บทที่ 35 คำถามเชิงลึก
เมื่อวานตอนที่เขาสุ่มได้รับฝ่ามือแปดทิศท่องร่างระดับเชี่ยวชาญ รายละเอียดและข้อมูลเชิงลึกทั้งหมดของฝ่ามือแปดทิศท่องร่างก็ถูกระบบส่งตรงเข้าสู่สมองของฟางหานในทันที
‘ฝ่ามือแปดทิศท่องร่าง’ หรือที่เรียกอีกชื่อว่าฝ่ามือแปดทิศ ฝ่ามือแปดทิศต่อเนื่อง เป็นศิลปะการต่อสู้แบบดั้งเดิมที่เน้นการเปลี่ยนกระบวนท่าฝ่ามือและการย่างก้าววนเวียน จัดว่าเป็นมวยภายในประเภทหนึ่ง
เป็นอย่างที่ระบบว่าไว้ ตั้งแต่อดีตกาลมา แพทย์แผนจีน ศิลปะประจำชาติ ลัทธิเต๋า และพุทธศาสนา ล้วนมีความเกี่ยวพันกันอย่างลึกซึ้ง
มวยภายในเป็นศาสตร์การต่อสู้ที่แตกต่างจากมวยภายนอกหรือทักษะการต่อสู้ทั่วไปอย่างสิ้นเชิง
สาเหตุที่บอกว่าต่างกันอย่างสิ้นเชิงก็เพราะมวยภายในไม่ได้เน้นการต่อสู้หรือการสังหารเป็นหลัก แต่เน้นที่ตัวบุคคลเป็นศูนย์กลาง โดยถือกำเนิดขึ้นจากการหลอมรวมวิถีการบำรุงสุขภาพของเต๋า การเสริมสร้างร่างกาย การป้องกันตัว และการต่อสู้เป็นหลัก
ยกตัวอย่างเช่น ในภาพยนตร์หลายเรื่องที่ปรมาจารย์มักจะพร่ำสอนลูกศิษย์ว่า การฝึกวรยุทธ์นั้นเพื่อสร้างเสริมร่างกายให้แข็งแรง ไม่ใช่เพื่อไปแก่งแย่งชิงดีหรือใช้กำลังกับใคร
มวยภายในจะประสานการหายใจและการกำหนดลมปราณเข้ากับกระบวนท่ามวย ซึ่งแฝงไปด้วยเทคนิคการบำรุงสุขภาพที่แท้จริง สิ่งที่เรียกว่ามวยภายในนั้น แม้จะไม่ได้มหัศจรรย์เหมือนกับลมปราณในนิยาย แต่ก็ให้ความสำคัญกับการ ‘ฝึกปราณภายใน ฝึกกระดูกและผิวหนังภายนอก’ เป็นการผสานทั้งในและนอกเข้าด้วยกัน ทำให้การฝึกวรยุทธ์ไม่ส่งผลเสียต่อร่างกาย
หากพิจารณาในแง่ของแพทย์แผนจีน ในประวัติศาสตร์มีปรมาจารย์ด้านการรักษาอาการบาดเจ็บจากการกระทบกระแทกหลายท่านที่เชี่ยวชาญด้านวรยุทธ์ ที่โดดเด่นที่สุดคงหนีไม่พ้นเจ้าของวิชาลูกเตะไร้เงาแห่งฝอซานอย่างหวงเฟยหง ซึ่งเขาไม่ได้เป็นเพียงปรมาจารย์มวยภายในเท่านั้น แต่ยังเป็นหมอผู้เชี่ยวชาญในการรักษาอาการกระดูกและเนื้อเยื่อบาดเจ็บอีกด้วย
ฟางหานได้รับวิชาฝ่ามือแปดทิศท่องร่างระดับเชี่ยวชาญ เขาจึงเข้าถึงแก่นแท้ของฝ่ามือแปดทิศได้ในพริบตา หากวัดกันที่ฝีมือเพียงอย่างเดียว เขาก็ถือเป็นยอดฝีมือคนหนึ่งเลยทีเดียว
