สู่เหนือสรรพสิ่ง

    ตอนที่ 72 หนีเสือปะมังกร

    หลังจากหลี่ซวนหนีตายเข้ามาซ่อนตัวในถ้ำลึกลับด้วยร่างกายที่สะบักสะบอมและบาดแผลฉกรรจ์เต็มตัว เขาก็พบว่าไอวิญญาณในสถานที่แห่งนี้มีอยู่อย่างหนาแน่น มันเยอะกว่าถ้ำที่เขาเพิ่งจะใช้บำเพ็ญเพียรไปก่อนหน้านี้มากนัก ที่สำคัญ หากดูจากสภาพแวดล้อมโดยรอบแล้ว เหมือนจะไม่มีสิ่งมีชีวิตใดอาศัยอยู่ที่นี่มาค่อนข้างนานแล้ว


    ทว่าสิ่งที่ทำให้เขาถึงกับขนลุกซู่... คือภาพของกะโหลกสัตว์อสูรนับร้อยนับพันที่ถูกกองสุมทิ้งไว้จนกลายเป็นดั่งภูเขาขนาดย่อมอยู่ข้าง ๆ โพรงถ้ำใหญ่นี้


    ตัวของหลี่ซวนสั่นสะท้าน พร้อมกับคิดในใจอย่างตื่นตระหนก


    ‘ถะ... ถ้ำของอสูร! หากดูจากซากกะโหลกพวกนั้น ที่นี่จะต้องเป็นรังของอสูรที่แข็งแกร่งสักตัวเป็นแน่!’


    เขารีบสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสงบสติอารมณ์ แล้วแผ่จิตสัมผัสออกไปตรวจสอบรอบด้านอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะดึงจิตสัมผัสกลับมา ดูจากสภาพฝุ่นเกรอะกรังและร่องรอยต่าง ๆ แล้ว เจ้าของถ้ำคงไม่อยู่ที่นี่มาเป็นปีแล้ว พอประเมินสถานการณ์ได้เช่นนั้น เขาก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกทันที


    ‘เคยมีคนกล่าวไว้ว่า ที่ที่อันตรายที่สุดคือที่ที่ปลอดภัยที่สุด คำพูดนั้นคงหมายถึงสถานการณ์เช่นนี้กระมัง’


    เมื่อตัดสินใจได้ เขาจึงเปิดถุงมิติออกสำรวจ และพบว่าเหลือโอสถฟื้นฟูพลังระดับกลางปะปนกับระดับต่ำอยู่เพียงไม่กี่เม็ด แต่หากเขาเร่งฟื้นฟูสภาพร่างกายในสถานที่ที่มีไอวิญญาณหนาแน่นถึงเพียงนี้ เกรงว่าใช้เวลาเพียงสามถึงสี่วัน พลังก็คงกลับมาถึงจุดสูงสุดดังเดิม เผลอ ๆ อาจจะทะลวงความแข็งแกร่งขึ้นไปได้มากกว่าเดิมด้วยซ้ำ


    ไม่รอช้า หลี่ซวนรีบสลัดความหวาดกลัว ทำใจดีสู้เสือเรื่องถ้ำอสูรทิ้งไป ก่อนจะพุ่งตรงเข้าไปหลบซ่อนตัวอยู่ตรงซอกมุมที่ลึกที่สุดของถ้ำ เขานำหินวิญญาณหลายพันก้อนออกมาจัดวางเรียงล้อมรอบตัว กลืนโอสถฟื้นฟูที่เหลืออยู่ในกระเป๋ามิติแทบจะทั้งหมดลงคอ และเร่งดูดซับพลังจากหินวิญญาณอย่างบ้าคลั่ง


    ไอวิญญาณบริสุทธิ์พลันไหลบ่าเข้ามาในร่าง ค่อย ๆ แทรกซึมผ่านรูขุมขน ไหลเวียนไปตามเส้นเลือด และมุ่งตรงสู่ตันเถียน ห้วงลมปราณของหลี่ซวนที่เคยแห้งเหือดจนแทบไม่เหลือพลัง พลันสูบฉีดซึมซับพลังฟ้าดินเข้ามาเติมเต็มพื้นที่ว่างเปล่านั้นอย่างรวดเร็ว บาดแผลตื้นเขินตามร่างกายก็เริ่มสมานตัวเข้าหากันอย่างช้า ๆ


