บทที่ 32
ตอนเช้า
พวกผมตื่นขึ้นมาแต่เช้าหลังจากทำธุระส่วนตัวเสร็จก็เก็บของและเตรียมตัวออกเดินทางกันทันที ตอนนี้ผมกำลังลาลุงของพี่ดันเต้อยู่
“ขอบคุณมากนะครับลุงที่ให้ที่พักกับพวกเรา” ผมขอบคุณลุงของพี่ดันเต้
“ไม่เป็นไรๆ ว่างๆก็แวะมาเที่ยวได้” ลุงแกบอก
“ถ้าเครื่องปรุงหมดให้คนแวะไปซื้อที่เมืองบาร็อคได้เลยนะครับ เอาไว้พอกลับไปที่เมืองบาร็อคเมื่อไรผมจะแจ้งคนไว้ให้ครับ” ผมบอกลุงพี่เค้าหลังจากเอาเครื่องปรุงที่เอาติดมาด้วยให้ลุงไว้ถือเป็นค่าตอบแทนน้ำใจที่แกให้ที่พักพวกเรา
“รักษาสุขภาพด้วยนะดันเต้ กลับไปแล้วฝากทักทายพ่อกับแม่เอ็งด้วยล่ะ” ลุงแกบอกกับพี่ดันเต้
“ลุงเองก็รักษาสุขภาพด้วยนะ ไว้มีโอกาสผมมาเยี่ยมใหม่” พี่ดันเต้บอกลา
“ออกเดินทางได้” พี่ดันเต้สั่งคนในขบวน
พวกเราออกเดินทางออกจากเมืองมิลานในตอนเช้า ใช้เวลาอีกประมาณครึ่งเดือนก็ถึงเมืองหลวงแล้ว
หลายวันผ่านไป
ตัวผมนั่งพักผ่อนอยู่ภายในรถม้าปล่อยให้พวกพี่ทหารเค้าบังคับรถม้าไป
“หยุด!!!” เสียงพี่ดันเต้ตะโกนออกมา ผมเลยออกมาดูทันที
“เกิดอะไรขึ้นครับพี่ดันเต้” ผมถาม
“พอดีเราเจอเด็กหมดสติน่ะคลาวด์” พี่ดันเต้บอกพลางชี้ให้ดูเด็กที่ทหารกำลังวิ่งเข้าไปดูอยู่
“ผมขอไปดูหน่อยนะครับ” ผมลงมาจากรถม้าและตรงเข้าไปดูเด็กคนนั้นทันที
“เป็นอย่างไรบ้างครับ” ผมถามทหารที่กำลังดูอาการอยู่
“แค่หมดสติไปครับนายน้อย ดูจากสภาพแล้วน่าจะไม่ได้กินอะไรมาหลายวัน” ทหารนายนั้นรายงาน อืมผอมแห้งเลยนะ เสื้อผ้าก็เลอะเทอะไปหมด
“เอาขึ้นไปบนรถม้าของผมก่อนเถอะครับ แล้วเราค่อยออกเดินทางกันต่อ” ทหารนายนั้นพยักหน้าและก็อุ้มขึ้นไปบนรถม้าคันที่ผมนั่งอยู่ทันที
พวกเราออกเดินทางกันต่อหลายชั่วโมงผ่านไป
อือ...เสียงครางออกมาจากเด็กที่พวกผมเก็บขึ้นรถม้ามา ดูเหมือนจะได้สติแล้วสินะ
“ชะ ชะ ช่ว.....” ดูเหมือนจะพยายามพูดอะไร
“ใจเย็นๆก่อนดื่มน้ำก่อน ผมยกน้ำให้เด็กคนนั้นค่อยๆจิบ ไม่ได้ทานอะไรมาหลายวันคอแห้งจนไม่มีเสียงจะพูดก็เป็นธรรมดา สงสัยจะหิวน้ำจริงๆสินะ ดื่มซะหมดเลย
“ขอบคุณครับ” เด็กคนนั้นก้มหัวขอบคุณผม
“ชื่ออะไรล่ะ พี่ชื่อคลาวด์นะ” ผมแนะนำตัว
“ชื่อเรฟ่อนครับ” เด็กคนนั้นบอก
จ๊อก!!! เสียงท้องร้องซะดังเชียว ผมหยิบขนมปังยื่นให้เด็กคนนั้นทันที
“ขอบคุณครับ” เด็กคนนั้นขอบคุณก่อนจะรับขนมปังจากมือผมไป
