เขาตื่นขึ้นมาหน้าประตูั์สีดำบานเดิมทว่าเมื่อมองมันอีกครั้งวิฬาร์ก็พบว่าใบหน้าบนนั้นคล้ายกับเปลี่ยนไป
ทุกหน้าดูยิ้มแย้มแจ่มใสรอยยิ้มแสยะที่เห็นคราวก่อนเหมือนกับเปลี่ยนเป็หัวเราะร่า แต่ถึงอย่างนั้นการได้เห็นภาพคนหัวเราะอยู่ในสนามรบก็กลับทำให้เขารู้สึกขนหัวลุก
วิฬาร์รีบยันตัวขึ้นแล้วเดินทะลุทางเข้านั้นไปอย่างรวดเร็วความยินดีทำเอาเท้าเขาแทบติดปีกบิน เร่งความเร็วขึ้นจนสุด พุ่งผ่านทางเดินมืดสลัวนั้นไปราวนักกีฬาโอลิมปิก
ทางเดินหลังประตูดำบานนั้นไม่สั้นแต่ก็ไม่ยาวทำให้ไม่นานนัก เขาก็เดินผ่านทางสายหนึ่งมาเจอกับภาพอันตระการตาอีกครั้ง
พื้นที่เบื้องหน้าเป็หลุมลึกคล้ายกับอัฒจันทร์ของสนามกีฬาขนาดมหึมาและภายใต้แสงวับแวมจากรางไฟที่กระจายอยู่โดยรอบก็เผยให้เห็นขั้นบันไดที่สูงร่วมวา ลดหลั่นกันลงมาเป็ชั้นๆ ที่ค่อยๆลู่เข้าสู่จุดกึ่งกลางที่อยู่ลึกที่สุด ณ เบื้องล่าง แต่ด้วยความกว้างใหญ่ไพศาลก็ทำให้วิฬาร์กะขนาดของมันไม่ถูกความโอ่อ่าที่ตั้งอยู่ตรงหน้าทำเอาวิฬาร์ตัวเล็กจ้อยลงไปถนัดตา
และบนขั้นบันไดดังกล่าวแทนที่จะมีเครื่องประดับ หรือสมบัติพัสถาน กองสุมเอาไว้มันกลับมีก้อนโลหะทรงกลมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางสองวาจัดวางอยู่อย่างเป็ระเบียบเรียงตามขั้นบันไดลงไปเรื่อยๆ จนสุด คล้ายกับว่าที่นี่เป็รังฟักไข่ของตัวอะไรสักอย่างก็ไม่ปานไม่ต่างจากห้องแรกที่เขาและพวกคาลอสเข้ามาแม้แต่น้อย
แม้จะคาดคะเนจำนวนดูแล้วพบว่าอย่างมากก็มีไข่โลหะพวกนี้อยู่แค่ราวๆพันใบ แต่วิฬาร์มั่นใจเป็อย่างยิ่งว่าของที่วางอยู่ในนี้ย่อมเป็คนละเกรดกับของด้านนอกอย่างแน่นอน
แค่ดูลายเส้นและประกายโลหะที่สะท้อนแสงไฟออกมาเขาก็ประเมินได้ไม่ยากว่าวัสดุประกอบร่างของพวกมันนั้น ต้องไม่ต่ำกว่าระดับ C แล้ว
วิฬาร์มองภาพตรงหน้าด้วยความฉงนสนเท่ห์ก่อนเข้าประตูมาเขาเตรียมใจไว้ไม่น้อย เพราะไม่ทราบว่าเื้ัประตูจะมีบททดสอบหรืออะไรให้เขาแก้ปัญหาต่อแต่เมื่อเดินเข้ามาเจอภาพนี้ก็ทำเอาเขาชะงักไปด้วยความประหลาดใจ
แต่ถึงอย่างนั้นบางอย่างในตัวเขาก็บอกว่าเ้าของร่างอวตารที่เขากำลังตามหาก็คือสิ่งที่อยู่เบื้องล่างที่ลึกที่สุดของสถานที่ที่ดูคล้ายกับว่าอาจจะเป็สุสานแห่งนี้
เขามองซ้ายมองขวาหาทางลงอยู่ไม่นานก็เจอบันไดขนาดเล็กที่ดูเหมือนจะเอาไว้ให้คนธรรมดาใช้เดินลงไปข้างล่างได้
เขาแทบจะพุ่งลงจากบันไดโดยไม่เหลียวมองไข่โลหะั์พวกนั้น
วงรอบของขั้นบันไดอัฒจันทร์นี้ยิ่งลึกก็ยิ่งเล็กลง ส่งผลให้ก้อนโลหะที่วางอยู่บนนั้นก็ลดจำนวนลงตามวงรอบที่หดตามสัดส่วน
จนถึงบันไดั์ขั้นสุดท้าย