    ผ่านไปเพียงหนึ่งวัน ผลลัพธ์ที่ได้ทำให้เขาประหลาดใจเป็นอย่างมาก เขาเพียงกลืนโอสถฟื้นฟูไปไม่กี่เม็ด แต่ด้วยการบำเพ็ญเพียรในถ้ำแห่งนี้เพียงวันเดียว ร่างกายก็ฟื้นฟูกลับมาได้มากกว่าหกส่วนแล้ว ทว่า... บาดแผลฉกรรจ์เป็นรูโบ๋ที่ได้รับจากกรงเล็บของหมาป่าจ่าฝูงสามตานั้น กลับดูเหมือนจะไม่มีท่าทีสมานกันเลยสักนิด


    หนำซ้ำมันยังส่งความรู้สึกปวดแสบปวดร้อนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เขารีบนำสมุนไพรบางชนิดในกระเป๋ามิติที่เคยได้มาจากเรือนโอสถ นำมาบดแล้วพอกทับลงไปเพื่อหวังลดอาการปวดแสบปวดร้อนนี้ แต่ก็ดูเหมือนจะบรรเทาได้ไม่มากนัก เขาคงต้องหาวิธีอื่นมาจัดการกับมัน หลังจากที่ฟื้นฟูพลังกลับมาสมบูรณ์เต็มสิบส่วนแล้ว


    สามวันต่อมา ณ บริเวณป่ารอบนอกของเขตป่าสีเขียวอำพันและแดงอำพัน


    มีเงาร่างของมือสังหารแปดคนกำลังยืนปิดล้อมชายป่าแห่งนี้อยู่ และหนึ่งในนั้นคือ ซาอู๋เหิง มือสังหารเฒ่าหน้ากากขาวที่เพิ่งจะไล่ล่าหมายเอาชีวิตหลี่ซวนเมื่อไม่กี่วันก่อน


    ในขณะที่ซาอู๋เหิงกำลังยืนทอดสายตามองจากบนหน้าผาสูงไปยังทิศทางที่มุ่งสู่สำนักเฟิงหยวน ก็มีมือสังหารสวมหน้ากากอีกสองคนทะยานร่างเข้ามาใกล้ ก่อนจะประสานมือคารวะรายงาน


    มือสังหารเฒ่าปรายตามองแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงแหบแห้งเรียบเฉย 


    "มีอันใด? ภารกิจยังเหลือเวลาอีกตั้งหนึ่งวัน เหตุใดพวกเจ้าจึงไม่อยู่เฝ้าพื้นที่แล้วรุดมาหาข้าที่นี่?"


    "เรียนผู้อาวุโส คนเหล่านั้นเริ่มแกะรอยตรวจสอบมาจนถึงเขตนี้แล้วขอรับ" เสียงของมือสังหารบุรุษผู้หนึ่งเอ่ยรายงานด้วยความร้อนรน


    "หืม! เพียงไม่กี่วัน พวกมันจะหาพวกเราเจอได้เร็วปานนี้เชียวหรือ นี่พวกเจ้าลบร่องรอยกันประสาอะไร!"


    น้ำเสียงตวาดแหบแห้งที่หลุดรอดออกมาจากปากของมือสังหารเฒ่าเย็นเยียบและทรงพลังเสียจนทำให้คนฟังถึงกับตัวสั่นหวาดผวา


    "พะ... พวกเรามั่นใจว่าได้ลบร่องรอยการต่อสู้แทบจะทั้งหมดไปแล้วจริง ๆ ขอรับ! แม้จะเหลือบางร่องรอยที่มากเกินกว่าจะลบได้ แต่พวกเราก็อำพรางไว้มิดชิดแล้ว แต่สิ่งที่ทำให้พวกมันหาเจออย่างรวดเร็วนั่นก็เพราะฝั่งนั้นจะมีคนจากหอคณิกาออกช่วยตามหาตัวเป้าหมายกันอย่างเอิกเกริก อีกทั้งยังกระจายกำลังค้นหาแกะรอยไปทุกทิศทางอย่างละเอียดถี่ถ้วน เกรงว่าอีกไม่ถึงครึ่งวัน พวกมันก็คงจะมาถึงจุดนี้และเจอร่องรอยการต่อสู้ของผู้อาวุโสแล้วขอรับ"