“อ๊ะ จริงสิ พี่คลาวด์ช่วยผมด้วยขอร้องล่ะ” เด็กคนนั้นคลานเข้ามาเขย่าตัวผม
“ใจเย็นๆเรฟ่อน ช่วยอะไรอธิบายให้พี่ฟังหน่อย” ผมบอกเรฟ่อน
“พี่ต้องช่วยผมด้วยนะ” เด็กคนนั้นดูเหมือนจะไม่ฟังผมเลยนะ เขย่าขอให้ผมช่วยอย่างเดียว
“หยุดก่อนเรฟ่อน ถ้าไม่เล่าให้พี่ฟังพี่จะช่วยยังไงล่ะ” ดูเหมือนเรฟ่อนจะได้สติแล้ว
“คืออย่างนี้ครับ หมู่บ้านผมมีพวกก๊อบลินบุกโจมตี แล้วหลังจากนั้น............................” เรฟ่อนค่อยๆเล่าไปส่วนผมก็ฟังเรฟ่อนอย่างตั้งใจสงสัยตรงไหนก็ถาม
สรุปได้ว่าหมู่บ้านของเรฟ่อน ชื่อหมู่บ้านเมเปิ้ล อยู่ห่างจากเมืองมิลานประมาณ 7 ก๊อบลินที่โจมตีหมู่บ้านนั้นมีจำนวนมาก ตอนแรกๆพวกผู้ใหญ่ในหมู่บ้านเหมือนจะเอาอยู่ แต่จู่ๆก๊อบลินก็เลิกบุก มันเอาแต่ล้อมหมู่บ้านไว้หลายวันจนเสบียงเริ่มหมด พวกผู้ใหญ่ในหมู่บ้านพยายามจะตีฝ่าออกไปแต่ไม่สำเร็จด้วยกำลังพลที่น้อยและความเหนื่อยล้าที่สู้กับพวกมันมาหลายวัน อีกทั้งยังขาดแคลนอาหารทำให้ไม่มีกำลังพอจะตีฝ่ามันออกไปเพื่อขอความช่วยเหลือ ส่วนเรฟ่อนนั้นเป็นลูกชายของหัวหน้าหมู่บ้าน เรฟ่อนอาศัยเส้นทางลับที่ตัวเองชอบใช้หนีออกมาเล่นนอกหมู่บ้านเพื่อออกมาขอความช่วยเหลือ ทำให้หลบพวกก๊อบลินออกมาได้ แต่ด้วยความเป็นเด็กทำให้ประมาทจนเรฟ่อนไม่ได้พกเสบียงติดตัวออกมาด้วยเลย เพียงได้แต่เดินออกมาตามทางและมาเจอพวกผมนั่นเอง
หลังจากผมฟังจบผมก็ลุกออกมานอกรถม้าและเรียกพี่ดันเต้ทันที
“พี่ดันเต้ ขอคุยด้วยสักครู่ครับ” พี่ดันเต้ชะลอม้ามาหยุดอยู่ที่รถม้าคันทีผมอยู่
“มีอะไรคลาวด์” พี่เค้าถามผม
“คือเด็กคนนั้นตื่นแล้วครับ ผมเลยสอบถามเค้านิดหน่อย พี่รู้จักหมู่บ้านเมเปิ้ลมั้ยครับ” ผมถามพี่ดันเต้
“รู้จักสิ หมู่บ้านเมเปิ้ล เป็นหมู่บ้านเล็กๆ อยู่ระหว่างเมืองหลวงกับเมืองมิลาน แต่คนไม่ค่อนนิยมผ่านไปหรอกนะ เพราะมันอยู่นอกเส้นทาง” พี่ดันเต้บอกพลางหยิบแผนที่มาชี้จุดที่ตั้งของหมู่บ้านให้ผมดู
อืมอยู่นอกเส้นทางหลักจริงๆด้วย
“คืออย่างนี้ครับพี่ดันเต้ หมู่บ้านเมเปิ้ลตอนนี้................” ผมเล่าเหตุการณ์ตามที่เรฟ่อนเล่าให้ผมฟัง แก่พี่ดันเต้
“อืม คลาวด์แน่ใจนะว่าอยากไปช่วย พวกเรามีคนเพียง 20 กว่าคนแถมจากที่คลาวด์เล่าแสดงว่าก๊อบลินต้องมีจำนวนมากแน่นอน ไม่งั้นไม่สามารถปิดล้อมหมู่บ้านได้หรอก” พี่ดันเต้ถามผม
