ปกป้องข้าที ข้าอ่อนแอ!
09 งานเลี้ยงยามค่ำ
รถม้าสีเข้มเคลื่อนเข้ามาจอดภายในจวนสกุลฉินอย่างสง่างาม เมื่อรถม้าจอดนิ่งคนในรถจึงค่อยลุกออกมา ลู่เว่ยหลงชะงักเมื่อออกจากรถม้าแล้วเห็นว่ามีหญิงสาวผู้หญิงยืดกอดอกหน้าง้ำรออยู่แล้ว
ฉินม่อหลันมีสีหน้าไม่พอใจ ใบหน้าสวยบึ้งตึง
“ท่านพี่ไปตลาดไยไม่เอ่ยชวนข้า!”
น้ำเสียงน้อยอกน้อยใจ สายตามองปราดมาที่ลู่เว่ยหลงด้วยอารมณ์ขุ่นมัว
“เวลานี้ในตลาดมีผู้คนพลุกพล่าน ข้าไปธุระหาได้เที่ยวเล่น”
คนเป็พี่ชายบอกเสียงทุ้มต่ำใบหน้าเรียบเฉย ยิ่งทำให้ฉินม่อหลันไม่พอใจ นางส่งสีหน้าโกรธเคืองมาให้อีกคน ไปธุระไยต้องพาคนนอกเช่นคุณชายลู่ออกไปด้วยเล่า!
“คุณชายลู่ไปได้ แต่ข้าไปไม่ได้หรือเ้าคะ”
ลู่เว่ยหลงยืนก้มหน้านิ่ง อย่าส่งสายตากดดันมาทางนี้ได้หรือไม่ เขาไม่ผิดเสียหน่อย โดนชวนแกมบังคับมันก็ต้องไปน่ะสิ นี่ก็อึดอัดจนแทบทนไม่ไหวแล้ว
“แล้วเหตุใดจึงไปกันสองคนได้ ก่อนหน้านี้คุณชายลู่แทบจะไม่ยอม...”
“ม่อหลัน”
เสียงทุ้มเยียบเย็นดังขึ้น หญิงสาวหุบปากฉับ
“ใกล้ได้เวลาแล้ว เข้าไปในเรือนเถิด”
รองประมุขหันไปหาคนสนิท
“หงหลิ่งเหวิน นำของไปเก็บที่เรือนให้คุณชายลู่"
คนสนิทตอบรับ จากนั้นร่างสูงจึงเดินนำเข้าไปในเรือน ฉินม่อหลันหันขวับส่งตาเขียวมาให้ลู่เว่ยหลง ร่างบางสั่นเทา ก่อนที่หญิงสาวจะสะบัดตัวเดินตามหลังพี่ชายไป คุณชายลู่หายใจออกดังฟู่
งานฉลองดำเนินไปอย่างสนุกสนาน คนตระกูลฉินนั่งดื่มกินอยู่ภายในเรือนรับรอง ส่วนลูกศิษย์ทั้งหลายตั้งโต๊ะอยู่ที่ลานกระบี่ด้านนอก เสียงเฮฮาชนจอกเหล้าดังระงม นักดนตรีและนางรำออกมาแสดงฝีมือ ทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยความผ่อนคลาย
ถ้ามองข้ามสายตาเกลียดชังสองสามคู่ที่สลับกันมองมา ก็ถือได้ว่าผ่อนคลายล่ะนะ
ประมุขฉินหน้าแดงก่ำ อารมณ์ดียิ่ง รินสุราลงจอกเป็ไหที่สอง ลู่เว่ยหลงมองไปยังโต๊ะสำรับข้างหน้าคนตัวสูง เห็นไหสุราสามไหวางอยู่ แต่หน้าตาคนดื่มยังไม่เปลี่ยนสีก็อดชื่นชมความคอแข็งในใจไม่ได้
