จักรพรรดิข้ามกาลเวลา

    ตอนที่ 37 : ความกราดเกรี้ยวของอ๋อง ฉี

    “สารเลว!! บัดซบ!! ……….!!”

     

    ขณะเดียวกันนั้น ทางด้านตำหนักอ๋อง ฉี ที่ฉาบด้วยสีทองอร่ามงดงาม เสียงคำรามลั่นดังขึ้นจนทำให้เสาทองคำสั่นสะเทือน

     

    ทันใดนั้นพลันปรากฏสายฟ้าฟาดลงมายังตำหนักอ๋อง ฉี โดยปกติแล้วสายฟ้าจะฟาดลงมาถึงเพียงไม่กี่จ้างเท่านั้น จึงทำให้ตำหนักไม่ได้รับความเสียหายแต่อย่างใด

     

    “เหยา กวงยี่!! เจ้าทำให้ข้าผิดหวัง!!”

     

    เมื่อคำนึงถึงชื่อเสียงของบรรพบุรุษตระกูล เหยา และ เหยา กวงยี่ แล้วนั้น มันก็ทำให้อ๋อง ฉี มองข้ามความผิดพลาดที่เกิดขึ้นภายในโรงเตี๊ยมกระเรียนไพศาล และให้โอกาสแก่ เหยา กวงยี่ อีกครั้ง

     

    เหยา กวงยี่ อยู่ภายใต้อาณัติของมัน และคนส่วนใหญ่ก็มองว่า เหยา กวงยี่ คือแขนขาของมัน ดังนั้นความผิดพลาดของ เหยา กวงยี่ จึงเปรียบได้กับความผิดพลาดของมันเช่นกัน และในตอนนี้ มันก็ได้กลายเป็นหนึ่งในตัวตลกของเมืองหลวงไปแล้ว

     

    อ๋อง ฉี เกลียดชังความผิดพลาดอย่างมาก แล้วเช่นนั้นมันจะสามารถแบกรับความอัปยศที่เกิดขึ้นได้เช่นไร

     

    “เหยา กวงยี่ อยู่ที่ไหน!? พาตัวมันมา!!”

     

    ภายใต้ความกราดเกรี้ยวของอ๋อง ฉี มันทำให้คนนับร้อยที่อยู่ภายในตำหนักไม่กล้าปริปากกล่าวอะไรออกมาแม้แต่นิดเดียว

     

    “ใช้ป้ายตราของข้าเรียกตัว เหยา กวงยี่ มาที่นี่!! ข้าจะตัดหัวมันเสีย!!”

     

    เสียงที่เต็มไปด้วยความดุดันของอ๋อง ฉี กวาดก้องไปทั่วทั้งท้องพระโรง

     

    ไม่นานหลังจากนั้น อาชาศึกก็ได้ควบทะยานตรงไปยังชายแดนอย่างรวดเร็ว

     

    เสนาตระกูล เว่ย , เสนาตระกูล ซู , เสนาตระกูล หลิน , เสนาตระกูล เจิ้ง , ตำหนักราชวงศ์ ฮั่น ,ตำหนักราชวงศ์ ฉู่ ..........เรื่องที่เกิดขึ้นนี้ก่อให้เกิดผลกระทบเป็นวงกว้างภายในหมู่ขุนนางชั้นสูงแห่งราชสำนักต้าถัง

     

    อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครรู้ว่าบุคคลที่มีความเกี่ยวพันกับเหตุการณ์นี้โดยตรง เหยา กวงยี่ กำลังทุกข์ทรมานมากกว่าทุกคน

     

    “เป็นไปไม่ได้!! เป็นไปไม่ได้ …….!!”

     

    ห่างจากชายแดนออกมาเล็กน้อย เหยา กวงยี่ นั่งอยู่บนหลังม้าซึ่งกำลังควบผ่านป่าอย่างช้าๆ ด้วยดวงตาที่ไร้ซึ่งวิญญาณ

     

    ตัวมันเป็นผู้ชนะจากการปะทะกับชนเผ่าหู มันสามารถเอาชนะได้โดยกองทัพของมันได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

     

    ในช่วงเวลาแห่งความเป็นตาย ใบหน้าของ เหยา กวงยี่ กลับเผยให้เห็นถึงความสับสนออกมาอย่างเด่นชัด

     

    มันไม่ควรเป็นฝ่ายที่จะต้องเผชิญกับการต่อสู้ครั้งนี้

     

    มันไม่ควรจะเป็นเช่นนั้น

     

    นี่ไม่ใช่สิ่งที่มันได้รับปากเอาไว้

     

    ..........