“ครับ ก๊อบลินแค่นั้นผมมั่นใจว่าทหารของเราเอาอยู่ หลังจากผ่านการฝึกนั่นมาแล้ว พี่ดันเต้ไม่อยากรู้หรอครับหลังจากผ่านการฝึกนั้นมา” ผมถามพี่ดันเต้ ดูเหมือนพี่เค้าจะนึกถึงประสบการณ์นั้นอยู่สินะ หน้าซีดเชียว
“กะ กะ กะ ก็อยากแต่คลาวด์แน่ใจนะ” พี่ถามผมย้ำอีกที ผมได้แต่จ้องมองพี่เค้า
“เฮ้อ เอางั้นก็ได้ครั้งนี้คลาวด์เป็นหัวหน้าขบวนนี่เนอะ” พี่ดันเต้ถอนหายใจ
“แล้วเราใช้เวลานานมั้ยครับ กว่าจะไปถึงหมู่บ้าน” ผมถามถึงเรื่องเวลา
“ตอนนี้เราอยู่ตรงนี้ ถ้าจะไปหมู่บ้านเมเปิ้ล น่าจะถึงตอนค่ำๆพอดี” พี่เค้าชี้จุดในแผนที่ให้ผมดู
“ถ้างั้นก็เปลี่ยนเป้าหมายเลยครับ แวะหมู่บ้านเมเปิ้ลก่อน” พี่ดันเต้ขี่ม้าขึ้นไปสั่งพวกทหารในหน่วยทันที ว่ามีการเปลี่ยนแผนการ ส่วนผมมุดกลับเข้ามาในรถม้าเพื่อบอกกับเรฟ่อน
“พี่ตกลงว่าจะไปช่วยหมู่บ้านของเรฟ่อนแล้วนะ” ผมบอกกับเรฟ่อนที่รออยู่
“จริงหรอพี่คลาวด์” เรฟ่อนเข้ามาเขย่าตัวผมดวงตาของเรฟ่อนเอ่อล้นไปด้วยน้ำตา
“จริงสิ ช่วงค่ำคงถึงหมู่บ้านของเรฟ่อนแล้ว พักผ่อนก่อนเถอะ” จากนั้นไม่นานเรฟ่อนก็หลับไป
ช่วงค่ำ ผมตื่นขึ้นมาเพราะจู่ๆรถม้าก็หยุดผมชะโงกหน้าออกมาดู
“คลาวด์ พวกเราเจอก๊อบลินขวางทางอยู่” พี่ดันเต้มาบอกผม
“พวกมันอยู่ไหนครับพี่ ผมไม่เห็นเลย” ผมถามพี่ดันเต้
“พวกมันยังไม่พบเราน่ะ พวกมันอยู่ไปทางด้านนู้นห่างจากเรา 500 เมตร” พี่ดันเต้ชี้ทิศทางที่ก๊อบลินขวางอยู่
“งั้นเราไปสำรวจกันครับ” ผมหยิบดาบออกมาและค่อยๆเดินนำพี่ดันเต้ออกไปสำรวจโดยพี่เค้าตามผมมาไม่ห่าง
พวกเราย่องเข้ามาจนผมเริ่มมองเห็นแสงจากคบไฟ
“พวกนี้มันใช้ไฟเป็นด้วยหรอพี่” ผมถามพี่ดันเต้
“พี่ก็ไม่เคยเจอก๊อบลินหรอกนะ แต่ผู้กองนิโคลาสเคยเล่าให้ฟังว่าก๊อบลินมันมีความคิดเหมือนพวกเรานี่ล่ะ ไม่เหมือนพวกมอนสเตอร์ ก๊อบลินจัดอยู่ในพวกสัตว์อสูร” พี่ดันเต้พูดให้ผมฟัง
“สัตว์อสูรกับมอนสเตอร์แตกต่างกันยังไงครับพี่” ผมยังสงสัย
“สัตว์อสูรคือพวกที่มีสมองสามารถคิดวิเคราะห์ได้ไงล่ะ ส่วนมอนสเตอร์เป็นพวกไม่มีสมองอาศัยสัญชาติญาณในการใช้ชีวิต หรือก็คล้ายพวกสัตว์ธรรมดานั่นล่ะ” พี่เค้าอธิบาย อืมสรุปว่าพวกสัตว์อสูรเป็นพวกมีวัฒนธรรม มอนสเตอร์ไม่มีวัฒนธรรมสินะ ผมพยักหน้าเข้าใจ