“คุณชายลู่ ทานอิ่มหรือไม่”
ฉินหย่งชาง บุตรชายประมุขฉินและฝูฮูหยินที่นั่งข้างๆหันมาถามเขาด้วยความสุภาพ ร่างบางพยักหน้า
“ขอบคุณท่านมาก ข้าทานไม่ไหวแล้ว”
“เช่นนั้นก็ดีแล้ว ทานให้มาก เห็นเ้าผ่ายผอมข้าเป็ห่วงยิ่งนัก”
ฉินหย่งชางยิ้มน้อยๆมาให้ ชวนคุยต่อ
“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับคุณชาย... ข้าเองรู้สึกเสียใจที่ก่อนหน้าจะเกิดเื่ข้าช่วยอะไรคุณชายไม่ได้มากนัก หากต่อจากนี้คุณชายมีเื่หนักใจอันใด สามารถเข้ามาคุยกับข้าได้ ข้ายินดีรับฟังเสมอ”
ฉินหย่งชางหมายถึงเหตุการณ์ที่ลู่เว่ยหลงใช้มีดแทงตนเองหวังฆ่าตัวตาย ลู่เว่ยหลงก้มหัวรับน้ำใจจากคุณชายรอง
ข้าเองก็อยากรู้เช่นกันว่าคุณชายลู่มีเื่หนักใจอันใด? เขาคิด
เมื่อพิจารณาแล้ว ฉินหย่งชางมีความคล้ายประมุขฉินไม่น้อย ช่างน่ายินดียิ่ง อย่างน้อยอุปนิสัยร้ายกาจของฝูฮูหยินก็ไม่มีรับผู้่ต่อเสียทีเดียว คลายความสบายใจของลู่เว่ยหลงไปได้มาก
เพียงแอบคิดเท่านั้น เมื่อลู่เว่ยหลงเงยหน้าขึ้น สายตาพลันปะทะเข้ากับสายตาจงเกลียดจงชังที่ส่งมาจากฮูหยินฝู ลู่เว่ยหลงสะดุ้ง นางขบเขี้ยวชักสีหน้าไม่พอใจมาที่ลู่เว่ยหลง เขาถอดความสายตานั้นออกมาได้ จึงคิดในใจ
เลิกจ้องมาได้แล้ว! ข้าไม่ได้จะยุ่งกับลูกชายของท่านเสียหน่อย!
ลู่เว่ยหลงแอบกลอกตา เขาอยู่ของเขาดีๆก็มีคนมาเกลียด คนมาแกล้ง คนไม่มีที่จะไปคนหนึ่งมาขอพึ่งบุญคนสกุลฉินเพียงแค่นี้ มันน่ารังเกียจปานนั้นเลยหรือไร?
ศิษย์ที่อยู่ภายนอกเรือนเองก็กำลังดื่มฉลองเช่นกัน พวกเขาส่งเสียงเฮจนเสียงลอดเข้ามาภายในเรือนรับรอง ประมุขฉินได้ยินจึงหัวเราะเสียงดัง
“ภารกิจครั้งนี้ต้องลำบากทุกคนแล้ว อีกทั้งศึกครั้งนี้ยังช่วยกระชับสัมพันธ์ระหว่างตระกูลฉินและตระกูลฮัวได้อีกด้วย มาดื่มให้กับหย่งสือผู้มีความดีความชอบกันเถิด”
ทุกคนยกจอกสุราขึ้นแล้วยกดื่ม
หากแต่จอกของลู่เว่ยหลงเป็เพียงชาเท่านั้น
ช่างน่าเสียดาย...
