มีนาคม ค.ศ. 1932 ณ ท่าเรือเมืองเจมทาวน์
เรือเดินสมุทรลำใหญ่เทียบท่าแล้วผู้โดยสารทยอยเดินขึ้นฝั่งอย่างคลาคล่ำ กุลีหลากหลายสัญชาติรีบเร่งขนสินค้าสัมภาระอันหนักอึ้ง รถลาก รถยนต์แล่นกันขวักไขว่ทั้งเสียงรถเสียงคนแข่งกันระเบ็งเซ็งแซ่
ดรุณีนางหนึ่งพร้อมกระเป๋าเดินทางใบโตท่าทางงามสง่า ผมยาวสีน้ำตาลเข้ม ตัดกับหมวกสีขาวติดโบว์สีชมพู ร่างอันงามระหงในชุดซัมเมอร์เดรสสีขาวยาวคลุมเข่า แขนสั้น คอเสื้อชั้นนอกแบะออกเป็รูปตัววีเผยให้เห็นคอเสื้อชั้นในปิดถึงยอดอก มือทั้งคู่สวมถุงมือสีน้ำตาลจับกระเป๋าถือกิ๊บเก๋พอดีมือ หล่อนกวาดสายตาไปรอบ ๆ บริเวณพักหนึ่ง
“ ซูด้า ! ทางนี้ ” เสียงเล็ก ๆ ของผู้หญิงร้องเรียก
“ กาวิต้า ! ” สาวขุดขาวเรียกเ้าของเสียงแรก ต่างโผเข้าสวมกอด
“ไม่ได้เจอกันนาน คุณหนูโสมสุดา สวยขึ้นเยอะเลยนะเ้าคะ ” กาวิต้า สาวหน้าตาคมเข้มแกมหวาน แบบอินเดีย พินิจดูเพื่อนไปทั่ว ๆ ด้วยสีหน้าและแววตาที่ปลื้มปิติ
“ เธอก็สวยขึ้นจนจำแทบไม่ได้นะแล้วเธอแต่งงานหรือยังล่ะ ”
“โอ้ย ยังหรอก ไปเถอะ ๆ ค่อยไปคุยกันในรถ ” กาวิตาจับมือเพื่อนขึ้นรถ ในขณะที่คนขับรถก็นำกระเป๋าใบใหญ่ไปไว้ท้ายรถ
จากไปนานนับ20 ปี เจมทาวน์เปลี่ยนแปลงไปมาก ถนนสายใหม่ ๆ ตึกรามบ้านช่องแบบใหม่ ๆถูกสร้างขึ้นตามอย่างยุโรป
“ แล้วนี่เธอรับปริญญาแล้วหรือเรียนจบสาขาอะไรมาล่ะ ” กาวิตาถาม
“ รับแล้วจบสาขาการหนังสือพิมพ์และนักข่าว ” โสมสุดาตอบ
“ อืมแล้วจะกลับไปช่วยอากงทำการค้ารังนก หรือจะทำงานอะไรล่ะ ในบ้านเมืองเรายังไม่ค่อยมีผู้หญิงเป็นักข่าวหรือทำงานหนังสือพิมพ์หรอกนะ จะไหวหรือ “กาวิตาซักถามด้วยความเป็ห่วง
“ ฉันอยากทำงานนักข่าวมากกว่าไม่ชอบงานค้ารังนก มันรู้สึกเหมือนเราไปเบียดเบียนสัตว์ก็ไม่ปานฉันเคยเห็นนกมันคายน้ำลายมาทำรังจนออกมาเป็เื แล้วก็ตาย น่าสงสารมันไม่เอาหรอก แล้วเธอล่ะ กาวิต้า ทำงานอะไร ”
“ฉันก็ช่วยพ่อแม่ขายผ้าแถวตลาดน่ะแหละมันเป็อาชีพหลักของชาวอินเดียอย่างฉันอยู่แล้วนี่ั้แ่เรียนจบคอนแวนต์ที่ปีนังพร้อมเธอ ฉันก็ไม่ได้เรียนต่อ ”
“ ดีแล้ว ได้อยู่ใกล้พ่อแม่ ต่างจากฉันที่เป็กำพร้า จริงสิฉันต้องกลับไปเยี่ยมอากง อาม่า ที่กันตังเสียก่อนดีกว่า ไปวันมะรืนนี้แหละ”
ณ คฤหาสน์ตระกูลเติ้ง เมืองกันตัง สยามประเทศ
อาคารไม้สองชั้นเก่าแก่ ทั้ง ประตูหน้าต่าง ระเบียง และชายคา ล้วนฉลุลายอย่างสวยงามในแบบพื้นเมืองผสมยุโรปยังคงสภาพสมบูรณ์เหมือนเมื่อ 20 ปีก่อน
โสมสุดาเดินเข้าไปยังห้องโถง ที่มีโต๊ะบูชาวางอยู่ติดผนังด้านในบนโต๊ะมีภาพถ่ายของคนที่เธอไม่ได้พบมานานแล้ว และคงไม่ได้พบตลอดไป หนึ่งท่านคือขุนพิทักษ์ที่หายสาบสูญไป อีกหนึ่งนั้น คือแม่ปาหนันที่ตรอมใจตายไปั้แ่เธอยังเรียนมัธยมที่ปีนัง บัดนี้ชีวิตเธอก็เหลือแต่ปู่ ย่าและญาติ ๆ ของพ่อแม่เท่านั้น
“คุณพ่อคะ ลูกขอสัญญาว่า จะตามหาพ่อให้พบ ไม่ว่าพ่อจะยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ลูกต้องรู้ให้ได้ว่าพ่อหายไปไหน ” สาวผิวเหลืองั์ตาแขกจ้องมองภาพนั้นทั้งน้ำตาคงเป็ด้วยเหตุนี้กระมัง โสมสุดาจึงเลือกเรียนวิชาทำข่าวเพื่อสืบหาพ่อ ผู้เสียสละชีวิตและครอบครัวเพื่อบ้านเมือง
ณ กรุงฮานอยประเทศเวียดนาม
ในห้องทำงานของผู้จัดการโรงแรมโตนหนือพาเลซ(Ton Nue Palace) ย่านเฟรนช์ ควอเตอร์ ( FrenchQuarter ) อันเต็มไปด้วยโรงแรมห้าดาวในตึกสไตล์โคโลเนียลแบบฝรั่งเศสอันสวยงาม หลี่จิงจิงกับแม่นั่งอยู่หน้าโต๊ะของผู้จัดการวัยกลางคนผู้หนึ่ง
“ ก่อนอื่นอาก็ขอแสดงความเสียใจด้วยกับการสูญเสียคุณพ่อของหนูนะพ่อของหนูกับอาก็เป็เพื่อนกัน เคยทำมาค้าขาย รู้จักกันมาหลายสิบปีั้แ่อายังทำงานอยู่ที่เมืองสยาม เมื่อหนูเดือดร้อนมา อาก็ยินดีช่วยพอดีตอนนี้โรงแรมของเรามีตำแหน่งพนักงานเสริฟว่างอยู่ หนูพูดภาษาอังกฤษได้ใช่ไหมจะให้พักอยู่ในบ้านพักคนงานของโรงแรมนี่แหละ คุณแม่หนูก็ให้พักอยู่ด้วยกัน ค่อย ๆเก็บเงินรักษาตัวไปนะ อาซ้อ อีกไม่นานก็คงดีขึ้น” ผู้จัดการกล่าว
“ ค่ะ คุณอาหนูพูดอังกฤษ จีน ได้ดีและฝรั่งเศสได้นิดหน่อย หนูขอขอบคุณคุณอามากนะคะ”หลี่จิงจิง ตื้นตันใจ
“ เราสองแม่ลูกจะไม่ลืมบุญคุณนี้เลย”แม่ของหลี่จิงจิงกล่าว
นับจากวันนั้นหลี่จิงจิงก็ตั้งใจทำงานเสริฟอาหารในโรงแรมนั้นอย่างขยันขันแข็งและเก็บหอมรอมริบไว้เป็ค่ารักษาอาการป่วยของแม่
ณ สำนักงานหนังสือพิมพ์เกาหัวเยอะเป้า กรุงเจมทาวน์
“ คุณโสมสุดาเชิญเข้าสัมภาษณ์ในห้องบ.ก.ได้แล้วค่ะ ”เลขานุการยื่นแฟ้มเอกสารให้บัณฑิตสาวจบใหม่
โสมสุดาเปิดประตูเข้าไป แล้วชะงักเล็กน้อย เมื่อเห็นสารรูปของบรรณาธิการเธอยกมือไหว้ ก่อนจะยื่นเอกสารให้ผู้สัมภาษณ์
“เชิญนั่ง ” บ.ก.ผู้มีทรงผมยุ่งเหยิงราวกับรังนก และหนวดสีเทาปกคลุมเหนือริมฝีปากผายมือเชื้อเชิญ พร้อมกับพลิกแฟ้มประวัติของโสมสุดาดูอย่างผ่าน ๆ ก่อนจะถามว่า
“อืม จบวิชาหนังสือพิมพ์และการข่าว มหาวิทยาลัยนอร์ธ สิงคโปร์ ( North Singapore University ) ทำไมถึงเลือกเรียนวิชานี้ล่ะ ”