บัดนี้เหลือไข่โลหะเพียงสี่ลูกคล้ายกับว่าตั้งเรียงตามทิศเหนือใต้ออกตก ทว่าพวกมันกลับมีขนาดแตกต่างจากใบอื่นอย่างเห็นได้ชัดแต่ละอันก็มีขนาดเท่าบ้านเล็กๆ หลังหนึ่ง แต่ละลูกก็เดินลายสีทองอร่ามอย่างประณีตแวววับจับตา
แม้มันจะดูน่าสงสัยแต่ก็ไม่ได้ดึงดูดความสนใจเขาไปมากกว่าศาลาหลังน้อยที่ตั้งอยู่กลางห้องแห่งนี้
พื้นที่วงกลมกว้างที่ชั้นล่างสุดมีศาลายกพื้นหลังเล็กตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว มันประกอบขึ้นด้วยไม้ที่ถูกแกะสลักอย่างประณีต
เขาชื่นชมความงามนั้นพร้อมกับสาวเท้าเข้าไปหาอย่างยั้งใจไม่อยู่หัวใจเต้นราวรัวกลอง ก่อนจะพบสิ่งน่าตื่นตะลึงชิ้นหนึ่งวางอยู่บนแท่นหินกลางศาลาหลังนั้น
มันคือหัวโขนศีรษะหนึ่งวางนิ่งอยู่บนนั้นอย่างสะดุดตา
เมื่อสืบเท้าก้าวเข้าไปดูใกล้ๆรายละเอียดทั้งหมดบนหัวโขนหัวนั้นก็ทำเอาร่างของเขาสั่นสะท้านไปทุกอณู
พักตร์สีเขียวโอษฐ์แสยะ เขี้ยวหนึ่งคู่งอกออกมาดูดุร้าย กรรณเดินลายอย่างซับซ้อนผสมผสานกับชิ้นส่วนโลหะที่ยื่นออกมาเป็ปีกเล็กๆ ทั้งสองข้างส่วนบนมีหน้าั์อีกสองชั้นเรียงกันขึ้นไปเมื่อดูซ้ายขวาหน้าหลังจนครบก็นับได้ว่ามีสิบหน้าถ้วนตัวมงกุฎก็ตีลายหนักแน่นจนเป็เหลี่ยมสันเส้นสายเวทมนตร์เดินลายราววงจรไฟฟ้าดูล้ำสมัย กลางหน้าผากตกแต่งประดับด้วยมณีเลอค่าแต่ส่วนที่แปลกคือทุกหน้าหลับตาคล้ายกับอยู่ในห้วงนิทรารมณ์อันหวานชื่น เหลือเพียงหน้าหลักหน้าเดียวที่ยังลืมตาอยู่
“ทศกัณฐ์!!!”
วิฬาร์ลืมตาโตหูสองข้างดับไปพร้อมกับลมหายใจที่ไม่เป็จังหวะสองมือที่สั่นระริกเอื้อมเข้าหาหัวโขนอันงดงามหัวนั้นอย่างเชื่องช้า
แม้สีหน้าจะดูดุร้ายแต่ยิ่งเพ่งยิ่งมอง วิฬาร์กลับรู้สึกถึงความคุ้นเคยอย่างแปลกประหลาดราวกับรู้จักกับมันมาั้แ่เกิดไม่ให้ความรู้สึกน่ากลัวแม้แต่น้อย ทว่ากลับให้ความรู้สึกน่าเกรงขามและน่าเคารพ
เขาหยิบหัวโขนที่หน้าตาพิสดารที่สุดที่เขาเคยเห็นนั้นขึ้นมาประคองไว้ในมืออย่างลืมตัวอารมณ์อันหลากหลายพลุ่งพล่านราวมหาพายุอยู่ในใจวิฬาร์ สมองขาวโพลนและยุ่งเหยิง สบตาคู่นั้นที่เสมือนจ้องมองกลับมาราวกับมีชีวิต
ไม่มีใครรู้ว่าตัววิฬาร์เองเป็คนสวมหรือหัวโขนนั้นเลือกจะสวมใส่ให้วิฬาร์ แต่ผลลัพธ์สุดท้ายมิแตกต่างกัน
วินาทีที่ภาพตรงหน้าดับวูบไปจนมืดสนิทเขาก็รู้สึกเหมือนว่ามีดวงตาทรงอำนาจคู่หนึ่งจับจ้องตัวเขามาจากห้วงลึกด้วยอารมณ์ที่หลากหลายทั้งตื่นเต้น ดีใจ โศกเศร้า เคียดแค้น ระคนกันไปอย่างน่าพิศวง และหลังจากนั้นเขาก็ได้ยินเสียงอ่อนโยนเบาบางเสียงหนึ่งจากแดนไกลดังเข้ามาในโสตประสาท
‘เ้ากลับมาแล้ว’
จากนั้นสติเขาก็ดับวูบไป
………………..
