ณ คฤหาสน์จุฬาลักษณ์
เมื่อมองด้านนอกผ่านกระจกหน้าต่างบานสูงเข้าไปจะเห็นเพียงผ้าม่านสีขาวบางที่พลิ้วไหวเบาๆบดบังภายในเอาไว้ท่ามกลางความเงียบงันของคฤหาสน์หลังโตนี้
ภายในห้องรับแขกหรูที่เปิดเครื่องปรับอากาศจนเย็นเฉียบแต่ยังมีแสงไฟสีเหลืองนวลจากโคมไฟคริสตัลระย้ายังคงทำหน้าที่สาดทอความอบอุ่นเคลือบผิวเฟอร์นิเจอร์เอาไว้และบนโซฟาทั้งสองฝั่ง ร่างของเด็กหนุ่มริวและประธานสภานักเรียนธันวากำลังนั่งดวลไพ่แคงกันอย่างเมามัน
ทว่าผลลัพธ์กลับไม่ได้เป็นไปตามที่ประธานหนุ่มคาดการณ์ไว้เลยแม้แต่น้อยไม่ว่าจะเป็นตาที่เขาจะเป็นฝ่ายชิงแคงก่อน หรือเลือกที่จะให้อีกฝ่ายเป็นคนแคง เขาก็เป็นคนแพ้เสมอและเป็นการแพ้ติดต่อกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า ส่งผลให้ธันวาต้องยกแก้วจิบไวน์แดงรสหวานละมุนไปคนเดียวจนเหลือก้นขวด
ประกอบกับคุกกี้เนยสดที่เขากินตามลงไปความหวานและน้ำตาลปริมาณมากจากขนมได้เข้าไปเร่งการดูดซึมในร่างกาย ทำให้ฤทธิ์แอลกอฮอล์แล่นพล่านส่งผลให้เขาเกิดอาการเมามายเร็วกว่าปกติเป็นเท่าตัวทรงเข้มของคุณชายสภานักเรียนค่อยๆพังทลายลง
“ดะ... เดี๋ยวก่อน...”
ธันวาพึมพำเสียงเริ่มอ้อแอ้ ใบหน้าคมคายส่ายไปมาก่อนจะวางไพ่เน่าๆทั้งสามใบในมือลงบนโต๊ะอย่างจำนน มือหนาๆข้างหนึ่งยกขึ้นนวดหน้าผากของตัวเองเบาๆเพื่อขับไล่ความมึน
สายตามุมกว้างของริวที่นั่งถือไพ่อยู่ฝั่งตรงข้ามสังเกตเห็นว่าใบหน้าคมๆของรุ่นพี่เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงอ่อนที่ลามไปจนถึงใบหู เขาจึงแสร้งถามทำทีว่าเป็นห่วง
“เป็นอะไรหรือเปล่าครับ...”
“พี่ว่า... มันมีอะไรแปลกๆแล้วล่ะ” ธันวาตอบเสียงเบา
“ผมว่าพี่เมาแล้วนะอาจจะเป็นเพราะน้ำตาลจากคุกกี้ที่กิน... ทำให้เมาเร็วขึ้นก็ได้นะครับ” ริวพูดพลางใช้ปลายนิ้วหยิบคุกกี้เนยสดขึ้นมากัดคำเล็กๆแล้วเคี้ยวตุ้ยๆอย่างสบายอารมณ์
ธันวาก็พยายามปรือตาขึ้นเพื่อหันไปมองรุ่นน้องที่ทำลอยหน้าลอยตาอยู่โซฝาฝั่งตรงข้าม
“เรื่องคุกกี้มันก็น่าจะใช่...แต่ที่แปลกกว่าคือไพ่นี่แหละ ทำไมพี่ถึงได้แพ้อยู่แบบนี้ฝ่ายเดียวล่ะ!”