“ดิฉันอยากเป็นักข่าวค่ะ อยากจะทำงานที่ให้ข้อมูล ให้ความจริงแก่ประชาชนจะได้ไม่ต้องถูกผู้มีอำนาจปิดหูปิดตา จนถูกหลอกให้ยากจน ”
“ แต่มันลำบากนะ อาชีพนักข่าวแล้วก็เสี่ยงอันตรายด้วย คุณเป็สตรี จะทนไหวรึ ” บ.ก. ขยับแว่นถาม
“อันตรายนั้น ดิฉันไม่กลัวหรอกค่ะ เพราะเสี่ยงยิ่งกว่านี้ก็เคยผ่านมาแล้วและดิฉันก็มีอุดมการณ์ ที่จะทำให้ได้ตามความฝัน ” อาหมวยตาคมยืนยัน
“โอเค ถ้าเช่นนั้น ผมจะรับคุณเข้าทำงาน ทดลองงานก่อนสามเดือน ถ้าผ่านการประเมินจะบรรจุเข้าเป็นักข่าวประจำ ตกลงนะ ”
“ โอขอบคุณมาก ๆ ค่ะ ” โสมสุดายิ้มแก้มแทบปริ
“วันจันทร์นี้มาเริ่มทำงานได้เลย แล้วพบกัน ซียู๊ ”
โสมสุดาเดินออกมาหน้าสำนักหนังสือพิมพ์ก็แวะซื้อกับข้าวร้านยายมะ
“ยายคะ เอาข้าวเหนียว ไก่แกง และขนมขนุน ห่อให้ด้วยจ้ะ ”
“น้ำพริกฮาดูก็อร่อยนะคะ รับไหมคะ เพิ่งทำเสร็จใหม่ ๆ เดี๋ยวยายแถมผักให้เยอะ ๆ ”ยายแม่ค้าเชิญชวนให้ซื้อเพิ่ม
“ก็ได้ค่ะ ” ว่าที่นักข่าว ยื่นธนบัตรให้
“แล้วคุณมาสมัครงานที่สำนักนี้หรือคะ เขาว่าอย่างไรคะ ”
“เขารับเข้าทำงานจ้ะ ให้เริ่มงานวันจันทร์นี้ ”
“แหมดีใจด้วยค่ะ อย่าลืมมาอุดหนุนกับข้าวยายบ่อย ๆ นะคะ อ้อว่าแต่คุณชื่ออะไรคะ ขอโทษค่ะที่ถาม ”
“ชื่อ โสมสุดา ศรีตรังค่ะ ”
“เอ๊ะ นามสกุลศรีตรัง คุ้น ๆ คุณเป็อะไรกับท่านขุนพิทักษ์ทวยหาญหรือคะ คุณหมอหลงศรีตรังน่ะคะ ” แม่ค้าเริ่มถามซอกแซก
“โอ๊ย ! ยาย ไปถามอะไรเขานักหนานะ มันเื่ส่วนตัวของเขา ”เด็กสาวรุ่นกระเตาะที่มาช่วยยายขายของยุดแขนยายมะไว้ไม่ให้พูด
“เออน่ะ นังชะอม ข้าเห็นคุณหนูเขาน่ารักน่าเอ็นดู ก็เลยถามมากไปหน่อยคุณหนูอย่าถือสายายเลยนะคะ ” ยายมะส่งห่อกับข้าวให้โสมสุดา
“ไม่เป็ไรหรอกจ้า ยาย น้องชะอม หนูเป็ลูกของคุณหมอค่ะ ”
ยายมะตื่นเต้นพูดไม่ออก ตาแดง ๆ เหมือนจะร้องไห้
“ยายคะ หนูไปก่อนนะ ไว้วันจันทร์ค่อยคุยกันใหม่ ” โสมสุดารีบเดินจากไป ทิ้งให้ยายมะมองตามหลังเหมือนมีความในใจที่อยากจะพูด
* หมายเหตุ NorthSingapore University หรือ NSU เป็มหาวิทยาลัยที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดในประเทศสิงคโปร์ก่อตั้งเมื่อ ค.ศ.1905 ชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยนี้ก็คือหนึ่งในมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในเอเชียและเคยเป็หนึ่งใน 20 มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลกชาวสิงคโปร์ส่วนมากสำเร็จการศึกษาจากสถาบันแห่งนี้
เช้าวันหนึ่ง
หลี่จิงจิงทำหน้าที่เสริฟอาหารเช้าในห้องอาหารของโรงแรมตามปกติแต่วันนี้ มีชายหนุ่มอายุราวสามสิบห้า แต่งกายภูมิฐานในชุดสูทเดินมานั่งที่โต๊ะติดระเบียง
“ เชิญค่ะ รับอะไรดีคะ”หลี่จิงจิงในชุดอ๋าวหย่ายถาม
“ ขอครัวซองกับเนยและแยมพร้อมกาแฟร้อนนะครับ”
“ ได้ค่ะ รอสักครู่นะคะ”
ชายหนุ่มนั่งมองออกไปนอกระเบียงโรงแรมเห็นผู้คนสัญจรผ่านไปมาที่ถนนหน้าโรงแรม บ้างขี่จักรยานบ้างก็ใช้บริการนั่งรถสามล้อถีบที่ชาวเวียดนามเรียกว่า ซิกโลซึ่งที่นั่งผู้โดยสารจะอยู่ด้านหน้า คนปั่นอยู่ด้านหลัง
“มาแล้วค่ะ อาหารเช้า” เสียงใส ๆ ของสาวน้อยดึงชายหนุ่มออกจากภวังค์
ครัวซองสองชิ้นจัดวางในตะกร้าจักสานพร้อมถ้วยเล็ก ๆใส่เนยและแยม เสริฟกับกาแฟหอมกรุ่นซึ่งมีที่กรองกาแฟเล็ก ๆตั้งมาบนถ้วยกาแฟ ปล่อยให้กาแฟหยดลงถ้วยช้า ๆ นักธุรกิจหนุ่มฉีกครัวซองจุ่มลงในถ้วยกาแฟ ก่อนจะใส่ปาก เคี้ยวอย่างละมุนลิ้นนี่คือวัฒนธรรมการกินอาหารเช้าแบบฝรั่งเศส
“เฮลโล มิสเตอร์มหันต์” เสียงทักทายของชายวัยกลางคนชาวตะวันตกผมสีน้ำตาลรูปร่างผอมสูง เขาเดินมาถึงโต๊ะของชายหนุ่มเมื่อสักครู่
“บองชู เมอสิเออ ปิแอร์” ชายชื่อมหันต์กล่าวทักตอบพร้อมเชิญแขกนั่ง
“ผมมีข่าวดี ทางการฝรั่งเศสอนุมัติการสั่งซื้อสินค้าจากคุณแล้วอยากทราบว่าจะส่งล้อตแรกให้เราได้เมื่อไร” ปิแอร์ถาม
“พร้อมส่งให้ได้ภายในครึ่งเดือนนี้ ของจะส่งมาทางเรือ คุณรอรับได้เลย”
“ขอบคุณมาก” ปิแอร์กล่าวขอบคุณ พร้อมกับยื่นมือไปเช็คแฮนด์กับมหันต์
เย็นวันนั้น
หลี่จิงจิงเลิกงานแล้วขี่จักรยานกลับมาถึงบ้านพัก ที่เป็เรือนแถวไม้สองชั้น มีหลายห้องซึ่งห้องที่หล่อนพักอยู่ชั้นล่าง
“แม่ หนูกลับมาแล้ว” หมวยสาว ร้องเรียกแม่จากหน้าประตูห้อง
“อ้อ กลับมาแล้วหรือ จิงจิง ได้อะไรมากินล่ะ” แม่ถาม
“มีกุ้ง มีปลา เส้นบุ๋น ว่าจะนึ่งปลา และทำบุ๋นใส่กุ้งชุบแป้งทอดให้แม่กินจ้ะ”
“เออ ดี ๆ แม่ชอบกินบุ๋น ( คล้ายเส้นขนมจีน) มาอยู่ที่นี่คิดถึงหมี่ฮกเกี้ยนแต่หากินไม่ได้ ส่วนใหญ่จะกินเฝอ กับบุ๋น หรือปอะเปี๊ยะสด กินขนมปังฝรั่งเศส (ผ่ากลางแล้วใส่หมูยอ กุนเชียง ผักสดต่าง ๆ เวียดนามเรียก แบ๋งหมี่ปาเต) “
“หนูทำงานที่โรงแรมก็แอบดูวิธีทำอาหารเวียดนามในครัวมาหลายอย่าง ว่าง ๆจะทำให้แม่กินนะ อย่างแบ๋งแส่ว (ขนมเบื้องญวน )”
สองแม่ลูกใช้ชีวิตกันอย่างสมถะในเรือนพักคนงานแห่งนั้นอย่างมีความสุขตามฐานะของคนอพยพมิรู้วันใด จะได้กลับคืนไปยังถิ่นเกิดที่สิงคโปร์