    ซาอู๋เหิงนิ่งเงียบไปชั่วครู่ สมองเร่งประมวลผลอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยเสียงแหบแห้ง


    "เจ้าพวกสตรีในหอคณิกายื่นมือเข้ามาสอดแทรกเช่นนั้นหรือ... หากไม่ใช่เป็นเพราะสหายของมัน ก็แสดงว่าเป้าหมายที่ข้าเพิ่งไล่สังหารผู้นี้ คงมีเบื้องหลังที่ยิ่งใหญ่และไม่ธรรมดาซุกซ่อนอยู่สินะ"


    "เจ้าคิดว่าข้อสันนิษฐานใดเป็นไปได้มากที่สุด?" ซาอู๋เหิงเอ่ยถามลูกน้องด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ


    "จะ... เจ็ดส่วน ข้าน้อยคิดว่าน่าจะเป็นอย่างแรกขอรับ" มือสังหารหน้ากากตอบรับอย่างตะกุกตะกัก ส่วนอีกคนที่มาด้วยกันก็เอาแต่ประสานมือ ก้มหน้างุดไม่กล้าแม้แต่จะชะเง้อคอมองสบตา


    "เช่นนั้นก็จงคิดเสียว่ามันตกตายในป่ามรณะนั่นไปแล้วก็แล้วกัน ส่วนเรื่องหลักฐาน... เอาแผ่นหยกนี่ไปยืนยันกับผู้ว่าจ้างของเจ้า" 


    ซาอู๋เหิงพูดพลางโยนแผ่นหยกบันทึกภาพแผ่นหนึ่ง ที่ภายในบรรจุภาพตอนที่หลี่ซวนถูกลำแสงเงากระบี่สามสายทะลวงผ่านร่างไปอย่างชัดเจน


    "หากผู้ว่าจ้างของเจ้ายังกังขาและอยากมั่นใจว่าเจ้าหนูนั่นตายแล้วจริง ๆ ก็จงไล่ให้พวกมันเข้าไปงมหาศพในป่านั่นเอาเองก็แล้วกัน"


    "และหากมันอิดออดไม่ยอมจ่ายหินวิญญาณตามที่ตกลงไว้ ก็จงฝากคำเตือนนี้ไปถึงพวกมันด้วย..." ซาอู๋เหิงกล่าวด้วยน้ำเสียงดุดันและเหี้ยมเกรียม "ถึงแม้คนของข้าจะไม่มีอำนาจและอิทธิพลเทียบเท่าพวกมัน แต่พวกข้าก็จะตามรังควาน กัดไม่ปล่อย จนกว่าพวกมันจะยอมคายเงินจ่ายออกมาอย่างแน่นอน! พวกเจ้าจงไปจัดการลบร่องรอยบริเวณนี้ให้หมดจด แล้วแยกย้ายกันซะ"


    สิ้นคำสั่ง มือสังหารเฒ่าก็ตวัดสะบัดกระบี่ ร่างของเขาพลันแปรเปลี่ยนเป็นกลุ่มเมฆเงาสีดำ แล้วพุ่งทะยานแหวกอากาศหายลับตาไปในทันที


    ปล่อยให้มือสังหารหน้ากากทั้งสองยืนตัวเกร็ง ทำอะไรไม่ถูกอยู่ตรงนั้น


    พอตั้งสติได้ มือสังหารคนที่เพิ่งรายงานก็เงื้อมือตบศีรษะสหายที่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่ข้าง ๆ อย่างจัง


    พั้วะ!


    "ไปสิ! จะมัวยืนบื้ออยู่ทำไม! ปล่อยให้ข้าเป็นคนรายงานผู้อาวุโสอยู่ฝ่ายเดียวจนจบเช่นนี้ หากผู้อาวุโสโกรธเกรี้ยวขึ้นมา คิดว่าข้ากับเจ้าจะรอดงั้นรึ?!"