เมื่อโดนจับได้ ใบหน้าใต้กรอบผมปัดข้างก็ปรากฏรอยยิ้มบางๆออกมาเป็นรอยยิ้มละมุนที่ดูซื่อๆแท้ที่จริงแล้วมันเป็นรอยยิ้มของเสือซ่อนเล็บที่ใช้บดบังความคิดและกลโกงไพ่เมื่อครู่ไว้จนมิด
ริวจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาสีน้ำตาลอ่อนๆของรุ่นพี่ที่นั่งหน้าแดงก่ำอยู่ฝั่งตรงข้ามพร้อมกับจงใจเผยรอยยิ้มบางๆที่แฝงไปด้วยความเจ้าเล่ห์นั้นออกมา แล้วตอบสั้นๆ
“กว่าจะรู้ตัวก็สายไปแล้วนะครับ”
ประโยคนั้น ทำให้ทุกอย่างกระจ่างขึ้นในทันทีธันวาที่ได้ยินถึงกับอึ้งไปครู่ใหญ่ก่อนจะหลุดหัวเราะเบาๆออกมา แม้จะเห็นว่าดูจากการสับไพ่ก่อนที่เกมจะเริ่มเขาก็รู้แล้วว่าริวเก่งเรื่องไพ่แค่ไหน แต่เขาก็ไม่คิดเลยว่าจากที่ตั้งใจจะมอมรุ่นน้องกลับกลายเป็นว่าตัวเองนั่นแหละที่ต้องมาตกหลุมพรางของอีกฝ่ายเข้าเต็มเป้า
ธันวาอมยิ้มบางๆนัยน์ตาฉ่ำปรือด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์จดจ้องเด็กหนุ่มตรงหน้า
“ชิ... เหมือนรู้ทันพี่ไปหมดเลยนะเรา”
ริวพยักหน้ารับนิ่งๆมุมปากหยักลึกขึ้นเป็นรอยยิ้ม “อืม... ผมก็รู้ตั้งแต่แรกแล้วล่ะ”
“หึ...ถ้าอย่างนั้นแผนของพี่ก็พังไม่เป็นท่าตั้งแต่ยังไม่ทันแจกไพ่ใบแรกเลยน่ะสิ”
สิ้นสุดประโยคนั้น เสียงหัวเราะเบาๆของสองคนก็ดังประสานขึ้นบรรยากาศรอบตัวที่เคยตึงเครียดจากการเล่นไพ่เมื่อครู่ก็ค่อยๆคลายลง
ทว่าเพียงไม่นานความเงียบงันอันแสนสงบก็กลับเข้าปกคลุมห้องทั้งห้องอีกครั้งมีเพียงไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศที่ยังคงทำหน้าที่ของมันอย่างเงียบเชียบ
ธันวาขยับเปลี่ยนท่านั่งนัยน์ตาคมทอดมองรุ่นน้องด้วยความฉงนปนทึ่ง ก่อนจะเป็นฝ่ายพูดขึ้นทำลายความเงียบนั้นก่อน
“ว่าแต่น้อง...ไปรู้กลโกงไพ่พวกนี้มาจากไหนเหรอ หน้าตาซื่อๆนิ่งๆแบบเราเนี่ย ดูยังไงก็ไม่น่าจะรู้กลโกงไพ่อะไรพวกนี้ได้เลยนะ”
“สำหรับผม นี่ไม่ได้เรียกว่าโกงหรอกครับ...”ริวสบตาตอบพลางอธิบายด้วยท่าทีราบเรียบ “ผมก็แค่จำตำแหน่งไพ่ทุกใบได้ตั้งแต่ตอนสับแล้วสับให้ไพ่เหล่านั้นไปอยู่ในตำแหน่งตามลำดับที่จะแจก... ก็เท่านั้นเองครับ”
“หึๆ นั่นแหละที่เขาเรียกโกงเลยล่ะ”
“ผมถึงถามพี่ไง ว่าจะให้ผมแจกไพ่จริงๆน่ะเหรอครับ”
ธันวาส่ายหัวขำๆ “แต่…พี่รู้แล้วล่ะว่าน้องต้องเก่งมากแน่ๆ”