9 เมษายน ค.ศ.1932
ณ ลานกว้างหน้าพระราชวัง อกานันดอ
ยามเช้า
วันนี้เป็วันฉลองครบรอบ 10 ปี แห่งชัยชนะของกองทัพโซวันนาเหนือกองทัพเรือของเครือจักรภพ ที่ถูกคลื่นทะเลขนาดั์ “ สุนาโมะ ” ถล่มจนเรือรบล่มลงกลางทะเลอันดามันจนหมด
ทิวแถวทหารทุกเหล่าทัพเดินสวนสนามผ่านหน้าพระที่นั่งของพระเ้าหมื่นฟ้าปาดี พระเป็เ้าเหนือหัวาาธิบดีแห่งโซวันนา พร้อมทั้งเ้านายพระราชวงศ์ และเหล่าข้าราชบริพารชั้นสูงเต็มพลับพลาที่ประทับ
ยามค่ำ
พระราชอุทยานหลวง ” รมมินดี ”ถูกใช้เป็สถานที่จัดงานรื่นเริงของวันฉลองชัยชนะ ฯ มีมหรสพการแสดงต่าง ๆการออกร้านขายสินค้าจากต่างประเทศ การประกวดนางงาม “ บุหลันกันยา “ ซึ่งนับเป็สาวงามระดับชาติในแต่ละปี
โสมสุดากับเพื่อนสาว ก็มาเที่ยวงานในคืนนี้ พากันชมโคมไฟสีต่าง ๆที่ประดับประดาทั่วบริเวณ พลุหลากสีถูกจุด จนแพรวพราวไปทั่วท้องฟ้าราวกับราตรีมิเคยหลับใหล ประชาชนทั้งเด็กและผู้ใหญ่ต่างเดินชมงานจนแทบเบียดเสียดกัน
และโดยไม่คาดคิด …
รถยนต์บรรทุกคันหนึ่งแล่นมาอย่างแรง ส่ายไปมาคล้ายเสียการควบคุมแล้วพุ่งชนแผงขายอาหารจนข้าวของกระเด็นออกเป็ห้าหกสาย ทั้งถ้วยชามช้อนส้อมมีดสับไก่ ปลิวไปเกือบจะโดนชายหนุ่มคนหนึ่งที่ยืนอยู่ด้านหน้าเธอโดยไม่รู้ตัว
พริบตานั้น
โสมสุดาพุ่งตัวเข้าไปใช้ผ้าพันคอผืนยาวด้วยลีลาการหลบหลีกอย่างรวดเร็วและพลิ้วไหวคล้ายดอกไม้ที่กำลังหมุนคว้างอยู่กลางธารน้ำใต้น้ำตก กวัดแกว่ง เก็บรวบเอาสิ่งของไว้ได้เกือบหมดเหลือแต่ปังตอเล่มใหญ่ พุ่งเข้าใส่ชายหนุ่มที่ยังไม่รู้ตัวสาวงามตัดสินใจเบี่ยงตัวถีบเขาล้มลง
ท่ามกลางการตกตะลึงของคนรอบข้าง
หนุ่มหล่อสะบัดหัวให้หายมึนแล้วลุกขึ้นมาปัดฝุ่นตามเสื้อผ้าก่อนจะถามโสมสุดาอย่างขัดเคืองว่า
“ มาถีบผมทำไม ! ” แล้วสายตาของทั้งคู่ก็ประสานกัน ชายหนุ่มถึงกับตะลึงในความงามของโสมสุดาแต่หล่อนไม่ตอบ
กาวิต้าชี้ให้ดูปังตอที่ปักคาเสาไม้ข้างชายนั้นเหมือนจะกล่าวว่า หากเขาไม่ล้มลง มันคงผ่าอกเขาเหมือนดังอกไก่ไปแล้ว
ชายหนุ่มเอ่ยคำขอโทษและถามชื่อคนถีบผู้มีพระคุณ แต่โสมสุดาจูงมือเพื่อนจากไปอย่างไม่ไยดี….
กลางดึกคืนนั้น
หนุ่มที่เพิ่งโดนถีบเมื่อหัวค่ำยืนคลำรอยช้ำที่สีข้างของตนเองอยู่บนระเบียงคฤหาสน์ ในใจก็นึกถึงใบหน้าแสนหวานของสาวเ้าของรอยเท้าช่างงามประดุจนางบุษบาในนิทานปันหยี เธอเป็ใครกันนะ ชื่อเสียงเรียงนามใดบ้านอยู่ที่ไหน ท่วงท่าอันรวดเร็วของนางในเสี้ยวนาทีชีวิตของเขานั้นยังความฉงนฉงายว่ามันเป็วิชาของสำนักใด คลับคล้ายปันจักสีลัต ผสมผสานกับกังฟูของจีนแต่เพราะความว่องไวจนลายตา จึงมิอาจชี้ชัดลงไปได้
“ ไมตรี ยังไม่นอนอีกหรือลูก ”เสียงสตรีสูงวัยที่มาเคาะประตูถาม ทำลายภวังค์ของเขาโดยพลัน
“ กำลังจะนอนครับแม่ ”เขาเดินเข้าไปเปิดประตู แล้วกอดแม่ “ราตรีสวัสดิ์ครับแม่ พรุ่งนี้ผมมีประชุมแต่เช้านะครับ” “ จ้าลูก”
หลายวันต่อมา
เที่ยงวันแล้วมหันต์มานั่งที่โต๊ะของห้องอาหารในโรงแรมโตนหนืออีกครั้ง
สาวน้อยในชุดอ๋าวหย่ายสีม่วงเข้มมิดชิดรัดกุมั้แ่คอจรดเท้า แต่แบบบางแนบเนื้อ ดูเย้ายวนอย่างประหลาด หลี่จิงจิงกล่าวต้อนรับลูกค้าขาประจำของห้องอาหารด้วยอัธยาศัยไมตรีอันดี
“วันนี้จะรับอะไรดีคะ”
“ขอกุ้งพันอ้อย ยำมะละกอกับเนื้อวัวย่าง และไวน์แดงนะ”
“ได้ค่ะ”
หลังจากรอสักพักหล่อนก็นำอาหารมาเสริฟ แล้วไปยืนรอรับคำสั่งจากลูกค้าที่โต๊ะอื่นส่วนมหันต์ก็กินอาหารไปคนเดียว ยังไม่ทันอิ่มก็มีเสียงเด็กผู้ชายดังมาจากข้างโต๊ะ
“คุณครับ ช่วยซื้อดอกไม้สวย ๆ นี่สักช่อสิครับ ผมจะหาเงินไปเลี้ยงพ่อแม่”
เป็เด็กผู้ชายอายุราวเก้าขวบ หน้าตาฉลาด ดวงตาแจ่มใสเป็ประกายน่ารักน่าเอ็นดู
“เท่าไหร่ล่ะ”มหันต์ถาม
“500 ด่งครับ”
“ฉันซื้อช่อนึง แล้วหนูช่วยเอาไปให้พี่ผู้หญิงที่ยืนอยู่นั่นน่ะ บอกว่าฉันให้”
“ขอบคุณมากครับคุณใจดีจริง ๆ พี่สาวคนนั้นก็สวย ดูเหมาะสมกับคุณจังนะครับ”ว่าแล้วก็เดินเอาช่อดอกไม้ไปให้หลี่จิงจิงหล่อนรับดอกไม้แล้วหันมามองมหันต์ด้วยท่าทีประหลาดใจแกมด้วยความเขินอาย
เมื่อมหันต์สั่งชำระค่าอาหารแล้วกำลังจะลุกกลับหลี่จิงจิงก็กล่าวทิ้งท้ายว่า
“ขอบคุณนะคะสำหรับช่อดอกไม้”
“ไม่เป็ไรครับ ยินดีครับ” เขากล่าวก่อนจะโค้งคำนับเบา ๆ แล้วเดินจากไป
หลี่จิงจิงเดิมเป็คนประเภทหญิงรักหญิงไม่นึกชอบผู้ชายมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว แต่กับชายคนนี้หล่อนรู้สึกประทับใจเขาอย่างลึกลับ เหมือนมีแรงดึงดูดบางอย่างหรือนี่จะเรียกว่ารักแรกพบกระนั้นฤา บ้าน่ะ หล่อนคิดขัดแย้งกับตัวเอง
24 เมษายน ปีเดียวกัน
งานสโมสรสันนิบาตสนามหน้าทำเนียบรัฐบาล
เสียงเพลงในจังหวะแทงโก้บรรเลงขับกล่อมบรรดานักลีลาศกิตติมศักดิ์อันประกอบด้วยทูตานุทูตจากประเทศต่าง ๆ บ้างก็ยืนจับกลุ่มสนทนาข้างโต๊ะคอกเทล
ครั้นเพลงจบลงพิธีกรก็ประกาศว่า องค์เหนือหัวหมื่นฟ้าปาดี เสด็จพระราชดำเนินมาถึงแล้วเพลงบรรเลงสรรเสริญพระบารมีก็เริ่มขึ้น