     

    เหยา กวงยี่ สามารถรับรู้ได้ถึงความรู้สึกภายในจิตใจของตนได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเมื่อใดมันก็ย่อมเพลิดเพลินกับชัยชนะอยู่เสมอ

     

    แต่ทว่าในฐานะผู้ชนะศึกในครั้งนี้ มันกลับไม่ได้รู้สึกยินดีแม้แต่นิดเดียว

     

    นั่นเป็นเพราะ เหยา กวงยี่ รู้ดีว่าสนามรบอีกแห่งที่มันเผชิญหน้ากับ หวัง หยาน และตระกูล หวัง นั้น ตัวมันนั้นได้พ่ายแพ้โดยสมบูรณ์

     

    ยิ่งกว่านั้น เหยา กวงยี่ มักจะภูมิใจในแผนการอันไร้ที่ติของตนอยู่เสมอ แต่ทว่าในครั้งนี้มันกลับไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าได้พ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิง

     

    “มันไม่ควรเป็นเช่นนี้......ข้าจะล้มเหลวได้อย่างไร!?”

     

    เหยา กวงยี่ พึมพำภายในใจ ความสับสนแผ่ซ่านขึ้นมาภายในร่างกาย ความคิดของมันบัดนี้ได้จมดิ่งไปกับความมืดมิด

     

    ก่อนเริ่มแผนการครั้งนี้ มันได้จินตนาการถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นนับครั้งไม่ถ้วน มันตรวจสอบอย่างละเอียดว่าไม่ข้อบกพร่องใดๆ ในแผนการของตน

     

    ไม่ว่า หวัง หยาน จะมีความสามารถมากเพียงใด เขาก็ไม่ใช่คนที่จะสามารถต้านทานแผนการของมันได้แน่นอน

     

    เหยา กวงยี่ จดจำได้อย่างแม่นยำ ว่าพลสอดแนมที่มันส่งออกไปนั้นรายงานกลับมาว่าไม่มีสิ่งใดผิดปกติ ก่อนที่มันจะเคลื่อนทัพออกมา

     

    กองทัพของ หวัง หยาน ยังคงตั้งค่ายอยู่ที่ชายแดนโดยไม่ได้เคลื่อนไหวใดๆ ทั้งสิ้น

     

    พลสอดแนมเหล่านี้มีความชำนาญ และซื่อสัตย์ต่อมันมาก หลังจากที่รับใช้มันมาตลอดหลายสิบปี จากการรายงานนั้น จึงทำให้มันมั่นใจอย่างมากว่าแผนการของตนจะต้องสัมฤทธิผลเป็นที่น่าพอใจแน่นอน

     

    ทว่าสิ่งที่ เหยา กวงยี่ พบกลับเป็นเพียงพื้นที่ว่างเปล่าโดยไม่มีค่ายของ หวัง หยาน ตั้งรับอยู่แต่อย่างใด

     

    ไม่ว่าจะเป็นไปด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม แต่ หวัง หยาน ก็ได้ถอนกำลังกลับไปห้าสิบลี้

     

    นี่คือสิ่งที่ เหยา กวงยี่ ตกตะลึงมากที่สุด

     

    ไม่ว่ามันจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม แต่เมื่อชนเผ่าหูข้ามชายแดนเข้ามาแล้ว ยามนั้นมันก็มีตัวเลือกเพียงอย่างเดียว นั่นคือเผชิญหน้ากับชนเผ่าหูแทนที่ หวัง หยาน

     

    ในการเดิมพันครั้งนี้ มันได้พ่ายแพ้โดยสมบูรณ์

     

    แผนการสร้างความคลางแคลงใจระหว่างอ๋อง ซ่ง และตระกูล หวัง พังมลายลงจนหมดสิ้น เป็นเรื่องยากสำหรับมันอย่างยิ่งที่จะสามารถจินตนาการถึงความกราดเกรี้ยวของอ๋อง ฉี ได้ในเวลานี้

     

    ใครคือคนที่ขุดหลุมพรางสำหรับมันในครั้งนี้!?