เมื่อได้รับคำชมจากคนตรงหน้าริวที่มักจะเก็บซ่อนอารมณ์อยู่เสมอกลับรู้สึกหน้าร้อนผ่าวเด็กหนุ่มยกมือขึ้นเกาหลังศีรษะตัวเองเบาๆพลางหลบสายตาแก้เขิน
“แฮะๆ... ก็ประมาณนั้นแหละครับ”
“แล้วน้องหัดเล่นไพ่พวกนี้มาตั้งแต่เมื่อไหร่ล่ะ” ธันวาถามต่อด้วยความสนใจในตัวตนของรุ่นน้องที่เริ่มเผยเสน่ห์ออกมาเรื่อยๆ
“ผมเล่นมาตั้งแต่ยังเด็กเลยครับ”
“ที่ผมเล่นเป็นเพราะว่า ทั้งพ่อและแม่ของผมท่านเป็นนักมายากล ตอนเด็กๆพวกท่านชอบเล่นมายากลไพ่ให้ผมดู และผมก็ชอบมันมากเลยครับ”
“นักมายากลเหรอ ตอนเป็นเด็กพี่เคยดูอยู่ครั้งนึงเห็นว่าพวกเขาทั้งเสกไพ่ เสกดอกไม้ เสกนกพิราบให้บินออกมา…”
“น้องไม่ลองทำอะไรแปลกๆอย่างเช่นเสกเงินดูบ้างล่ะขอแบบรวย รวย รวยไม่ไหวแล้ว!”
“ฮะฮ่าๆ แบบนั้นผมทำไม่เป็นหรอกครับ แต่พ่อผมน่าจะทำได้”
เสียงหัวเราะของเด็กหนุ่มดูมีความสุขจนนัยน์จนตาพลันเปล่งประกายระยิบระยับขึ้นมาเมื่อนึกถึงอดีตมุมปากของเด็กหนุ่มคลี่รอยยิ้มกว้างอย่างมีความสุข
ทว่า...ประกายสดใสในดวงตาคู่นั้นกลับดับวูบลงในวินาทีต่อมาราวกับเปลวเทียนที่ถูกสายลมกระโชกพัด
“แต่...พ่อกับแม่ของผมเสียชีวิตไปตั้งนานแล้วครับ ผมก็… ไม่ค่อยอยากพูดถึงมันเท่าไหร่”
น้ำเสียงของริวแผ่วเบาลงในประโยคท้ายจนแทบจะกลายเป็นเสียงกระซิบพร้อมกับม่านความโศกเศร้าแสดงออกมาอย่างเห็นได้ชัด แผ่นหลังที่เคยตั้งตรงก็งอลงเล็กน้อย
ภาพความอบอุ่นในอดีตที่ไม่มีวันหวนคืนย้อนกลับมาทับซ้อนจนหัวใจดวงเล็กๆบีบรัดแน่นจนธันวาที่นั่งฟังอยู่ฝั่งตรงข้าม รอยยิ้มสรวลบนใบหน้าพลันแข็งค้างเขารับรู้ได้ถึงกระแสความเจ็บปวดที่แผ่ออกมาจากตัวรุ่นน้อง
ธันวานั่งนิ่งงันมือหนาข้างหนึ่งที่วางอยู่บนตักขยำกำเข้าหากันแน่นขึ้น จากความรู้สึกผิดแล่นเข้ามาในอก
“พี่... พี่เสียใจด้วยนะและพี่ก็ต้องขอโทษด้วยจริงๆ ที่ถามจี้ใจดำแบบนั้น”
“ไม่เป็นไรครับ...”ริวตอบเสียงแผ่ว ราวกับจมลงไปในภวังค์ความทรงจำ
บรรยากาศภายในห้องรับแขกพลันมัวหมองและหม่นเศร้าลงทันตาแสงไฟจากโคมไฟคริสตัลระย้าดูเหมือนจะลดทอนความอบอุ่นลงเหลือเพียงความเศร้าที่ผุดขึ้นในใจ