จากนั้นพระเ้าหมื่นฟ้าทรงมีพระราชปฏิสันถารกับบรรดาแขกผู้มีเกียรติเสด็จประทับนั่งยังโต๊ะจัดเลี้ยง เสวยพระกระยาหารกับทูตทั้งหลาย
พิธีกรกล่าวแนะนำบุคคลสำคัญฝ่ายรัฐบาลผู้เป็เ้าภาพจัดงานผู้ถูกขานชื่อก็ลุกขึ้นโค้งคำนับทีละคน เมื่อเอ่ยถึงชื่อ ไมตรี ยงอยู่ เลขาเสนาบดีเขาลุกขึ้นยืนโค้งคำนับอย่างสง่าผ่าเผย หารู้ไม่ว่าหนึ่งในผู้จับจ้องเขานั้นมีบริกรสาวคนหนึ่ง ซึ่งป้ายชื่อติดหน้าอก ระบุว่า “ มัญจา ซาลามัต ”หล่อนคอยเสริฟเครื่องดื่มให้แขกอยู่นานแล้ว ขณะสายตาก็เหลือบมองมายังไมตรีเป็ระยะๆ ในใจก็คิดว่า
“นี่มัน... คนที่เราถีบคืนนั้นนี่นาที่แท้เป็ลูกของศัตรูผู้ทำให้เราต้องพลัดพรากจากพ่อ ”
โสมสุดาซึ่งบัดนี้แปลงโฉมเป็สาวผิวเข้มตามแบบคนมาเลย์พื้นเมืองทั่วไป เธอมาทำอะไรที่นี่
อยู่มาวันหนึ่ง
แม่ของหลี่จิงจิงตากผ้าอยู่หน้าห้องพักก็พลันเป็ลมล้มลง เพื่อน ๆ คนงานของโรงแรมช่วยกันปฐมพยาบาลแล้วส่งโรงพยาบาลบางคนก็วิ่งไปบอกหลี่จิงจิง
“หลี่จิงจิงแม่ของเธอเป็ลม พวกเราพาไปส่งโรงพยาบาลแล้ว เธอรีบไปดูเร็ว”
“หา แม่ ทำไมถึงเป็ลมได้ล่ะ ค่ะ ๆ หนูจะรีบไป ขอบคุณมากนะคะ”
เมื่อไปถึงโรงพยาบาลหมอก็บอกว่าแม่ของหล่อนปลอดภัยดี กำลังพักรักษาตัวในห้องผู้ป่วยแต่แม่ของเธอกำลังป่วยด้วยโรคมะเร็งระยะที่สาม
“ถ้ารีบรักษาั้แ่ตอนนี้ ก็ยังพอมีโอกาสหายได้นะครับ แต่ก็มีค่าใช้จ่ายพอสมควรเพราะต้องใช้เวลารักษาอย่างต่อเนื่องนานนับปีเลยทีเดียว คุณจะสู้ไหวไหมล่ะ” หมอบอก
“ ค่ะหนูจะพยายามทำงานหาเงินมารักษาแม่นะคะ คุณหมอช่วยรักษาแม่หนูด้วยนะคะ”
หลังจากคุยกับหมอที่นอกห้องแล้วหลี่จิงจิงก็เดินเข้าไปดูแลแม่ที่ข้างเตียงผู้ป่วย
“แม่เข้มแข็งไว้นะ หมอบอกว่าแม่ไม่เป็อะไรมาก แต่ต้องบำรุงร่างกายเยอะหน่อยหนูจะกลับไปทำน้ำซุปมาให้แม่กินนะ พรุ่งนี้เช้า หนูจะรีบมา แม่พักผ่อนมาก ๆทานยาตามเวลา อีกไม่กี่วันก็กลับบ้านได้แล้ว”
“เธอไม่ต้องห่วงหรอกนะจิงจิง ฉันจะช่วยดูแลแม่เธอเอง” เพื่อนสาวของหลี่จิงจิงกล่าว
“ขอบใจนะ แอ๋มฉันฝากแม่ด้วย”
คืนนั้น ระหว่างทางกลับบ้าน
หลี่จิงจิงเดินเข้าไปในซอยบ้านพักก็พบกลับชายกลุ่มหนึ่ง กำลังนั่งดื่มสุรากัน พวกนั้นเห็นหญิงสาวผิวขาวหน้าตาดีอย่างหลี่จิงจิง ก็คิดจะลวนลามแต่หล่อนใช้วิชาการต่อสู้ป้องกันตัวเองไว้ได้ แถมยังซัดพวกนั้นจนน่วมวิ่งเตลิดหนีอย่างไม่คิดชีวิต
หลี่จิงจิงเข้าไปถึงห้องพักก็ตั้งเตาไฟต้มน้ำซุปใส่ยาจีน เอาไว้ให้แม่กินบำรุงร่างกายแล้วหล่อนก็เอนกายพักผ่อนด้วยความอ่อนเพลียในใจก็เฝ้ารอวันที่จะพาแม่กลับไปสิงคโปร์เพราะที่เวียดนามนี่ไม่ใช่บ้านเกิดเมืองนอนของตน จะหาญาติสนิทสักคนก็ไม่มี
หล่อนตื่นมากลางดึกไฟในเตาถ่านก็มอดไปแล้ว น้ำซุปในกาดินเผาก็งวดลงเหลือครึ่งหนึ่งจึงเทน้ำซุปใส่โถเซรามิคแบบมีหูหิ้วแล้ววางลงในถังที่มีผ้านวมบุไว้เพื่อเก็บความร้อนเตรียมไว้ให้แม่ดื่มตอนเช้า
รุ่งขึ้นหลี่จิงจิง ก็นำน้ำซุปไปให้แม่ที่โรงพยาบาล แม่ของหล่อนดื่มแล้วก็นอนพัก
หลี่จิงจิงก็ออกมาคุยกับเพื่อนที่ระเบียงนอกห้องผู้ป่วย
“ฉันคิดว่าจะหาเงินเพิ่มหลังจากเลิกงานนะ ว่าจะไปขายของที่ตลาด เธอว่าดีมั๊ย”
“ มันก็ดีเธอจะได้มีรายได้เพิ่มมาช่วยค่ารักษาของแม่ได้ แต่เธอจะขายอะไรล่ะ”
“ฉันว่าจะไปรับผักมาขายน่ะ” หลี่จิงกล่าว
ที่ตลาดสดเมืองฮานอย
“ผักสด ๆ จ้ามีหลายอย่าง สด ๆ จากสวน เลือกซื้อได้เลยจ้า” อดีตคุณหนูตระกูลหลี่ลูกเ้าสัวเมืองสิงคโปร์ มาวันนี้ต้องเป็แม่ค้าจำเป็ นั่งขายผักแบกะดินที่ตลาดแต่เธอก็ขายได้หมดอย่างรวดเร็ว ได้เงินเป็กอบเป็กำหล่อนหวังว่าถ้าขายดีอย่างนี้สักปี คงจะเลี้ยงดูแม่ได้อย่างสบาย
แต่เวรกรรมของเธอคงยังมิทันหมดจึงบันดาลให้มีนักเลงประจำถิ่นมาเรียกเก็บค่าคุ้มครอง ซึ่งบรรดาแม่ค้าในตลาดต่างก็หวาดกลัวไอ้หนุ่มหัวโจกกับลูกน้องของมันนี่เหลือเกิน
“ เฮ้ย น้องสาวมาขายผักตรงนี้วันแรกหรือ เมื่อก่อนไม่เคยเห็นหน้าเลยรู้หรือยังว่าใครมาขายของตรงนี้ ต้องเสียค่าธรรมเนียม”
“ค่าธรรมเนียมอะไรฉันก็จ่ายเงินให้เ้าของตลาดไปแล้วนี่” หลี่จิงจิงพยายามระงับโทสะ
“ เอาละ ๆฉันจ่ายให้เอง เอ้าเอาไป อย่ามีเื่กันเลย ฉันขอร้องล่ะ” ป้าที่ขายปลาข้าง ๆยื่นเงินให้พวกนั้น
“ พูดง่าย ๆอย่างนี้สิ ดีนะวันนี้แกมีคนออกรับแทน วันหลังถ้าไม่จ่ายเจอดีแน่ ไปเว้ยพวกเรา”หัวหน้านักรีดไถกล่าวก่อนจากไป
“ป้าทำไมต้องไปให้เงินมันด้วย ป้าไม่น่ามาลำบากเพื่อหนูเลย ว่าจะตบมันสักฉาดให้มันรู้ดีรู้ชั่วบ้าง” หลี่จิงจิงเดือดแค้นมาก
“อย่าไปยุ่งกับพวกมันเลย ไอ้นั่นมันชื่อเหงียน วัน เฮือง เป็ลูกชายเ้าพ่อแถวนี้พ่อของมันเป็คนของพวกฝรั่งเศส ก็เลยวางอำนาจโดยไม่เกรงกลัวใครถ้าเธอไปมีเื่กับมัน เธอจะมาขายของที่นี่ไม่ได้แน่ อดทนไว้ดีกว่าอย่างน้อยก็มีหนทางหากิน”
หลี่จิงจิงได้ฟังก็เห็นจริงดังคำป้าแกว่าถ้าไม่มีที่ขายของจะเอาเงินที่ไหนไปช่วยแม่ จึงจำใจยอมจ่ายค่าคุ้มครองให้พวกวันเฮืองทั้งที่หากหล่อนเพียงใช้พลังฝ่ามือสังหารพวกนั้นก็ทำได้ง่ายดังบี้มดปลวกแต่ผลกระทบต่อคนรอบข้างของหล่อนจะมีตามมาใช่น้อย