จากนั้นผมค่อยๆสำรวจก๊อบลินอย่างละเอียด ดูเหมือนจะมีอยู่ประมาณ 300 ตัวสินะ แถมมีออร์คด้วยตัวนึงคราวที่แล้วเราโดนมันเล่นงานซะแสบเลยเราลุยคนเดียวก็ไหวอยู่ แต่อยากให้พวกทหารและพี่ดันเต้ได้มีประสบการณ์ซักหน่อย
“พี่ดันเต้ครับแล้วหมู่บ้านอยู่ทางไหนครับผมยังไม่เห็นทางเข้าเลย” ผมหันไปถามพี่ดันเต้ข้างๆ ที่ทำสีหน้ากังวลอยู่
“อ่ออยู่ห่างจากจุกนี้ไปไม่ไกลเท่าไรหรอก ถ้าเดินจากจุดนี้ 5 นาทีก็ถึงแล้ว หมู่บ้านเมเปิ้ลปกติมันมี 2 เส้นทางเข้าออก ทางแรกมันเป็นเส้นทางที่มุ่งเข้าสู่เมืองหลวง ส่วนเส้นที่เราอยู่นี้เป็นเส้นที่เดินทางมาจากเมืองมิลานน่ะ” พี่ดันเต้อธิบายให้ฟัง
อืมแสดงว่าตรงจุดนี้เป็นก๊อบลินเพียงส่วนนึงสินะ
“งั้นเรากลับไปวางแผนก่อนเถอะครับ” ผมบอกพี่ดันเต้จากนั้นเราสองคนค่อยๆถอยกลับไปรวมกับทหารที่ขบวนทันที
จากนั้นเมื่อพวกเรากลับมาถึงขบวนรถม้าของเรา พี่ดันเต้ก็เรียกทหารมารวมตัวกันทันที
“เอาล่ะทุกคน ตอนนี้เราพบฝูงก๊อบลินประมาณ 300 ตัวแถมยังมีออร์คอีกตัวนึงขวางทางที่เราจะเข้าไปในหมู่บ้านอยู่” พี่ดันเต้บอกให้ทุกคนฟัง
“ก๊อบลินล่ะ แถมตั้ง 300” ทหารคนนึงอุทานขึ้นมา
“ใช่ๆแถมมีออร์คอีกด้วย จะทำไงดีน้า” ทหารอีกคนเอ่ยขึ้นมาทหารหลายๆคนมีสีหน้ากังวลที่ต้องเจอกับก๊อบลินจำนวนมาก
“เงียบๆก่อน” พี่ดันเต้ปรามให้เงียบเสียงลง
“ข้ารู้ว่าพวกเจ้ากังวล นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเราพบก๊อบลิน ก็นะอยู่เมืองบาร็อคเป็นทหารมาหลายปีแค่หมาป่าให้ฆ่าสักตัวยังไม่เคยเจอเลย”
“และนี่ก็เป็นครั้งแรกที่ข้าได้เป็นหัวหน้าหน่วยในการเดินทางครั้งนี้ด้วยข้าเองก็กังวลเหมือนกัน” พี่ดันเต้เป็นกังวล
“แต่อย่าลืมว่าเรามาเป็นทหารทำไม เพื่อปกป้องประชาชนผู้บริสุทธิ์และปกป้องผู้อ่อนแอกว่าถูกมั้ย” ทหารหลายๆคนเริ่มคิดตาม สีหน้ากังวลของพวกเค้าเริ่มหายไป
“เอาล่ะตอนนี้เรามาวางแผนกันก่อน” พี่ดันเต้บอกเหล่าทหาร ส่วนผมนั่งฟังเงียบๆ
พี่ดันเต้วางแผนกับพวกทหารทั้งหลายอยู่ไม่นานจนได้ข้อสรุป
“สรุปว่าพวกเรามีทั้งหมด 20 คน จะแบ่งเป็นกล่มละ 3 คน ทั้งหมด 6 กลุ่มส่วนกลุ่มข้าจะมีแค่ 2 คนพอ กลุ่มข้าจะรับมือกับออร์คเอง ส่วนกลุ่มที่เหลือจะรับมือกับก๊อบลินทุกคนเห็นว่ายังไง” พี่ดันเต้ทวนแผนการอีกครั้งแต่ผมกลับมองเห็นจุดที่พลาดไป