ธันวาลดแก้วไวน์ในมือลงวางบนโต๊ะกระจกตรงหน้าเสียงแก้วกระทบลงบนโต๊ะกระจกดัง กิ๊ง... เบาๆพลางเอนหลังพิงพนักโซฟา นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนมองรุ่นน้องที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามแววตาของเขาแฝงไปด้วยความโดดเดี่ยว ซึ่งก็ไม่ได้ต่างไปจากแววตาของริวเลยแม้แต่น้อย
“พูดถึงเรื่องพ่อกับแม่นะ พี่เองก็...คิดถึงพ่อกับแม่เหมือนกัน”
ริวที่จมอยู่กับความเศร้าค่อยๆสลัดความฟุ้งซ่านพลางเงยหน้าขึ้นมองรุ่นพี่ตรงหน้าแล้วถามเสียงเบาด้วยความสงสัย
“ทำไมเหรอครับ พี่ไม่ได้อยู่กับคุณพ่อคุณแม่หรอกเหรอ”
ธันวาส่ายหน้าพลางคลี่ยิ้มบางๆทว่ารอยยิ้มบนใบหน้าคมคายในยามนี้กลับแห้งแล้งและปราศจากความสุขสิ้นดีมันดูเหมือนรอยยิ้มของคนที่ยอมจำนนและแบกรับชะตากรรมที่เลือกไม่ได้มาเนิ่นนานก่อนที่เขาจะเปิดปากพูด
“พ่อกับแม่ของพี่...พวกท่านอยู่ที่ประเทศอังกฤษน่ะ พี่ไม่ได้เจอหน้าพวกขามา... น่าจะสิบปีได้แล้วมั้ง”
นัยน์ตาของริวเบิกกว้างด้วยความช็อกอย่างปิดไม่มิดร่างกายขยับพิงเข้าหาโต๊ะเล็กน้อยด้วยความตกใจ
“สะ... สิบปีเลยเหรอครับ! ทำไมพี่ถึงไม่ได้ติดต่อกันยาวนานขนาดนั้นล่ะครับ”
ธันวายกมือขึ้นก่ายหน้าผาก “...ก็เพราะตาแก่นั่นไม่ยอมรับแม่ของพี่น่ะสิ”
น้ำเสียงที่เคยนุ่มนวลของประธานหนุ่มพลันแปรเปลี่ยนเป็นทุ้มต่ำและเยือกเย็นขึ้นมาทันทีนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนที่เคยฉ่ำปรือด้วยฤทธิ์ไวน์นั้น เต็มปด้วยประกายความโศกเศร้าที่ถูกซุกซ่อนไว้ลึกที่สุดของจิตใจ
“ฝั่งญาติของแม่พี่เป็นพวกต่อต้านระบบชายเป็นใหญ่ยึดมั่นในความเท่าเทียม... ซึ่งมันดันไปขัดกับสันดานบ้าอำนาจของปู่พี่เข้าอย่างจังเลยน่ะสิ”
ริวที่นั่งฟังอยู่ถึงกับลืมหายใจไปชั่วขณะลำคอแห้งผากก่อนจะเค้นเสียงถามออกมาอย่างสั่นเครือ
“ปู่ของพี่ มะ...หมายถึงท่าน ผอ. นั่นเหรอครับ”
“ใช่... ตาแก่นั่นแหละ ต่อหน้าคนอื่น ทำตัวเป็นคนดีจะตาย”
ธันวาแค่นยิ้มหยันทว่าแววตากลับดุดันน่ากลัวจนห้องรับแขกที่เย็นเฉียบดูเหมือนจะติดลบลงไปอีก
“ตาแก่นั่นน่ะ ชอบใช้ความรุนแรงในครอบครัวคนที่โดนหนักที่สุดในตอนนั้นคือพ่อกับย่าของพี่พ่อโดนทุบตีและกดขี่จนแทบไม่เหลือความเป็นคน”
“นั่นคือเหตุผลที่พ่อพยายามทำทุกอย่างเพื่อหาเรื่องหนีไปจากบ้านหลังนี้ไงล่ะ”
“ไม่สิ… ที่นี่ไม่ใช่บ้านแต่เป็นมันนรกชัดๆ!”