ที่โรงพยาบาลฮานอย
หลี่จิงจิงไปเยี่ยมแม่อีกหมอบอกว่าให้แม่หล่อนกลับไปรักษาตัวที่บ้านได้แล้ว และให้มาดูอาการทุกเดือนส่วนค่ารักษาเป็เงินกว่าห้าแสนด่งนั้น ทางโรงพยาบาลจะให้ผ่อนชำระได้
เมื่อออกมาถึงหน้าโรงพยาบาล กำลังจะข้ามถนนก็พบกับมหันต์ขับรถผ่านมาพอดี
“ อ้าวคุณนั่นเอง มาโรงพยาบาลทำอะไรครับ” เขาจอดรถถาม
“ดิฉันพาแม่มาหาหมอค่ะกำลังจะกลับบ้าน”
“ไปด้วยกันสิครับคุณพักที่ไหน ถ้าไม่รังเกียจให้ผมไปส่งนะครับ”
“ไม่เป็ไรหรอกค่ะดิฉันเกรงใจ พวกเรากลับเองได้”
“อย่าเกรงใจเลยครับคุณแม่คุณก็แก่แล้ว คุณจะไปรถอะไร แถวนี้ก็ไม่ค่อยมีรถยนต์รับจ้าง มีแต่สามล้อถีบอย่าปล่อยให้ท่านลำบากเลยครับ”
“ถ้าเช่นนั้นก็รบกวนแล้วนะคะ” หลี่จิงจิงใจอ่อน เพื่ออยากให้แม่สบาย
ระหว่างทางที่ขับรถไปมหันต์ก็ชวนจิงจิงคุยไปด้วย
“คุณหมอบอกว่าคุณแม่ป่วยเป็อะไรหรือครับ”
หลี่จิงจิงหันมามองหน้าเขาครู่หนึ่งแล้วบอกว่า
“ ก็แค่โรคคนแก่ธรรมดาแหละค่ะไม่เป็อะไรมากหรอก”
ชายหนุ่มคิดว่าแม่ของหล่อนคงเป็มากกว่าโรคธรรมดา
มหันต์ขับรถไปส่งถึงทางเข้าบ้านพักหลี่จิงจิงก็ขอลงแค่ปากทางเข้าบ้าน เพราะไม่อยากให้คนครหานินทา
“ขอบคุณมากนะคะ” หลี่จิงจิงโค้งคำนับอย่างนอบน้อม
“ถ้ามีอะไรให้ผมช่วยก็บอกได้นะครับ”
ตอนเย็นหลี่จิงจิงยังไปนั่งขายผักที่ตลาดอีก จนใกล้ค่ำ ขายผักหมดแล้วก็ขี่จักรยานกลับบ้านระหว่างทางพบพวกของวันเฮือง กำลังรุมล้อมสาวแอ๋มเพื่อนของหล่อนนั่นเอง
“ช่วยด้วย”เสียงแอ๋มร้องให้ช่วย
“หยุดนะ”หลี่จิงจิงร้องเสียงดัง แต่พวกนั้นยังฉุดกระชากลากตัวแอ๋มไม่หยุด
หลี่จิงจิงจึงจำต้องใช้พลังฝีมือฟาดใส่พวกคนพาลด้วยมือเปล่าจนพวกนั้นบอบช้ำ วิ่งหนีกันกระเจิดกระเจิง
“เป็อย่างไรบ้างแอ๋ม”
“ฉันไม่เป็ไรแค่ใเท่านั้น พวกนั้นมันจะฉุดฉันไปทำเมีย แต่ฉันไม่ยอม”
“ต่อไปก็ต้องระวังหน่อย”
“เธอมาช่วยฉันอย่างนี้คิดว่าพวกมันคงไม่ปล่อยเธอไว้แน่ เธอก็ระวังตัวด้วย”
“ช่างเถอะฉันไม่กลัวตาย จะห่วงก็แต่แม่คนเดียวเท่านั้น”
รุ่งเช้าหลี่จิงจิงในชุดอ๋าวหย่ายขี่จักรยานไปทำงานเช่นเคย
มหันต์มาสั่งอาหารเช้าที่ห้องอาหารของโรงแรมแต่คราวนี้มาอย่างมีเป้าหมาย
“ขอครัวซองไส้ช้อกโกแลต และออมเลต กับกาแฟนะครับ อ้อ ผมมีเื่จะคุยกับคุณด้วยขอผมคุยด้วยได้ไหม”
“ดิฉันคงนั่งคุยกับคุณไม่ได้ เพราะกฎที่นี่ห้ามนั่งคุยกับแขกค่ะคุณมีเื่อะไรสำคัญหรือคะ ฉันยืนคุยก็พอได้ค่ะ แต่มีเวลาแค่ชั่วครู่นะคะฉันไปส่งออเดอร์ให้คุณก่อน เดี๋ยวมาค่ะ”
เมื่อหล่อนกลับมาจากในครัว
“ผมอยากรู้ว่าคุณแม่ของคุณป่วยเป็อะไรกันแน่ผมคิดว่าผมพอจะช่วยค่ารักษาให้แม่คุณได้”
“ทำไมคุณต้องมาช่วยแม่ฉันด้วยล่ะคะไม่จำเป็เลย มันเป็ภาระของดิฉันซึ่งเป็ลูก คุณไม่ใช่ญาติอย่ามาลำบากกับดิฉันเลย ฉันหาเงินช่วยแม่เองได้ ขอบคุณค่ะ ที่เป็ห่วงขอตัวไปทำงานก่อนนะคะ”
ตอนเย็นเมื่อหลี่จิงจิงไปขายผักตรงที่เดิมในตลาด แต่กลับถูกห้ามขายโดยเ้าของตลาดบอกว่ามีคนสั่งห้ามหล่อนมาขาย มิเช่นนั้นจะเดือดร้อนให้ไปขายที่อื่น แต่ไม่ใช่ตลาดนี้
หลี่จิงจิงรู้สึกเจ็บใจมากแต่ก็พอรู้ว่าใครเป็คนสั่งห้ามขายหล่อนขี่รถจักรยานกลับพร้อมผักในตะกร้าที่ยังไม่ทันได้ขายระหว่างทางก็ร้องเรียกให้คนซื้อผักไปตลอดทาง แต่ไม่มีใครกล้าซื้อเพราะเกรงอิทธิพลของพวกวันเฮือง หล่อนขี่รถไปก็น้ำตาไหลไปด้วยความช้ำใจ
คืนนั้นแม่ของหล่อนก็มีอาการไม่ดีบ่นว่าปวดกระดูกมากจนนอนไม่หลับ จึงพาแม่ไปโรงพยาบาลอีกครั้งหมอก็ให้นอนพักรักษาตัวอีก หมอบอกว่าถ้าจะรักษาให้หายต้องใช้ยาจากต่างประเทศซึ่งมีราคาแพง ทางโรงพยาบาลคงรักษาให้ฟรีไม่ได้เธอต้องหาเงินมาจ่ายถ้าอยากรักษาแม่ให้หาย หากปล่อยไว้นาน มีแต่จะทรุดลงจนยากรักษา
รุ่งเช้า
หลี่จิงจิงกลับไปห้องพักอาบน้ำแต่งตัวเพื่อจะไปทำงานเสริฟอาหารที่โรงแรมตามปกติแต่วันนี้เธอรู้สึกอ่อนเพลีย เนื่องจากตรากตรำทำงานทั้งกลางวันและตอนค่ำเมื่อคืนก็ไปเฝ้าอาการแม่ ขาดการพักผ่อน วันนี้จึงวิงเวียนศีรษะแล้วหล่อนก็เป็ลมล้มลงที่ห้องอาหารนั้น
ทว่าก่อนที่ร่างของหลี่จิงจิงจะล้มลงพื้น ก็มีคนมาประคองเธอเอาไว้ในอ้อมแขนเขาคนนั้นคือ มหันต์ เขาช่วยอุ้มหล่อนไปที่ห้องพยาบาลซึ่งที่นั่นจิงจิงก็ฟื้นมาพบเขาพอดี
“ฟื้นแล้วหรือคุณเป็ลมเมื่อสักครู่ หมอกำลังให้น้ำเกลืออยู่ นอนพักสักครู่นะ”มหันต์กล่าวหลี่จิงจิงก็ยิ้มเบา ๆ แล้วว่า
“ขอบคุณนะคะที่ช่วยดิฉัน เป็หนี้บุญคุณคุณอีกแล้ว”
“อย่าพูดอย่างนั้นเลย เป็วาสนาที่ได้มาช่วยเหลือกันนะครับ ว่าแต่คุณไปทำอะไรมาถึงขาดการพักผ่อนจนเป็ลมอย่างนี้”
“ฉันทำงานสองอย่างในวันเดียวต้องดูแลแม่อีก เลยอ่อนเพลียไปบ้าง ไม่เป็ไรหรอกค่ะ”หลี่จิงจิงแสร้งทำเป็เข้มแข็ง ทั้งที่เหนื่อยใจจะขาด
“คุณแม่ของคุณเป็อย่างไรบ้าง”
“ท่านเข้าโรงพยาบาลอีกแล้วเมื่อคืนนี้ หมอบอกว่าถ้าจะรักษาแม่ให้หายขาดต้องใช้ยาจากต่างประเทศ มันมีราคาแพงมาก ฉันเกรงว่าคงไม่มีปัญญาซื้อมาหรอก”
“แต่ผมคิดว่าผมช่วยได้ ยาที่ว่านั่นมันราคาเท่าไหร่ล่ะ”
“สิบล้านด่ง !!!!!”