    "ขะ... ข้าขอโทษ แรงกดดันของผู้อาวุโสมันน่าสะพรึงกลัวเกินไป ข้าไม่กล้าแม้แต่จะเปิดปากด้วยซํ้า..." มือสังหารอีกคนตอบเสียงสั่น


    อีกคนถึงกับยกมือกุมขมับ 


    "แล้วเจ้าคิดว่าข้าไม่กลัวหรืออย่างไร! เลิกตัวสั่นแล้วรีบไปลบร่องรอยตามที่สั่งได้แล้ว ไป!"


    เมื่อดึงสติกลับมาได้ พวกเขาทั้งสองก็หันหลังพุ่งทะยานจากไปทำหน้าที่ของตนตามคำสั่งทันที


    ...


    ตัดมา ณ ป่าสีแดงอำพัน ภายในโพรงถ้ำใหญ่แห่งหนึ่ง


    หลี่ซวนในตอนนี้ได้ใช้เวลาสามวันฟื้นคืนพลังวิญญาณกลับมาสู่จุดสูงสุดแล้ว ซ้ำยังพยายามขยายห้วงลมปราณของตนให้เพิ่มพูนขึ้นไปอีกนิดหน่อยเป็น แปดสิบสองจั้ง! ด้วยไอวิญญาณที่หนาแน่นในถ้ำแห่งนี้ แม้ว่าที่แผ่นหลังของเขาจะยังมีรอยแผลเป็นฉกรรจ์จากกรงเล็บของหมาป่าสีเงินที่ยังไม่จางหายไป แต่มันก็ไม่ได้ปวดแสบปวดร้อนทรมานเหมือนดั่งวันแรก ๆ แล้ว เหลือเพียงแต่อาการเจ็บแปลบและชาเล็กน้อยเท่านั้น


    สภาพร่างกายของเขาในยามนี้ถือว่าพร้อมเต็มที่แล้วที่จะหาทางหนีออกไปจากป่ามรณะแห่งนี้ แม้ในใจลึก ๆ เขาจะแอบเสียดายและอยากรั้งอยู่บำเพ็ญเพียรในสถานที่ที่มีไอวิญญาณหนาแน่นปานนี้ให้สาสม ทว่าสัญชาตญาณของเขากำลังร้องเตือนว่า เขาไม่ควรที่จะอาศัยอยู่ในรังของอสูรระดับสูงนานเกินไป เพราะหากเจ้าของถ้ำตัวจริงปรากฏตัวขึ้นมาล่ะก็ สิบส่วน... เขาคงไม่มีทางรอดชีวิตออกไปได้อย่างแน่นอน


    เมื่อตัดสินใจเด็ดขาด เขาก็เตรียมตัวที่จะเร้นกายหลบหนีออกจากถ้ำนี้ทันที ชายหนุ่มแผ่จิตสัมผัสออกไปตรวจสอบรอบด้าน เมื่อมั่นใจว่าไม่พบสิ่งมีชีวิตใดดักซุ่มอยู่ เขาจึงค่อย ๆ ก้าวเดินออกไปยังปากถ้ำ


    ทว่าในจังหวะที่เขากำลังจะก้าวเท้าพ้นเขตเงามืดของปากถ้ำนั้นเอง เสียงฝีเท้าอันหนักหน่วงและสั่นสะเทือนปฐพีก็ดังขยับใกล้เข้ามาจากเบื้องหน้า!


    ตึง! ตึง! ตึง!


    และในเสี้ยววินาทีเดียวกัน ที่หลี่ซวนหันขวับขึ้นไปมอง เขาก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความสะพรึงกลัว!


    เบื้องหน้าของเขาปรากฏร่างของ 'วานรเขี้ยวแดง' ตัวสีดำทมิฬ ที่มีขนาดตัวใหญ่โตมหึมากว่ามนุษย์ธรรมดาเจ็ดถึงแปดเท่า! มันกำลังเดินลากสังขารที่เต็มไปด้วยบาดแผลฉกรรจ์ของตนเองและตาข้างหนึ่งที่บอด ค่อย ๆ เดินมุ่งหน้ากลับมายังถ้ำแห่งนี้


    และเมื่อนัยน์ตาสีดำสนิทอันไร้ซึ่งตาขาวข้างหนึ่งของมันกวาดมาพบว่ามี 'มนุษย์' ลักลอบเข้ามาในรังของมัน หนำซ้ำจมูกของมันยังสูดดมได้กลิ่นอายที่แสนคุ้นเคย... กลิ่นอายของลูกน้อยของมันที่ตกตายไปแล้ว ซึ่งบัดนี้กลิ่นนั้นได้ติดค้างอยู่บนตัวของหลี่ซวน!