ธันวายกแก้วไวน์ขึ้นกระดกรวดเดียวจนหมดก่อนจะวางกระแทกลงบนโต๊ะกระจกเสียงดัง เคร้ง!สายตาของเขาเหม่อมองออกไปอย่างไร้จุดหมายยามที่เล่าความหลัง
“พ่อของพี่ที่โอกาสหนีไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยในอังกฤษแล้วที่นั่น... พ่อก็ได้เจอกับแม่ พ่อตัดสินใจทำเรื่องที่บ้าที่สุด ด้วยการทำแม่ท้องพี่… ในตอนที่พวกเขายังเรียนไม่จบด้วยซ้ำ”
ธันวาหันมองรุ่นน้อง แววตานั้นเต็มไปด้วยความปลื้มปีติ“แต่นั่นไม่ใช่ความผิดพลาดหรอกนะ... แต่มันคือแผนการมัดมือชกปู่เพื่อที่พ่อจะได้ใช้ชีวิตคู่และแต่งงานอยู่กินกับแม่ที่อังกฤษหลังเรียนจบโดยที่ปู่ไม่มีสิทธิ์คัดค้านยังไงล่ะ”
เขากลืนน้ำลายลงคอภาพความทรงจำในวัยเยาว์ไหลย้อนกลับเข้ามา “ตอนพี่เป็นเด็ก... พี่เคยถามแม่นะว่าแม่ไม่อายเพื่อนที่มหาวิทยาลัยเหรอที่ต้องอุ้มท้องไปนั่งเรียนหนังสือด้วย”
“น้องรู้ไหมว่าแม่ตอบพี่ว่ายังไง…”
ริวไม่ตอบ เขานั่งนิ่งงัน กระพริบตาปริบๆมองรุ่นพี่ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามด้วยความรู้สึกสะเทือนใจก่อนที่รุ่นพี่จะพูดต่อ
“แม่หันมายิ้มให้พี่ และแม่ก็ตอบว่าไม่เคยอายเลยสักนิดถ้าสิ่งที่ทำทำให้คนรักที่สุดหลุดพ้นได้”
ธันวาเงียบไปอึดใจหนึ่งขอบตาของเขาเริ่มร้อนผ่าวและขึ้นสีแดงระเรื่อ ไม่ใช่แค่เพราะฤทธิ์ไวน์แต่เป็นเพราะความอัดอั้นที่ท่วมท้นออกมา
“ถึงอย่างนั้น พ่อกับแม่จะเรียนจบและสร้างครอบครัวที่นู่น...ปู่นั่นก็ยังตามรังควานไม่เลิก เพราะพ่อเป็นลูกชายคนเดียวธุรกิจและภาระงานทุกอย่างเลยตกมาอยู่ที่เขาทั้งหมด”
“ส่วนย่าก็… เป็นนางทาสเหมือนเคยนั่นแหละแต่ก็อาจจะถูกทุบมากขึ้น เพราะปู่ไม่มีคนอื่นให้ระบายใส่ แต่แกก็ทนได้เพราะเงินนั่นแหละ”
“ทางเดียวที่ตาแก่นั่นจะยอมปล่อยมือจากพวกเขาคือพ่อต้องยอมกลับมาอยู่กับปู่ในบ้านหลังนี้”
ธันวาหัวเราะในลำคอเบาๆ “หึๆ ตอนนั้นพี่พอจะรู้ความแล้วพี่เห็นเหมือนจะพ่อร้องไห้ต่อหน้าแม่ พี่รู้ว่าที่ผ่านมาพ่อโดนมาเยอะขนาดไหน”
“แล้วพี่ก็เลย… เสนอตัวมาแทนงั้นเหรอครับ” ริวพูดแทรกขึ้นเสียงเบาราวกับอ่านใจรุ่นพี่ออก
“ใช่ พี่บอกพ่อว่า...พี่จะกลับมาอยู่กับปู่ที่ไทยเอง ให้พ่อไปใช้ชีวิตที่มีความสุขกับแม่ที่นู่นเถอะส่วนภาระบ้าๆนี่... พี่จะรับช่วงต่อเอง”