ในสังคมปัจจุบัน คนที่ฝึกวรยุทธ์ก็น้อยลงเรื่อย ๆ ปรมาจารย์ที่เชี่ยวชาญมวยภายในจริง ๆ แทบจะไม่มีเหลือแล้ว หากวัดกันที่วรยุทธ์เพียงอย่างเดียว ฝีมือของฟางหานในตอนนี้อาจเรียกได้ว่าไร้ผู้ต้านในยุทธจักรเลยก็ว่าได้... แน่นอนว่าต้องสมมติว่า ปัจจุบันยังมีสิ่งที่เรียกว่ายุทธจักรอยู่นะ
หลังจากได้รับวิชามวยมา ฟางหานก็ยังไม่มีโอกาสได้ฝึกปรือเลย ครั้งนี้จึงถือเป็นโอกาสอันดีที่เขาจะได้ลองวิชาเพียงเล็กน้อย และเริ่มแสดงฝีไม้ลายมือออกมาอย่างเต็มที่จนเขาเริ่มจะรู้สึกติดลมขึ้นมาเสียแล้ว ฝ่ามือแปดทิศนั้นเดิมทีเป็นการใช้ท่าเท้าประสานกับกระบวนท่ามวยภายใน ฟางหานขยับย่างก้าวอย่างแผ่วเบา สองมือเปลี่ยนท่วงท่าไปมาไม่หยุดนิ่ง ร่างของชายหนุ่มคนนั้นจึงหมุนคว้างไปมาไม่ต่างจากท่อนไม้ ทำเอาคนที่มุงดูอยู่รอบ ๆ ถึงกับใจหายใจคว่ำ
หากเป็นการใช้กำลังหักโหมเข้าว่า ฟางหานเองก็คงรับไม่ไหว แต่โชคดีที่ฝ่ามือแปดทิศท่องร่างได้หลอมรวมแก่นแท้ของมวยไทเก๊กเข้าไว้ด้วย เป็นการยืมแรงส่งแรงและประสานกระบวนท่าอย่างลงตัว เขาจึงไม่ได้รู้สึกเหนื่อยล้าจนเกินไปนัก
“เสี่ยวฟาง...” เหมียวต้าหลงถึงกับหน้าถอดสี นี่นายกำลังรักษาโรคอยู่จริง ๆ ใช่ไหมเนี่ย?
“ไม่เป็นไรหรอก!” ในตอนนั้นเองกัวเหวินยวนก็เดินเข้ามา เหมียวต้าหลงรีบทักทายด้วยความนอบน้อม
“สวัสดีครับผู้อาวุโสกัว คือเสี่ยวฟางเขา...” แม้กัวเหวินยวนจะบอกว่าไม่เป็นไร แต่เหมียวต้าหลงก็ยังรู้สึกตระหนกอยู่ดี เพราะภาพที่เห็นมันช่างน่าหวาดเสียวเหลือเกิน
กัวหมิงเฉียงที่เดินตามมาข้าง ๆ จ้องมองการแสดงของฟางหานพลางเอ่ยว่า “จางฉงเจิ้ง หมอชื่อดังในสมัยราชวงศ์จิน เคยมีเคสการรักษาผู้ป่วยอาการคลุ้มคลั่งที่ตกจากหลังม้า ในตอนนั้นจางฉงเจิ้งใช้ล้อรถม้า โดยตรึงผู้ป่วยไว้กับล้อที่ติดอยู่บนเสาไม้ แล้วให้คนช่วยกันปั่นล้อรถม้าเพื่อให้ผู้ป่วยเกิดความตกใจจนได้สติและอาเจียนเอาเสมหะเหนียวข้นออกมา เสี่ยวฟางคงจะเลียนแบบวิธีการของจางฉงเจิ้ง เพียงแต่ว่าวิธีการของเขา...”
