นอกจากรายได้
หลักแสนที่ฟลุกได้มาจากการใบ้หวย (?) แล้ว
รายได้จากการขายเพลทของภานุวัฒน์ก็ไม่ได้น้อยเลยในระยะนี้วันไหนที่ปริมาณงานน้อย เลิกงานได้เร็วพอจะมีเวลาอยู่บ้างเขาก็จะพาลูกพลับไปเดินเล่นที่สวนสาธารณะในชุมชนบ้างไปเล่นของเล่น เล่นกีฬาในศูนย์เยาวชน[1]บ้างทำแบบนี้ลูกพลับก็จะมีเพื่อนได้รู้จักเข้าสังคมกับเด็กในวัยเดียวกันแม้ว่าจะไม่ได้เข้าเรียนในโรงเรียนเหมือนกับเด็กอื่นๆ ก็ตาม
ระยะเดือนแห่งวันเกิดของจีซัสนี้เริ่มมีเสียงเพลงคริสต์มาสพวกจิงเกอเบลลอยมาเข้าหูชายหนุ่มอยู่บ้างประปรายแต่เหมือนว่าจะไม่ค่อยได้ยิน LastChristmas ที่เป็นเพลงประจำชาติวันคริสต์มาสสักเท่าไหร่เลยแฮะ
จะว่าไปจริง ๆ แล้วเพลงนี้มันแต่งมานานมากตั้งแต่ปี 2527แล้วล่ะมั้ง แต่มาฮิตกันก็เวอร์ชั่นที่มาราย แครี่หยิบมารีเมคตอนปี 2537แล้วปีนี้ก็เป็นปี 2538 มันหลังจากที่ LastChristmas รุ่นคุณป้ามาลัยออกมาได้เพียงแค่หนึ่งปีเลยน่าจะยังไม่เป็นที่นิยมสักเท่าไร
คิด ๆ แล้วก็น่าจะเสพสัมผัสกับความทรงจำแห่งจิงเกอเบลอันนี้เอาไว้สักหน่อยดีกว่าเพราะว่าต่อไปอีกไม่กี่ปีเขาจะต้องฟัง LastChristmas ได้บ่อยกว่าจิงเกอเบลจนหลอนหูเข้าให้อย่างแน่นอน
พูดถึงเพลงประจำวันเกิดของพระเยซูแล้ว อันที่จริงไตเติ้ลก็อยากจะหาซื้อเทปเพลงคริสต์มาสมาเปิดให้ลูกพลับฟังอยู่เหมือนกันนะเขาจำได้ว่าแต่ก่อน… ในชีวิตก่อนเขาเคยใช้ ChristmasCarol[2]ฉบับ Karaoke มาเปิดเป็นสื่อการสอนตอนติวภาษาอังกฤษให้กับเด็กๆ แถวบ้าน เพลงพวกนี้มีดนตรีที่ไพเราะ สนุกสนาน ศัพท์ก็ง่ายสำหรับเด็ก ๆ พอมาเป็นเพลงให้เด็กร้องตามก็จะทำให้เด็กจำคำศัพท์ได้ง่ายมากขึ้นทั้งยังได้ฝึกออกเสียงภาษาอังกฤษอย่างสนุกสนานอีกด้วย
แต่ก็นั่นล่ะ…
จะมาหาสวรรค์วิมานคาราโอเกะอะไรเอากับโลกในยุคสมัยที่ยังใช้แผ่นดอส5.5 กับแผ่นดิสเกตต์ไดรฟ์ A กันได้ล่ะเอาแค่เทปคลาสเซ็ทกับเครื่องเล่นเทปตัวเล็กถูก ๆ แบบเครื่องละ 100 ไปก่อนก็แล้วกันต่อไปถ้าโลกพัฒนาจนก่อกำเนิดเครื่องเล่น CD[3]เมื่อไหร่ ถึงตอนนั้นค่อยสรรหาคาราโอเกะเพลงสากลที่ศัพท์ยากว่า ChristmasCarol มาให้ลูกพลับใช้ฝึกภาษาแทนก็แล้วกัน
ไตเติ้ลรู้สึกว่าตนเองดำเนินชีวิตไปตามแพลนที่วางไว้ได้ค่อนข้างราบรื่นสุดๆ อันที่จริงเขาหวังรายได้จากการขายของเก่าอย่างวันที่ขายไม่ดีหรือไม่มีอะไรจะขายเลยก็น่าจะได้สัก 2,000 เป็นอย่างน้อยแต่ก็กลับกลายเป็นว่ารายได้ของเขาอย่างวันที่ไม่ได้อะไรเลย หาเพลทมาขายไม่ได้มีแต่เศษกระดาษตัดขอบจากโรงพิมพ์และขวดเปล่าจากร้านเจ๊พร ภานุวัฒน์ก็ยังทำรายได้เฉลี่ยต่อวันไม่ต่ำกว่าห้าพันบาท
