
    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    94K 1199