“พี่สาวจะพาพวกข้าไปเที่ยวจริงหรือเจ้าคะ”
ชางเหลียนนอนกอดแขนด้านซ้ายของจ้าวลู่ชิง ส่วนแขนด้านขวาถูกเด็กหญิงตัวน้อยอย่างชางหลินกอด วันนี้นางมานอนห้องของเด็กน้อยทั้งสองหลังจากพวกเด็ก ๆ เดินตามนางทั้งวัน
“จริงสิ พรุ่งนี้ข้าจะพาพวกเจ้าไปเที่ยวในอำเภอ”
“พวกข้าไม่เคยไปเที่ยวในอำเภอเลยเจ้าค่ะ ที่นั่นใหญ่หรือไม่เจ้าคะ”
“ใหญ่สิ มีร้านค้ามากมาย พวกเจ้าอยากได้อันใด พี่สาวคนนี้จะซื้อให้”
“จริงหรือเจ้าคะ” ชางเหลียนเบิกตากว้างท่ามกลางความมืด
“จริงสิ”
“ข้าอยากลองทานน้ำตาลปั้น ตอนเด็ก ๆ ข้าจำได้ว่าท่านพ่อซื้อน้ำตาลปั้นมาให้” แต่ก่อนครอบครัวมิได้อยากจนนางจึงได้ทานของอร่อยมากมาย นึกถึงน้ำตาลปั้นที่เคยลิ้มลองแล้วน้ำลายแตกฟองในปาก
“น้ำตาลปั้นคืออันใดหรือเจ้าคะ” เสียงแผ่วเบาเหมือลูกแมวเอ่ยขึ้นเป็นครั้งแรกหลังจากเงียบฟังพี่สาวทั้งสองคุยกัน
“เสี่ยวหลินไม่เคยทานน้ำตาลปั้นเจ้าค่ะ” ชางเหลียนกล่าวขึ้น
จ้าวลู่ชิงลองคำนวณเวลา น้องสาวตัวน้อยน่าจะถูกมารดาทิ้งไปตั้งแต่อายุสามขวบ ผู้หญิงคนนั้นช่างใจร้ายนักทิ้งบุตรสาวน่ารักได้ลงคอ แถมหอบทรัพย์สมบัติไปจนหมด
“พรุ่งนี้พี่สาวจะพาพวกเจ้าไปทานอาหารอร่อย ๆ ซื้อเสื้อผ้าใหม่ พวกเจ้าอยากได้อันใดพี่สาวจะซื้อให้หมดเลย”
“ซื้อขนมหนวดมังกรอีกได้ไหมเจ้าคะ” ชางหลินเอ่ยขึ้นอย่างระมัดระวัง นางรู้จักเพียงขนมหนวดมังกรที่ได้ทานวันนี้เป็นครั้งแรก สายตาเต็มไปด้วยความสุขเมื่อรู้ว่าจะได้ออกไปข้างนอก
ทุกวันเด็กหญิงตัวน้อยต้องหลบอยู่ในอาณาเขตบ้านไม่กล้าออกไปข้างนอก เมื่อใดที่ออกไปข้างนอกจะถูกเด็กพวกนั้นกลั่นแกล้ง ก่นด่าล้อเลียนว่ามีมารดาเป็นโสเภณี มีบิดาเป็นคนโง่เง่า หากผู้ใดเข้าใกล้จะติดเชื้อโง่ บางครั้งโดนปาก้อนหินใส่จนหัวแตกจึงถูกคนที่บ้านสั่งห้ามไม่ให้ออกไปข้างนอกเพื่อป้องกันไม่ให้ถูกทำร้าย
“ได้สิ เสี่ยวหลินของเราอยากได้ขนมหนวดมังกรเท่าไหร่พี่สาวจะซื้อให้เท่านั้น”
เย้เย้
เด็กน้อยทั้งสองดีใจท่ามกลางความมืด
“แต่ก่อนจะได้ไปเที่ยว พวกเจ้าต้องนอนก่อน ถ้าใครตื่นสายรถม้าจะไม่รอ”
เด็กน้อยทั้งสองหลับตาปี๋ กลัวว่าจะไม่ได้ไปเที่ยวในตัวอำเภอ สักพักลมหายใจของเด็กทั้งสองก็สม่ำเสมอ จ้าวลู่ชิงหลับตาลงตาม
จ้าวลู่ชิงตื่นมาชมบรรยากาศยามเช้าในหมู่บ้านที่ไม่คุ้นตาทว่าบรรยากาศเต็มไปด้วยป่าเขาเหมือนหมู่บ้านซานเป่ย