เมื่อมาถึงจุดนี้สีหน้าและน้ำเสียงของธันวาเปลี่ยนไปเป็นดุดันและก้าวร้าวมือหนาทั้งสองข้างกำเข้าหากันแน่นจนเส้นเลือดปูดโปนขึ้นมาราวกับกำลังระบายความเก็บกดที่ถูกกดทับไว้ในใจออกมาจนหมดเปลือก
ธันวาพยักหน้าเบาๆ “พอกลับมา...พี่ก็โดนไม่ต่างจากที่พ่อ แต่แกอาจจะยั้งมือลงบ้าง เพราะพี่เป็นหลานไม่ใช่ลูก”
“แต่คิดว่าพี่จะยอมก้มหัวให้แกเหมือนคนอื่นเหรอไม่มีทาง! พี่เถียงสู้ แกตีมาพี่ทน ทนมือทนตีนตาแก่นั่นมาได้จนโตขนาดนี้แหละ”
ธันวาหัวเราะเยาะหยันให้แก่วาสนาของตัวเองดวงตาที่แดงก่ำและสั่นระริกคู่นั้นจ้องมองลงที่พื้นอย่างไร้จุดหมายก่อนที่น้ำเสียงที่เคยดุดันจะแปรเปลี่ยนเป็นสั่นเครือและแผ่วเบาลงเพราะความสมเพชตัวเอง
“บางที... พี่ก็แอบคิดนะริวว่าพี่มันโง่หรือเปล่าวะ ที่เสนอตัวมาลงนรกขุมนี้”
“แม้จะผ่านไปแล้วเป็นสิบปี แต่พี่ถามตัวเองตลอดเลยว่าส่งตัวเองมาทำเรื่องโง่ๆแบบนี้ไปได้ยังไง...”
คำว่า โง่ที่หลุดออกมาจากปากของประธานนักเรียนผู้สูงส่ง ทำเอาริวที่กำลังนั่งซึมอยู่ๆก็ชะงักไปในทันที...
เด็กหนุ่มเคยคิดว่าชีวิตการเป็นเด็กที่สูญเสียครอบครัวของตัวเองมันโหดร้ายมากพอแล้วแต่พอมาเทียบกับภูมิหลังของธันวาและสิ่งที่เขาต้องเผชิญ เรื่องของริวดูเหมือนจะไม่ถึงครึ่งหนึ่งของรุ่นพี่เลยด้วยซ้ำ
ริวกวาดสายตามองไปรอบๆ เห็นความสวยหรูของคฤหาสน์แห่งนี้แท้ที่จริงแล้วมันเป็นนรกของคนที่อยู่ และตอกย้ำให้รุ่นพี่ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามคิดว่าตัวเองไร้ค่ามาตลอดสิบปี
ริวหันมองรุ่นพี่ที่ยามนี้สภาพจิตใจย่ำแย่ทั้งฤทธิ์ไวน์ที่ค่อยๆกัดกร่อน เขาจึงตัดสินใจขยับตัวเข้าไปใกล้เล็กน้อยแววตาที่เคยนิ่งเฉยกลับเต็มไปด้วยความอ่อนโยนและความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง
“พี่ครับ พอเถอะ...เลิกคิดถึงเรื่องแย่ๆพวกนั้นได้แล้ว มันทำให้พี่อารมณ์ไม่ดี และตอนนี้พี่ไม่ได้อยู่ต่อหน้าผอ. แล้วนะครับ”
ริวพูดแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลราวกับสายน้ำเย็นที่รดลงบนกองเพลิง เขาค่อยๆขยับตัวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิดก่อนจะเรียกชื่อรุ่นพี่เบาๆเพื่อดึงสติของอีกฝ่ายให้กลับคืนมา
“พี่ครับ...”