“วิธีการมันดูแหวกแนวและน่าทึ่งเกินไปหน่อย” กัวเหวินยวนหัวเราะหึ ๆ แม้เขาจะไม่ได้ฝึกวรยุทธ์แต่ก็เป็นคนมีความรู้กว้างขวางและมีสายตาที่เฉียบคม “ไม่นึกเลยว่าเจ้าหนุ่มนี่จะฝึกฝนฝ่ามือแปดทิศด้วย ดูจากฝีไม้ลายมือแล้ว คงไม่ด้อยไปกว่าผู้เฒ่าซุนเลยนะ”
กัวหมิงเฉียงพยักหน้าเห็นด้วย ผู้เฒ่าซุนที่กัวเหวินยวนเอ่ยถึงคือหนึ่งในปรมาจารย์มวยภายในไม่กี่คนที่ยังหลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน ท่านผู้นั้นคือซุนฉงอวิ๋น รองประธานสมาคมวรยุทธ์แห่งชาติ และเป็นปรมาจารย์ฝ่ามือแปดทิศ
แม้จะได้ชื่อว่าเป็นปรมาจารย์ แต่กาลเวลาที่เปลี่ยนไปย่อมทำให้มาตรฐานการตัดสินต่างกันออกไป หากวัดกันตามเกณฑ์ของระบบแล้ว ซุนฉงอวิ๋นก็น่าจะอยู่ในระดับเชี่ยวชาญเช่นกัน แน่นอนว่าท่านอาจมีประสบการณ์มากกว่าฟางหาน แต่ในวัยแปดสิบปี หากต้องประมือกันจริง ๆ ท่านก็อาจจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของฟางหาน
กัวหมิงเฉียงเคยเห็นซุนฉงอวิ๋นฝึกมวยมากับตา เมื่อมองดูการเคลื่อนไหวของฟางหานในตอนนี้ เขาก็รู้สึกว่าไม่ได้ด้อยไปกว่าท่านผู้เฒ่าซุนเลยจริง ๆ
ส่วนหลินกวางเลี่ยงนั้นอึ้งจนพูดไม่ออกไปแล้ว เจ้านี่ทั้งวิชาการแพทย์เป็นเลิศ ทำเป็นไปหมดทุกอย่าง แถมตอนนี้ยังมีความสามารถด้านวรยุทธ์อีก ต่อไปถ้าฟางหานเดินมาบอกว่ามีอะไรที่ทำไม่เป็น เขาคงจะประหลาดใจยิ่งกว่าเดิมเสียอีก
ด้านเหล่าพยาบาลสาว ๆ ต่างก็ตาเป็นประกายด้วยความปลาบปลื้ม หมอฟางเก่งเกินไปแล้ว ทั้งหล่อ ทั้งรักษาโรคเก่ง แถมยังมีวรยุทธ์อีก เทพบุตรชัด ๆ! นี่มันเทพบุตรเกรดพรีเมียมชัด ๆ ถ้าได้ออกไปเดินด้วยกันแล้วมีพวกนักเลงหัวไม้มาหาเรื่องนะ เธอจะเชิดหน้าใส่ให้เต็มที่ แล้วให้หมอฟางช่วยสั่งสอนให้เข็ด...