     

    เหยา กวงยี่ รู้สึกสับสนเกินกว่าจะสงบอารมณ์ได้

     

    หวัง หยาน!!

     

    เป็นไปไม่ได้แน่นอน!! หากว่าเขามีความสามารถเช่นนี้ เหยา กวงยี่ ย่อมไม่ชักชวนให้อ๋อง ฉี ทำตามแผนนี้อย่างแน่นอน!! แล้วเช่นนั้นใครเป็นคนที่อยู่เบื้องหลัง!? ใครคือที่มองแผนการของมันออก และขุดหลุมพรางสำหรับมันไว้เช่นนี้!?

     

    ทันใดนั้น แผ่นหลังของมันก็อาบชโลมไปด้วยเหงื่อเย็น ตลอดหลายสิบปีที่มันทำงานภายในราชสำนักมานั้น นี่เป็นครั้งแรกที่มันรู้สึกประหวั่นมากเช่นนี้

     

    เมื่อมันครุ่นคิดว่ามีนักปราชญ์ผู้มีความสามารถด้านกลยุทธ์ที่สามารถเปรียบปัญญากับมัน คอยให้ความช่วยเหลืออยู่เบื้องหลังตระกูล หวัง จึงทำให้มันรู้สึกราวกับว่ามีมีดกำลังจ่ออยู่ที่หลัง แม้จะกิน หรือนอน ก็ยังเป็นเรื่องยาก

     

    ..........

     

    “ฮ่าๆ ......!! เหยา กวงยี่ เจ้าพลาดแล้ว!!”

     

    ในเวลาเดียวกันนั้น ทางด้านค่ายของ หวัง หยาน ภายในค่ายกำลังเชือดสัตว์ และเตรียมเหล้าชั้นเลิศเพื่อเตรียมการฉลอง

     

    หวัง หยาน ได้ส่งเงินให้กับผู้ใต้บังคับบัญชาจัดงานฉลองขึ้น

     

    แม้ว่าการต่อสู้ที่เกิดขึ้นจะถูกจัดการโดย เหยา กวงยี่ ก็ตาม แต่ทว่า หวัง หยาน กลับมีความสุขกว่ามาก ทุกคนมองว่าเพราะ เหยา กวงยี่ และ หวัง หยาน เป็นแม่ทัพเช่นเดียวกัน จึงทำให้ หวัง หยาน มีความสุขสำหรับชัยชนะของ เหยา กวงยี่ แต่ทว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่ หวัง หยาน กำลังคิด

     

    หวัง หยาน ไม่มีความเชี่ยวชาญในการบริหาร และการวางแผน มันจึงทำให้เขาไม่รู้ว่า เหยา กวงยี่ พยายามเล่นงานเขาในโรงเตี๊ยมกระเรียนไพศาล รวมไปถึงพื้นที่ชายแดนแห่งนี้ด้วยเช่นกัน

     

    แต่มันไม่ได้หมายความว่าทันทีที่ชนเผ่าหูล่วงล้ำข้ามชายแดนมา และพลสอดแนมของเขาตรวจพบว่า เหยา กวงยี่ ได้เคลื่อนทัพมายังพื้นที่ตั้งค่ายของเขา แล้วเขาจะหลงลืมสิ่งที่เขาควรจะทำไปแต่อย่างใด

     

    มันเป็นกฎอาญาสิทธิ์แห่งกองทัพต้าถัง เมื่อใดก็ตามพบว่ามีการบุกรุก ห้ามมิให้กองทัพใดล่าถอยออกไป พวกเขาจำต้องเผชิญหน้ากับศัตรู และกวาดล้างเหล่าภยันตรายที่กล้ำกรายเข้ามาบนผืนแผ่นดินของต้าถัง

     

    หากผู้ใดฝ่าฝืนจะมีโทษถูกประหารทันที

     

    ไม่ว่าเขาจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม เมื่อกองทัพของ เหยา กวงยี่ เดินทางมาถึงแล้วนั้น เขาจำเป็นต้องร่วมมือกับ เหยา กวงยี่ เพื่อจัดการกับชนเผ่าหู

     

    ทั้งเขาและ เหยา กวงยี่ นั้นไม่ได้มีบุญคุณ หรือความเกลียดชังต่อกัน การเคลื่อนทัพของ เหยา กวงยี่ จึงกลายเป็นความตั้งใจอย่างชัดเจนของมันอย่างไม่ต้องสงสัย

     