พูดถึงภารกิจั์ในครั้งนี้ เป็การร่วมมือของหลายแคว้น โดยมีตระกูลฉินจากแคว้นหาน และตระกูลฮัวจากแคว้นอู๋เป็ผู้นำทัพ
ระดับความยากของภารกิจแบ่งเป็เจ็ดระดับ ได้แก่
ระดับต่ำ
ระดับกลาง
ระดับสูง
ระดับอสูร
ระดับั์
ระดับปฐี
และระดับอเวจี
ซึ่งจะไล่ั้แ่ความวุ่นวายเพียงเล็กน้อย สามารถให้กลุ่มเซียนที่คอยควบคุมชุมชนแถวนั้นจัดการให้ ไปจนถึงระดับที่ต้องเรียกกองกำลังจากตระกูลใหญ่ๆไปจัดการกับกองทัพสัตว์อสูร
โลกแห่งนี้เชื่อมต่อกับแดนปีศาจ ซึ่งในบางครั้งสัตว์อสูรทั้งหลายจะหลุดเข้ามาสร้างความเดือดร้อนให้กับสังคมมนุษย์ อีกทั้งบางครั้งความวุ่นวายก็ยิ่งหนักหนาขึ้นเมื่อมีผู้ฝักใฝ่ในวิชามาร ใช้ไอมรณะเพิ่มพูนความร้ายกาจให้แก่สัตว์อสูรขึ้นไปอีกหลายเท่า คนเ่าั้ล้วนกระทำเพื่อ้าอำนาจ คอยควบคุมผู้คนที่หวาดกลัวให้ก้มหัวแก่พวกมัน ฝีมือของพวกมารยิ่งแก่กล้าก็ยิ่งจัดการยากมากขึ้นเท่านั้น
ภารกิจระดับั์ ไม่ใช่สิ่งที่จะจัดการได้ง่ายๆเลย
ซ่า!
ลู่เว่ยหลงหลุดออกจากภวังค์ความคิด เมื่อรู้สึกได้ว่าศีรษะของเขาเปียกชุ่มไปด้วยสุราเย็นเฉียบ
“ว้าย คะ..คะ..คุณชายลู่ ขออภัยด้วยนะเ้าคะ ขะ..ข้า.. ข้าน้อยลื่นล้ม”
สาวใช้ร่างอวบผู้หนึ่งใบหน้าซีดเผือด มือไม้สั่นรุนแรง มองไปยังร่างบางที่บัดนี้เส้นผมเปียกลู่ไปกับใบหน้าขาว สุราสีใสหยดติ๋งลงมาเปื้อนเสื้อเป็ด่างดวง ทุกสายตาจับจ้องมายังลู่เว่ยหลงและสาวใช้อวบอัดผู้นี้
สาวใช้รุ่นใหญ่หวาดกลัวขึ้นจับจิต นางมีความผิดร้ายแรงเช่นนี้จะโดนลงโทษเช่นไรบ้าง หันขวับไปยังสาวใช้อีกคนที่คล้ายจะ ‘ขัดขา’ ของนางเมื่อครู่นี้ เห็นรอยยิ้มจางๆประดับอยู่บนใบหน้าสวยก็เกิดความโกรธขึ้นมา แต่ก็ต้องหันมาระล่ำระลักขอโทษคุณชายอีกครั้ง
“คุณชาย... ข้า..”
“มิเป็ไร ข้าจะกลับเรือนอยู่พอดี”
ลู่เว่ยหลงบอกพร้อมยกมือขึ้นมาโบกไปมา ฝูฮูหยินสีหน้าสะใจเหมือนจะหัวเราะ ประมุขฉินขมวดคิ้วจ้องนางรับใช้เขม็ง ฉินหย่งสือผุดลุกขึ้นเดินอ้อมมาทางลู่เว่ยหลง
“หากจะกลับก็รีบไป ค่ำแล้วอากาศหนาวประเดี๋ยวจะจับไข้เอาได้”
คุณชายใหญ่พูดเร่งให้ลู่เว่ยหลงลุกขึ้น คนตัวเปียกสะโหลสะเหลผุดลุก ร่างใหญ่ดันหลังผอมบางให้ก้าวเดินออกไปจากเรือนรับรอง ลู่เว่ยหลงแปลกใจ นี่จะเดินไปส่งเขางั้นรึ?