พูดถึงเรื่องขวดเปล่าขยะจากร้านเจ๊พรอันนี้มันก็มีตำนานอยู่…
ทีแรกภานุวัฒน์คิดว่าเจ๊พรจะรวบรวมสะสมขวดมาให้เขาแบบนานทีถึงจะได้ขวดมาในปริมาณเยอะๆ เช่นอาทิตย์ละครั้งหรือเดือนละครั้ง แต่เอาจริง ๆ แล้วก็คือทิดวัฒน์โดนเจ๊พรดักแวะให้เข้าไปเอาขวดพลาสติกกับกระป๋องอะลูมิเนียมทุกเช้าเลยทีเดียวค่าขายขวดพลาสติกกับกระป๋องอะลูมิเนียมที่เจ๊พรให้มาต่อวันก็ประมาณ 600-1200 บาทวันที่ขยะเยอะหน่อยได้ถึง 1500 บาทเลยก็มี
มันถี่ยิบเสียจนไตเติ้ลเริ่มสงสัยว่าทำไมร้านลูกชิ้นขายส่งถึงได้มีขยะพลาสติกกับกระป๋องอะลูมิเนียมมากขนาดนี้ไม่ใช่ร้านก๋วยเตี๋ยวร้านขายน้ำที่มีแก้วกับขวดมากมายขนาดเอามาให้เขาทุกวันก็ยังไม่หมดอะไรแบบนั้นเสียหน่อยแถมยังล้างมาให้อย่างสะอาดสะอ้านเสียด้วยเจ๊พรเอาเวลาที่ไหนมาล้างขวดเปล่ามากมายพวกนี้กันเนี่ย
“ถ้าป๊ะป๋าสงสัยลูกพลับสืบให้ได้นะครับ”เด็กชายทำท่าตะเบ๊ะทั้งที่ซ้อนอยู่บนรถมอเตอร์ไซค์มีความออกตัวอยากจะช่วยป๊ะป๋าเต็มที่
“หือ? ลูกพลับเป็นนักสืบเหรอครับ จะสืบหาความจริงได้ยังไงกัน”
ภานุวัฒน์ถามด้วยน้ำเสียงกระซิบกระซาบขณะเทียบรถมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างจอดที่หน้าโรงพิมพ์เฮียฮั้ว
“ลูกพลับเก่งนะครับลูกพลับมีเส้นสายของลูกพลับอยู่มากมายเยอะแยะไปหมดเลย”
เจ้าหนูกระโดดลงจากรถมอเตอร์ไซค์แล้วก็ยืดอกขึ้นด้วยท่าทางมั่นใจที่ป๊ะป๋าดูแล้วรู้สึกว่าน่าหมั่นไส้ยังไงพิกลตกลงเจ้าเด็กนี่เป็นว่าที่วิญญาณร้ายหรือว่าเป็นโคนันนักสืบรุ่นจิ๋วกันแน่เนี่ย
“ป๊ะป๋าไม่เชื่อหรอก จนกว่าลูกพลับจะแสดงให้เห็น”
ไตเติ้ลยกยิ้มมุมปากด้วยสีหน้าเจ้าเล่ห์ก็อยากจะรู้อยู่เหมือนกันว่าเจ้านักสืบจิ๋วจะมีความสามารถยิ่งใหญ่จริงตามที่อวดอ้างหรือเปล่า
“ได้เลยครับ!”
ลูกพลับตบอกตัวเองอวดความมั่นใจก่อนจะวิ่งปรู๊ดข้ามถนนหายเข้าไปในตลาดอย่างว่องไวทิ้งให้คนเป็นพ่อยืนอ้าปากค้างด้วยความตะลึง
ไตเติ้ลนึกถึงตัวเองเมื่อตอนยังเด็กที่กว่าเขาจะกล้าข้ามถนนเองคนเดียวก็ปาเข้าไปตอนอยู่ชั้นประถมห้าแต่เจ้าลูกพลับตัวกระจิดอายุแค่เจ็ดขวบกระโดดลงจากมอเตอร์ไซค์ได้ก็วิ่งปรู๊ดข้ามถนนไปอย่างไม่กลัวรถราจะชนก็เก่งกล้าดีนะ แต่ป๊ะป๋าเห็นแล้วหัวใจจะวาย
เรื่องนี้อย่ามากล่าวหาว่าเติ้ลปล่อยลูกข้ามถนนไปคนเดียวก็ไม่ดูแลเด็กเชียวนะ!