    วานรเขี้ยวแดงยักษ์พลันระเบิดโทสะและความโกรธแค้นออกมาอย่างสุดแสนจะพรรณนา จนมันแทบจะคลุ้มคลั่งเสียสติ! มันยกสองแขนอันทรงพลังขึ้นทุบอกของตนเองรัว ๆ ดังก้องกังวาน ก่อนจะแผดเสียงคำรามลั่นป่าด้วยความเคียดแค้นระคนโศกเศร้า เสียงคำรามนั้นทรงพลังเสียจนฝูงวิหคและสัตว์อสูรน้อยใหญ่ในรัศมีหลายลี้ต่างพากันแตกตื่นบินหนีกระจัดกระจาย 


    หลี่ซวนต้องรีบเร่งพลังกางโล่ไอวิญญาณขึ้นมากันคลื่นเสียงอันแสบแก้วหูนั้นไว้ เพราะหากเขาตอบสนองไม่ทันล่ะก็ แก้วหูคงได้ฉีกขาดกระจุยไปแล้ว!


    นัยน์ตาสีดำมืดมิดของมันมีหยาดน้ำตาสายหนึ่งไหลรินออกมา ราวกับว่ามันคิดถึงลูกน้อยของตนแทบขาดใจ และยามนี้... มันกระหายที่จะพุ่งเข้าไปฉีกกระชากสังหารมนุษย์ตรงหน้า ผู้ที่มันเชื่อว่าเป็นคนพรากชีวิตลูกของมันไป ให้แหลกเป็นชิ้น ๆ โดยไม่สนร่างกายที่บาดเจ็บสาหัสของตน!


    ใบหน้าของหลี่ซวนซีดเผือดไร้สีเลือด แม้เขาจะเคยเผชิญหน้าและสังหารวานรเขี้ยวแดงมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่วานรยักษ์ตรงหน้านี้กลับมีขนาดตัวใหญ่โตกว่าตัวนั้นถึงสองเกือบสามเท่า! ซ้ำยังปลดปล่อยแรงกดดันที่น่าสะพรึงกลัวออกมาอย่างมหาศาล


    แม้สภาพของมันยามนี้จะมีบาดแผลฉกรรจ์เต็มตัว และดูอ่อนแรงจนแทบจะขยับตัวไม่ไหว ทว่ากลิ่นอายวิญญาณที่มันแผ่ซ่านออกมากดทับรอบบริเวณ ก็ทำให้หลี่ซวนตระหนักได้ทันทีว่า... ตัวเขาในยามนี้ ไม่มีทางเทียบเคียงหรือเอาชนะมันได้อย่างแน่นอน!


    ‘นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรกันอีก! อสูรระดับสองงั้นหรือ... แถมเจ้านี่ยังดูไม่ธรรมดาด้วย! หนีเสือปะจระเข้งั้นหรือ? ไม่สิ... นี่มันไม่ใช่จระเข้แล้ว นี่มันมังกรชัด ๆ!’


    เขาคิดในใจอย่างสิ้นหวัง 


    และแล้ว... โดยไม่เปิดโอกาสให้เขาได้ตั้งตัว วานรยักษ์ก็พุ่งกระโจนเข้าใส่หลี่ซวนอย่างดุดันและโหดร้ายในทันที!