“ผมว่าแผนที่ว่านั่นยังไม่ดีพอครับพี่ดันเต้” ผมบอกพี่ดันเต้ไป
“ไหนคลาวด์ลองอธิบายซิ” พี่ดันเต้หันมาถาม
“ถ้าเกิดเราปะทะกับพวกก๊อบลินทางนี้ แล้วถ้าเกิดมันส่งสัญญาณหรืออะไรสักอย่างให้ก๊อบลินที่ปิดล้อมอยู่อีกฝั่งรู้แล้วบุกล่ะครับ ชาวบ้านในหมู่บ้านเมเปิ้ลจะไม่แย่หรอครับ ผมมั่นใจโดนปิดล้อมมาหลายวัน แถมส่วนใหญ่ขาดอาหารและน้ำด้วย คงไม่มีแรงสู้กับพวกมันแน่ๆ” ผมอธิบายให้พวกทหารฟัง
“นั่นก็จริงเราจะทำยังไงดีนะ” พี่ดันเต้
“ผมว่าจะแอบเข้าไปที่หมู่บ้านก่อนครับ ส่วนก๊อบลินที่อยู่อีกฝั่งผมจะจัดการเอง” ผมบอกพี่ดันเต้
“มั่นใจหรอคลาวด์ ก๊อบลินอีกฝั่งคงไม่น้อยกว่าฝั่งนี้หรอกนะเผลอๆจะมากกว่าด้วย” พี่ดันเต้ถามด้วยสีหน้าเป็นห่วง
“พี่เชื่อใจผมสิครับ ตอนนี้ผมมีดาบคู่นี้อยู่กับตัวด้วย ตอนพวกเราฝึกพี่ก็สู้กับผมบ่อยๆ” ผมโชว์ดาบคู่ที่อยู่ในมือให้ดู
“พี่รู้คลาวด์ฝีมือดี ตอนซ้อมกันพวกเราก็ดูออกว่าคลาวด์ยังไม่ได้เอาจริง พวกเราเคยได้ยินพวกผู้กองกับทหารที่ไปด้วยเล่าให้ฟังนะ ว่าก๊อบลินเป็นร้อยโดนคลาวด์เก็บจนหมดแถมยังมือเปล่าด้วย” ผมยิ้มให้พี่เค้า
“เอาล่ะแล้วคลาวด์จะเข้าไปในหมู่บ้านยังไงล่ะ” พี่ดันเต้ถามถึงวิธีที่ผมจะใช้เข้าไป
“ก็ต้องถามคนในหมู่บ้านสิครับ ใช่มั้ยเรฟ่อน พี่รู้ว่าแอบอยู่ตรงนั้น” ผมหันไปทางที่เรฟ่อนแอบอยู่
“ขอโทษครับที่มาแอบฟัง ผมแค่อยากช่วยพวกพี่ด้วยเท่านั้นเอง” เรฟ่อนเดินออกมาผมพยักหน้า
“พี่ต้องรบกวนเรฟ่อนพาพี่ไปทางลับที่เรฟ่อนแอบหนีออกมาแล้วล่ะ” เด็กน้อยเรฟ่อนพยักหน้าตกลง
“เอาล่ะพี่ดันเต้ ผมจะเข้าไปดูลาดเลาในหมู่บ้านก่อน เราจะเริ่มโจมตีพวกก๊อบลินตอนพระอาทิตย์ขึ้น ตอนนี้ขอให้ทุกคนเตรียมอุปกรณ์ และพักผ่อนให้เพียงพอแยกย้ายกันได้ครับ” ผมบอกทุกคน
“ระวังตัวด้วยนะคลาวด์/ระวังตัวด้วยนายน้อย” ทุกคนบอกกับผมส่วนผมชูนิ้วโป้งให้และเดินออกมากับเรฟ่อน
“เรฟ่อนพี่ขอเตรียมเสบียงก่อนเราจะขนเข้าไปให้คนในหมู่บ้านกัน” ผมบอกเรฟ่อน
“ครับพี่” เรฟ่อนพยักหน้าและช่วยผมหยิบเสบียงต่างๆ เมื่อพวกเราเตรียมตัวเสร็จแล้วผมและเรฟ่อนก็เตรียมตัวทันที
“เอาล่ะเรฟ่อน คอยบอกทางพี่นะเดี๋ยวพี่เดินนำเอง” เรฟ่อนพยักหน้าและชี้เข้าไปทางในป่ารกทึบทันที ผมก้าวเท้าออกเดินทางนำไปโดยมีพวกทหารและพี่ดันเต้ยืนส่งพวกผม