ก็ใครจะไปคิดล่ะว่าเจ้าลูกพลับตัวน้อยวิ่งไวเป็นปรอทแล้วกล้าจะข้ามถนนคนเดียวอย่างนั้นป๊ะป๋ายังไม่ทันตั้งตัวเจ้าตัวเล็กก็โผล่ไปอยู่ในอีกฝั่งฟากตลาดแล้วเป็นที่เรียบร้อยโชคยังดีอยู่หน่อยว่านี่เป็นถนนในซอยเขตชุมชนที่รถไม่ได้แล่นเร็วแถมมีรถเข้าออกไม่เยอะเท่าไหร่ ไม่อย่างนั้นคงได้เกิดฉากโศกนาฏกรรมขึ้นมาได้แน่ ๆ
คิด ๆ แล้วป้องกันลูกชายโผล่ออกมาจากตลาดแล้ววิ่งพรวดข้ามถนนมาให้ใจหายใจคว่ำเล่นอีกภานุวัฒน์จึงตัดสินใจข้ามถนนไปยืนรออยู่หน้าตลาด จนสักพักลูกพลับก็จูงมือเด็กชายตัวน้อยวัยรุ่นๆ กันอีกสองคนวิ่งมาหาป๊ะป๋า
“คนนี้ป๊ะป๋าของลูกพลับ หล่อมาก ๆ เลยเนอะ”
เด็กชายวิ่งมาเกาะขาพ่อ อวดป๊ะป๋าของตัวเองให้เพื่อนดู
“หล่อดี แต่พ่อของพี่เต้เท่กว่า”เด็กชายตัวเปี๊ยกผิวคล้ำตอบลูกพลับ
“ลูกพลับว่าพ่อของลูกพลับหล่อที่สุด” เจ้าตัวเล็กเสียงแข็งใส่เพื่อน
“ก็พ่อพี่โปเต้มีเชือก[4]ผูกคอก็เลยดูเท่” เด็กชายตัวเล็กผิวขาวซีดอีกคนออกความเห็น
“พ่อของลูกพลับไม่เห็นต้องเอาเชือกมาผูกคอก็หล่อได้” ลูกพลับเถียงอย่างไม่ยอมแพ้
“ป๊ะป๋าไม่ต้องหล่อก็ได้ครับลูกพลับป๊ะป๋าแค่อยากรู้ว่าเจ๊พรเอาขวดจากที่ไหนมาให้ป๊ะป๋า”
ไตเติ้ลเห็นเด็ก ๆ เหมือนจะเถียงกันไปไกลก็รีบห้ามทัพถึงจะสงสัยอยู่เล็ก ๆว่าใครที่ไหนมันจะเอาเชือกมาผูกคอวะแต่ก็คิดว่าเลยประเด็นนั้นไปดีกว่าเพราะถ้าเผลอสงสัยเดี๋ยวก็จะกลายเป็นหลงประเด็นไม่ได้คำตอบในประเด็นหลักที่สงสัยไปเสียเปล่า ๆ
“พี่เปี๊ยกกับพี่บอลรู้ครับแต่ทั้งสองคนบอกว่าอยากเห็นหน้าป๊ะป๋าของลูกพลับก่อนถึงจะยอมบอก”ลูกพลับรีบรายงานข่าว ดึงสติกลับมายังเป้าหมายเดิมได้ทันควัน
“ก็ก่อนหน้านี้ไม่เห็นลูกพลับเคยบอกเลยว่ามีพ่อพวกเราก็คิดว่าลูกพลับโกหก” บอล เด็กชายผิวขาวว่าขึ้น
“แล้วปกตินายจะต้องไปคอยพูดบอกคนอื่นด้วยเหรอว่าตัวเองมีพ่อ”ไตเติ้ลทรุดกายลงนั่งยอง ๆ ก่อนจะถามกลับเจ้าเด็กตัวเล็ก
บอลกับเปี๊ยกนิ่งคิดอยู่สักพักแล้วก็ตัดสินใจส่ายหน้าปฏิเสธพร้อมกัน
“แต่ว่าพ่อของบอลขายเป็ดพะโล้อยู่ในตลาด พ่อของเปี๊ยกขายหมูพวกเราเห็นลูกพลับมาที่ตลาดแต่ไม่เคยเห็นพ่อของลูกพลับเลยนี่” เจ้าบอลยังคงสงสัย
ก็... นะเจ้าเด็กพวกนี้บางทีคงจะเคยเห็นพ่อของลูกพลับมาหลายครั้งหลายคราแล้วล่ะแต่คงจะจำไม่ได้และไม่รู้ว่านั่นคือพ่อของลูกพลับเพราะก่อนที่ไตเติ้ลจะมาเปลี่ยนไส้อยู่ในร่างของเจ้าเดชาเนี่ยไอ้เดชขี้เมาเวลาเดินเมามาที่ตลาดแต่ละที...