ั้แ่่บ่ายพยับเมฆบนฟ้าก็หนาหนักขึ้นทุกขณะจนทำให้เมืองอยุธยามืดสลัวอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อนมันแผ่ปกคลุมจนมองไม่เห็นอาณาเขตสิ้นสุด แต่ก็ไม่มีใครใคร่สนใจเื่ไกลตัวพวกนี้ผู้เล่นต่างก้มหน้าก้มตาทำกิจกรรมของตัวเองเหมือนอย่างที่เป็มาั้แ่เกมเปิดตัว
แต่จวบจนเย็นเมฆก้อนนั้นกลับไม่หายไป ซ้ำยังมีเสียงลั่นอึงอลพร้อมกับมีแสงแลบแปลบปลาบวิ่งไปมาคล้ายจะสาดฝนลงมาได้ทุกเมื่อ
เปรี้ยง!!!
วินาทีเดียวกันกับเสียงฟ้าผ่าฝนเม็ดแรกก็ตกลงสู่พื้นดินของอยุธยา ยิ่งเนิ่นนาน ยิ่งหนาเม็ดขึ้นร้านรวงเริ่มเก็บของหนีฝน บ้างก็กางกันสาดขึ้นมาอย่างฉุกละหุกผู้เล่นที่พอมีฝีมือต่างผนึกพลังขึ้นมากันฝนพลางทำกิจกรรมเดิมของตัวเองต่อส่วนคนที่รักความสะดวกสบายซักหน่อย ก็บ่นงึมงำพลางหยิบไอเทมกันฝนขึ้นมาใช้กันถ้วนหน้าเว้นเสียแต่ชายหนุ่มคนหนึ่งที่ยืนอยู่ริมหน้าต่างบนยอดมหาปราสาทเขายืนมองเมฆฝนก้อนนี้พลางขมวดคิ้ว ปล่อยให้หยาดฝนสาดซัดเข้ามาจนร่างเปียกปอนพยายามไขว่คว้าความรู้สึกถึงลางร้ายอะไรบางอย่างซึ่งกำลังก่อตัวขึ้นในที่ห่างไกลออกไปคล้ายจะมีความคิดอันเลือนรางแวบผ่านเข้ามาในหัว แต่ก็เป็เช่นเส้นแสงบนฟ้าที่สว่างวาบแล้วก็ดับมืดลงไม่ทันให้คว้าจับอะไรได้
“ยืนตากฝนดูไรวะ? เดี๋ยวก็โดนลมพัดตกลงไปตายข้างล่างหรอก”
เสียงระคายโสตดังขึ้นมาเื้ัจนทำให้มุมปากเ้าของร่างอันเปียกปอนกระตุกยิ้มขึ้นมาอย่างอดไม่อยู่ความจริงแล้วต่อให้ลมพัดแรงกว่านี้ ก็ไม่มีทางที่จะถูกพัดจน ‘บังเอิญ’ ร่วงผ่านขอบหน้าต่างที่สูงกว่าสามศอกตกลงไปได้เป็อันขาดอย่าว่าแต่ต่อให้ร่วงลงไป ด้วยพลังฝีมือระดับนี้ กฤษณะคงเอาตัวรอดได้ไม่ยากแม้ว่าหน้าต่างบานนี้จะสูงจากพื้นขึ้นมาร่วมห้าสิบเมตรก็ตาม
เขาเบือนหน้ากลับมาในห้องแสนอบอุ่นพร้อมพาร่างอันเปียกปอนเดินกลับเข้ามาหาเ้าของเสียงหยอกล้อเมื่อครู่ในขณะที่หมู่เมฆส่งเสียงครืนครันคล้ายจะประท้วงต่อสายตาคู่นั้นที่ละความสนใจไปจากตัวเอง