“โอเคพรุ่งนี้ผมจะนำเงินมาให้คุณ แต่วันนี้คุณพักผ่อนก่อนเถอะ”
“ไม่เป็ไรหรอกค่ะ ดิฉันไม่รบกวนเงินคุณหรอก”
“อย่าปฏิเสธเลย ชีวิตแม่ของคุณสำคัญกว่านะ คุณอยากให้แม่หายป่วยเร็ว ๆ ไหมล่ะ ”
หลี่จิงจิงได้ฟังก็นิ่งอึ้งพูดอะไรไม่ออก แต่ในใจก็ยินดีที่แม่มีโอกาสหายป่วยแล้ว น้ำตาของสาวงามก็คลอเบ้า
วันต่อมามหันต์พาหลี่จิงจิงไปจ่ายค่ายาค่ารักษาที่ติดค้างโรงพยาบาลและจ่ายเงินมัดจำค่ายาพิเศษที่จะสั่งมาให้แม่ของจิงจิง
แม่ของจิงจิงอาการดีขึ้นแล้วหมอให้กลับบ้านได้ มหันต์จึงพาสองแม่ลูกไปทำบุญที่วัดหง็อกเซินริมทะเลสาบฮว่านเกี๊ยม ( ทะเลสาบคืนดาบ)อันเป็สถานที่พักผ่อนหย่อนใจสาธารณะกลางเมืองฮานอยนั่นเอง
“ ความเป็มาของทะเลสาบคืนดาบเพราะในศตวรรษที่ 16 ฮ่องเต้เล เหล่ย แห่งราชวงศ์เล ของเวียดนามกลับจากการไปสู้รบกับกองทัพของราชวงศ์ิ จนสามารถขับไล่กองทัพจีนกลับไปได้สำเร็จเมื่อกลับมายังทะเลสาบแห่งนี้ก็ประทับในเรือเพื่อพักผ่อน จู่ ๆก็มีตะพาบั์ตัวหนึ่งโผล่ขึ้นมาจากน้ำบอกให้พระองค์คืนดาบวิเศษกลับไปให้จ้าวัดาบนั้นก็พุ่งออกจากฝักเข้าไปในปากของตะพาบตัวนั้น แล้วมันก็ดำน้ำหายไปที่ตรงนี้จึงได้ชื่อว่า โห ฮว่าน เกี๊ยม มานับแต่นั้น ” มหันต์เล่าประวัติของสถานที่นี้ให้ฟัง
“ น่าสนุกจังเลยนะคะ ตำนานเก่าแก่คุณช่างรู้ดีจริง ๆ เคยมากับใครกันนะ ”
“ มากับไกด์น่ะ ฟังแล้วก็จำเขามาเล่าโน่นดูตะพาบสิ โผล่มาแล้ว”
“จริง ๆ ด้วย ตัวสีเขียว ๆ ใหญ่มาก ปากและจมูกเหมือนหมูเลยเนอะ”
จากนั้นทั้งสามก็เดินเล่นบนสะพานแดง อันเป็สะพานไม้ทาสีแดงชื่อสะพานเท ฮุก หรือสะพานแสงอาทิตย์ทอดยาวจากแผ่นดินไปยังวัดหง็อกเซิน(แปลว่าเนินหยก) ที่ตั้งอยู่บนเกาะและยังได้ชมหอคอยกลางน้ำ สร้างในสมัยศตวรรษที่ 18 ชื่อหอคอย ท้าปสั่ว (แปลว่าหอคอยตะพาบ ) บรรยากาศที่น่ารื่นรมย์ บวกกับความโอบอ้อมอารีที่มหันต์มีต่อแม่ของหล่อน หลี่จิงจิงก็รู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด
ขณะที่กำลังเดินเที่ยวริมทะเลสาบอยู่นั้นพวกหลี่จิงจิงก็เผชิญหน้ากับพวกของวันเฮืองมันก็สั่งลูกสมุนรุมเข้าไปทำร้ายหลี่จิงจิงกับแม่แต่มหันต์ขวางหน้าไว้แล้วต่อสู้กับพวกนั้นด้วยวรยุทธที่หลี่จิงจิงไม่เคยเห็นมาก่อนเป็การต่อสู้ที่ว่องไว เพียงเคลื่อนไหวสองสามก้าว สามารถล้มคนได้สี่ห้าคนพวกสมุนของวันเฮืองลงไปนอนกลิ้งเกลือกร้องครวญครางด้วยความเ็ปวันเฮืองจึงสั่งลูกน้องอีกสองคนเข้าไปจัดการพวกมหันต์คราวนี้ท่าทางจะเป็คนมีฝีมือไม่น้อยมหันต์คนเดียวต้องประมือกับพวกมันทั้งสองหลายกระบวนท่า ยังมิอาจล้มมันลงได้ หลี่จิงจิงจึงะโเข้าไปใช้ฝ่ามือฟาดใส่คนร้ายคนหนึ่งกระเด็นออกไปมหันต์เห็นได้ทีจึงฟาดขาใส่อีกคนที่เหลือหงายหลังไปเหลือแต่วันเฮืองวิ่งหนีเอาตัวรอดไปคนเดียว
“คุณเป็อย่างไรบ้าง” มหันต์ถามหลี่จิงจิง
“ ไม่เป็ไรค่ะเพิ่งรู้ว่าคุณก็มีวรยุทธเหมือนกัน ไม่ทราบคุณฝึกจากสำนักไหนคะ”
“ผมฝึกคาราเต้และวิชานินจาจากญี่ปุ่นครับ คุณเองก็ไม่เบา เป็วิชาเส้าหลินแน่เลย”
“ ใช่ค่ะอาจารย์ของดิฉันมาจากเมืองจีน ท่านสอนดิฉันตอนที่อยู่สิงคโปร์”
“จิงจิงผมกำลังจะเปิดบริษัทที่ไซ่ง่อน ผมอยากให้คุณไปเป็เลขาของผม พาแม่ของคุณไปด้วยผมจะหาบ้านพักให้คุณกับแม่ด้วย เื่เงินเดือนต้องได้มากกว่าที่โรงแรมแน่นอนสนใจไหมครับ”
“ขอเวลาคิดสักสองสามวันได้ไหมคะแล้วฉันจะบอกคุณว่าจะไปหรือไม่”
“ได้ครับผมจะรอนะ”
แล้วหลังจากนั้นหลี่จิงจิงก็ตอบตกลง หล่อนลาออกจากโรงแรม แล้วพาแม่ติดตามมหันต์ไปเมืองไซ่ง่อนทางใต้ของเวียดนาม มหันต์ซื้อบ้านเดี่ยวหลังหนึ่งไว้ให้หล่อนกับแม่พักอาศัยในเวลากลางวันหล่อนก็ทำหน้าที่เลขานุการ ส่วนตอนกลางคืน มหันต์ได้สอนวิชาการต่อสู้ให้ แต่ฝึกไปได้สักระยะหล่อนรู้สึกว่าพลังมันต้านกับวิชาเดิมที่เคยฝึก มหันต์จึงเอายาสมุนไพรให้หล่อนกินเขาบอกว่ามันจะช่วยปรับสมดุลให้ลมปราณไม่แตกซ่านซึ่งหล่อนกินแล้วก็รู้สึกว่าเืลมไหลเวียนคล่องขึ้นและการฝึกก็ก้าวหน้าขึ้นเรื่อย ๆ ด้วย
มิถุนายน ค.ศ. 1932 ทำเนียบรัฐบาล
มัญจาในชุดของแม่บ้านบริกรแบบตะวันตก เดินเข็นรถเสริฟน้ำชากาแฟไปตามโต๊ะต่าง ๆในสำนักงานของทำเนียบ เข้าห้องโน้น ออกห้องนี้ ซึ่งอัธยาศัยอ่อนน้อมน่ารักของเธอทำให้ทุกคนทักทายหล่อนอย่างเป็กันเองเพียงไม่นานสาวใช้จำแลงก็คุ้นเคยสถานที่เป็อย่างดีแทบจะปิดตาเดินได้