ดวงตาคมกริบของธันวาที่เคยดุดันพลันสั่นไหวขึ้นเมื่อได้ยินเสียงเรียกเขาค่อยๆหันมาสบกับรุ่นน้องอย่างเผลอตัว ทว่า… ริวเองก็ไม่ยอมละสายตาหนีเช่นกัน
“เรื่องครอบครัวของผม... จริงๆ เกิดจากเหตุการณ์ไฟไหม้โรงละครตอนที่ผมยังเป็นเด็กพ่อกับแม่ท่านสละชีวิตตัวเองเพื่อให้ผมออกมาจากกองเพลิงครับ”
“ในตอนนั้น... ผมทำอะไรไม่ได้เลยสักอย่างได้แต่ยืนดูพวกท่านถูกไฟคลอกตายไปต่อหน้าต่อตาเพื่อให้ผมได้มีชีวิตอยู่ต่อ”
ริวฝืนยิ้มรอยยิ้มนั้นเต็มไปด้วยความขมขื่นใจ “แต่มันต่างจากพี่นะครับพี่เป็นคนยอมเสียสละตัวเองเพื่อมาแบกรับความทุกข์ทั้งหมดไว้เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ได้ไปใช้ชีวิตอย่างมีความสุขที่ต่างประเทศ...”
“สิ่งที่พี่ทำน่ะ มันมีประโยชน์กว่าสิ่งที่ผมทำเยอะเลยครับ!”
ริวมองลึกเข้าไปในตาลึกเข้าไปในของรุ่นพี่พร้อมกับรอยยิ้มบางๆประดับบนใบหน้าด้วยความเข้าใจ
“ผมก็ขอให้สักวันนึง พี่ได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับคุณพ่อคุณแม่และได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับครอบครัวอีกครั้งนะครับ พี่ธันวา”
คำพูดอวยพรนั้นไม่ได้เป็นคำที่สวยหรูอะไรทว่ากลับกลั่นออกมาจากใจจริงและความรู้สึกของคนที่โดดเดี่ยวไม่ต่างกัน...
วินาทีนั้น ฤทธิ์ไวน์บวกกับคำพูดและแววตาของริวทำให้กำแพงในใจของประธานหนุ่มลงจนหมดสิ้น จากเขาที่เคยคิดว่าบนโลกใบนี้ ไม่มีใครมีชีวิตที่แย่ไปกว่าเขาอีกแล้ว
แต่ก็ไม่นึกไม่ฝันเลยว่า จะยังมีใครอีกคนที่เข้าใจความรู้สึกทนทุกข์และโดดเดี่ยวอย่างเขาอยู่และคนคนนั้นก็นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเขาตรงนี้นี่เอง
แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆที่พวกเขาได้รู้จักกันแต่สำหรับธันวา ช่วงเวลาสั้นนี้มีค่ามากพอที่จะเปลี่ยนความรู้สึกข้างในใจของเขาที่พังทลายลงและสร้างขึ้นใหม่จากเดิม ที่เคยมองริวเป็นเพียงรุ่นน้องในโรงเรียน กลายเป็นดั่ง ครอบครัวอย่างที่เขาไม่เคยยอมมองใครแบบนี้มาก่อน