หลังจากวาดลวดลายไปได้ครู่หนึ่ง ฟางหานก็เริ่มจะยันไว้ไม่ไหว เขาใช้มือข้างหนึ่งกดลงแล้วใช้ทั้งสองมือดึงขึ้น ร่างของผู้ป่วยก็หยุดนิ่งลงทันที และทันทีที่หยุด ชายหนุ่มคนนั้นก็อ้าปากอาเจียนเอาเสมหะเหนียวสีอมเหลืองออกมา
ฟางหานคาดการณ์ไว้อยู่แล้วว่าผู้ป่วยจะต้องอาเจียน ดังนั้นในจังหวะที่สั่งให้หยุด เขาจึงจัดท่าให้ผู้ป่วยคว่ำหน้าลงบนตักของเขา และลากถังขยะมาเตรียมไว้ให้พร้อมสรรพ ชายหนุ่มอาเจียนออกมาขนานใหญ่ก่อนจะถอนหายใจยาว
เมื่อฟางหานวางร่างเขาให้นอนราบลง ชายหนุ่มก็เหงื่อท่วมตัวและใบหน้าซีดเผือด แต่เมื่อมองดูดวงตาจะเห็นได้ชัดว่าเขากลับมามีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์แล้ว
“ขอน้ำอุ่นสักแก้วครับ”
ฟางหานช่วยประคองผู้ป่วยให้นั่งลงแล้วบอกพยาบาลที่อยู่ใกล้ ๆ พยาบาลสาวรีบไปรินน้ำมาให้ทันที การที่ผู้ป่วยหลั่งน้ำตาออกมาได้นั้นถือเป็นเรื่องดี เพราะมันช่วยระบายความโกรธแค้นและความอัดอั้นตันใจออกมาได้
ในจังหวะที่ฟางหานเกือบจะประคองชายหนุ่มลงนอน ภรรยาของผู้ป่วยที่เพิ่งจัดการเรื่องเอกสารเสร็จก็เดินเข้ามา เมื่อเห็นสามีได้สติเธอก็เดินเข้าไปหาด้วยท่าทีเก้อเขิน
“เสี่ยวเฟย เรากลับบ้านไปคุยกันดี ๆ ได้ไหม ฉันรู้ว่าฉันผิดไปแล้ว คุณ...”
ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้น ดวงตาแดงก่ำด้วยความโกรธแค้นทำเอาหญิงสาวรีบหุบปากทันที ฟางหานตบไหล่ชายหนุ่มเบา ๆ “กลับไปคุยกันเถอะ เรื่องทุกอย่างต้องมีทางออก ใจเย็น ๆ เข้าไว้ ถ้าคิดว่ามันไม่คุ้มค่าก็แค่เริ่มต้นใหม่”
เรื่องนี้ฟางหานเองก็ไม่มีประสบการณ์... ไม่สิ ไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์หรอก ต้องบอกว่าเขายังไม่ได้แต่งงานและไม่มีประสบการณ์เรื่องความรักจึงไม่รู้จะปลอบอย่างไรดี ได้แต่พูดไปตามความรู้สึกว่าการหลบหนีไม่ใช่หนทางแก้ปัญหา
ชายหนุ่มรู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจของฟางหาน และลึก ๆ ก็แอบเกรงขามในตัวเขาอยู่ไม่น้อย เขาจึงพยักหน้าตอบรับก่อนจะลุกขึ้นเดินจากไปเงียบ ๆ โดยมีภรรยารีบเดินตามหลังไป พี่ชายผู้ป่วยก็กำลังจะเดินตามไปเช่นกันแต่ถูกฟางหานรั้งตัวไว้ก่อน
“คุณหมอ มีธุระอะไรอีกเหรอครับ?” พี่ชายผู้ป่วยถามด้วยความเกรงใจ
“เอายาไปด้วยสิครับ” ฟางหานตอบด้วยน้ำเสียงกวน ๆ เล็กน้อย คนมากันสามคน เดินหนีไปสองคนแล้ว คนสุดท้ายยังจะเดินหนีไปอีก นึกว่าหายแล้วจะรอดตัวไม่ต้องกินยาหรือไง?
หลังจัดการทุกอย่างเสร็จ เหมียวต้าหลงก็เดินเข้ามาเตือนฟางหาน “คราวหน้าอย่าทำตัวบ้าบิ่นแบบนี้อีกนะ ต่อหน้าคนเยอะแยะขนาดนี้ เมื่อกี้ต้องมีคนถ่ายคลิปไว้แน่ ๆ สงสัยนายได้กลายเป็นเน็ตไอดอลในเร็ว ๆ นี้ชัวร์”
“เมื่อกี้ผมก็ลืมตัวไปหน่อยครับ” ฟางหานตอบอย่างเขิน ๆ เขาคงบอกไม่ได้หรอกว่า ‘ผมตั้งใจทำครับ’
ความจริงแล้วยังมีวิธีรักษาอีกตั้งหลายวิธี แต่ฟางหานเจาะจงเลือกวิธีที่ดูน่าตื่นตาตื่นใจที่สุด แถมยังไม่ยอมเข้าไปในห้องรักษาด้วย เหตุผลแรกคือห้องรักษามันแคบเกินไปแสดงฝีมือไม่ได้ แต่อีกเหตุผลที่สำคัญคือ ถ้าเข้าไปในห้องรักษาแล้วไม่มีคนดู เขาจะได้แต้มความชอบมาจากไหนล่ะ?