ณ ร้านกาแฟฮกกี่
ตาแย้ม กับ บังยวนซึ่งบัดนี้แก่ชราลงไปมาก อายุอานามก็ย่างเข้า 80 แล้วกำลังวิพากษ์วิจารณ์ข่าวในหนังสือพิมพ์ฉบับล่าสุดซึ่งพาดหัวเื่การปฏิวัติสยามในวันที่ 24 มิถุนายนปีนี้และพระเ้าอยู่หัวของสยามได้พระราชทานรัฐธรรมนูญให้แก่ประชาชน พลันนึกย้อนถึงโซวันนา
“ เออ เราก็อยู่มาจนแก่ปูนนี้แล้วไม่รู้จะได้เห็นบ้านเมืองเราเป็ประชาธิปไตยหรือเปล่านะ ตาแย้ม ” บังยวนเริ่มปลงในสังขาร
“ ก็คงได้เห็นอยู่กระมังนักศึกษาจบนอกในบ้านเราก็มากโข เขาคงมีความคิดอ่านตามแบบสากลบ้างดอก ” ตาแย้มให้ความหวัง
“ แต่อั๊วว่าถ้าเปี่ยงแปงแล้ววุ่งวายแบบเมืองจีงน๊า อั๊วหม่ายอ่า พวกทาหางยิงกัง ลบกังชาวบั้งหยั่งเลาก็ซี้แหงแก๋ซี่ ”แป๊ะหลียกตัวอย่างพวกขุนศึกในจีนหลัง ดร.ซุนยัดเซ็น จัดตั้งสาธารณรัฐจีนแล้วแก่งแย่งอำนาจกันเอง จนประชาชนต้องล้มตายนับเรือนแสน อดอยากแร้นแค้นทุกหย่อมหญ้า
“ แป๊ะหลี เอาโอเลี้ยงยกล้อกระป๋องนึง เร็ว ๆอย่ามัวแต่พร่าม ” ชะอมสั่ง
“ ไอ้หยา อาชาอม วังนี้ลื้อทำมายเหงียเงี้ยอ่าหอเจ๊าะ น่าเจี๊ยะ เอ๊ย น่าจีบจิง ๆ น๊า เห่ ๆ ๆ ” แป๊ะหลีออกอาการโคแก่อยากกินหญ้าอ่อน จีบชะอม
“ กลับไปนอนกกยายซิ้มของแกเถอะไป๊ เอ้า นี่เงิน แค่ครึ่งรูเปี๊ยะพอ ” ชะอมหน้าหงิกใส่ตาแป๊ะแล้วสะบัดหน้าหนี หิ้วกระป๋องนมผูกเชือกกล้วยบรรจุโอเลี้ยงเดินไปให้ยายมะ
ทำเนียบรัฐบาล กลางดึกคืนหนึ่ง
ในห้องเก็บเอกสารของทำเนียบปรากฏเงาดำของใครบางคน
เอกสารในตู้ถูกเปิดอ่านแฟ้มแล้วแฟ้มเล่าั์ตาที่วาวแวว ภายใต้ผ้าคลุมหน้าเคลื่อนไปมาอย่างรวดเร็วเหมือนค้นหาอะไรบางอย่าง
และภายในห้วงคำนึงของคนชุดดำนั้น…..
“ ผมมีงานสำคัญให้คุณทำ ถ้าทำสำเร็จคุณจะได้ผ่านการประเมินไวขึ้น ” บ.ก.สำนักข่าวเกาหัวกล่าว “เราได้รับเบาะแสว่า พระยากำแหงหาญทำการทุจริตโกงกินแต่เธอต้องไม่เปิดเผยตัวตนจริง ต่อไปนี้คุณคือ มัญจา ซาลามัต สาวมาเลย์บ้านนอกให้เข้าไปสมัครงานเป็พนักงานสาวใช้ในทำเนียบ แล้วหาทางสืบข่าวมาให้ได้ ”
ณ บ้านพักพระยากำแหงหาญ
“ ที่ข้าพเ้าเชิญท่านทั้งหลายมาในวันนี้เพื่อวางแผนปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองเฉกเช่นที่คณะราษฏรในเมืองสยามกระทำสำเร็จมาแล้ว แต่เราจะต้องวางแผนอย่างรัดกุมมิให้ผิดพลาดได้ โดยนำบทเรียนจากคราวฏหมอหลงมาเป็บทเรียน เหตุที่พวกเขาล้มเหลวเพราะความประมาท ไม่เผื่อทางหนีไว้นั่นเอง ”
พระยากำแหงหาญ หรืออดีตหลวงสินาดโยธาเทพ กล่าวเปิดการประชุมภายในห้อง มีเหล่าขุนทัพต่าง ๆ เสนาบดีจากกระทรวง กรม กอง ต่าง ๆที่รับผิดชอบกำลังพล และยุทโธปกรณ์ การสื่อสาร ยานพาหนะ ครบถ้วน
“ หลวงนาวิกาชัย ให้กะเกณฑ์ทหารเรือ 1,000 นาย พร้อมเรือรบ เตรียมพร้อมอยู่ที่ปากอ่าวเมื่อถึงเวลานัดหมายให้แล่นขึ้นมาเทียบท่าเจมทาวน์ เล็งปืนเรือเข้าหาวังหลวง
พลโทภมร นำกำลังกรมทหารราบยึดที่ทำการไปษณีย์โทรเลขทั่วพระนครตัดการสื่อสารระหว่างพระบรมวงศานุวงศ์และเสนาอำมาตย์เสียให้หมด
หลวงพินิจศาสตรา นำกำลังโปลิศปิดกั้นถนนทุกสายรอบวังหลวงใครขัดขืนยิงได้ทันที
พลอากาศเอกภูมันต์ เตรียมเรือบิน 10ลำ ไว้ให้พร้อม หากแผนเราล้มเหลวจะได้ขึ้นเรือบินหนี
กรมการข่าวให้ประกาศทางวิทยุว่าจะมีการซ้อมรบรอบพระนครเพื่อมิให้ประชาชนแตกตื่น
หลวงสิทธิาให้นำกำลังปิดล้อมตำหนักเ้านายทุกแห่งรอบพระนคร
หลวงนิติวิทยาเทพเตรียมร่างธรรมนูญการปกครองชั่วคราวไว้
เอาละขอให้ปฏิบัติการตามแผนอย่างเคร่งครัด ขอให้ทุกคนจงโชคดี ”
ร้านข้าวแกงยายมะ
“ น้องชะอมจ๋าน้องอมของพี่...วันนี้มีเมนูอะไรแนะนำบ้างจ้ะ ” บ.ก.หัวฟูถาม
“ ค๊า.. พี่ดมของน้อง...มีคนอมจินน้ำฮาดูมีแกงฮังเล ข้าวแช่ จะรับอะไรดีคะ ”
“ เอาอะไรก็ได้จ้า ถ้าน้องชะอมให้กินอร่อยทุกอย่าง เหะ ๆ ๆ ๆ ”
“ หรือค๊า... งั้นรวมทุกอย่างเลยแล้วกัน” ชะอมก็แกล้งตักกับข้าวดังว่ามาทุกอย่างรวมลงในชามเดียวกัน ยกมาให้บ.ก.ดม ซึ่งเขาก็ตักกินอย่างเอร็ดอร่อย
“ ตายแล้ว ทำไมไปแกล้งบ.ก.เค้าอย่างนั้นน่ะชะอม ” ยายมะใ
“ ก็อยากมาแทะโลมหนูทำไมล่ะ ดี จะได้เข็ด อีตาดมเด่นดัง ” ชะอมรู้สึกสะใจ
สำนักหนังสือพิมพ์เกาหัวเยอะเป้า
โสมสุดาในรูปร่างเดิมนั่งต่อหน้าโต๊ะของดม เด่นดัง บ.ก.หัวฟู