    [วานรเขี้ยวแดงตัวโต อสูรสายเลือดระดับสองขั้นปลาย] เทียบเท่ากับผู้บำเพ็ญระดับครึ่งก้าวแก่นวิญญาณ


    …


    ย้อนกลับไปเมื่อสี่วันก่อน ณ ป่าแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ใกล้กับเมืองเทียนอวี่ ซึ่งอยู่ห่างจากสำนักเฟิงหยวนออกไปไม่ไกลนัก


    ปรากฏร่างของสตรีในชุดอาภรณ์สีน้ำเงินเข้ม กำลังเหยียบกระบี่เหินนภาลอยตัวอยู่กลางอากาศ ใบหน้าของนางแม้จะไม่ถึงกับงดงามหยดย้อยล่มบ้านล่มเมือง ทว่ากลับมีเสน่ห์ดึงดูดชวนมองอย่างประหลาด นางผู้นี้คือ 'ฉินรั่วปิง' ผู้อาวุโสระดับฐานวิญญาณขั้นกลาง ผู้ที่หลี่ซวนเคยนำแก่นอสูรกับเขี้ยวของวานรเขี้ยวแดงไปแลกเปลี่ยนที่หอแลกเปลี่ยนเมื่อครึ่งปีก่อน


    ด้านหลังของนาง มีบุรุษอีกสามคนยืนลอยตัวอยู่บนของวิเศษ พวกเขาล้วนสวมใส่ชุดศิษย์สีน้ำเงินอันเป็นสัญลักษณ์ของคนในสำนักเฟิงหยวนเช่นเดียวกัน และที่สำคัญ... บุคคลทั้งสามนี้ล้วนเป็นผู้บำเพ็ญระดับฐานวิญญาณขั้นปลาย และต่างก็เป็นอดีตผู้ที่เคยลงประลองในศึกพันธมิตรเมฆามาก่อนทั้งสิ้น


    บุรุษผู้หนึ่งซึ่งมีใบหน้าดุดันน่าเกรงขาม นามว่า เหยียนเลี่ย เอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงกังขา


    "น้องฉิน เจ้าแน่ใจงั้นหรือว่ามี 'อสูรสายเลือด' ซ่อนตัวอยู่แถวนี้จริง ๆ?"


    ฉินรั่วปิงอธิบายตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบน่าฟัง


    "ไม่ต้องห่วงไปหรอกพี่เหยียน น้องได้ใช้ยันต์เร้นกายลอบสังเกตพฤติกรรมของมันอยู่หลายคราแล้ว จากที่น้องสรุปได้ ดูเหมือนเจ้าวานรเขี้ยวแดงที่เป็นอสูรสายเลือดตัวนี้ จะเป็นถึงอสูรระดับสองขั้นปลาย แถมอาณาบริเวณแถบนี้ ก็ดูเหมือนจะไม่ใช่ถิ่นที่อยู่อาศัยที่แท้จริงของมันด้วยซ้ำ มันคงมีเหตุผลบางอย่างถึงต้องมาป้วนเปี้ยนอยู่แถวนี้ ซึ่งน้องก็เฝ้ารอโอกาสให้มันเดินทางกลับไปที่รังที่แท้จริงของมัน เพื่อตามไปตรวจสอบดูว่ามันยังมีฝูงหรือตัวอื่นอยู่อีกหรือไม่"


    "แต่มันกลับฉลาดหลักแหลมยิ่งนัก ราวกับว่ามันล่วงรู้ว่าข้าแอบสะกดรอยตามมันอยู่ มันจึงยังคงแฝงตัวกบดานอยู่ในป่าแห่งนี้ไม่ยอมย้ายไปไหน มันคงกำลังรอหาโอกาสให้ข้าเผลอเข้าไปใกล้ แล้วลอบสังหารข้าเสียแน่ ๆ ไม่เช่นนั้นมันก็คงกลับไปที่รังของมันนานแล้ว ด้วยเหตุนี้น้องจึงคิดว่า ความอดทนของมันใกล้จะถึงขีดจำกัดแล้ว จึงรีบส่งสารเรียกพวกพี่ทั้งสาม ให้มาร่วมมือกันสังหารมันเสียที่นี่"


    ชายชราผู้มีจมูกใหญ่โด่งเป็นเอกลักษณ์ อีกหนึ่งในกลุ่มผู้อาวุโส กล่าวเสริมด้วยน้ำเสียงแหบพร่า


    "หากเรื่องราวเป็นดั่งที่สหายฉินพูดมาจริง ๆ พวกเราก็คงต้องเร่งลงมือล้อมสังหารเจ้าอสูรตัวนี้เสีย ก่อนที่มันจะไหวตัวทันและหลบหนีไปสินะ"


    บุรุษผู้มีใบหน้าแสนธรรมดา ที่ยืนกอดอกนิ่งสงบอยู่อีกด้าน ก็กล่าววิเคราะห์เสริมขึ้นมา 