เด็กน้อยทั้งสองกลัวว่ารถม้าจะไม่รอจึงตื่นตั้งแต่เช้ามืด ตามติดนางไม่ห่าง
อาหารเช้าเจ้าบ้านเป็นคนลงมือทำ มีหมั่นโถวฟักทองหอมนุ่มทานคู่กับแกงจืดเต้าหู้ไข่ อาหารอีกอย่างคือไข่ต้มเหมือนเดิม เมื่อเช้านางเห็นหญิงชราผู้ดูแลบ้านหลังนี้ไปซื้อไข่มาจากเพื่อนบ้าน
ซูเซียงกับซูเจินมวยผมทรงสองห่วงให้กับเด็กทั้งสอง เสื้อผ้าที่มีรอยปะชุมน้อยที่สุดถูกหยิบมาสวมใส่
รถม้าสองคันเตรียมพร้อมสำหรับเดินทาง รถม้าคันแรกมีจ้าวฮูหยินกับหลวนซื่อและซูเจิน รถม้าคันที่สองมีจ้าวลู่ชิง ซูเซียง และเด็กทั้งสอง ส่วนคนอื่น ๆ อยู่ที่บ้านไม่ได้เดินทางไปกับพวกนาง สาเหตุหลักแน่นอนว่าขี้เกียจ ส่วนสาเหตุรองต้องดูแลคนป่วย
มือของจ้าวลู่ชิงถูกชางหลินจับไว้แน่น เด็กหญิงตัวน้อยมีแววตาคล้ายกังวลยามออกนอกบ้าน สิ่งที่สังเกตเห็นทำให้จ้าวลู่ชิงตัดสินใจอะไรได้บางอย่าง
ระหว่างเดินทางจ้าวลู่ชิงกับซูเซียงชวนเด็กทั้งสองพูดคุยกันไปตลอดทาง บรรยากาศแปลกตาทำให้เด็กน้อยแหวกผ้าม่านส่องผู้คนที่สัญจรไปมา น้อยคนที่จะเคยขึ้นรถม้ายิ่งเป็นชาวบ้านธรรมดาแทบไม่มีโอกาส
รถม้าวิ่งผ่านประตูเมืองมุ่งตรงไปยังบ้านเศรษฐีที่หลานสาวบ้านชางทำงานเป็นสาวใช้อยู่
“ถึงแล้วขอรับ” เสียงคนบังคับรถม้าดังเข้ามาด้านใน จ้าวลู่ชิงกับซูเซียงหยิบหมวกเหวยเม่าที่มีลักษณะเป็นปีกกว้าง บริเวณปีกจะมีตาข่ายล้อมรอบขึ้นมาสวมใส่ก่อนจะก้าวลงจากรถม้า
เด็กน้อยทั้งสองไม่รอให้ผู้อื่นช่วยเหลือกระโดดลงจากรถม้าจนทำให้ผู้ใหญ่ตกใจไปตาม ๆ กัน
“ต่อไปพวกเจ้าห้ามกระโดดเช่นนี้อีกนะ ถ้าขาหักขึ้นมาจะทำเช่นไร จะมิกลายเป็นสตรีขาพิการหรอกหรือ บ้านใดจะอยากรับสตรีขาพิการไปร่วมสกุล” จ้าวลู่ชิงเอ็ดเล็กน้อย เด็กสองคนหาได้สลดฉีกยิ้มส่งให้นางราวกับถูกชม
“ที่นี่หรือเจ้าคะ” จ้าวลู่ชิงหันไปถามหลวนซื่อ
“ใช่ ที่นี่แหละ” บุตรสาวนางมาเป็นสาวใช้ที่บ้านเศรษฐีหลังนี้
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
จ้าวลู่ชิงจับห่วงเคาะประตูหัวสิงโต เคาะสามครั้งประตูจึงเปิดออก
“มาหาผู้ใด”
“ข้ามาขอพบสาวใช้นามว่าชางหลาน”
“อีกสองวันเจ้าค่อยมาใหม่ สกุลเหิงมิอาจให้สาวใช้พบปะคนนอกพร่ำเพื่อ”
“ถ้าข้ามาขอพบท่านผู้เฒ่าเหิงกังล่ะ จะเข้าไปได้หรือไม่”
“เจ้าได้นัดนายท่านผู้เฒ่าไว้หรือไม่” ไม่ไว้วางใจสตรีตรงหน้า คราแรกบอกว่ามาพบสาวใช้ต่อมาบอกว่าขอพบนายท่าน
“ไม่ได้นัด”