มันเป็นลุคที่น่าจะให้ลูกชายเห็นแล้วพาเพื่อนมาอวดให้ดูว่า ‘นี่พ่อเรา’ จังเลยล่ะนะ!
“งั้นตอนนี้เคยเห็นแล้วรึยัง?” ไตเติ้ลซัก
“เคยเห็นแล้วครับ” เปี๊ยก เจ้าเด็กผิวคล้ำตอบเสียงฉะฉาน
“งั้นตอนนี้เรารู้จักกันแล้วเนาะแล้วจะบอกมาได้รึยังว่าเจ๊พรเอาขวดมาจากไหนกันเยอะแยะ ถ้าตอบดี ๆไม่โกหกกันเดี๋ยวฉันเลี้ยงไอติมให้คนละโคน โอเค๊?”
ภานุวัฒน์ว่าพร้อมกับชี้มือไปยังรถเข็นขายไอศกรีมกะทิเจ้าเด็กสองคน รวมถึงลูกพลับต่างก็ทำตาวิ้งน้ำลายหยดขึ้นมาได้ทันควัน
“ลูกพลับไปพาพี่เปี๊ยกกับพี่บอลมาลูกพลับได้ทานด้วยใช่ไหมครับ” เด็กน้อยถามเสียงใส
“แน่นอนครับ” ป๊ะป๋าตอบพร้อมกับขยี้หัวกลม ๆ ของลูกชายเบา ๆ
“เจ๊พรรับซื้อขวดจากพวกเราครับ” เจ้าเปี๊ยกเด็กชายผิวคล้ำรีบตอบเสียงฉะฉาน
“ห๊ะ?” ไตเติ้ลขมวดคิ้ว เอียงคอด้วยความสงสัย
“จริง ๆเจ๊พรบอกว่าถ้าพวกเรามีขวดน้ำกับกระป๋องโค้กก็ให้เอาไปขายให้เจ๊พรถ้าล้างขวดกับกระป๋องให้สะอาดเจ๊พรก็จะให้เงินเพิ่มด้วย” บอลพูดเสริม
“แค่พวกนายสองคนเหรอ ที่เก็บขวดไปขายให้เจ๊พร?” ภานุวัฒน์ซัก
“เด็กทั้งตลาดเลยครับ ใครหาได้จากไหนก็เอาไปขายเปี๊ยกยังได้มาตั้งหลายบาท มีเงินซื้อรถของเล่นมาเล่นหลายคันเลย”
เจ้าเปี๊ยกตอบพร้อมกับล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงเอารถสีเงินคันสวยออกมาอวดโชว์
กรรมเวรแล้วไง... ก็คิดอยู่แล้วว่ามันแปลก ๆเจ๊พรจะมีขวดมาจากไหนได้เยอะแยะทุกเช้า เล่นใช้วิธีขอซื้อจากเด็กพวกนี้นี่เอง
คงจะจ่ายไปหลายตังค์มากพอดู.
[1]ศูนย์เยาวชนเป็นสถานที่ที่กรุงเทพมหานครจัดให้เป็นสวัสดิการสำหรับชาวกรุงเทพฯในการเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านกีฬาและนันทนาการต่าง ๆ ส่งเสริมให้เยาวชนคนกรุงเทพฯไปประกอบกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์
[2]Christmas Carol เพลงฉลองเทศกาลคริสต์มาส
[3]Laser Dics ช่วงนี้เป็นช่วงต้นของนวัตกรรมแผ่นเลเซอร์ดิสก์เริ่มมีแผ่นซีดี VCD และ blue-ray ออกมาบ้างแล้วแต่ยังไม่แพร่หลายทั้งเครื่องเล่นเลเซอร์ดิสก์ก็ยังไม่ถูกผลิตออกมาในแมสใหญ่ ผู้คนยังไม่นิยมยังหายากและมีราคาสูงอยู่
[4]ช็อตฟีลนิดหนึ่ง อันนี้น้องหมายถึงเนคไทนะคะ จริง ๆ เด็ก ๆเรียกว่าผ้าผูกคอ แต่น้องไม่ค่อยอยากอวยพ่อของพี่เต้เท่าไหร่ก็เลยเรียกว่าเชือกผูกคอให้ดูเท่น้อยลงมาหน่อยค่ะ