    หากไม่ใช่เพราะคำเตือนของบุตรชายคนที่สามของเขา หวัง ชง แล้วนั้น เขาคงจะต้องตกสู่อุบายของ เหยา กวงยี่ ไปแล้ว

     

    “ตระกูล เหยา และตระกูล หวัง ร่วมมือกัน!!” นี่คือสิ่ง หวัง หยาน ครุ่นคิดถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้น หากเป็นเช่นนั้นความโกลาหลครั้งใหญ่ในเมืองหลวงจะต้องเกิดขึ้นอย่างไม่มีทางเลี่ยง

     

    หวัง ชง ได้กล่าวว่า เหยา กวงยี่ ตั้งใจจะทำร้ายเขาตั้งแต่ในโรงเตี๊ยมกระเรียนไพศาล แต่ทว่าเขาไม่ได้เชื่อในคำกล่าวนั้น อย่างไรก็ตาม เมื่อผ่านเหตุการณ์ที่ชายแดนมาเช่นนี้ เขาก็ไม่มีความแคลงใจในคำกล่าวของบุตรชายของตนอีกต่อไป

     

    “ชงเอ๋อ......เจ้ารู้เรื่องนี้ได้อย่างไรนะ!?”

     

    ภายใต้ชุดเกราะเหล็ก หวัง หยาน จ้องมองไปยังทิศเหนือ หัวใจของเขาคละคลุ้งไปด้วยความสับสน และความสงสัย

     

    มีความสงสัยมากมายในใจของ หวัง หยาน

     

    หวัง ชง บุตรชายของเขาเป็นเพียงเด็กอายุสิบห้าปีเท่านั้น อีกทั้งยังเป็นคนเกเร และไม่เอาไหน ไม่เพียงแค่นั้น เขายังได้ข่มเหงผู้หญิงกลางวันแสกๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เขาผิดหวังอย่างมาก

     

    หวัง หยาน ไม่อาจจะเข้าใจได้แม้แต่นิดเดียวว่าทำไม หวัง ชง ที่เป็นเพียงแค่เด็กเช่นนั้น ถึงได้ล่วงรู้แผนการของ เหยา กวงยี่ และสามารถวางกลอุบายให้เขาตอบโต้กลับไปได้เช่นนี้

     

    เหยา กวงยี่ ไม่ใช่คนทั่วไปแม้แต่นิดเดียว

     

    ไม่มีทางเลยที่เด็กอายุเพียงสิบห้าปีเช่น หวัง ชง จะสามารถล่วงรู้กลอุบายของมันได้ หากไม่ใช่เพราะคำสั่งของกรมยุทธการที่ให้เขาประจำอยู่ภายในค่ายแล้วนั้น เขาคงจะต้องกลับไปยังเมืองหลวงเพื่อสอบถาม หวัง ชงด้วยตัวเองแล้วแน่นอน

     

    “จดหมายที่ข้าส่งไปคงถึงเมืองหลวงแล้ว.....!!”

     

    หวัง หยาน ยืนอยู่บนเนินดินสูงจ้องมองไปยังท้องฟ้าที่มืดสลัวด้วยดวงตาที่สั่นไหว ไม่กี่วันก่อนนี้เขาได้ส่งจดหมายกลับไปยังเมืองหลวง และในเวลานี้ หวัง ชง คงจะได้รับจดหมายฉบับนั้นแล้ว

     

    ....................

     

    การตีเหล็กหวู่จือยังคงดำเนินต่อไป

     

    หวัง ชง กลับมายังตำหนักตระกูล หวัง ทุกวันหลังจากเสร็จสิ้นการตีเหล็กเย็น

     

    “ท่านแม่....!!”

     

    หวัง ชง เปิดประตูเข้าไปพร้อมกับกล่าวทักทายผู้เป็นมารดาตามปกติ ขณะที่เขาก้าวเข้ามาภายในตำหนัก อย่างไรก็ตาม เมื่อเขาหันกลับมาเขาก็ต้องตกตะลึงอย่างมาก เพราะห้องโถงที่เคยว่างเปล่าในทุกๆ วันนั้น วันนี้มันกลับมีคนจำนวนมากอยู่ภายในนี้

     

    เมื่อเสียงของ หวัง ชง ดังขึ้น ทุกคนที่อยู่ภายในห้องต่างก็หันมามองที่เขาเป็นตาเดียวกันทั้งหมด

     

    “ท่านแม่!!”