ทันทีที่การรักษาเสร็จสิ้น ฟางหานก็เข้าไปตรวจสอบรายละเอียดของระบบ และพบว่าในช่วงเวลาสั้น ๆ นี้เขามีแต้มความชอบเพิ่มขึ้นมานับพันแต้ม ทั้งผู้ป่วยที่มามุงดู นักศึกษาแพทย์ฝึกงาน แพทย์ประจำบ้าน หรือแม้แต่แพทย์เจ้าของไข้ ต่างก็ขยันมอบแต้มความชอบให้เขาทั้งสิ้น จะมีก็แต่กัวหมิงเฉียงและกัวเหวินยวนเท่านั้นที่ไม่มอบให้เลย
ฟางหานถึงกับแอบตัดพ้อในใจว่า ‘ผมเก่งขนาดนี้ พ่อลูกคู่นี้ไม่มีอารมณ์อิจฉาหรือทึ่งในตัวผมบ้างเลยเหรอ?’ แต่แน่นอนว่าเขาก็รู้ดี ด้วยระดับความรู้ของพ่อลูกตระกูลกัว คงยากที่จะทำให้พวกเขาเกิดความรู้สึกอิจฉาหรือทึ่งได้ง่าย ๆ โดยเฉพาะกัวเหวินยวนที่เข้าสู่วัยที่เข้าใจในโชคชะตาแล้ว ท่านย่อมเห็นโลกมามากและมีจิตใจที่สงบนิ่ง
กัวเหวินยวนไม่ได้พูดอะไรกับฟางหานมากนัก ท่านเพียงแค่ทักทายและกำชับให้เขามีเวลาว่างก็แวะไปอ่านหนังสือที่บ้าน ก่อนจะเดินจากไปพร้อมกับกัวหมิงเฉียง แม้พ่อลูกตระกูลกัวจะไม่ศรัทธาหรือไม่แสดงความทึ่งออกมา แต่รอบข้างเขาก็ยังมีแฟนคลับอีกเพียบ ทันทีที่ร่างของสองพ่อลูกลับสายตาไป อู๋เหล่ยและแพทย์ประจำบ้านหลี่กับคนอื่น ๆ ก็กรูกันเข้ามาทันที
“ฟางหาน นายเป็นมวยด้วยเหรอ สอนฉันบ้างสิ!” นี่คือคำถามจากอู๋เหล่ย
“หมอฟางครับ วิธีการรักษาเมื่อครู่มีเหตุผลมาจากอะไร แล้วการที่ผู้ป่วยมีการบาดเจ็บทางอารมณ์ ผลการวินิจฉัยของคุณคืออะไรกันแน่ครับ?” นี่คือคำถามจากแพทย์ประจำบ้านหลี่
“ฟางหาน เมื่อกี้นายเท่มากเลย” นี่คือคำชมจากฉินซีหร่าน
ฟางหานมองทั้งสามคนแล้วนึกถึงนิทานเรื่องหนึ่งที่มีคนงานก่อสร้างสามคนกำลังก่ออิฐสร้างบ้าน มีคนไปถามคนแรกว่า ‘คุณกำลังทำอะไร’ คนแรกตอบว่า ‘ฉันกำลังก่ออิฐ’ คนที่สองตอบว่า ‘ฉันกำลังสร้างเมือง’ และคนที่สามตอบว่า ‘ฉันกำลังตามหาความฝัน’...
ดูเอาเถอะ สมแล้วที่เป็นแพทย์ประจำบ้าน เรื่องเดียวกันแท้ ๆ แต่ความลึกซึ้งในการมองปัญหาช่างแตกต่างกันจริง ๆ