ฝูฮูหยินรีบพูดขัดขึ้นมา
“คุณชายใหญ่ งานนี้จัดขึ้นเพื่อประมุขฉินและคุณชายใหญ่นะ ท่านออกไปจากงานก่อนเกรงว่าจะมิงาม”
“ช่างเถิดอาเจียว”
ประมุขฉินพูดขัดขึ้น ฝูฮูหยินเมื่อโดนปรามจึงเพียงลอบส่งสายตาไม่พอใจมาให้
“ฝูฮูหยินกล่าวถูกแล้ว หย่งสือ เ้าไปส่งน้องแล้วรีบกลับมาล่ะ”
“ขอรับ”
คนทั้งสองเดินลับออกไปตามทางเดิน ทิ้งไว้ให้คนในเรือนที่เหลือมีสีหน้าแตกต่างกัน คนหนึ่งยิ้มกรุ้มกริ่ม บางคนงุนงงแปลกใจ บางคนชิงชังเคียดแค้น
ระหว่างพากันเดินไปตามทางเดิน ลู่เว่ยหลงััได้ว่าคนตัวสูงแผ่กระแสไอปราณออกมา ทำให้อากาศรอบๆทั้งสองคนอบอุ่นขึ้นนิดหน่อย
เห็นเขาเปียกเลยกลัวเขาหนาวรึนี่ คุณชายใหญ่ช่างใจดีไม่น้อย
จิ้นฝานและหงหลิ่งเหวินรีบวิ่งตามมาจนทัน และทิ้งระยะเดินห่างไปด้านหลัง
เนื่องจากทุกคนไปรวมตัวกันที่ด้านหน้าจวน ทำให้ขณะนี้ส่วนของเรือนนอนจึงเงียบกริบ ได้ยินเพียงความสงบยามค่ำคืน
เมื่อเดินคู่กันใกล้ๆ ลู่เว่ยหลงยังคงรู้สึกกลัวจนใจสั่นๆและหวิวๆเล็กน้อย แต่ไม่แข้งขาอ่อนมากมายอย่างเมื่อวานแล้ว
จากการกระทำทั้งหลายในวันนี้ ก็ดูจะเป็พี่ชายที่ดีต่อลู่เว่ยหลงได้คนหนึ่ง แต่เขาก็ยังคิดไม่แตก ว่าเหตุใดคุณชายลู่จึงได้กลัวเขาจนจับใจนัก
จงชินเสียเถิด คุณชายลู่!
ความหวาดกลัวมันช่างเพิ่มภาระให้กับหัวใจอ่อนแอนี้ให้เหนื่อยอ่อนไปอีก หากจะสามารถลดสิ่งที่ทำให้ประหวั่นพรั่นพรึงได้สักอย่างหนึ่งก็จะช่วยได้มาก
เมื่อเดินเงียบๆมาตลอดทางจนถึงเรือนแยก ฉินหย่งสือหันไปสั่งงานจิ้นฝานและหงหลิ่งเหวิน
“ไปเตรียมต้มน้ำร้อนให้คุณชายอาบ ทำให้ผมคุณชายแห้งก่อนส่งเข้านอนด้วย”
“ขอรับ”
ทั้งสองรับคำแล้วรีบเร่งไปทำงาน ฉินหย่งสือหันมาหาคนข้างๆ พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบเช่นเคย
“รีบอาบน้ำแล้วใส่เสื้อผ้าให้หนาเข้าไว้ สาวใช้คนนั้นข้าจัดการในภายหลัง”
“ขอรับ”
“ข้าลาตรงนี้ คืนนี้ทำตัวให้อบอุ่นเสีย”
พูดห้วนๆ ลู่เว่ยหลงพยักหน้าหงึกหงัก ฉินหย่งสือยืนรีรอสักพักจึงค่อยเดินผละไป
ลู่เว่ยหลงมองตามแผ่นหลังกว้างของฉินหย่งสือ เมื่อคนตัวสูงจากไปแล้วร่างบางก็เริ่มสั่นเพราะจู่ๆอากาศรอบตัวก็หนาววูบขึ้นมา ลมในตอนค่ำคืนมันเย็นปานนี้เชียวหรือ?
เขากระชับเสื้อให้แน่นขึ้น
ทั้งๆที่ตัวการที่ทำให้กลัวก็จากไปแล้ว หากแต่ทำไมหัวใจยังคงรู้สึกสั่นหวิว
—————
นั่นแน่... มันต้องมีอะไรในกอไผ่แน่ๆ ฮ่าๆ
รอติดตามต่อนะคะ ^^
.