“หากไม่ได้นัด ข้าก็ไม่สามารถให้เจ้าเข้าไปได้”
“พี่ชาย ท่านไปเรียนท่านผู้เฒ่าเหิงกังหน่อยเถิด ว่าสตรีชาวบ้านนามจ้าวลู่ชิงขอเข้าพบ” นางนึกว่าบ้านเศรษฐีที่ไหนเสียอีก นี่มันสกุลเหิงของเหล่าเหิงนี่นา
นายประตูยังยืนนิ่งกำลังตัดสินใจ “เจ้ารอข้าสักประเดี๋ยว” ปิดประตูแล้ววิ่งไปรายงานนายท่านผู้เฒ่า
“ชิงเอ๋อร์ เจ้ารู้จักคนบ้านนี้หรือ”
“สกุลเหิงที่รับซื้อเปลือกชวนหวงป้อจากพวกเราอย่างไรล่ะเจ้าคะ”
“อ้อ” จ้าวฮูหยินพยักหน้าที่อยู่ภายใต้หมวกรับทราบ
รถม้าคันใหญ่วิ่งมาจอดหน้าบ้าน บุรุษอาภรณ์สีม่วงก้าวลงจากรถม้าด้วยท่าทีสง่า จ้าวลู่ชิงมองผ่านม่านตาข่ายจึงเห็นว่าบุรุษผู้นี้คือคุณชายที่นางเคยพบในร้านขายตำราผีสิง
“ไม่ทราบว่าทุกท่านมาหาผู้ใด” เหิงเฟยอวี่หยุดก้าวเดิน หันมาถามสตรีที่ยืนจับกลุ่มกันอยู่
“พวกข้ามาขอพบท่านผู้เฒ่าเหิงกังเจ้าค่ะ” จ้าวลู่ชิงเป็นฝ่ายตอบ
“เหตุใดพวกท่านถึงไม่เข้าไปด้านใน”
“พวกข้าไม่ได้นัดไว้เจ้าค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นข้าขอตัวเข้าไปด้านในก่อน” เหิงเฟยอวี่พยักศีรษะให้เล็กน้อยก่อนจะก้าวเข้าไปด้านใน เขามิอาจอนุญาตให้ผู้อื่นเข้ามาได้พร่ำเพื่อ
ยืนรออยู่สักพักนายประตูก็วิ่งมาเชื้อเชิญให้พวกนางเข้าไปพบนายท่านผู้เฒ่า
จ้าวลู่ชิงจูงมือเด็กน้อยทั้งสองตามบ่าวรับใช้ไปยังเรือนที่ใหญ่สุดในบ้านหลังนี้
มือเรียวถอดหมวกออกจากศีรษะแล้วยอบกายทำความเคารพผู้อาวุโสที่ไม่ได้เจอหน้ากันสักพัก
“คารวะเหล่าเหิง”
“พรุ่งนี้ข้ากำลังจะไปหาเจ้าที่หมู่บ้านซานเป่ยพอดี มา ๆ พวกเจ้านั่งเถิด”
เหิงกังรีบเชื้อเชิญแขกเข้ามานั่งดื่มชา จ้าวลู่ชิงกับมารดานั่งลงอย่างไม่เคอะเขิน ทว่าหลวนซื่อกับเด็กทั้งสองมิกล้านั่ง
“นั่งลงเถิด” จ้าวฮูหยินดึงมือน้องสะใภ้ที่ยืนเกร็งจนแทบจะกลายเป็นหิน
หลวนซื่อนั่งลงอย่างประหม่า
จ้าวลู่ชิงพยักหน้าให้ซูเซียงกับซูเจินนั่งลงด้วย พวกนางทุกคนล้วนเป็นแขก และรู้จักกันพอสมควรจึงไม่ต้องมีพิธีรีตองให้มากความ
“เหล่าเหิงจะไปหาข้าเพราะเหตุใด ต้องการเปลือกชวนหวงป้อหรือเจ้าคะ”
“ใช่ ข้าต้องการมันเพิ่ม อีกอย่างก็เพราะเคล็ดลับที่เจ้าให้ข้ามาทำให้ตอนนี้ร้านเครื่องเขียนของข้าขายดีเป็นอย่างมาก ข้าจึงอยากจะนำสมุดและกระดาษไปให้”
“ดีเลยเจ้าค่ะ ข้าก็อยากได้เหมือนกัน” นางอยากได้สมุดบัญชีสำเร็จรูปเต็มแก่
“ก่อนกลับเจ้าก็นำกลับไปด้วย”
“ขอบคุณเจ้าค่ะ”