แสงจากสายวิชชุส่องวาบจนเผยให้เห็นใบหน้าอันหล่อเหลาราวเทพบรรจงสร้างพร้อมแววตาคมกล้าที่เชิญชวนให้ผู้คนลุ่มหลงแต่มันกลับถูกรอยย่นที่หัวคิ้วพร้อมความกังวลบางอย่างที่ฉายออกมาผ่านแววตานั้นลดทอนความองอาจไปสองส่วน
“รู้สึกเหมือนวันนี้เกิดอะไรบางอย่างขึ้น...บางอย่างที่ไม่ค่อยดี” เขาเอ่ยปากตอบคำถามระคายหูเมื่อครู่ด้วยน้ำเสียงไม่มั่นใจส่วนคนตรงข้ามที่ได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้วตามพลางมองลอดหน้าต่างออกไปด้านนอกคล้ายจะััอะไรบางอย่างได้เช่นกัน
“นั่นดิเมฆวันนี้ทำให้รู้สึกแปลกๆ อยู่นะ”
“งั้นนายใช้สกิลของ พิเภก ทำนายดูสักครั้งแล้วกันเผื่อจะมีเบาะแสอะไรบ้าง”
อีกฝ่ายนิ่งไปพักนึงเพราะกำลังตรึกตรองว่าสกิลที่มีเวลาคูลดาวน์ร่วมเดือนที่ไม่ได้ใช้มาสักพักจะคุ้มค่าต่อการใช้งานครั้งนี้หรือไม่แต่แล้วเหมือนสัญชาตญาณจะเอาชนะหลักเหตุผลได้ ทั้งสองคนต่างรู้สึกถึงอะไรแปลกๆเช่นเดียวกัน แม้ว่ามันจะไม่มีที่มาที่ไป แต่ลึกๆ ในใจกลับรู้สึกพิกลปนกระสับกระส่าย
ทั้งสองคนเป็ผู้เล่นระดับแนวหน้าของดิเอจ ออฟ อโพคาลิปส์ ที่ตะลุยไปมาแล้วกว่าครึ่งของทวีปหิมพานต์ซ้ำยังมีตำแหน่งเป็ถึงหัวหน้าและรองของกิลด์ดาร์ค ฮอไรซอนอันยิ่งใหญ่ผ่านภารกิจสุดโหดหินและสัตว์อสูรนานาชนิดมานับไม่ถ้วนกาลเวลาได้ขัดเกลาทักษะฝีมือของพวกเขาจนคล้ายกับดาบอันคมกริบเล่มหนึ่งที่ไม่อาจหักสะบั้นลง
แต่ทว่าวันนี้ทั้งสองกลับรู้สึกถึงความคุ้นเคยประหลาดบางอย่างที่ไม่ได้ััมาเนิ่นนานนี้อีกครั้งก็อดทำให้ทั้งรู้สึกตื่นเต้นและประหม่าไม่ได้
เหมือนมีเงื่อนงำหรือพลังอะไรบางอย่างที่เตรียมจะออกมาคัดง้างกับดาบอย่างพวกเขา
“ช่างมันก่อนแล้วกันแล้วนี่ที่มาหานี่มีอะไร?” ชายหนุ่มที่เปียกชื้นไปทั่วทั้งตัวพูดอย่างไม่ใส่ใจก่อนหันมาถามฝ่ายตรงข้ามพยักหน้าเล็กน้อยเป็เชิงเห็นด้วยแล้วบอกสาเหตุที่ตัวเองเข้ามาตามถึงที่ห้อง
“ถึงเวลาประชุมแล้วรีบไปกันดีกว่า ฉันว่าคราวนี้ เราอาจจะต้องใช้พลังของรามออกมาสักครั้งนึง”
ดูเหมือนการกลับมาของใครบางคนจะเริ่มส่งผลกระทบเป็วงกว้างแล้วนะครับ