     

    “ท่านลุงใหญ่!!”

     

    “ท่านป้าใหญ่!!”

     

    “ท่านอาสี่!!”

     

    “พี่หญิงรอง!!”

     

    ..........

     

    เมื่อมองไปยังใบหน้าของเหล่าคนที่คุ้นเคยภายในห้อง หัวใจของ หวัง ชง ก็สั่นสะท้านขึ้นมาด้วยความกังวลทันที

     

    แม้ว่าจะมีคนจำนวนมากอยู่ภายในห้องก็ตาม แต่ทว่าบรรยากาศกลับเงียบสงัดจนน่าหวาดกลัว

     

    นอกเหนือจากวันครบรอบวันคล้ายวันเกิดของท่านปู่ของเขาแล้วนั้น หวัง ชง ก็ไม่เคยเห็นคนจำนวนมากมารวมตัวกันในตำหนักตระกูล หวัง เช่นนี้มาก่อน

     

    โดยเฉพาะท่านลุงใหญ่ของเขา ที่ในเวลานี้นั่งอยู่กลางห้องโถงด้วยใบหน้านิ่งจนเขาไม่สามารถอ่านความคิดได้

     

    “หรือจะเป็นความคืบหน้าเรื่องที่บรรพบุรุษเฒ่าตระกูล เหยา รายงานไปยังองค์จักรพรรดิ!?”

     

    หัวใจของเขาเต้นระรัวขึ้นมาอย่างมาก ขณะที่เขาไม่รู้ว่าการรวมตัวเช่นนี้จะส่งผลเช่นไรต่อเขา ขณะที่กำลังจมดิ่งไปกับความสับสนอยู่นั้น หวัง ชง ก็สัมผัสได้ว่าร่างกายของเขากำลังถูกโอบกอดเอาไว้อย่างกะทันหัน

     

    “ชงเอ๋อ!!”

     

    ขณะที่ หวัง ชง กำลังจะดิ้นออกมาอยู่นั้น เสียงที่อ่อนโยนก็ดังผ่านหูของเขา นั่นทำให้เขาผ่อนคลายลงอย่างมาก เพราะนั่นเป็นมารดาของเขา

     

    “ชงเอ๋อ ท่านพ่อได้บอกทุกอย่างแล้วในจดหมายของท่าน ลูกเติบโตขึ้นมากจริงๆ แม่ได้ทำผิดต่อเจ้าไปมากในอดีต.....!!”

     

    จ้าว ซูฮัว กล่าวพร้อมกับร่ำไห้ออกมาเบาๆ น้ำตาของนางไหลผ่านแก้ม และหยดลงบนหน้าอกของ หวัง ชง นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นมารดาอ่อนไหวตั้งแต่ได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง

     

    หวัง ชง ประหลาดใจไม่น้อย แต่เมื่อเขามองข้ามผ่านไหล่ของมารดาออกไป เขาก็มองเห็นจดหมายฉบับหนึ่งที่ถูกเขียนด้วยลายมือที่เขาคุ้นเคยวางอยู่บนโต๊ะ

     

    “ลายมือท่านพ่อ.....!!”

     

    ความคิดมากมายพวยพุ่งขึ้นมาภายในห้วงความคิดของเขา หวัง ชง พอจะคาดเดาบางอย่างออกได้คร่าวๆ เขายื่นฝ่ามือออกไปเพื่อกอดรับมารดาเอาไว้

     

    “ท่านแม่!!”

     

    ในที่สุด หวัง ชงก็สามารถเข้าใจได้ว่าเหตุใดทุกคนจึงมารวมตัวกันที่นี่ เพราะผ่านไปนานในที่สุดจดหมายจากบิดาของเขาก็ถูกส่งกลับมายังตระกูล

     

    จากท่าทีของมารดาในเวลานี้ ดูเหมือนว่าความพยายามของเขาจะไม่สูญเปล่า และดูเหมือนว่าท่านพ่อจะฟังคำแนะนำของเขา

     

    ความอบอุ่นได้ไหลผ่านเข้ามาภายในใจของเขา มันทำให้ความกดดันที่เขาเก็บเอาไว้ถูกปัดเป่าออกไปไม่น้อย....

     

    ......................

    คล้ายกับเรื่องจักรพรรดิข้ามกาลเวลา ที่คุณอ่าน