“บ.ก.คะ ข้อมูลที่ดิฉันไปสืบมาได้ พบว่าพระยากำแหงหาญ โกงเงินค่าสัมปทานป่าไม้ เหมืองแร่ดีบุก และรังนก จำนวนมหาศาลรวมถึงค่านายหน้าจัดซื้ออาวุธของกองทัพด้วย แต่ยังขาดหลักฐานที่แ่าพอค่ะ ”
“ อืม ทำงานได้ดีมาก ตรงกับข้อมูลที่สายเรารายงานมาเลย ” บ.ก.กล่าวชม
“ งานนี้ ถ้าเปิดเผยข่าวออกไปบ.ก.ไม่กลัวเขามาสั่งปิดหนังสือพิมพ์ของเราหรือคะทำไมถึงกล้าให้หนูไปสืบข่าวสำคัญขนาดนี้ ” นักข่าวสาวแปลกใจ
“ เอาล่ะ เมื่อคุณทำงานสำเร็จ ถือว่าผ่านการทดสอบก็ถึงเวลาที่จะเปิดเผยให้คุณรู้ความจริงสักที ”บ.ก.ดมกล่าวจบ ก็เอื้อมมือไปบิดรูปปั้นข้างโต๊ะ
ฉับพลันนั้นพื้นห้องที่ทั้งสองคนนั่งก็หมุนได้ จนเมื่อหยุดหมุน ทั้งสองก็มานั่งอยู่ในอีกห้องหนึ่งแล้ว
“ ที่นี่คือกองบัญชาการของผม ” บ.ก.ดม ชี้ให้ดูห้องใหม่ที่มีอุปกรณ์สื่อสารทันสมัยแปลกตาพร้อมทั้งแผนที่เมืองต่าง ๆ ทั่วโลก มีพนักงานนั่งปฏิบัติการหลายคน ทุกคนสวมหูฟังบางคนก็จดข้อมูลลงในแฟ้ม ตามสเกลที่อ่านได้จากเครื่อง
“ แท้จริงแล้ว ผมเป็หัวหน้าหน่วยสืบราชการลับของสำนักข่าวกรองสหรัฐอโรมา ประจำภาคพื้นเอเชียอาคเนย์ มาสืบหาเบาะแสของพระยากำแหงหาญที่จัดซื้ออาวุธจากสหรัฐแล้วไปขายต่อให้สหภาพอารีเซีย โดยได้รับทั้งส่วนต่างจากงบจัดซื้อของกองทัพและค่านายหน้าจากอารีเซียด้วย นับเป็ภัยต่อสหรัฐและประเทศในโลกเสรีทั้งหลายจำเป็ต้องสืบหาเพื่อยับยั้งการกระทำของพระยากำแหงหาญให้ได้ ”
เมื่อโสมสุดาออกจากห้อง บ.ก. เลขาหน้าห้องก็บอกว่ามีคนมารอพบอยู่ที่ห้องรับแขก
เหยี่ยวข่าวสาวเดินไปดูก็พบสตรีกลางคนนางหนึ่ง หน้าตาเหมือนจะคุ้นเคย เพียงแต่มีริ้วรอยของความสูงวัย
“ โสมสุดา จำน้าได้มั๊ย น้าบุหลันของหนูไงล่ะ ”
“ น้าบุหลันจริง ๆ ด้วย มาได้ยังไงคะเนี่ย ทำไมรู้ว่าหนูอยู่ที่นี่” โสมสุดาเข้าไปนั่งกอดน้าทั้งน้ำตา
“ ยายมะเป็คนส่งข่าวไปให้น้าที่เมืองสยาม แกบอกว่าเจอหลานแล้วมาทำงานอยู่ที่นี่ ” น้าบุหลันเช็ดน้ำตาให้หลาน
“ แล้วน้ารู้จักยายมะได้ยังไง ตลอดเวลา 20 ปีน้าไปอยู่ไหนมา ”
“ั้แ่พ่อของหนูถูกจับ ทางครอบครัวของแม่หนูก็โดนยึดทรัพย์หมดน้าจึงพาตากับยายและญาติ ๆ ไปทำมาหากินอยู่ที่เมืองสยามอย่างเงียบ ๆพร้อมคอยสืบข่าวของหนูผ่านทางยายมะนี่หละจ้ะ
ส่วนเื่รู้จักกับยายมะได้ยังไงเอาไว้เย็นนี้ไปคุยกันที่บ้านยายมะดีกว่า ”
เย็นวันนั้น ณ บ้านยายมะ
“ยายเองน่ะ เดิมทีเป็คนรับใช้ในบ้านของคุณปาหนัน ชื่อว่า มะเมี๊ยะ เป็ชาวมอญเมืองมะละแหม่ง และแม่ของยายก็เป็แม่ครัวในบ้านนั้นเองต่อมายายได้หนีตามไปกับหนุ่มพ่อค้าชาวเชียงใหม่ แต่พ่อแม่ของฝ่ายชายไม่ชอบจึงต้องเลิกร้าง ยายต้องหอบลูกในครรภ์กลับมายังเมืองสิมก็คลอดลูกและเป็พี่เลี้ยงคุณปาหนันมาจนโต กระทั่งแม่ของคุณหนูมาแต่งงานกับขุนพิทักษ์ จึงได้ลาออกมาค้าขาย คุณหนูจึงไม่รู้จักยายไงล่ะ
ภายหลังนางมะนาว ลูกสาวยาย แต่งงาน มีลูก ก็ตามสามีไปค้าขายต่างเมือง แล้วไม่กลับมาอีกเลยทิ้งหลานไว้ให้ยายเลี้ยงดู 2 คน คือ ชะอม กับมะเหมี่ยว นี่แหละค่ะ ”ยายมะเล่าประวัติที่ฟังดูคล้ายนิยายให้โสมสุดาฟัง
“อ๋อเป็ฉะนี้นี่เอง งั้นต่อแต่นี้ ก็ให้ถือว่า ชะอมเป็น้องของหนูให้มะเหมี่ยวเป็ลูกบุญธรรมของหนูแล้วกันนะ ”โสมสุดาลูบหัวเด็กหญิงม่าเหมี่ยวอย่างเอ็นดู
เดือนสิงหาคม1932 วันเฮืองติดตามมาแก้แค้นหลี่จิงจิงถึงไซ่ง่อนพานักสู้มาด้วยห้าคน พวกมันสืบรู้ที่อยู่ของหล่อน และตามมาบุกถึงบ้านหลี่จิงจิงได้โอกาสลองวิชาที่ฝึกมาใหม่เพียงะโสองรอบก็ฟาดพวกคนร้ายกระเด็นไปได้ทั้งห้าคน และทุกคนล้วนมีเืออกจากทวารทั้งเจ็ดนอนหายใจรวยรินอยู่กับพื้น จากนั้นหลี่จิงจิงก็โดดเข้าหาวันเฮืองตบเข้าที่กระหม่อมของมันจนกระอักเื ทรุดลงกับพื้นมหันต์มาเห็นเข้าก็ชมเชยหลี่จิงจิงว่า
“ ยินดีด้วยเธอฝึกวิชามารโลหิตสำเร็จแล้ว”
“ อะ อะไรนะ วิชามารอย่างนั้นหรือ”หลี่จิงจิงใ ระคนกับสงสัย
“ จะวิชามารหรือวิชาเทพมันจะแตกต่างอะไรกัน ในเมื่อเราใช้ป้องกันตัว”
“ แล้วคนพวกนี้เราจะจัดการอย่างไร”
“ พวกมันอยู่ได้อีกไม่กี่วันก็จะกลายเป็คนพิการเดี๋ยวผมจะให้ลูกน้องมาลากมันไปปล่อย”
นับแต่นั้นหลี่จิงจิงก็กลายเป็ทาสของมหันต์ทั้งกายและใจเพราะสมุนไพรที่เขาให้หล่อนดื่มกินเป็ประจำนั้น หล่อนเลิกเสพมันไม่ได้ต้องยอมเป็นักฆ่าติดตามรับใช้มหันต์ไปทุกหนทุกแห่งเพื่อตอบแทนบุญคุณที่เขาช่วยรักษาแม่จนหายป่วยจากโรคมะเร็ง !!!
จบตอนที่ 13 โปรดติดตามตอนที่ 14 เงาทมิฬ