    "แต่ถึงอย่างไร ระดับพลังของมันก็เทียบเท่ากับครึ่งก้าวแก่นวิญญาณ การที่พวกเราสี่คนร่วมมือกัน ก็ใช่ว่าจะเอาชนะมันได้โดยง่าย แต่หากจะเรียกคนมาร่วมสังหารมันเยอะกว่านี้ การแบ่งผลประโยชน์ก็คงจะยากลำบากและวุ่นวายขึ้นไปอีก... สหายฉิน ท่านได้นำ 'ของสิ่งนั้น' มาด้วยหรือไม่?"


    ฉินรั่วปิงพยักหน้ารับอย่างมั่นใจ 


    "น้องได้ใช้หินวิญญาณทั้งหมดที่เก็บหอมรอมริบมา เพื่อไปประมูลสิ่งนี้มาจากเมืองใหญ่เมื่อเดือนก่อน น้องมั่นใจว่า หากพวกเราใช้สิ่งนี้เข้าช่วย ก็มีโอกาสถึงเจ็ดถึงแปดส่วนที่จะสังหารมันลงได้! ส่วนเรื่องการแบ่งผลประโยชน์นั้น ก็ให้ยึดตามข้อตกลงที่น้องได้เอ่ยไปก่อนหน้านี้"


    เมื่อผู้อาวุโสทั้งสามได้ยินดังนั้น ก็พยักหน้ารับอย่างพึงพอใจ


    เหยียนเลี่ยกล่าวขึ้นมาด้วยสีหน้าดุดัน 


    "ข้าขอเพียงแค่ 'เขี้ยว' ของมันเท่านั้น" "ข้าจะเอาเขี้ยวของมันไปหลอมสร้างเป็นอาวุธชิ้นใหม่ ส่วน 'แก่นอสูร' ของมัน สหายทั้งสามก็นำไปหลอมสกัดแล้วแบ่งพลังกันอย่างเท่าเทียมเถิด ข้าในตอนนี้ ยังไม่ค่อยสนใจแก่นอสูรของมันมากนักเท่าไหร่"


    ชายชรากล่าวตอบรับด้วยความยินดี "งั้นชายชราอย่างข้า คงต้องขอบคุณสหายเหยียนมากแล้ว อายุขัยของตัวข้าก็ใกล้จะหมดลงเต็มทีแล้ว นี่คือโอกาสเพียงครั้งเดียวในชีวิต ที่ข้าจะได้ใช้แก่นอสูรสายเลือดระดับสูงมาหลอมละลาย เพื่อทะลวงผ่านคอขวดไปสู่ระดับแก่นวิญญาณ หากครานี้ไม่สามารถสังหารมันลงได้ ข้าก็คงไม่มีหวังได้เลื่อนระดับอีกชั่วชีวิตแล้ว"


    บุรุษหน้าตาธรรมดาถอนหายใจยาว ก่อนจะกล่าวออกมา 


    "อืม... ตัวข้าก็เช่นกัน วาสนาที่จะได้พบอสูรสายเลือดระดับสูงเช่นนี้ ใช่ว่าจะมีมาให้เห็นบ่อย ๆ หรอกนะ"


    แต่ในขณะที่ผู้อาวุโสทั้งสี่กำลังสนทนาวางแผนกันอยู่นั้น จิตสัมผัสอันเฉียบคมของพวกเขาก็คล้ายกับจะสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังอันแข็งแกร่งและดุร้ายบางอย่าง กำลังปะทุขึ้นมาจากส่วนลึกของผืนป่า!


    ผู้อาวุโสทั้งสามคน (ยกเว้นฉินรั่วปิงที่มีระดับพลังจิตสัมผัสต่ำกว่าหนึ่งขั้น) ต่างหันขวับมองตรงไปยังทิศทางนั้นอย่างพร้อมเพรียงด้วยความรวดเร็ว!


    "มันมาแล้ว..." เสียงของเหยียนเลี่ยกล่าวขึ้นมาอย่างเย็นเยียบ คมกริบดั่งใบมีด

    คล้ายกับเรื่องสู่เหนือสรรพสิ่ง ที่คุณอ่าน